14/08/2018
ขอบคุณบทความดีๆจาก Thailand BJJ นะครับ
เหตุผลที่...คนส่วนใหญ่เลิกซ้อมBJJ
บทความโดย Sam Joseph สายดำBJJ2ดั้ง และเจ้าของยิมBuckhead Jiujitsu
สำหรับพวกเรานั้นที่ใช้ชีวิตแบบ Brazilian Jiujitsu lifestyle เรามักจะชื่นชมถึงความสุดยอดของกีฬานี้ และ มักจะเล่าถึงสิ่งที่กีฬาทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นขนาดไหน เพื่อนๆและครอบครัวในวงการBJJ ต่างพยายามสร้างรากฐานกีฬานี้ให้เหนียวแน่นในแถบที่พวกเขาอาศัยอยู่,คอยโพสต์เรื่องราวต่างๆและเทคนิคใหม่ๆในวงการBJJ จนถึงกับเชิญคนอื่นๆให้มา openmat ในยิมของพวกเขา แต่นอกจากเรื่องเหล่านี้นั้น ผมเชื่อว่าทุกคนยังคงจำได้ถึงเพื่อนคนแรกๆของคุณในช่วงที่คุณเริ่มเล่นกีฬานี้ ซึ่งพอซ้อมไปได้ระยะหนึ่งแล้วพวกเขาเหล่านั้นก็ตัดสินใจที่จะเลิกซ้อม มันแสดงให้เห็นว่าคนหลายคนเลือกที่จะเลิกซ้อม แต่เรายังเป็นข้อยกเว้นที่ยังซ้อมอยู่ จากสถิติเราจะพบว่าคนส่วนใหญ่จะเลิกซ้อมก่อนที่เค้าจะได้สายฟ้า หรือ อีกกรณีนึงก็คือก่อนที่เขาจะได้สายม่วง ซึ่งสายม่วงเปรียบได้ถึงขั้นที่ค่อนข้างสูงแล้ว หากเปรียบเทียบกับกีฬาอื่นก็เท่ากับสายดำแล้วก็ว่าได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จึงทำให้เกิดคำถามในใจผมขึ้นมาว่า “ทำไมคนถึงเลิกซ้อมBJJ” และ “จะทำอย่างไรให้คนจะซ้อมBJJต่อไปได้ตลอดชีวิต”
⭐️เหตุผลที่1 อาการบาดเจ็บ
การบาดเจ็บสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคนในกีฬานี้ ตั้งแต่สายขาวที่เริ่มใหม่ จน ไปถึงสายดำระดับโลก เราทุกคนมีโอกาสบาดเจ็บพอๆกันทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น ในปี2015 การแข่งขันระดับโลกแทบตกตะลึงเมื่อทั้งRodolfo Vieraและ Buchecha ต่างได้รับการตัดสินให้แพ้จากการบาดเจ็บระหว่างแข่ง การบาดเจ็บของพวกเขารุนแรงมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่านักสู้ทั้ง2คนนี้จะต้องกลับมาสู้บนเบาะอีกครั้งเป็นแน่ สิ่งนี้มันแสดงให้เห็นคือว่า อาการบาดเจ็บไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดไม่ให้คนกลับมาคืนสู่เบาะBJJ
เราทุกคนรู้ว่าอาการบาดเจ็บ จะทำให้การเดินทางในBJJต้องหยุดชะงักไปซักช่วงหนึ่ง บางครั้งอาการบาดเจ็บอาจจะทำให้การซ้อมที่เข้มงวดของคุณต้องพังลง แต่ อาการบาดเจ็บไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คุณเลิกเล่นกีฬานี้ไปอย่างแท้จริง หลายครั้งที่อาการบาดเจ็บทำให้คุณมีโอกาสได้ไปทำกิจกรรมอื่นๆเช่น ปาร์ตี้ เล่นโซเชี่ยว หรือ ออกกำลังด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งทำให้พวกเขาเหล่านั้นไม่หวนคืนมาสู่วงการBJJอีกเลย
