ตี๋บางพลี

ตี๋บางพลี เพราะชีวิตมีเรื่องเล่า ผ่านมุมมองคนกีฬา

กาลเวลาอาจพรากยอดกุนซือสมองเพชรไปจากผืนหญ้า แต่ไม่อาจพรากสายเลือดและจิตวิญญาณนักสู้ไปจากหัวใจของผู้เป็นลูก ทุกความทรงจำข...
03/09/2026

กาลเวลาอาจพรากยอดกุนซือสมองเพชรไปจากผืนหญ้า แต่ไม่อาจพรากสายเลือดและจิตวิญญาณนักสู้ไปจากหัวใจของผู้เป็นลูก ทุกความทรงจำข้างสนามในวัยเยาว์และคำสอนที่เปี่ยมด้วยความหวัง ได้หล่อหลอมเป็นเกราะแกร่งให้ "บอส" กนกพล ปุษปาคม ยืนหยัดบนสมรภูมิลูกหนังอาชีพได้อย่างเต็มภาคภูมิ

นี่คือบันทึกการเดินทางของชายหนุ่มผู้ก้าวข้ามร่มเงาแห่งตำนาน สู่การขีดเขียนเรื่องราวบทใหม่ในฐานะผู้นำด้วยสองเท้าและหัวใจของเขาเอง
🌳ใต้ร่มเงาและคำสัญญาถึงพ่อบนฟ้า

ภาพเด็กชายวัยอนุบาลที่เฝ้ามองคุณพ่อคุมทีมซ้อมข้างสนามบีอีซี เทโรศาสน คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กนกพลซึมซับมนต์เสน่ห์แห่งโลกลูกหนัง ทว่าการเติบโตในฐานะลูกชายของ “โค้ชแต๊ก” อรรถพล ปุษปาคม อดีตมิดฟิลด์คลาสสิกและกุนซือระดับตำนาน ย่อมหลีกหนีไม่พ้นข้อครหาเรื่อง “เด็กเส้น” แต่เขาเลือกใช้เสียงวิจารณ์เหล่านั้นเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการผลักดันตัวเอง

“โค้ชแต๊ก” ไม่เคยกดดันให้ลูกชายต้องเดินตามรอยเท้า คำถามเดียวที่ผู้เป็นพ่อมักจะถามเสมอคือ “ลูกมีความสุขไหม?” พร้อมพร่ำสอนให้เล่นฟุตบอลด้วยหัวใจ กนกพลค่อยๆ เพาะบ่มศาสตร์ลูกหนังจากรั้วกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่มาถึงในปี 2558 เมื่อคุณพ่อจากไปอย่างกะทันหันขณะเขามีอายุเพียง 16 ปี

ความสูญเสียครั้งนั้นถูกแปรเปลี่ยนเป็นปณิธานแน่วแน่ 3 ประการที่เขาตั้งเป้าต้องทำให้สำเร็จเพื่อพ่อบนสรวงสวรรค์ นั่นคือ ก้าวขึ้นเป็นนักเตะอาชีพ, ยิงประตูในลีกสูงสุด และติดทีมชาติไทย โดยมีครอบครัวเป็นเบื้องหลังคอยประคับประคองในวันที่หัวใจอ่อนแอ

👊สังเวียนทดสอบและแมตช์แจ้งเกิด

เส้นทางสู่ความฝันเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี 2018 เมื่อบอสหิ้วสตั๊ดมาคัดตัวกับ โปลิศ เทโร เอฟซี สโมสรที่เต็มไปด้วยความทรงจำของคุณพ่อ เขาเริ่มจากทีมชุดบีในศึกไทยลีก 4 การต้องปะทะกับแข้งจอมเก๋าที่งัดทั้งความแข็งแกร่งและลูกตุกติกมารับมือ บีบให้ดาวรุ่งวัยรุ่นต้องเติบโตอย่างก้าวกระโดด เขาเลือกซ้อมหนักเป็นสองเท่า ควบทั้งทีมชุดบีและชุดใหญ่ภายใต้การปลุกปั้นของ “โค้ชอ้น” รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค

หยาดเหงื่อแห่งความทุ่มเทผลิดอกออกผลในนัดเปิดฤดูกาล 2020 มิดฟิลด์วัย 20 ปี ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงดวลกับมหาอำนาจอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด วันนั้นเขาพิสูจน์ตัวเองด้วยการวิ่งสู้ฟัด ไล่บดขยี้มิดฟิลด์ระดับทวีปแบบไม่เกรงศักดิ์ศรี ก่อนพาทีมสร้างปรากฏการณ์ล้มยักษ์ 1-0 ถือเป็นแมตช์แจ้งเกิดที่สลัดคราบคำวิจารณ์ทิ้งไปได้อย่างหมดจด

