10/03/2020
ฝึกแบบไหนดี
ฝึกแบบไหนดี?
วันนี้ผมจะมาพูดถึงแนวทางในการฝึก เท่าที่เห็นนะครับ แต่บอกก่อนว่า ไม่ได้บอกว่าวิธีไหนดีกว่าวิธีไหน เพราะทุกวิธี มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน และ อาจจะเหมาะกับคนนึงแต่ไม่เหมาะกับอีกคนก็ได้ ส่วนข้อดี ข้อเสียที่ผมระบุ ก็อาจจะไม่ครอบคลุมก็ได้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพื่อเป็นแนวทางคร่าวๆเท่านั้น
เรามาเริ่มกันเลย
แนวเก็บระยะ - แนวทางนี้ จะเน้น วิ่งไม่เร็ว แต่เยอะ เน้นระยะสะสม ต่อสัปดาห์เยอะ เรียกว่ายิ่งเยอะยิ่งดี
ข้อดี
-ความเสี่ยงต่ำ เพราะไม่ได้วิ่งเร็ว
-มีความแน่นอน ที่จะวิ่งถึงในวันแข่ง ถ้าร่างกายไม่บอบช้ำจนเกินไปนะครับ
ข้อเสีย
-ใช้เวลาเยอะ เพราะพอต้องเก็บระยะมากๆ ด้วยความเร็วไม่มาก ก็ย่อมต้องใช้เวลาในการวิ่งเยอะตาม
-มีความเสี่ยงต่อหัวใจโต อันนี้อย่างที่ทราบว่า มีกลุ่มตัวอย่างที่พบว่าการวิ่งมากกว่าสัปดาห์ละ600 นาที มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะหัวใจหนาตัว
แนวนักกีฬาสำหรับแข่งขัน - แนวนี้ ที่พบส่วนใหญ่จะเน้น การฝึก Interval สลับ Weight trainning ในการฝึก interval ก็มักจะวิ่งด้วยความเร็วสูงมาก ในส่วนการ Weight ก็เป็นการเสริมให้ร่างกาย แข็งแรงพอที่จะรับแรงกระแทกได้ดี ในการฝึก Drill ก็จะเป็นท่าที่เพื่อเสริมความแข็งแรง แนวทางนี้จะมีตารางฝึกที่ชัดเจน
ข้อดี
-มีการพัฒนาที่รวดเร็ว เห็นผลชัดเจน เรียกว่า ฝึกแป๊ปเดียวสถิติ ดีขึ้นทันที
-ร่างกายแข็งแรง แน่นอน ฝึกหนัก ร่างกายย่อมแข็งแรง
ข้อเสีย
-มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูง ยิ่งถ้า Weight ไม่สมดุลย์ หรือ การวางแผนการฝึกที่หนักเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ ดังนั้น แนวทางนี้จึงจำเป็นต้องมีผู้ควบคุม(โค้ช) และ ผู้ฝึกต้องดูแลตัวเองดีระดับหนึ่ง
กลุ่มนี้จะถูกแตกย่อยไปแต่ละสำนักอีกที โดยจะเน้นแต่ละเรื่องแตกต่างกันไปสัดส่วนการฝึกหนักเบา ก็แตกต่างไป ถือว่าเป็นแนว popular
แนวเน้นพื้นฐาน - แนวนี้จะไม่ค่อยพบ เพราะการฝึก จะวนๆแถวๆ พื้นฐาน ฝึกพวก Speed work จะน้อยมาก ส่วนเก็บระยะก็ไม่มาก เน้นๆก็จะเป็นการฝึกโซน2 การจัดท่าวิ่งเพื่อให้มีประสิทธิภาพ โดยเอาตัวผู้ฝึกเป็นหลักแล้วปรับรูปแบบตามแต่ละคน
ข้อดี
-เมื่อมีพื้นฐานดี การต่อยอดจะทำได้ง่าย ไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
ข้อเสีย
-น่าเบื่อ เพราะฝึกพื้นฐาน มันไม่ค่อยน่าสนใจ
-ยาก เพราะการจัดท่าวิ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากถึงยากมาก เพราะคนส่วนใหญ่จะติดการวิ่งในรูปแบบเดิม
-ประสบความสำเร็จช้า
แนวสวนสุขภาพ - แนวนี้ผมไม่รู้จะเรียกแบบไหน แต่เรามักจะพบได้ตามสวนสุขภาพ แนวนี้ก็จะวิ่งเรื่อยๆ ค่อนไปทางเร็วที่พอทนได้ เมื่อชินก็ค่อยๆเพิ่มความเร็ว หรือ ระยะทางมากขึ้นเรื่อยๆ พออายุวิ่งเยอะขึ้นก็จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ
ข้อดี
-ไม่ค่อยบาดเจ็บเพราะ ค่อยๆพัฒนาโดยดูจากตัวเองเป็นหลัก
ข้อเสีย
-ถ้าต้องการแข่งขัน จะใช้เวลานานกว่าจะพัฒนามาได้เพราะ ค่อยๆปรับความเร็วเรื่อยๆ
หมายเหตุ ที่วิเคราะห์ประมาณนี้ ก็จะเห็นภาพกลุ่มต่างๆที่มีการสอน ในปัจจุบัน โดยกลุ่มใหญ่จะเป็นกลุ่มที่เอาแนวทางแข่งขันมาสอนกันค่อนข้างเยอะ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมช่วงหลังนักวิ่งมีผลงานที่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด กันเลย
สุดท้าย การจะฝึกแบบไหนมันก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล ให้ดูว่าแบบไหนเหมาะกับเรา
Run EZ(By off)
10 มีค 63