Derek Kaivani เขาเป็นสายฟ้าที่ซ้อมกับผมในช่วงปลายปี1990 แต่เขาก็ต้องหยุดซ้อมไปจากอาการบาดเจ็บ หลังจากนั้นผมก็ต้องย้ายที่ทำงานและคลาดการติดต่อกับเขา จนมาในปี2007ผมได้รับอีเมลจากเขาหลังจากที่เขาเห็นรูปของผมได้แชมป์รายการแข่งขันPanamรุ่นสายน้ำตาลและได้โปรโมตเป็นสายดำ เราได้กลับมาคุยกันอีกครั้งและผมได้ทำให้เขารู้สึกอยากกลับมาซ้อมอีกครั้ง Derekได้กลับมาซ้อมที่ยิม Fullforce BJJ และหลังจากที่เขาปรับตัวได้ไม่นาน เขาก็สามารถพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาที่มีความสุขของครึ่งหนึ่งในชีวิต คือ ช่วงเวลาที่ผมได้เป็นพยานในการโปรโมตDerekเป็นสายดำในปี2013 หลังจากที่Derekได้สายดำ เขาได้มีส่วนช่วยในการพัฒนากีฬาBJJในรัฐAtlanta และเขาได้เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนในการเปิดยิมLucus Lapri BJJ Academy ที่ North Carolina ยิมระดับโลกยิมหนึ่ง
อาการบาดเจ็บและการทำงาน ทำให้Derekต้องจากกีฬาBJJไปช่วงหนึ่ง แต่ในท้ายที่สุดเขาก็สามารถกลับมาพบมัน เรื่องนี้สอนอะไรบางสิ่งให้พวกเราว่า “อาการบาดเจ็บอาจจะทำให้คุณต้องหยุดซ้อม แต่คนที่กำหนดว่ามันจะมีผลกับเส้นทางของเราแค่ไหน นั้นคือตัวเราเอง”
⭐️เหตุผลที่2 การขาดการติดต่อกับคนอื่น
มันเป็นเรื่องที่เด่นชัดมากว่ากีฬาBJJ เป็นกีฬาที่ยาก มันใช้เวลาเป็นเดือนกว่าที่จะเริ่มเข้าใจหลายๆสิ่งในกีฬานี้ และ ทุกๆครั้งหลังจากจบคลาส ทุกคนต่างต้องมาสู้กันแล้วคุณก็จะโดนอัด แม้ว่าบางครั้งเราจะรู้สึกว่าเราเข้าใจพื้นฐานได้ดีมากๆและเริ่มที่จะใช้เทคนิคได้บ้าง แต่เราก็ยังโดนเชือดตามที่เราเป็นสายที่ต่ำสุดแห่งห่วงโซ่อาหารในยิม ซึ่งมันทำให้เราปวดกล้ามเนื้อและหงุดหงิดในบางครั้ง ซึ่งมักจะทำให้เกิดคำถามในใจว่าเราควรจะซ้อมกีฬานี้ต่อหรือเป่า ผมเชื่อว่าแทบทุกคนที่เล่นกีฬานี้เคยมีคำถามนี้ในใจในช่วงแรกที่เริ่มซ้อม ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจที่จะซ้อมต่อหรือแขวนกิเลิกเล่น คือความสัมพันธุ์ที่เรามีกับคนในยิมหรือคนในวงการBJJในระแวกนั้นๆ
ในปี1999 ผมได้เดินทางไปใช้ชีวิตที่ Washington DC ตอนที่ผมอยู่สายฟ้า และ เริ่มซ้อมที่ Yamasaki Academy และในเวลาไม่นานนั้นผมก้ได้หมั้นกับแฟนผมและเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งงานให้สูงขึ้นจากที่ทำงาน สิ่งนี้กระทบต่อการซ้อมของผมอย่างมาก จากการที่ซ้อม4-5วันต่ออาทิตย์ กลายเป็น1-2วันต่ออาทิตย์ ผมเห็นได้ชัดเลยว่ารูปแบบเกมส์ของผมกระทบเป็นอย่างมาก ผมเริ่มที่จะเครียดกับสิ่งที่เกิดและเกือบที่จะตัดสินใจเลิกเล่น แต่เรียกว่าสิ่งนี้เป็นโชคของผมก็ได้ ความสัมพันธุ์ระหว่างผมกับเพื่อนที่ยิมเก่าของผมและเพื่อนใหม่ที่ผมเจอที่Yamasaki Academy ทำให้ผมไม่เลือกที่จะยอมแพ้และยังซ้อมต่อไป หลังจากนั้นไม่นานที่สถานะการเงินของผมดีขึ้นและผมได้เลิกกับแฟนของผมไป และผมสามารถหางานใหม่ได้ ผมก็ได้กลับมาซ้อมกีฬาที่ผมรักอย่างสม่ำเสมออีกครั้งจนมาถึงทุกวันนี้