⚽ตัวตนบนวิถีทางของตัวเอง

“ผมนึกถึงคุณพ่ออยู่ตลอด ก่อนลงสนามทุกครั้งผมจะคิดเสมอว่าพ่อมานั่งดูเราแข่ง”

ขณะที่ผู้เป็นพ่อและพี่ชาย (วรรณพล ปุษปาคม) โดดเด่นเรื่องการจ่ายบอลที่แม่นยำ กนกพลกลับสร้างตัวตนที่แตกต่าง เขาแจ้งเกิดในฐานะ "กองกลางตัวรับสไตล์ฮาร์ดแมน" ที่ดุดัน วิ่งไม่มีหมด และพร้อมปะทะทุกจังหวะเพื่อทีม ผลงานนี้ส่งให้เขาติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกในยุค อากิระ นิชิโนะ เติมเต็มคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมช็อตแห่งความทรงจำเมื่อเขายิงประตูสุดสวยในไทยลีก แล้วชี้มือขึ้นฟ้าเพื่อบอกพ่อว่า “ผมทำได้แล้ว”

ในวัย 22 ปี เขาถูกดึงตัวไปร่วมทัพ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงลิ่วทำให้โอกาสลงสนามลดลง นำมาสู่การยืมตัวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี, นครปฐม ยูไนเต็ด, ระยอง เอฟซี และ จันทบุรี เอฟซี กระทั่งสัญญายาว 5 ปีสิ้นสุดลง เขาจึงต้องออกเดินทางอีกครั้ง...

“ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำมากครับ การได้ร่วมทีมบีจี เล่นภายใต้การคุมทีมของโค้ชเทกุ (มาโกโตะ เทกุระโมริ) ได้เล่นในเอซีแอลและทำประตูในระดับทวีป คือสิ่งที่ผมจะไม่ลืม คำแนะนำจากรุ่นพี่อย่าง พี่มุ้ย พี่ตัง พี่เจ ช่วยให้ผมนำมาปรับใช้ในชีวิตค้าแข้งได้เสมอ”

🐱กัปตันสวาทแคทกับภารกิจที่ต้องท้าชน

ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจกลับมาสวมยูนิฟอร์ม นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี คำรบสอง เพื่อโลดแล่นในศึกไทยลีก 2 สิ่งที่มิดฟิลด์รายนี้ถวิลหามาตลอดคือ "ความเชื่อมั่น" และวันนี้เขาได้รับมันอย่างเต็มเปี่ยมจาก "โค้ชท็อป" ไกรเกียรติ คูณธนทรัพย์ ที่ไว้วางใจมอบปลอกแขนกัปตันทีมทัพ "สวาทแคท" ให้กับดาวเตะวัย 26 ปี

“ต้องขอบคุณพี่ท็อปที่ติดต่อมาพูดคุยโดยตรง เราได้คุยถึงแนวทางการทำทีม มีเด็กๆ ที่เล่นด้วยใจ มีทีมสปิริต ทำให้ผมตัดสินใจไม่ยากในการกลับมาที่นี่ น้องๆ ในทีมมีความทุ่มเท วิ่งสู้ฟัด และพร้อมเปิดใจรับฟัง เป้าหมายในซีซั่นนี้ผมอยากพาทีมไปลุ้นเลื่อนชั้น ลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟ ฝากแฟนบอลให้กำลังใจพวกเราด้วยครับ เราจะก้าวไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง”
วันนี้... ในวัย 26 ปีกับบทบาทผู้นำในสนาม เขาไม่ได้ยืนอยู่ใต้สปอตไลต์ของใคร และไม่ได้เป็นเพียง “ลูกชายของโค้ชแต๊ก” อีกต่อไป หากแต่กำลังขีดเขียนเรื่องราวบทใหม่ด้วยหยาดเหงื่อ ความอดทน และจิตวิญญาณที่ไม่เคยยอมแพ้ จากกล้าพันธุ์ที่เคยอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ วันนี้เขาพร้อมแล้วที่จะหยั่งรากลึกและเติบโตอย่างสง่างามในแบบฉบับของตัวเอง

ขอบคุณภาพ Nakhonratchasima FC

ผู้สนับสนุน
M7 - ชุดกีฬาพิมพ์ลาย ส่งทั่วประเทศ
MFM - Mseven Football Management

“ผมอาจไม่ใช่นักฟุตบอลที่มีทักษะหรือพรสวรรค์อะไร แต่หากเป็นเรื่องของหัวจิตหัวใจ... ผมสู้ไม่ถอยแน่นอน”นี้คือบทพิสูจน์เส้นท...
02/09/2026

“ผมอาจไม่ใช่นักฟุตบอลที่มีทักษะหรือพรสวรรค์อะไร แต่หากเป็นเรื่องของหัวจิตหัวใจ... ผมสู้ไม่ถอยแน่นอน”

