29/05/2024
📍Edited: เนื่องในโอกาสที่ปี 2024 ครบรอบ 71 ปีของการพิชิตจุดสูงสุดของโลก และมีคนไทยปีนยอด Everest สำเร็จอีกหนึ่งคน รวมตอนนี้มีทั้งหมด 6 คน เลยขอเอาบทความเดิมมาแก้ไขและลงให้อ่านกันอีกครั้งครับ สำหรับรายชื่อคนไทยทั้ง 6 ท่านอยู่ด้านล่างสุดของโพสต์นะครับ 😁
ในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1953 หรือเมื่อ 70 ปีก่อน บนความสูง 8,848 เมตร (29,029 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล ชาย 2 คนได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ด้วยการพิชิต “เอเวอเรสต์” ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก
เอเวอเรสต์ (Everest) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่หัวหน้าคณะสำรวจชาวอังกฤษในอินเดียยุคแรกที่ชื่อ เซอร์จอร์จ อีฟเรสต์ (Colonel Sir George Everest) แต่คนส่วนใหญ่มักอ่านว่า "เอเวอเรสต์" ดังที่เรียกกันในปัจจุบัน สำหรับชาวเนปาลจะเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า สกามาธา (Sagarmatha) ซึ่งหมายถึง มารดาแห่งท้องฟ้า ส่วนชาวทิเบตจะเรียกยอดเขาแห่งนี้ว่า โชโมลังมา (Chomolungma) หมายถึง มารดาแห่งโลก
ปัจจุบันนับจนถึงปี 2023 จำนวนผู้พิชิตเอเวอเรสต์มีมากกว่า 6,000 คนจากหลากหลายประเทศ ส่วนผู้โชคร้ายที่นำชีวิตไปทิ้งไว้บนเส้นทางสู่ยอดสูงสุดของโลกมีจำนวน 323 คนนับตั้งแต่ปี 1922 โดยเป็นการเสียชีวิตจากหิมะถล่ม 78 คน พลัดตกเขา 72 คน อาการเจ็บป่วยฉับพลันจากการขึ้นเขาสูง (AMS) 38 คน อาการอ่อนเพลียจนเสียชีวิต 28 คน อาการเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ AMS 27 คน การสัมผัสความสูงและเสียชีวิต 26 คน และสาเหตุอื่น ๆ อีก 59 คน
ในช่วงแรกนั้นมีความพยายามของคณะเดินทางสำรวจที่จะพิชิตยอดเอเวอเรสต์อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการขึ้นจากฝั่งทิเบต ซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกในปี 1921 เมื่อคณะสำรวจคณะแรกของสหราชอาณาจักรได้เริ่มทำการสำรวจธารน้ำแข็งรงบุก (Rongbuk Glacier)
ในขณะที่คณะสำรวจคณะที่สามในปี 1924 ซึ่งประกอบด้วยนักปีนเขาชื่อดัง จอร์จ มัลลอรี (George Mallory) และ แอนดรู เออร์ไวน์ (Andrew Irvine) ได้เข้าใกล้ยอดเขามากที่สุดในช่วงนั้นจากปากคำของนักเดินทางคนอื่น ๆ ทว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นทั้งสองในสภาพที่ยังมีชีวิต โดยในปัจจุบันยังมีการถกเถียงกันอยู่เป็นระยะว่าทั้งสองคนไปถึงจุดสูงสุดของโลกเป็นกลุ่มแรกหรือไม่ (สำหรับจอร์จ มัลลอรีเป็นผู้ให้คำตอบของเหตุผลในการปีนเอเวอร์เรสต์ของตนเองไว้ว่า “เพราะมันอยู่ที่นั่น (Because it’s there)” ซึ่งเป็นถูกนำมาใช้เป็นประโยคสุดคลาสสิกของนักปีนเขาจนถึงปัจจุบัน)
หลังจากเหตุการณ์ในปี 1924 มีความพยายามในการสำรวจและพิชิตยอดเขาแห่งนี้อยู่อีกหลายครั้ง จนถึงช่วงปี 1950 ประเทศจีนเข้ายึดครองทิเบตเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาจากทางด้านนี้จึงปิดตัวลง ในช่วงเวลาเดียวกันประเทศเนปาลก็ได้เริ่มเปิดประเทศให้คนภายนอกเดินทางเข้าประเทศได้ การพยายามปีนยอดเอเวอเรสต์จึงเปลี่ยนจากฝั่งทิเบตมาเป็นฝั่งเนปาลตั้งแต่ช่วงเวลานั้น
ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม ปี 1919 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เด็กน้อยนามว่า เอ็ดมันด์ ฮิลลารี (Edmund Hillary) ได้ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวที่มีพ่อเป็นนักหนังสือพิมพ์ และมีแม่เป็นครู เอ็ดมันด์ ฮิลลารีในวัยเด็กเป็นคนขี้อาย และเก็บตัว เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหนังสือและมีความใฝ่ฝันว่าซักวันจะได้ออกผจญภัย และเมื่อเริ่มเข้าวัยหนุ่มการชกมวยก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนเป็นคนที่กล้าแสดงออก กล้าลุยมากขึ้น
ในครั้งหนึ่งที่โรงเรียนของเขาได้พาไปทัศนศึกษาบริเวณภูเขาไฟรัวเปฮู (Mount Ruapehu) ซึ่งอยู่ทางเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ความสวยงามของธรรมชาติจากทิวทัศน์ของภูเขา และการค้นพบว่าตนเองมีความสามารถในการปีนเขาที่แข็งแรงกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ทำให้ความหลงไหลในการปีนเขาของหนุ่มน้อยเอ็ดมันด์ ฮิลลารีเพิ่มมากขึ้น แต่เขาก็เก็บความหลงไหลนี้เอาไว้และตั้งใจเรียนต่อไป
จนล่วงมาถึงวัย 20 ปี เอ็ดมันด์ ฮิลลารีลาออกจากการเรียนในมหาวิทยาลัย และมาทำอาชีพเป็นคนเลี้ยงผึ้งกับครอบครัวในช่วงหน้าร้อน ส่วนในช่วงหน้าหนาวเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปีนเขา โดยยอดเขาแรกที่เอ็ดมันด์ ฮิลลารีพิชิตได้ก็คือ ยอดเขาโอลิเวอร์ (Mount Oliver) ซึ่งมีความสูง 1,933 เมตร (6,342 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล และก่อนที่จะอายุ 30 ปี เขาก็สามารถพิชิต อาโอรากิ หรือ ยอดเขาคุก (Aoraki / Mount Cook) ยอดเขาที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์บ้านเกิดที่ความสูง 3,724 เมตร (12,218 ฟุต) จากระดับน้ำทะเลได้สำเร็จ ตอนนี้นิวซีแลนด์ไม่เพียงพอสำหรับเอ็ดมันด์ ฮิลลารีอีกแล้ว เขาอยากเห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้ ในมุมที่สูงกว่านี้ ซึ่งในอีก 2 ปีต่อมา เมื่อเสร็จจากงานแต่งงานพี่สาวของเขาที่ประเทศอังกฤษ เอ็ดมันด์ ฮิลลารีก็เดินทางไปพิชิตยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) ที่มีความสูง 4,158 เมตร (13,642 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Top of Europe ในที่สุด หลังจากนั้นความพยายามที่จะขึ้นไปยังจุดที่สูงยิ่งขึ้นของเขาก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา
หลังจากเนปาลเปิดประเทศ และการพยายามพิชิตยอดเอเวอเรสต์จากฝั่งเนปาลเริ่มเป็นเป้าหมายของนักปีนเขาจากทั่วโลกมากขึ้น สองประเทศที่ทำการแข่งขันกันเพื่อพิชิตเอเวอร์เรสต์ในช่วงเวลานั้นก็คือ สวิสเซอร์แลนด์ และ สหราชอาณาจักร ซึ่งนับเป็นประเทศมหาอำนาจในการปีนเขาอย่างแท้จริง ทั้งสองประเทศมีการขับเคี่ยวกันพัฒนาปรับปรุงอุปกรณ์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะช่วยให้สามารถพิชิตยอดเขากันมาโดยตลอด ในเดือนตุลาคม ปี 1951 เอ็ดมันด์ ฮิลลารี ได้ตัดสินใจเข้าร่วมคณะสำรวจของสหราชอาณาจักร ที่นำทีมโดย อีริค ชิปตัน (Eric Shipton) โดยเหตุการณ์สำคัญของทีมในครั้งนี้คือการข้าม Khumbu Icefall จุดที่อันตรายที่สุดจุดหนึ่งของเอเวอร์เรสต์ ไปยัง Western Cwm จากการพยายามในครั้งนี้ทำให้การเข้าใกล้จุดสูงสุดของโลกเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น
ในปีต่อมา คณะสำรวจจากสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งใช้เส้นทางเดียวกับคณะของอีริค ชิปตัน และไปได้ไกลกว่า โดยเป็นทีมแรกที่ไปถึงจุดที่เรียกว่า South Col ในความพยายามพิชิตยอดเขาของทีมนี้ นักปีนเขา 2 คนของทีมเกือบจะทำการพิชิตยอดได้สำเร็จเมื่อเหลืออีกเพียง 200 กว่าเมตรเท่านั้นจะถึงยอด และหนึ่งในสองของทีมนี้เป็นชาวเชอร์ปา ที่ชื่อ เทนซิง นอร์เก (Tenzing Norgay)
สำหรับ เทนซิง นอร์เก เป็นชาวเชอร์ปา ชนเผ่าพื้นเมืองของเทือกเขาหิมาลัย เขาเกิดในชนบทของที่ราบสูงทิเบต โดยเป็นลูกคนที่ 11 จาก 13 คนของครอบครัว และมีอายุมากกว่าเอ็ดมันด์ ฮิลลารี 5 ปี ในวัยเด็กเขาถูกสอนมาตามความเชื่อของชาวเชอร์ปามาโดยตลอดในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของเทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นที่ประทับของเหล่าเทพเจ้า เมื่ออายุครบ 19 ปี เทนซิง นอร์เก ได้ย้ายมาอยู่ในชุมชนชาวเชอร์ปาขนาดใหญ่ที่เมืองดาร์จีลิง (Darjeeling) ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และทำงานเป็นลูกหาบรับจ้างนักท่องเที่ยวปีนเขารอบ ๆ หิมาลัยมาตั้งแต่นั้น โดยก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมทีมสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงปี 1930 เทนซิง นอร์เก เข้าร่วมทีมของสหราชอาณาจักรในการสำรวจยอดเขาเอเวอเรสต์จากด้านทิศเหนือของทิเบตทั้งหมด 3 ครั้ง นอกจากนี้ในปี 1947 เขายังได้เข้าร่วมในทีมที่พยายามปีนยอดเขาเอเวอเรสต์อีกครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเจอพายุกระหน่ำอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามโปรไฟล์ของเทนซิง นอร์เก นับได้ว่าเป็นเชอร์ปาที่มีความเชี่ยวชาญในการปีนเขาในระดับสูงทีเดียว หลังจากจบภารกิจกับทีมสวิตเซอร์แลนด์เขาจึงถูกทาบทามให้เป็นหนึ่งในทีมของสหราชอาณาจักรในปีถัดไป
ในปี 1953 คณะเดินทางสำรวจครั้งที่ 9 ของสหราชอาณาจักร นำทีมโดยจอห์น ฮันท์ (John Hunt) เดินทางมาถึงเนปาล ซึ่งในทีมนี้มีเอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ในวัย 34 ปี เดินทางมาด้วย โดยเริ่มตั้งแคมป์ในเดือนเมษายน จนถึงเดือนพฤษภาคมกำหนดการที่จะพิชิตยอดเขาของทีมใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แม้ว่าในปีนั้น คณะของจอห์น ฮันท์ จะประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งพายุหิมะ อาหารและออกซิเจนที่อาจจะไม่เพียงพอ แต่เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบทที่ 2 (Queen Elizabeth II) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 1953 ให้ยิ่งใหญ่ที่สุด ทางคณะสำรวจที่ 9 ของจอห์น ฮันท์ก็จะยอมแพ้ต่อความโหดร้ายของธรรมชาติในครั้งนี้ไม่ได้
