โค้ชป้อมสอนวิ่ง

โค้ชป้อมสอนวิ่ง ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก โค้ชป้อมสอนวิ่ง, กีฬา, สนามกีฬากลางจังหวัด, Rayong.

13/08/2026

เป็นสนามที่ยาก แต่ก็ผ่านมาได้
#ไม่มีปาฏิหารย์มีแต่ปฏิบัติ
#โค้ชป้อมสอนวิ่ง

ผมว่างาน Coaching หรือโค้ชวิ่งในไทย เป็นหนึ่งในงานที่คนให้มูลค่าต่ำมากเลยนะ 😑จากเมื่อวานผมใจร้อนปนร้อนรน อยากพัฒนาเว็บวิ...
09/08/2026

ผมว่างาน Coaching หรือโค้ชวิ่งในไทย เป็นหนึ่งในงานที่คนให้มูลค่าต่ำมากเลยนะ 😑

จากเมื่อวานผมใจร้อนปนร้อนรน อยากพัฒนาเว็บวิ่งที่ดีที่สุดในแกแล็คซี่ ผมจึงรีบรันคำสั่ง AI เพื่อพัฒนาเว็บวิ่งแบบเต็มระบบทันที โดยเฉพาะฟีเจอร์หาเพื่อนเติมคาร์บหลังวิ่งที่ต้องรีบทำก่อน...

แต่ขยันเกินครับ แผนโปรผมยังซัดซะเต็ม Limit ในชั่วพริบตา ระหว่างรอปลด Limit จาก Cluade กับ Chat GPT ผมเลยอยากมาเขียนเล่าอะไรเล็กน้อยตามหัวข้อด้านบนก่อนไปรันงานต่อ...

คือคุณรู้สึกไหมว่า... ค่าดูแลนักวิ่งทั้งเดือนของโค้ชบางคน เผลอพอ ๆ กับ Personal Trainer แค่ 1 ชั่วโมง ผมจะบร้า!

คนนึงยืนดูเรา 1 ชั่วโมงจบ แต่อีกคนต้องรับผิดชอบกับ Training Decision ของเราไปทั้งเดือน

แต่ราคาดันพอ ๆ กัน!

ฟังแล้วมันก็ดูจะหลุด ๆ เหมือนกัน

ผมว่าส่วนหนึ่งเพราะคนมองงาน Coaching แล้วเห็นแค่ของชิ้นสุดท้ายที่ได้รับ

ก็แค่ #ตารางวิ่ง

จันทร์ Easy
อังคาร Threshold
พฤหัส Easy
เสาร์ Long Run

แล้วก็รู้สึกว่า อ๋อ...แค่เขียนตารางนี่หว่า มันจะมีอะไรนักหนา

แต่เอาจริง ๆ งาน Coaching ไม่ได้อยู่ที่การพิมพ์ว่าอังคารนี้ 3×10' Threshold

มันอยู่ที่ว่า

ทำไมคนนี้ถึงต้อง 3x10' อีกคนต้อง 3x6'
ทำไมวันนี้ต้องซ้อมแบบนี้
ทำไมอีกคนไม่ควรทำ
ทำไมต้อง Pace นี้ ไม่ใชเพซ PB
ทำไมบางคนไม่ควรยึด Pace เลย
ทำไมคนนี้เหมาะกับคอร์ทยาว แต่อีกคนเหมาะกับคอร์ทสั้น
ทำไมพัก 60 วินาที ไม่ใช่ 2 นาที แล้วต้องพักแบบนี้
ทำไมคนนี้ใช้แผน 16 สัปดาห์ แต่อีกคนต้อง 22 ทั้งที่ระยะเดียวกัน
ทำไม Phase นี้ต้องทำสิ่งนี้ แต่อีก Phase ต้องตัดออก
ทำไมคนหนึ่ง Taper 3 สัปดาห์ แต่อีกคนลดนิดเดียวพอ
ฯลฯ

แล้วที่สำคัญที่สุด พอทำไปแล้ว ร่างกายตอบสนองอย่างที่โค้ชคิดไหม

ถ้าไม่ใช่ จะเปลี่ยนอะไรต่อ...