นี้คือบทพิสูจน์เส้นทางลูกหนังของ “แมน” มงคลชัย กองจำปา มิดฟิลด์กัปตันทีมจอมเก๋าแห่งทัพ “นกใหญ่พิฆาต” ชัยนาท ฮอร์นบิล เส้นทางค้าแข้งของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทว่าถูกก่อร่างสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อ ความอดทน และความรักในวิถีลูกหนังอย่างแท้จริง
👊แข้งภูธรผู้เติบโตด้วยหัวใจนักสู้

เด็กหนุ่มจากอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ในฐานะลูกชายคนโตจากพี่น้อง 6 คน มงคลชัยมีคุณน้าเป็นแรงบันดาลใจแรกในการเล่นฟุตบอล เส้นทางของเขาเริ่มต้นด้วยความท้าทายเมื่อต้องจากบ้านตั้งแต่อายุเพียง 7-8 ขวบ เพื่อไปเป็นเด็กหอที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี แม้จะมีหลายคืนที่ต้องนอนร้องไห้ด้วยความคิดถึงบ้าน แต่มันกลับหล่อหลอมให้เขามีความรับผิดชอบและวุฒิภาวะเกินวัย

กระทั่งอายุ 15 ปี ขณะเตะฟุตบอลเล่นแถวบ้าน ฝีเท้าของเขาไปเข้าตา “ลุงสวย” ผู้ใหญ่ในพื้นที่ซึ่งช่วยฝากฝังให้เขาเข้าศึกษาที่โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 ภายใต้การดูแลของ อ.วีระ ปิ่นเจริญ ที่แห่งนี้เขาได้พัฒนาศักยภาพและก้าวขึ้นไปลงเล่นในนามเยาวชนจังหวัดสุพรรณบุรี เคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรหม, อานิสงส์ เจริญธรรม และ อนุวัฒน์ น้อยชื่นพันธ์ ฯลฯ

⚽️บททดสอบหัวใจก่อนนับหนึ่งในเส้นทางอาชีพ

หลังจบการศึกษาระดับมัธยม ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นตบเท้าเข้าสู่เวทีอาชีพ เขากลับยังไม่พร้อมในสายตาของสโมสร ทว่ามงคลชัยไม่เคยถอดใจ เขาได้รับโควตาทุนฟุตบอลเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธนบุรี โดยมี “ป๋าหนวด” ณัฐพล แสงอร่าม เป็นผู้ปลุกปั้น ช่วงแรกเขาตัดสินใจพักการเรียนเพื่อไปร่วมซ้อมกับทีมสุพรรณบุรีในยุคโปรลีกด้วยหวังจะคว้าโอกาส

แต่เมื่อไม่สมหวัง เขาจึงตระหนักได้ว่าหากยังดันทุรังต่อไป เส้นทางทั้งการศึกษาและฟุตบอลอาชีพอาจพังทลายลงพร้อมกัน ในฐานะลูกชายคนโต เขาจึงเลือกกลับมามุ่งมั่นกับการเรียนอย่างจริงจัง เพื่อคว้าใบปริญญาให้ครอบครัวได้ภาคภูมิใจ

กระทั่งโอกาสทองมาถึงในช่วงปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ เมื่อเขาไปทดสอบฝีเท้ากับทัพ “ปีศาจปู” สมุทรปราการ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2012 และคว้าสัญญาอาชีพฉบับแรกมาครองด้วยค่าเหนื่อยหลักหมื่นต้นๆ แลกกับการต้องนั่งรถไป-กลับระหว่างธนบุรีและบางปูจนถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งทุกวัน แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เขาก็กัดฟันสู้เพื่อรักษาสิ่งที่ได้มา

🦁เส้นทางพเนจรและจุดเปลี่ยนแห่งชีวิต

ชีวิตค้าแข้งของมงคลชัยเต็มไปด้วยการเดินทาง จากสมุทรปราการ ยูไนเต็ด เขาย้ายไปร่วมทีม สิงห์บุรี บางระจัน เอฟซี สั้นๆ ก่อนเผชิญวิกฤตการเงินจนต้องกลับมาซบ “ปีศาจปู” เป็นคำรบสอง จากนั้นจึงย้ายไปช่วยสโมสรของสถาบันในยุคบุกเบิกอย่าง ธนบุรี ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชอู๊ด” สระราวุฒิ ตรีพันธ์ ตามด้วยการย้ายสู่ ตราด เอฟซี ในลีกดิวิชั่น 1 ยุคของ “น้าต๋อย” ประภาร นาคพงษ์