ในวันที่ 26 พฤษภาคม จอห์น ฮันท์ตัดสินใจส่งนักปีนเขาฝีมือดี 2 คนขึ้นพิชิตยอดเขา แต่ความพยายามครั้งแรกไม่สำเร็จเนื่องจากออกซิเจนสำรองของนักปีนเขาคนหนึ่งมีปัญหา และทั้งสองมีอาการอ่อนแรง เหนื่อยล้า และแพ้ความสูง จึงทำให้ต้องกลับลงมาที่แคมป์ทั้งที่เหลืออีกไม่กี่เมตรจะถึงยอด อย่างไรก็ตามอีก 2 วันถัดมาทีมก็ส่งนักปีนเขาอีก 2 คนขึ้นไป นั่นคือเอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ หนุ่มไฟแรงจากนิวซีแลนด์ และเทนซิง นอร์เก ชาวเชอร์ปาที่เคยร่วมทีมกับสวิตเซอร์แลนด์และเกือบไปถึงยอดในปีก่อนโดยมี ทีมสนับสนุน อีก 3 คน ทั้งหมดออกเดินทางจนเมื่อไปถึงระดับ 8,500 เมตร 2 นักปีนเขาหลักก็ได้ทำการตั้งแคมป์บริเวณนั้น ในขณะที่ทีมสนับสนุนย้อนกลับลงไปรอยังแคมป์ด้านล่าง
สถานการณ์ในครั้งนี้ดูเป็นได้ด้วยดี ทั้งอากาศที่ดูจะเป็นใจตั้งแต่ต้นและสภาพร่างกายของทั้งคู่ที่ถือว่าดีมาก แต่แล้วในช่วงเช้ามืดแทนที่จะได้ออกจากแคมป์ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ กลับต้องเสียเวลาไปถึง 2 ชั่วโมงจากการที่เขาทิ้งรองเท้าเอาไว้นอกเต็นท์จนทำให้น้ำแข็งเกาะเต็มรองเท้า และต้องทำให้น้ำแข็งละลายก่อนที่จะใส่และออกเดินทางสู่ยอดเขาได้ในช่วง 6.30 น. หลังจากไต่ระดับความสูงกันมาเรื่อย ๆ แม้เพียงไม่กี่ร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงทีเดียว สิ่งที่ขวางอยู่ก่อนที่จะถึงยอดเขาก็คือ หน้าผาหินสูง 40 ฟุต ที่ต่อมาจะถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ก้าวข้ามมันคนแรกว่า Hillary Step (ปัจจุบันจุดนี้ถูกทำลายลงแล้วจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2015) ทั้งสองชั่งใจกันอยู่ซักพักว่าจะข้ามจุดนี้อย่างไร ในที่สุดเอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ก็ตัดสินใจทำการปีนตามรอยแตกระหว่างน้ำแข็งและหิน แต่เมื่อไต่ไปได้ไม่นาน Crampon ของเขาก็ไปติดอยู่ในน้ำแข็ง เทนซิง นอร์เกเห็นดังนั้นแทนที่จะไปต่อเพียงคนเดียวตามที่เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่บอก เขากลับรอจนเอ็ดมันด์ ฮิลลารี่นำตัวออกมาจากร่องที่ติดอยู่ และเดินทางพร้อมกันต่อไป ซึ่งเส้นทางของทั้งคู่หลังผ่านจุดนั้นมาได้เป็นไปอย่างง่ายดาย
และในที่สุด 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นทั้งสองคนก็พาตัวเองมาอยู่บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวหิมาลัย บนจุดที่นักปีนเขามากมายพยายามที่จะมาให้ถึงตลอดช่วงเวลาร้อยปีตั้งแต่มีการค้นพบภูเขาลูกนี้ บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก พวกเขาทำสำเร็จ!!!