สำหรับผม อันนี้ต่างหากคือ

เพราะใครก็เขียนตารางดี ๆ ล่วงหน้า 16 สัปดาห์ได้

แตืของจริงคือสัปดาห์ที่ 4 เมื่อชีวิตคนไม่ได้เดินตาม Excel แล้ว คนที่ดูแลจะรู้ไหมว่าเราจะทำยังไงกับมัน?

และงานพวกนี้ส่วนใหญ่มันเป็น Invisible Work ด้วย

นักวิ่งเห็นสุดท้ายแค่คำว่า

3x10' Threshold

แต่ไม่เห็นว่าก่อนจะได้ 3x10' นั้น มีใครเปิดดูการซ้อมย้อนหลังไหม
คอร์ทสามครั้งก่อนเป็นยังไง
HR เป็นยังไง
Volume ขึ้นเร็วไปไหม
Recover ทันไหม
ช่วงนี้งานหนักไหม
นอนพอไหม
เริ่มมีอาการเจ็บหรือเปล่า

ตารางของโค้ช 2 คนเลยอาจหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ

คนหนึ่งอาจนั่งดูข้อมูลแล้วคิดอยู่ครึ่งชั่วโมง

อีกคนอาจ Copy ของเดือนก่อนแล้วมาเปลี่ยน Pace

Output เหมือนกันครับ แต่สิ่งที่อยู่ข้างหลังคนละเรื่องเลย

แล้วปัญหามันเริ่มตรงนี้,,,

เพราะงานที่คนมองไม่เห็น มันก็ถูกตีราคาได้ยาก

พอคนคิดว่า Coaching = ตาราง
ก็ต้องเปรียบเทียบกันที่ "ของที่มองเห็นง่ายที่สุด"

ราคาไงจ๊ะ

ใครถูกกว่า
ใครรับได้เยอะกว่า
ใครมีโปรแกรมทั้งเดือนในราคาหลักร้อย

แล้วพอเห็นราคานี้กันจนชิน มันก็ค่อย ๆ กลายเป็นราคาที่นักวิ่งส่วนใหญ่คิดว่า Coaching #ควรจะเป็น

จากนั้นทุกคนก็เริ่มแข่งกันลงเหว

ปัญหาคือราคาลดได้

แต่เวลาในหนึ่งวันลดไม่ได้

ถ้าคุณคิดค่าดูแลต่อคนต่ำมาก แล้วต้องใช้ Coaching เป็นอาชีพ คุณก็ต้องชดเชยด้วยจำนวนคนถูกไหม

รับ 10 คนไม่พอ จัดไป 30
30 ไม่พอ ก็ 50
50 ไม่พอ ก็ 100 แล้วใช้ระบบออโต้เอา

อันนี้ไม่ใช่เรื่องใครดีใครเลวเลยนะ

มันเป็น Unit Economics ง่าย ๆ

รายได้ต่อหัวต่ำ ก็ต้องเพิ่มจำนวนหัว

จำนวนหัวเพิ่ม เวลาที่มีต่อหัวก็ต้องลด

แล้วพอเวลาต่อคนลด สิ่งแรกที่หายไปก็คือสิ่งที่ทำให้ Coaching ต่างจากตาราง

ไม่มีเวลาย้อนดูว่าทำไม Threshold สามครั้งหลังแย่ลงเรื่อย ๆ
ไม่มีเวลาสังเกตว่า HR เริ่มผิดปกติ
ไม่มีเวลาดูว่า Long Run สองครั้งล่าสุด Recover ไม่ทัน
ไม่มีเวลาปรับตอนงานหนัก นอนน้อย หรือเริ่มเจ็บ

และมันไม่ได้มีแค่คนที่ซ้อมหนักเกินด้วยนะ บางคนพร้อม Progress ไปตั้งนานแล้ว แต่ยังทำของเดิมวนอยู่ เพราะไม่มีใครมีเวลานั่งดูว่า Dose เดิมมันไม่พอแล้ว