แม้ช่วงแรกจะแทบไร้โอกาสลงสนาม แต่ด้วยวินัยและความเป็นมืออาชีพ เขายืนหยัดสู้จนถึงยุคของ “โค้ชป๋อง” ชยพล คชสาร และเป็นกำลังสำคัญพาทีมเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกรองได้ภายในฤดูกาลเดียว

เมื่อกำลังจะก้าวขึ้นเป็นคุณพ่อ เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ นนทบุรี เอฟซี เพื่อดูแลครอบครัวอย่างใกล้ชิด ก่อนที่โชคชะตาจะนำพาไปพบจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ เอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด การได้กลับมาร่วมงานกับ “โค้ชป๋อง” อีกครั้งผลักดันให้เขาก้าวขึ้นเป็นกัปตันทีม พาสโมสรเลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2 และได้รับประสบการณ์ล้ำค่าจากการบินไปอุ่นเครื่องกับสโมสรเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ที่ประเทศอังกฤษ

“เอาจริงๆ ผมกับโค้ชป๋องเคยทำงานร่วมกัน แต่ไม่ได้สนิทสนมส่วนตัว อาจเพราะเขาเห็นความตั้งใจจึงชักชวนกลับมาร่วมงานกันอีก ที่นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของผม ต้องขอบพระคุณผู้ใหญ่ที่เอ็นดูจนเกือบจะได้บรรจุเข้ารับราชการที่กรมศุลกากร ถือเป็นอีกช่วงเวลาที่สวยงามมาก”

ทว่าหลังจากสู้ศึกในลีกรองได้เพียงฤดูกาลเดียว ทีมได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ “โค้ชโย่ง” วรวุฒิ ศรีมะฆะ ด้วยบทบาทที่เปลี่ยนไป เขาเข้าใจในวิถีลูกหนังและตัดสินใจอำลาทีมเพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่

🩷 ชัยนาทบ้านของหัวใจ และเป้าหมายก่อนแขวนสตั๊ด

“ตอนนั้นยอมรับว่าเคว้งเหมือนกัน ยื่นโปรไฟล์ไปหลายที่ จนได้โทรหาหน่อง (อนุวัฒน์ น้อยชื่นพันธ์) ที่อยู่ชัยนาทให้ช่วยแนะนำ ขอแค่โอกาสไปทดสอบฝีเท้า ถ้าไม่มีหน่อง ผมอาจไม่ได้มาชัยนาทและคงต้องไปทำงานประจำแทน” ท้ายที่สุดเขาได้ก้าวสู่เขาพลอง สเตเดียม จากความหวังเพียงแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมในฐานะนักเตะโปรไฟล์ธรรมดา วันเวลาผ่านไปเขากลับกลายเป็นไอคอนคนสำคัญของทัพ “นกใหญ่พิฆาต” และได้รับไม้ต่อสวมปลอกแขนกัปตันทีมจากเพื่อนรัก และนับถึงปัจจุบันก็ก้าวสู่ปีที่ 8 กับ ชัยนาท ฮอร์นบิล แล้ว

“อาชีพนักฟุตบอลก็เหมือนพนักงานบริษัท เราต้องสร้างมูลค่าและผลงาน วันหนึ่งถ้าเราไม่มีคุณภาพพอเราก็ต้องไป ชัยนาท ฮอร์นบิล เป็นสโมสรใหญ่ที่ผู้บริหารดูแลทีมอย่างดีเยี่ยม โอกาสที่ได้รับจากที่นี่เกินความคาดหมายจนผมเรียกที่นี่ได้เต็มปากว่าเป็นบ้านหลังที่สอง”

ในวัยที่เพิ่มขึ้น มงคลชัยยอมรับว่าต้องปรับตัวให้เข้ากับจังหวะฟุตบอลที่รวดเร็วขึ้น แต่นอกสนามเขาคือต้นแบบที่เน้นการลงมือทำให้ดูมากกว่าคำพูด “พื้นฐานฟุตบอลของผมคือการเล่นให้มีความสุข ให้น้องๆ ได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ ทีมเรามีโครงสร้างนักเตะที่ค่าเฉลี่ยอายุน้อยจนหลายคนเรียกผมว่า ‘น้า’ ไปแล้ว ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของน้องๆ แต่อาจต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ส่วนเป้าหมายของผมคืออยากพาทีมเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดให้ได้ก่อนที่จะเลิกเล่น”