ความสัมพันธุ์ที่เราสร้างกับเพื่อนๆในสังคมBJJ คือสิ่งที่ทำให้เรายังไม่ยอมแพ้ในการเล่นกีฬานี้ ถ้าผมไม่มีพวกเขาผมคงเลิกเล่นกีฬานี้ไปแล้ว และ คงไม่มีชีวิตที่มีความสุขอย่างทุกวันนี้
⭐️เหตุผลที่3 ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง
เหตุผลนี้คงเป็นสิ่งที่มักจะถูกพูดขึ้นในวงการBJJทุกที่ ในการโปรโมตสายในกีฬาBJJนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีกฎเกณท์อะไรที่ชัดนัก ระดับสายของกีฬานี้คือ ขาว ฟ้า ม่วง น้ำตาล ดำ แต่ในการที่จะขึ้นสายนั้นขึ้นอยู่กับคนสอนในแต่ละที่,ยิมของเขา,จนไปถึงสังกัดที่เขาซ้อมอยู่ว่ามีกฎเกณท์อย่างไรในการขึ้นสาย ซึ่งเราบอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนในกีฬาต่างยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น เราต่างยินดีที่คนรอบๆตัวของเราได้รับการโปรโมตในช่วงแรกที่เราเริ่มซ้อม แต่พอหลังจากที่เราซ้อมกีฬานี้ไปซักระยะหนึ่ง เราเริ่มที่จะสามารถแบ่งแยกได้ว่าระดับสายแต่ละสายในมุมมองของเรานั้นต่างกันอย่างไร และในที่สุดเราเริ่มที่จะประเมินตนเอง แล้วคิดว่าตอนนี้เราอยู่ระดับไหนและสมควรที่จะได้รับการโปรโมตสายแล้วหรือยัง
และหลายครั้งที่เราหลงคิดว่าตัวเองพัฒนาไปได้ไวกว่าคนอื่นที่ซ้อมด้วยกัน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วมันทำให้เราเลือกที่จะไปมองในจุดที่มันไม่ถูกต้องและไม่ใช้สิ่งที่เราควรจะฝึกเพื่อที่จะพัฒนาในเกมส์ของเรา
ในฐานะที่ผมเป็นคนสอน ผมเคยคุยกับนักเรียนที่มาซ้อมใหม่หลายคน ซึ่งเขามักจะบ่นว่า เขาไม่สามารถพาสguardของสายฟ้าได้ หรือ ไม่สามารถแทปสายม่วงคนนั้นได้ ผมมักจะเตือนสติคนเหล่านี้ว่าจุดมุ่งหมายในการฝึกBJJ ไม่ใช่เพื่อที่จะ” แทปทุกๆคน” และ ผมมักจะเตือนเขาถึงว่าคนที่เขากล่าวถึงซ้อมมาก่อนเขานานแค่ไหนแล้ว สิ่งที่ผมกังวลคือการที่คนเหล่านี้มองในมุมแค่เพียง “แพ้และชนะ” มากกว่าสิ่งที่ควรมองจริงๆในภาพรวมที่เรามาเล่นกีฬานี้
การที่เราประเมินตนเองและต้องการที่จะได้รับการโปรโมตสายโดยเร็วไม่ใช่เรื่องที่แย่ แต่เราควรที่จะมองในมุมมองที่ถูกต้องและใช้มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขใน BJJ lifestyle
ในปี 2013 ผมได้ไปงานแข่ง World Master and Senior tournament เพื่อที่จะไปโค้ชริมสนามนักเรียนสายฟ้าของผม Chris Jones Chris ต่อสู้ในสนามแข่งได้เยี่ยมมากและสามารถแข่งจนเข้าไปถึงรอบFinal แต่ในรอบสุดท้ายนั้นเขาก็แพ้ให้กับนักกีฬาจากอีกทีมที่เก่งมากๆ หลังจากนั้นผมรู้สึกยินดีกับความสามารถที่เขาทำได้จนมาถึงรอบสุดท้าย แต่ในขณะที่ผมจะไปแสดงความยินดีกับChris ผมเห็นChrisกำลังร้องไห้และบอกว่าเขามาแข่งครั้งนี้เพื่อจะเอาเหรียญทองเท่านั้น เรื่องนี้ไม่ได้จบแบบที่ผมคิดไว้ในตอนแรก ไม่นานนักหลังจากที่จบการแข่งลง Chrisกลับไปซ้อมที่ยิมด้วยรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมและเก่งขึ้นเหมือนตอนที่เขาแข่งในสนาม ในขณะที่Chrisหวังว่าเขาจะชนะนะในการแข่ง เขาใช้มันเป็นแรงขับดันในการที่จะซ้อมให้หนักและเตรียมตัวของเขา ไม่นานนักChrisก็ได้รับสายม่วงในปี2014และชนะการแข่งPanAmในปี2015 ไม่เหมือนกับอีกหลายๆคน Chrisไม่ได้เอาความผิดหวังที่เค้าแพ้ในการแข่งหรือการที่เขายังไม่ได้โปรโมตสาย มาทำลายความสนุกของเขาในกีฬานี้ และนี่คือสิ่งที่เหมาะสมที่เราควรใช้กับสิ่งที่เราเรียกว่า ความคาดหวัง ในกีฬานี้