สุดท้ายคนที่ควรจะปรับลดก็ไม่ได้ลด
คนที่ควรเพิ่มก็ไม่ได้เพิ่ม

คนหนึ่ง Overload
อีกคน Underload

แล้วผ่านไปหลายเดือนก็มานั่งถามกันว่า

ทำไมไม่พัฒนา

ทีนี้พอไม่มีเวลาคิดใหม่ให้คนแต่ละคน วิธีที่ Scale ง่ายที่สุดก็เหลือไม่กี่แบบ

ทำ Master Plan ขึ้นมาชุดหนึ่ง

Structure เหมือนกัน
Progression เหมือนกัน
Recovery เหมือนกัน
หรือหนักเข้าก็ Session เหมือนกัน

แล้ว Individualize ด้วยการเปลี่ยนตัวเลข 🥲

คนนี้ Threshold 4:20
อีกคน 4:40

คนนี้ Long Run 100 นาที
อีกคน 120 นาที

เรียบร้อย

จาก Personalized Coaching กลายเป็น Personal Pace 🫩

คือถ้าทุกอย่างเหมือนกันหมด แล้วสิ่งที่เฉพาะบุคคลเหลือแค่ชื่อกับ Pace

ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคำว่า Personalized เหลืออยู่ตรงไหน

มันคือ Template ที่ใส่ชื่อคนมากกว่า

แล้วตรงนี้มันพาไปสู่คำถามที่ผมว่าหลีกไม่พ้น,,,

ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วมันต่างจากตารางในเน็ตหรือตารางในตำราตรงไหน?

เพราะ Training Plan ดี ๆ ในอินเทอร์เน็ตมีเป็นร้อยเป็นพัน

หนังสือก็มี บางเล่มเขียนโดยโค้ชระดับโลกด้วยซ้ำ รีวิวหลายพัน คะแนนระดับ 4.7 ดาว++

ถ้าสิ่งที่ Coaching เพิ่มเข้ามาคือหยิบ Structure เดิมมาเปลี่ยน Pace ให้เรา

บางทีโหลดของฟรีมาปรับเองก็แทบไม่ต่างกัน

แล้วอย่าเข้าใจผิดว่าผมดูถูกตารางสำเร็จรูปนะ

ตรงกันข้าม ผมว่ามันมีประโยชน์มากกับคนที่ปรับใช้เป็น

นักวิ่งจำนวนมากไม่จำเป็นต้องมีโค้ชด้วยซ้ำ

ถ้ามีความรู้พอ หยิบ Training Plan ที่ดีมาใช้ รู้จักฟังร่างกายและปรับตามตัวเอง ก็พัฒนาได้โคตรดีแล้ว

แค่เรียกของให้ถูก

Training Plan ก็คือ Training Plan

แต่ถ้าจะเรียกว่า Personalized Coaching มันก็ควรมีอะไรเพิ่มจาก PDF หรือ Excel ที่โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต

เพราะสิ่งที่ทำให้นักวิ่งพัฒนาไม่ใช่การหา Session พิสดารที่สุดมาใส่ตาราง

วันนี้ 8x1K
เดือนหน้า Norwegian
อีกเดือน Double Threshold
เห็น Elite ทำอะไรก็หยิบมาใส่

ของพวกนี้มันเป็นแค่เครื่องมือหรือเครื่องประดับ

แต่คำถามจริงคือ Dose เหมาะกับคนนี้จริงไหม
Progression มาถูกเวลาไหม
เหมาะกับ Phase ไหม
Recovery พอหรือเปล่า
Training Stimulus ตรงกับเป้าหมายไหม
แล้วร่างกายตอบสนองอย่างที่คิดหรือเปล่า?

ตารางจากตำราไม่รู้ว่าเมื่อคืนคุณนอน 4 ชั่วโมง

ไม่รู้ว่า Achilles เริ่มตึง

ไม่รู้ว่า Threshold Pace ที่ใช้ตอนอากาศ 20 องศา กำลังถูกเอามาฝืนตอนเมืองไทย 30 องศากว่า ๆ

ไม่รู้ว่า 3x10' ที่เดือนก่อนพอดี ตอนนี้ง่ายไปแล้ว

และไม่รู้ว่า Long Run สองครั้งหลังคุณยัง Recover ไม่ทัน

ตรงนี้ต่างหากครับที่มนุษย์ที่เรียกว่า #โค้ช ควรเข้ามามีประโยชน์

ถ้าตรงนี้ไม่มี ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะจ่ายเพิ่มจาก Training Plan ไปทำหอกอะไร