ปัจจุบันในวัย 38 ปี มงคลชัยเดินทางมาถึงช่วงปลายของการค้าแข้ง แต่ไฟในใจยังคงลุกโชน ตราบใดที่ยังสนุกและสร้างประโยชน์ให้ทีมได้ เขาจะยังคงวิ่งต่อไปในสนาม ทว่าหากวันใดที่ความรู้สึกเหล่านั้นหมดลงและกลายเป็นภาระ ก็คงถึงเวลาแขวนสตั๊ดอย่างเต็มตัว โดยมีเป้าหมายต่อไปคือการศึกษาหลักสูตรโค้ช เพื่อสานต่อลมหายใจในวงการฟุตบอลที่เขารักตลอดไป
เส้นทางลูกหนังของ “แมน” มงคลชัย กองจำปา จึงไม่ใช่เรื่องราวของนักเตะผู้มีพรสวรรค์ล้นเหลือ แต่คือบทพิสูจน์ของคนที่ใช้ "หัวใจ" และความพยายามฝ่าฟันอุปสรรค เพื่อไล่ตามฝัน ไม่ว่านกหวีดเป่าหมดเวลาในอาชีพค้าแข้งของเขาจะดังขึ้นเมื่อใด แต่สปิริตนักสู้ วินัยที่แน่วแน่ และความรักในฟุตบอล จะยังคงเป็นแบบอย่างที่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับนักเตะรุ่นหลังต่อไปอย่างแน่นอน

ขอบคุณภาพ Chainat Hornbill Football Club

ผู้สนับสนุน
M7 - ชุดกีฬาพิมพ์ลาย ส่งทั่วประเทศ
MFM - Mseven Football Management

บางครั้งชีวิตก็เกิดเรื่องไม่น่าเชื่อขึ้นมากมาย... บนผืนหญ้าสีเขียวที่ขีดเส้นตีกรอบด้วยกติกาที่เรียกว่า "ฟุตบอล" กาลเวลา ...
30/08/2026

บางครั้งชีวิตก็เกิดเรื่องไม่น่าเชื่อขึ้นมากมาย...

บนผืนหญ้าสีเขียวที่ขีดเส้นตีกรอบด้วยกติกาที่เรียกว่า "ฟุตบอล" กาลเวลา 16 ปีอาจดูยาวนานจนหลายคนลืมเลือนเป้าหมาย แต่สำหรับผู้ชายคนหนึ่ง ระยะเวลาเหล่านั้นไม่เคยลบเลือนคำสัญญาที่เขาเคยทิ้งไว้ ในวันที่ยังสวมปลอกแขน "กัปตันโจ"... คำสัญญาที่ว่าจะพาสโมสรแห่งนี้ทะยานสู่ลีกสูงสุดของประเทศให้จงได้

แม้ในวันนั้นเขายังทำไม่สำเร็จ แต่วันนี้โชคชะตาได้พา "โค้ชโจ" ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น หวนคืนสู่ถิ่นเก่าอีกครั้ง การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรับงานใหม่ ทว่ามันคือการต่อเติมความฝันที่เคยหยุดนิ่ง ให้กลับมามีลมหายใจและเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังอีกครั้ง

จุดเริ่มต้นของความหวังครั้งใหม่นี้ เกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายจากการสนทนาเพียง 1 ชั่วโมงกับ สมพล พะเนียงทอง ผู้บริหารที่ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเม็ดเงินนับร้อยล้านตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป้าหมายสูงสุดก่อนวางมือคือ "การพาบอลจันท์ไปเวทีระดับสูงสุด" ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่สอดประสานกับปณิธานของโค้ชโจอย่างลงตัว เมื่อสองหัวใจที่มีเป้าหมายเดียวกันมารวมพลังกัน พลังแห่งความเชื่อมั่นก็ถูกจุดประกายขึ้นเพื่อผลักดัน จันทบุรี เอฟซี ให้ไปปักธงอย่างสง่างามบนแผนที่ไทยลีก 1 🎯

บอร์ดบริหารมอบความไว้วางใจให้ “โค้ชโจ” แบบ 100% ในการจัดทัพและเลือกทีมงานทั้ง 28 ชีวิต ซึ่งเขากล้าที่จะเอาตัวเองเป็นเดิมพันรับผิดชอบทุกผลงาน สิ่งที่ “โค้ชโจ” กำลังสร้าง ไม่ใช่แค่แทคติกในสนาม แต่คือ "การเปลี่ยนดีเอ็นเอของทีม" เขาต้องการปลุกสปิริตนักสู้ สั่งให้นักเตะทุกคนวิ่งสู้ฟัดจนกว่าจะสิ้นสุดเสียงนกหวีดในนาทีบาป เพื่อให้แฟนบอลได้เห็นถึงความทุ่มเท และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้

สนาม อบจ. จันทบุรี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามเหย้า แต่จะถูกยกระดับให้เป็นดั่ง "นรกทีมเยือน” และเป็นพื้นที่แห่งความสุขของแฟนบอลชาวจันท์ทุกคน ในฤดูกาลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความหวัง “โค้ชโจ” ได้ยกความดีความชอบให้ทีมงานสตาฟฟ์ที่ทำงานหนักอยู่เบื้องหลัง พร้อมส่งสาส์นสำคัญเพื่อร้อยเรียงหัวใจแฟนบอลทัพ "กระต่ายป่า" ให้เป็นหนึ่งเดียว...