ข่าวการพิชิตยอดเอเวอเรสต์ไปถึงลอนดอนในเช้าวันพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบทที่ 2 พอดิบพอดี หลายวันต่อมาเมื่อทั้งคณะกลับลงมาถึงกาฐมาณฑุ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ และจอห์น ฮันท์ก็ได้รับแจ้งว่าพวกเขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวินจากสมเด็จพระราชินี เพื่อเป็นเกียรติของความสำเร็จจากความพยายามในการพิชิตจุดสูงสุดของโลก นอกจากนี้คณะสำรวจคนอื่น ๆ รวมถึงเทนซิง นอร์เก ก็ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในชั้นอื่น ๆ ของสหราชอาณาจักรด้วยเช่นเดียวกัน
หลังจากพิชิตยอดเอเวอเรสต์ เทนซิง นอร์เก ได้รับการยกย่องทั้งในประเทศอินเดียและเนปาล โดยบางคนยังเชื่อว่าเขาเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระศิวะกลับชาติมาเกิด ในปี 1954 เขาจึงได้กลับไปดาร์จีลิงเพื่อไปรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝึกปีนเขาของ Himalayan Mountaineering Institute ซึ่งมีนักปีนเขาหลายคนเดินทางมาให้เขาฝึกเพื่อพิชิตยอดเขาสูง และในปี 1978 หลังจากทำงานให้กับบริษัทอื่นมานาน เทนซิง นอร์เกและลูกชายก็ได้ตั้งบริษัทของตนเองชื่อ Tenzing Norgay Adventures รับจัดทริปปีนเขารอบ ๆ หิมาลัยซึ่งยังดำเนินงานอยู่จนถึงปัจจุบัน
เทนซิง นอร์เกเสียชีวิตด้วยโรคหลอดลมเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1986 ที่เมืองดาร์จีลิง ประเทศอินเดีย
ส่วนเซอร์เอ็ดมัน ฮิลลารี ใช้ชีวิตเป็นนักผจญภัย ปีนยอดเขาอีก 10 ยอดในเทือกเขาหิมาลัยในช่วง 1956-1965 นอกจากนี้เขายังเป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถเดินทางไปยังยอดเขาเอเวอเรสต์ ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เขาอุทิศชีวิตของเขาส่วนใหญ่หลังผ่านการผจญภัยมามากมายในการช่วยเหลือชาวเชอร์ปาในเนปาลและผู้คนที่อาศัยอยู่ในภูเขาหิมาลัยผ่านการจัดตั้งกองทุนและจัดงานการกุศลมากมาย
เซอร์เอ็ดมัน ฮิลลารี เสียชีวิตโดยสงบที่บ้านในนิวซีแลนด์ เมื่ออายุ 88 ปี ในปี 2008 รัฐบาลเนปาลได้เปลี่ยนชื่อสนามบินลุกลา (Lukla) จุดเริ่มต้นของนักปีนเขาในการไปสู่เอเวอร์เรสต์ เป็น Tenzing - Hillary Airport เพื่อเป็นการระลึกถึง 2 ผู้พิชิตจุดสูงสุดของโลก คนทั้งประเทศนิวซีแลนด์และเนปาล รวมถึงนักปีนเขาทั่วโลกต่างร่วมกันไว้อาลัยให้พวกเขาในฐานะตำนาน
หากอ่านกันมาถึงตรงนี้ผมขอขอบคุณด้วยนะครับ ใช้เวลาเรียบเรียงอยู่นานพอสมควรเลยสำหรับโพสต์นี้ หวังว่าจะพอมีประโยชน์หรือสาระให้กับผู้อ่านอยู่บ้างนะครับ
อย่างไรก็ดี การใช้คำว่า พิชิต นั้น เป็นการพิชิตขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจของนักปีนเขาในสภาพแวดล้อมของภูเขาเท่านั้นเอง
สำหรับรายชื่อคนไทยที่ปีนถึงยอดเอเวอร์เรสต์ ณ ปัจจุบันมีดังนี้ครับ
1. คุณวิทิตนันท์ โรจนพานิช 22 พฤษภาคม 2008 ปีนฝั่งเนปาล 🇳🇵(คนไทยคนแรกที่พิชิตยอดเอเวอร์เรสต์)
2. นายแพทย์ อาคม กิจวนิชประเสริฐ 21 พฤษภาคม 2011 ปีนฝั่งทิเบต 🇨🇳 (คนไทยคนที่ 2 ที่พิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ และเป็นคนไทยคนแรกที่ปีนถึงยอดจากฝั่งทิเบต)
3. ทันตแพทย์หญิง นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ 19 พฤษภาคม 2016 ปีนฝั่งเนปาล🇳🇵(ผู้หญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ และเป็นคนไทยคนที่ 3)
4. คุณกิตติ บุญนิจรอด 15 พฤษภาคม 2023 ปีนฝั่งเนปาล🇳🇵(คนไทยคนที่ 4 ที่พิชิตยอดเอเวอร์เรสต์)
5. แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร 25 พฤษภาคม 2023 ปีนฝั่งเนปาล🇳🇵 (ผู้หญิงไทยคนที่ 2 ที่พิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ และเป็นคนไทยคนที่ 5)
6. คุณสิริพงศ์ สุพรรณพงศ์ 23 พฤษภาคม 2024 ปีนฝั่งเนปาล 🇳🇵 (คนไทยคนที่ 6 ที่พิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ เป็นคนไทยคนแรกที่ปีนจาก Base camp ถึงยอด โดยไม่มีการ Rotation)