แต่หนักกว่านั้นพอตลาดเห็น Coaching หลักร้อยกันจนชิน

วันหนึ่งเจอคนคิด 3,000-5,000+++ ต่อเดือน

กลายเป็น "ไอเชี่ย แพงชิบหาย"

ทั้งที่ยังไม่ได้ถามเลยว่า

เขาดูแล 10 คนหรือ 100 คน
ใช้เวลากับเราสัปดาห์ละ 10 นาทีหรือ 2 ชั่วโมง
เปิดดูข้อมูลจริงไหม
ปรับแผนระหว่างทางหรือเปล่า
หรือแค่ส่งตารางวันอาทิตย์แล้วเจอกันใหม่อาทิตย์หน้าเดือนหน้า

เราเห็นแต่ราคา แล้วตัดสินว่าแพงเลย

เพราะตลาดถูกตั้งราคาในหัวไปเรียบร้อยแล้วว่า Coaching ควรจะถูกเท่านี้ มันก็เท่านี้แหละ

นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงคิดค่าโค้ชเดือนละ 8 หมื่น/เดือน

หยอก ๆ ไม่ใช่ครับ และไม่ได้รับด้วย 🤣

อ่ะต่อ ๆ

ตรงนี้ขอกันไว้ก่อนนะว่า

ผมไม่ได้บอกว่าของถูกจะไม่ดี
และไม่ได้บอกว่าของแพงจะต้องดี

ยังมีโค้ชราคาถูกที่ตั้งใจดูแลมากแน่นอน
และก็มีโค้ชราคาแพงที่ทำงานห่วยก็มีเช่นกัน

เรื่องที่ผมพูดไม่ใช่ "ราคา = คุณภาพ"

ผมพูดเรื่อง "ราคา = Capacity"

ง่าย ๆ คือถ้าคุณขาย Personalized Service ในราคาที่ต้องรับลูกค้าเป็นกองถึงจะอยู่ได้

มันก็ต้องมีอะไรบางอย่างถูกลดลง

และส่วนใหญ่สิ่งแรกที่ถูกลดก็คือเวลาที่ใช้กับคนแต่ละคน

แล้วตรงนี้แหละที่ผมว่ามันเริ่มเป็นปัญหาระดับวงการ,,, 😓

เพราะถ้าโค้ช A ใช้เวลากับลูกเทรนคนหนึ่งเยอะมาก
อ่านข้อมูล
ตาม Feedback
นั่งแก้โปรแกรม
จำรายละเอียดของแต่ละคน

แต่อีกคนใช้เวลาน้อยกว่าหลายเท่า แล้วรับคนได้มากกว่าหลายเท่า

ในตลาดที่ลูกค้ายอมจ่ายให้สองคนนี้แทบไม่ต่างกันหรอก

แล้วโมเดลไหนอยู่รอดง่ายกว่ากัน?

แน่นอนว่าก็ต้องโมเดลที่ Scale ได้สิ

สุดท้ายตลาดเลยมีโอกาส Reward คนที่รับนักวิ่งได้เยอะที่สุด มากกว่าคนที่ดูแลนักวิ่งได้ดีที่สุด

ส่วนคนที่อยากทำละเอียดจริงก็มีไม่กี่ทาง

ลดเวลาต่อคน
ขึ้นราคาแล้วโดนมองว่าแพง
หรือเลิกทำไปเลย

นี่แหละที่ผมว่ามันน่าเสียดายที่สุด

และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมผมเองถึงไม่ได้รับ Coaching

เพราะผมรู้ตัวว่าผมค่อนข้างใส่ใจ แล้วถ้ารับใครมาผมรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบกับการซ้อมของเค้าจริง ๆ

เห็นซ้อมแปลก ผมก็อยากรู้ว่าทำไม
เห็น Performance ตก ผมก็อยากย้อนดู
เห็น Load ไม่สมเหตุสมผล นอกแผน ผมก็ปล่อยผ่านยาก
เห็นแผนไม่เวิร์ก ผมก็ต้องกลับมานั่งคิดใหม่

แล้วผมรู้ว่ามันกินเวลาชิบหาย (แค่โค้ชฟรีให้พี่ให้น้องนะ)