ข้อแรก... ขอให้ทุกคนเข้ามาส่งเสียงเชียร์ให้ล้นหลาม เป็นพลังงานบวกในทุกแมตช์เหย้า และข้อที่สอง... ประโยคสั้นๆ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและคำสัญญา "ขอให้ทุกคนเตรียมตัวไว้ เราจะไปไทยลีกด้วยกัน"

คำประกาศกร้าวในงานแถลงข่าวเปิดตัวสโมสรจันทบุรี เอฟซี ค่ำวานนี้ ค่ำคืนที่ไม่มีสายฝนโปรยปรายเช่นทุกวัน ค่ำคืนที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง ความฝันอันสวยงามของฟุตบอลเมืองจันท์

แล้วเมื่อฤดูกาลเปิดฉากขึ้นบททดสอบบนสมรภูมิไทยลีก 2 ฤดูกาล 2026/27 ที่ยากจะคะเนกำลังจะท้าทายทุกความฝันอย่างไม่ปราณี “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น ทีมสตาฟฟ์ และนักกีฬา จะพา “กระต่ายป่า” ตัวนี้ฝ่าฟันอุปสรรค พร้อมขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้หรือไม่ อีกไม่นานเกินรอทุกท่านจะได้รู้ไปพร้อมกัน 🐰🟡⚫️

ขอบคุณภาพ สโมสรฟุตบอลจันทบุรี เอฟซี Chanthaburi Football Club

ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเองมากพอ... เวลา 7 ปีก็คงไม่นานเกินรอแต่นั่นอาจไม่ใช่กับโลกของฟุตบอลอาชีพ ที่อายุการใช้งานของนักเตะแ...
29/08/2026

ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเองมากพอ... เวลา 7 ปีก็คงไม่นานเกินรอ

แต่นั่นอาจไม่ใช่กับโลกของฟุตบอลอาชีพ ที่อายุการใช้งานของนักเตะแสนสั้น... การต้องทนเตะฝุ่นในลีกล่างของเมืองไทย ฝ่าด่านอากาศร้อนระอุตอนบ่ายสามโมง สภาพสนามที่คาดเดาไม่ได้ และอนาคตที่ไม่มีอะไรการันตี... 7 ปีที่ว่านี้ คือบททดสอบที่พร้อมจะบดขยี้ความฝันของทุกคนให้พังทลาย

ทว่าไม่ใช่กับดาวเตะเลือดซามูไรที่ชื่อ "ทาคุ อิโตะ" ...จากนักเตะที่เริ่มต้นจากศูนย์ในไทยลีก 4 สู่วันที่เขาตะบันประตูในลีกสูงสุดของประเทศ อะไรคือเบื้องหลังหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ของชายคนนี้?
👺ซามูไรเดียวดาย และความทะยานอยากสู่เยอรมัน

เด็กหนุ่มจากยามากูชิที่ไปเติบโตในคุมาโมโตะ ตัดสินใจเดิมพันชีวิตกับฟุตบอลตั้งแต่วัยเยาว์ “ผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ตอนอายุ 12 ปี เพราะผมเลือกไปเรียนต่างจังหวัดเพื่อเล่นฟุตบอลโดยเฉพาะ ผมมีความฝันอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาตลอด” ทาคุ อิโตะ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของหัวใจที่เด็ดเดี่ยว

แม้จะมีโอกาสเซ็นสัญญากับทีมในเจลีก 2 หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่เขากลับเลือกเส้นทางที่ท้าทายกว่าด้วยการบินลัดฟ้าสู่เยอรมนีโดยมี ชินจิ คางาวะ เป็นแรงบันดาลใจ “ผมอยากทดสอบความสามารถของตัวเองในยุโรป ซึ่งมีระดับฟุตบอลและวัฒนธรรมลูกหนังที่สูงกว่าเจลีก”

เขาเริ่มต้นกับ สปอร์ตฟรุนเด้ ดูเรน ในลีกดิวิชั่น 4 ก่อนขยับไป อเลมาเนีย อาเค่น “ตอนที่ผมได้ลงเล่นในลีกดิวิชั่น 4 ผมประหลาดใจมาก แฟนบอลเข้ามาชมและเชียร์กันเยอะมาก เฉลี่ยประมาณ 10,000 คน และในเกมใหญ่ๆ มีคนเข้ามาดูถึง 30,000 คนจนเต็มความจุสนาม”