⭐️เหตุผลที่4 ไม่รู้สึกท้าทาย
หลายครั้งที่เราเริ่มที่จะหยุดซ้อมBJJ เหตุผลอาจจะมาจากสิ่งง่ายๆที่เรียกว่าเบื่อ สำหรับผมที่พูดอย่างนั้นเพราะ คำว่าเบื่อ คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ามันไม่ทำให้คนที่เรียนอยากรู้สึกกลับมาซ้อมอีกแล้ว ในวงการกีฬา ถ้าเรามามองดูกีฬาBrazilian Jiujitsu คุณจะเห็นได้ว่ากีฬานี้พัฒนาไปเร็วมากเหลือเกิน ถ้าคุณลองดูการแข่งBJJ World เมื่อ10ปีก่อนกับปัจจุบัน คุณจะเห็นว่ามันแทบต่างกันแบบหน้ามือกับหลังมือเลย กีฬานี้แทบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นที่ต้องการอย่างมาก ทั้งใน ยุโรป อเมริกา เอเชีย จนไปถึงออสเตรเลีย แต่ทุกๆคนก็ยังคงเชิดชูต้นกำเหนิดของกีฬานี้นั่นคือบราซิล มันมีทั้งเรื่องราวและเทคนิคใหม่ๆมากมายเกิดขึ้นทุกวัน
ในบางครั้งความท้าทายอาจจะไม่ได้มาจากแค่การซ้อมในยิมหรือการลงไปสู้ในสนามแข่งเพราะถ้ามันมีแค่2มิตินั้น มันคงไม่ทำให้กีฬานี้เติบโตได้ไวขนาดนี้ แต่มันอาจจะมีจากเหตุการณ์อื่นเช่น การที่เราได้ฝึกท่าใหม่ๆ การที่เราคิดค้นท่าใหม่ๆ หรือการที่เราได้มีโอกาสเผยแพร่กีฬานี้ให้คนที่สนใจที่จะเล่น
และสิ่งที่ผมเชื่อว่าท้าทายที่สุดคือการทำให้คนที่คุณรู้จักเล่นกีฬานี้ต่อไปโดยไม่ยอมแพ้นี่แหละ
การที่เราพยายามรักษาเพื่อนร่วมทีมให้ซ้อมต่อไปมีผลต่อเราทั้งในเบาะและนอกเบาะ เมื่อไหร่ที่มีคนเลือกที่จะยังซ้อมอยู่เยอะๆ มันจะส่งผลให้ยิมยิมนั้นได้มีไอเดียใหม่ๆและมีบทท้าทายสำหรับทุกๆคนในยิมมากขึ้น นักเรียนหลายคนมีส่วนช่วยในการพัฒนาเทคนิคให้นักเรียนคนอื่นๆ ซึ่งส่งผลจนไปถึงชัยชนะของการแข่งในทีมนั้นๆ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าเพื่อนร่วมทีมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะทุกๆอย่างมันส่งผลต่อกันเหมือนButterfly effect ในมุมมองของผม ทุกครั้งที่มีคนหยุดซ้อมไป มันเป็นมากกว่าการที่เราเสียเพื่อร่วมทีมไปคนนึง แต่เราเสียโอกาสที่เราจะได้ใช้เวลาร่วมกับเขาในการเดินทางครั้งนี้ หรือ เป็นโอกาสที่เราจะได้รู้จักเรื่องราวของเขาผ่านการซ้อมกีฬานี้
ทุกครั้งที่มีคนเลือกที่จะซ้อมต่อหรือเลิกเล่นกีฬานี้ มันส่งผลต่อตัวเขาและยังส่งผลต่อทุกๆคนที่อยู่ในยิม เมื่อไหร่ที่เพื่อนในทีมของคุณมีปัญหา ถ้าคุณมีโอกาสจงอย่าลังเลที่จะช่วยเขา ก่อนที่เขาจะกลายเป็น”อดีตเพื่อนร่วมทีม”ของคุณ เพราะสิ่งที่ได้กลับมามันส่งผลดีทั้งต่อคุณและเขานั่นแหละ