ถ้าผมทำได้แค่ส่งตารางทุกเดือนทุกสัปดาห์ แล้วหายไปเจอกันใหม่อาทิตย์หน้าเดือนหน้า

ผมว่าผมขาย Training Plan ไปตรง ๆ เลยดีกว่า

ไม่ต้องเรียกมันว่า Coaching

แน่นอนว่าตรงนี้จะโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้โค้ชก็ไม่ได้เหมือนกัน

โค้ชเทพแค่ไหน นักวิ่งไม่ซ้อมก็จบ

ให้ Easy แล้วไปไล่เพื่อนทุกวันก็จบ

นอนคืนละ 4 ชั่วโมงก็จบ

มีอาการเจ็บแต่ไม่บอกก็ช่วยยาก

นักวิ่งต้องรับผิดชอบส่วนของตัวเองด้วย

แต่ถ้าจ่ายเงินซื้อ Coaching อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ควรได้เพิ่มจากตาราง คือมีใครสักคนรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และช่วยตัดสินใจหรือเบรคเราเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่เหมือนสิ่งที่เขียนไว้

แล้วถ้ามองภาพใหญ่ขึ้นอีก ผมว่ามันก็อธิบายอะไรบางอย่างเกี่ยวกับนักวิ่งบ้านเราได้เหมือนกัน (เหมือนผมจะพูดไปเรื่อยอีกละ)

บ้านเราเท่าที่ผมเห็นนี่ซ้อมกันจริงจังมากนะ

รองเท้าดี
นาฬิกาดี
มี Power
มี Lactate
อ่าน Research
ลงคอร์ท Interval กันโคตรหนัก
Training Method ใหม่อะไรมา เรารู้กันหมด

แต่ Performance ของนักวิ่งจำนวนไม่น้อยก็ยังวนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ เป็นปี

ผมไม่ได้บอกว่านักวิ่งไทยไม่พัฒนานะ อันนั้นเหมารวมเกินไป

แต่ผมคิดว่าเราพัฒนาได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเยอะ

เพราะเราให้ความสำคัญกับคำถามว่า "วันนี้ต้องวิ่งอะไร?"

มากกว่าคำถามว่า "ทำไมคนนี้ต้องวิ่งสิ่งนี้?"

และที่สำคัญกว่า "พอวิ่งแล้วได้ผลยังไง แล้วเราจะเอาข้อมูลนั้นไปทำอะไรต่อไป"

แล้วเมื่อระบบมันเดินมาถึงจุดที่ต้องรับนักวิ่งจำนวนมาก อีกเรื่องหนึ่งก็เกิดขึ้นตามธรรมชาติ,,,

คือเราเริ่มประเมินคุณภาพ Coaching จาก #คนที่ประสบความสำเร็จ

ลูกเทรน Sub-3
ลูกเทรน PB 10 นาที
ลูกเทรนติด Podium
ลูกเทรน Boston Qualify

โพสต์รูป
Congratulations ทำ Before/After
แล้วผลงานนั้นก็กลายเป็น Marketing เพื่อรับลูกเทรนชุดต่อไป

ผลงานพวกนั้นอาจจริงทั้งหมดนะ และถ้าโค้ชมีส่วนทำให้นักวิ่งพัฒนา ผมว่าโค้ชสมควรได้เครดิตเต็มที่

แต่ตัวเลขที่ผมอยากเห็นอีกตัวคือ "รับทั้งหมดกี่คน? มีลูกเทรนรวมกี่คน?"

ถ้ารับ 100 คน แล้วมี 5 คนทำ PB โคตรสวย

เราอาจเห็น 5 คนนี้เต็ม Feed

แต่ไม่เคยรู้เลยว่าอีก 95 คนเกิดอะไรขึ้น

พัฒนาด้วยไหม
อยู่ที่เดิม
เจ็บ
หลุดโปรแกรม
ทำเป้าไม่ได้
หรือหายไปเฉย ๆ

Case Study 5 คนจึงยังไม่ได้บอกว่า System ดีแค่ไหน ถ้าเราไม่รู้ Denominator

และยิ่งรับคนมาก โอกาสที่จะมีคน Talent ดี มี Training Age ดี หรือกำลังอยู่ในช่วงพร้อมทำ PB อยู่แล้ว ก็ยิ่งเพิ่มตามจำนวน