นอกจากนี้เขายังได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดวลกับทีมดังในเกมอุ่นเครื่องที่เป็นดั่งเบ้าหลอมชั้นดีที่ทำให้เขาเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นใจ

👊การพิสูจน์ตัวตนในลีกล่างเมืองไทย

หลังกลับญี่ปุ่นได้ช่วงสั้นๆ ทาคุ เลือกมาหาความท้าทายที่เมืองไทยตามคำแนะนำของเอเยนต์ ด้วยชื่อเสียงอันน้อยนิด ทำให้มีเพียง เจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ทีมเดียวที่ยื่นข้อเสนอให้ เขาใช้ความเร็วและความแกร่งพาทีมเลื่อนชั้นจาก T4 สู่ T2 ได้สำเร็จ ท่ามกลางความยากลำบาก

“ฟุตบอลในลีกล่างๆ มักจะเน้นความสามารถเฉพาะตัวมากกว่า ไม่ค่อยมีแท็กติกซับซ้อนนัก สนามแข่งบางแห่งก็อยู่ในสภาพที่แย่มาก แถมการเตะตอนบ่ายสามโมงก็ร้อนสุดๆ”

ท้ายที่สุดแม้จะพา “ช้างเผือก” ก้าวสู่ลีกรองสำเร็จ แต่เขากลับไม่ได้ไปต่อกับทีมและการเดินทางครั้งใหม่ก็เริ่มต้นอีกครั้ง “น่าเสียดายที่ผมไม่ได้ไปต่อกับเจแอล แต่ผมก็มีความทรงจำที่ดีมากๆ และดีใจที่ได้ช่วยพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ T2”

เขาพเนจรต่อไปยัง อุตรดิตถ์ ศักดิ์สยาม และ พิษณุโลก เอฟซี ทว่าหัวใจนักสู้จากแดนอาทิตย์อุทัยไม่เคยยอมจำนน “ตอนที่ผมย้ายไปอุตรดิตถ์ และ พิษณุโลก ผมไม่เคยรู้สึกท้อเลย ผมรู้แค่ว่าต้องเล่นต่อไปและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสม ผมก็คงได้รับโอกาสให้เล่นในไทยลีก 2 หรือไทยลีก 1 ... ผมเชื่อมั่นในตัวเองเสมอ”

🔥7 ปีที่รอคอยและการระเบิดฟอร์มในลีกสูงสุด

ทาคุ อิโตะ รักษามาตรฐานผลงานไว้อย่างดีเยี่ยมไปเข้าตา แพร่ ยูไนเต็ด ที่ดึงตัวมาร่วมทีมในเลกสองของปี 2020 ที่นี่กลายเป็นบ้านและจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต “ผมรู้สึกว่าสโมสรนี้มีความเป็นครอบครัวสูงมาก ผู้บริหารดูแลนักเตะเป็นอย่างดี... ถ้าตอนนั้นผมไม่ได้มาที่แพร่ ผมอาจจะไม่มีวันได้ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดเลยก็ได้”

และแล้ววันที่เขาเฝ้ารอคอยก็มาถึง นครปฐม ยูไนเต็ด ดึงเขาไปลุยไทยลีก 1 “ผมใช้เวลาถึง 7 ปี และในที่สุดก็ได้ลงเล่นในลีกสูงสุด ผมตื่นเต้นมาก นัดแรกที่เจอกับ การท่าเรือ เอฟซี การที่ผมทำประตูได้ด้วยมันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดจริงๆ” ทาคุเล่าด้วยความภูมิใจ แม้ท้ายที่สุดทีมจะตกชั้นในฤดูกาลถัดมา ทว่านั่นคือประสบการณ์ 2 ปีที่เขาทั้งซาบซึ้งและไม่มีวันลืมจริงๆ

🐎เขยเมืองแป้กับภารกิจที่ยังคั่งค้างกับม้าคะนองศึก

แล้วก็ถึงวันที่ ทาคุ ตัดสินใจกลับมาสวมเสื้อ "ม้าคะนองศึก" เป็นคำรบสอง เพื่อสานต่อเป้าหมายที่คั่งค้าง “เป้าหมายส่วนตัวของผมยังคงเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่กับสโมสรแห่งนี้ นั่นคือการพาทีมไปสู่ไทยลีก สโมสรนี้มอบอะไรให้ผมมากมาย ผมอยากจะตอบแทนสโมสร”

ดาวเตะที่ลงรับใช้ “ม้าคะนองศึก” กว่า 100 นัดกล่าวต่อว่า “ในปีนี้ และในทุกๆ ปี ผมทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อสโมสรเสมอ ผมอยากให้แฟนบอลคอยส่งเสียงเชียร์พวกเราเหมือนที่เคยทำมาตลอด ไปลุยไทยลีกด้วยกัน”