ถ้าเราเห็นเฉพาะคนที่สำเร็จ มันก็เกิด Survivorship Bias ได้ง่ายมาก

คนที่รอดถูกมองเห็น

คนที่พังหายไปจาก Feed

แล้ว Business Model ที่อันตรายที่สุดคือ

รับให้เยอะเข้าไว้
ขอให้มีคนทำผลงานดีสักส่วนหนึ่ง
หยิบคนนั้นมาทำ Content
ใช้ผลงานนั้นรับคนรุ่นใหม่
แล้ววนต่อ

ทั้งที่คำถามที่บอกคุณภาพระบบได้มากกว่าคือ "คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาแล้วดีขึ้นไหม?"

แล้วที่ทำให้ผมคิดเรื่องนี้หนักขึ้นอีก คือช่วงหลังมีลูกเพจส่งตารางที่ตัวเองเทรนกับโค้ชมาให้ผมรีวิวอยู่บ้าง เพราะซ้อมแล้วแย่ลง

บางตารางเปิดแล้วผมแบบ

โอ้โหวว...

เทรนกันซะแบบนี้เลยเหรอวะ

บางตารางให้ความรู้สึกเหมือนโครงการคัดยอดมนุษย์มากกว่าการพัฒนานักวิ่ง

โยนทุกคนเข้าไปในระบบก่อน

ใครทนได้ก็รอด
ใครพังก็หลุดไป
(แต่ขอเก็บเต็มก่อนนะ)
ส่วนคนที่รอดแล้วทำ PB ก็กลายเป็น Success Case ของระบบ

ผมไม่ได้บอกว่าโค้ชทุกคนทำแบบนี้นะ และผมก็ไม่สามารถตัดสิน Coaching ทั้งระบบของใครจากตารางของคนหนึ่งคนได้

แต่บางจุดที่เห็น มันไม่ได้เป็น Debate ระดับว่า "โค้ชแต่ละคนมี Philosophy ต่างกัน" ด้วยซ้ำ

บางอย่างมันเป็น Red Flag ชัดเจนโต้ง ๆ

Training Load ไม่สัมพันธ์กับพื้นฐานคนวิ่ง

เอา Pace จาก PB หน้าหนาวมายัดใช้กับการซ้อมหน้าร้อนในไทยตรง ๆ

Progression กระโดด

Recovery ไม่สัมพันธ์กับงาน

Hard Day ซ้อนกันเหมือนนักวิ่งเป็น Elite

ลำดับ Phase ไม่ค่อยสัมพันธ์กับสิ่งที่นักวิ่งมีหรือยังขาด

เป้าหมายแข่งกับ Session ที่ให้ไม่ค่อยไปทางเดียวกัน ประหนึ่งเอา Logic ของ 5K ไปยัดคนเตรียม Marathon

หรือชัดที่สุดคือ Performance ของนักวิ่งส่งสัญญาณมาหลายสัปดาห์แล้วว่าแผนนี้ไม่เวิร์ก

แต่แผนก็ยังเดินหน้าต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่มันย้อนกลับไปหาต้นเรื่องทั้งหมด

เพราะถ้าโค้ชมีเวลานั่งดูนักวิ่งจริง ๆ หลายอย่างมันควรถูกจับได้ก่อนจะลากไปไกลขนาดนั้นอ่ะ

บางเรื่องไม่ต้องเป็นโค้ชระดับโลกด้วยซ้ำ

ทุกวันนี้ลองโยนข้อมูลให้ AI ช่วย Second Opinion มันยังพอทักได้หลายจุดแล้วว่า

"เฮ้ย ตรงนี้ Load ดูแปลกนะ"
"Recovery น้อยไปหรือเปล่า"
"Pace นี้สัมพันธ์กับสภาพอากาศไหม"
"สองคอร์ทนี้อยู่ใกล้กันเกินไปหรือเปล่า แล้วชิดกับ Long Run หนักอีก"

ไม่ได้หมายความว่าผมจะให้ AI มาเป็นโค้ชนะ

ผมลองทำจริงกับ AI โมเดลฉลาดสุดของสองค่าย Fable 888 กับ GPT 6.7 แล้ว

มันเขียนตารางออกมาดูดีมากพอใส่ Input และเงื่อนไขคร่าว ๆ เข้าไป แต่ถ้าคนใช้ไม่มีความรู้คอยแย้ง คอยจับผิด มันยังมีจุดหลุดเยอะมาก

ผมลองแก้กันไป 30-40 เวอร์ชั่นได้กว่าจะเข้าใกล้สิ่งที่ผมต้องการ เสียเวลาชิบหาย

สุดท้ายผมก็ลบทิ้ง เขียนเองดีกว่า แล้วให้มันช่วยรีวิวสิ่งที่ผมเขียนแทน

ถ้าถามผมว่า AI ตอนนี้แทนโค้ชระดับโลกได้ไหม #ยังห่างไกลครับ มันจะเก่งเมื่อคนใช้มีความรู้มาก ๆ และใส่ Input เข้าไปให้มากที่สุด

สำหรับงานโค้ช Ai แบบนี้ผมให้ประมาณ 6-7/10 คะแนนด้วยซ้ำ บางครั้งเปิดตารางมาตรฐานดี ๆ จากหนังสือยังไว้ใจได้กว่า

แต่ประเด็นที่ผมจะบอกไม่ใช่ว่า AI เก่งหรือไม่เก่ง

ประเด็นคือ

ถ้า Red Flag บางอย่างพื้นฐานชัด ๆ ถึงขนาดเอาไปถาม AI มันก็ยังทักท้วงกลับมาได้เป็น 10 จุด คุณก็ลองโยนไปถามมันดู

แต่โค้ชที่รับผิดชอบนักวิ่งจริงกลับปล่อยผ่านไปหลายสัปดาห์

ปัญหาบางครั้งมันอาจไม่ใช่เพราะไม่รู้หรือโค้ชไม่เก่งนะ

แต่มันคือ #ไม่มีเวลาดู นั่นแหละ

เพราะรับลูกเทรนเยอะเกินไป,,, 🫠

แล้วพอกลับไปต้นเรื่อง มันก็ครบวงจรพอดี,,,

นักวิ่งประเมินค่าโค้ชถูก

Coaching ถูกกดราคา

ต้องรับคนเพิ่ม

เวลาต่อคนลด

ไม่มีเวลาวิเคราะห์

ตารางต้อง Standardize หรือตารางรวม

ความผิดปกติถูกจับช้าลง

คนที่ไม่ตอบสนองก็หลุดไป

ส่วนคนที่ทนระบบได้และทำ PB ก็ถูกหยิบขึ้นมาเป็น Success Case

Success Case ดึงลูกเทรนชุดใหม่เข้ามา

จำนวนคนเพิ่มขึ้นอีก

แล้ววงจรก็เริ่มใหม่

แถมโค้ชดี ๆ ใส่ใจดูแล แต่คิดราคาแบบที่ควรจะเป็น กลับไม่ได้เกิด

นี่แหละที่ผมกลัวจริง ๆ

ไม่ใช่แค่เรื่องตารางมันเหมือนกัน แต่คือวันที่โค้ชไม่มีเวลารู้ด้วยซ้ำว่า ตารางที่ส่งไปมันกำลังส่งผลหือทำอะไรกับนักวิ่งคนนั้นอยู่... 😶

เพราะสุดท้ายแล้ว วงการวิ่งไทยไม่ได้ขาดตารางซ้อมครับ

ไม่เคยขาดเลย

ตารางในเน็ตมีจนล้น
หนังสือมีจนอ่านไม่หมด
Research ใหม่ออกตลอด
AI ก็เริ่มช่วยงานพื้นฐานได้แล้ว

สิ่งที่หายากกว่าคือตารางที่ถูกเอามาใช้กับ #นักวิ่งคนนี้ อย่างถูกต้อง

และคนที่มีเวลานั่งดูว่า มันยังเวิร์กอยู่ไหม

ถ้าไม่เวิร์ก เพราะอะไร

แล้วพรุ่งนี้จะเปลี่ยนอะไร

ถ้าเรายังแข่งขันกันว่าใครทำ Coaching ได้ถูกที่สุด
ใครรับคนได้เยอะที่สุด
แล้ววัดคุณภาพด้วย PB ไม่กี่คนที่ถูกเลือกขึ้นมาให้เราเห็น

สุดท้ายเราก็อาจมี

โค้ชเยอะขึ้น
โค้ชเต็มไปหมด
ตารางเยอะ เลือกไม่ถูก
Content เยอะขึ้น
ศัพท์ Training ซับซ้อนขึ้น
Session ดูเทพขึ้น

แต่ไม่ได้แปลว่านักวิ่งไทยจะพัฒนาได้ดีขึ้นตามเลย 🙃

เพราะสิ่งที่ทำให้นักวิ่งพัฒนาไม่ใช่การมีตารางอีกหนึ่งตาราง

แต่มันคือการมีระบบที่รู้ว่า

ตารางนี้มันเหมาะกับใคร
ควรให้ Dose เท่าไหร่
เมื่อไหร่ต้อง Progress
เมื่อไหร่ต้องถอย
และเมื่อสิ่งที่คิดไว้ไม่เกิดขึ้นจริง ต้องกล้ายอมรับแล้วเปลี่ยนมัน

ถ้า Personalized Coaching สุดท้ายเหลือแค่เอาตารางเดียวกันมาเปลี่ยนชื่อกับเปลี่ยน Pace

เอาจริง ๆ นะ กลับไปเปิดหนังสือก็ได้ครับ

อย่างน้อยหนังสือมันก็บอกเราตรง ๆ ตั้งแต่แรกว่า

"กูเป็นแค่ตารางวิ่งครับเพื่อน กูไม่ได้กำลังดูคุณมรึงวิ่งอยู่" 😉
Cr. 159 Runner

ทีมนี้น่ารักเสมอ ยังเปิดรับสมัครเข้ามาร่วมทีมกันได้นะครับ #โค้ชป่อมสอนวิ่ง
03/08/2026

ทีมนี้น่ารักเสมอ ยังเปิดรับสมัครเข้ามาร่วมทีมกันได้นะครับ
#โค้ชป่อมสอนวิ่ง

18/05/2026

การรักษาสภาพให้คงอยู่ คือสิ่งที่ดีที่สุด
Over All 1 Rama 8 ฮาร์ฟมาราธอน 21.67km.
⌚1:15:46

ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร #ไม่มีปาฏิหารย์มีแต่ปฏิบัติ
28/04/2026

ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร
#ไม่มีปาฏิหารย์มีแต่ปฏิบัติ

Rayong Track Club Team ❤️❤️มีพี่ มีน้อง มีเพื่อน เป็นเหมือนครอบครัวเจอกับพวกเราได้อีกครั้ง ระยองซีนิคแบบฟูลทีม❤️
22/03/2026

Rayong Track Club Team ❤️❤️
มีพี่ มีน้อง มีเพื่อน เป็นเหมือนครอบครัว
เจอกับพวกเราได้อีกครั้ง ระยองซีนิคแบบฟูลทีม❤️

ผลงานอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังพอรักษามาตรฐานไว้ได้อยู่บ้าง
17/02/2026

ผลงานอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังพอรักษามาตรฐานไว้ได้อยู่บ้าง

รายการแรกของปี 2569 ได้เกินคาดการณ์ที่คิดไว้เยอะเลย ลุยกันต่อ #โค้ชป้อมสอนวิ่ง
13/01/2026

รายการแรกของปี 2569 ได้เกินคาดการณ์ที่คิดไว้เยอะเลย ลุยกันต่อ
#โค้ชป้อมสอนวิ่ง

สิ่งที่ยากที่สุด คือ การรักษามาตรฐานตัวเองให้คงเดิม แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้
14/12/2025

สิ่งที่ยากที่สุด คือ การรักษามาตรฐานตัวเองให้คงเดิม แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้

ที่อยู่

สนามกีฬากลางจังหวัด
Rayong
21150

เบอร์โทรศัพท์

+66855291554

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โค้ชป้อมสอนวิ่งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง โค้ชป้อมสอนวิ่ง:

ทางลัด

แชร์

ประเภท