ทาคุ อิโตะ พูดถึงการผจญภัยในฟุตบอลไทยที่เผลอแวบเดียวก็ร่วมๆ จะ 10 ปีแล้วและแพลนในอนาคตที่เขาลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวกับแฟนสาวชาวไทยที่เมืองแพร่เป็นที่เรียบร้อย “ผมคิดว่าฟุตบอลไทยพัฒนาขึ้นมาก ผมดีใจที่ได้เห็นนักเตะย้ายไปเล่นในเจลีกหรือลีกยุโรปกันมากขึ้น”

“แน่นอนว่าหลังจากแขวนสตั๊ด ผมจะยังคงอยู่ที่เมืองไทยต่อไป ผมอาจจะเป็นโค้ชหรือเปิดอคาเดมี่ แต่ตอนนี้ผมอยากจะลงเล่นในฐานะนักฟุตบอลให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป้าหมายของผมคืออยากจะเล่นต่อไปจนถึงอายุ 40 ปี”
จาก 'ซามูไรเดียวดาย' ที่หอบสตั๊ดมาเผชิญโชคในวันนั้น... วันนี้ ทาคุ อิโตะ ไม่ต้องเดินเดียวดายอีกต่อไป เขามีครอบครัวที่อบอุ่น มีแฟนบอล 'ม้าคะนองศึก' ที่คอยหนุนหลัง และมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือการโลดแล่นบนผืนหญ้าให้ถึงวัย 40 ปี...

บทสรุปสุดท้ายของเขาในฐานะนักเตะอาจจะยังมาไม่ถึง แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ตั้งแต่วันนี้คือ หัวใจของนักสู้จากแดนอาทิตย์อุทัยคนนี้ ได้หลอมรวมและหยั่งรากลึกลงในฟุตบอลไทยไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

ขอบคุณภาพ Phrae United

ผู้สนับสนุน
M7 - ชุดกีฬาพิมพ์ลาย ส่งทั่วประเทศ
MFM - Mseven Football Management

ฝากเพื่อนๆ ติดตามเพจน้องเจ๊ปอน ผู้เป็นดั่งสารานุกรมบอลไทย ✌️🧠
28/08/2026

ฝากเพื่อนๆ ติดตามเพจน้องเจ๊ปอน ผู้เป็นดั่งสารานุกรมบอลไทย ✌️🧠

อดใจรอกันหน่อยนะครับ...

การแสดงบทใหม่ของผมจะเริ่มแล้ว

ที่เพจนี้! ที่นี่ กันยายนนี้

#ฟุตบอลไทย #บอลไทย #กีฬาไทย

จากเสียงกรรไกรในร้านตัดผมของคุณพ่อ และเสียงโขลกส้มตำของคุณแม่ ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใครจะคิดว่าลูกชายคนเล็กข...
28/08/2026

จากเสียงกรรไกรในร้านตัดผมของคุณพ่อ และเสียงโขลกส้มตำของคุณแม่ ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใครจะคิดว่าลูกชายคนเล็กของบ้านคนนี้ จะอาศัยความ “มุมานะ” และ “ความเป็นมืออาชีพ” ก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างสง่างามบนผืนหญ้าอาชีพที่เขาใฝ่ฝันตั้งแต่ยังเยาว์

นี่คือเส้นทางลูกหนังของ “ต๋อง” ณรงค์ฤทธิ์ บุญสุข แนวรับกัปตันทีมพัทยา ยูไนเต็ด ที่พร้อมใส่สุดเพื่อพา “โลมาอหังการ” ไปไกลกว่าที่เคย
🧭เข็มทิศชีวิตที่ถูกตั้งไว้ตั้งแต่ 8 ขวบ

จากเด็กเก็บบอลข้างสนามที่พี่ๆ ทั้งสองไล่หวดลูกหนังใบเก่า หัวใจของ "ต๋อง" ในวัยเพียง 8 ขวบ กลับเด็ดเดี่ยวเกินวัย เขาปักธงรบไว้ในใจว่า “สักวันหนึ่ง ฉันต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพ” ฝีเท้าที่จัดจ้านเกินตัวพุ่งทะยานจากโรงเรียนอนุบาลดำรงราชานุสรณ์ สู่โควตานักกีฬาโรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา

จุดเปลี่ยนสำคัญอุบัติขึ้นในศึกฟุตบอลไพรมินิสเตอร์ ที่อุบลราชธานี รูปร่างที่สูงโปร่งและเซนส์บอลในแดนกลางของเขา ไปเตะตาแมวมองสถาบันลูกหนังขาสั้นระดับประเทศ ก่อนจะเป็น อัสสัมชัญกรุงเทพ ที่ฉกตัวเพชรเม็ดงามดวงนี้เข้าสู่เมืองหลวงได้สำเร็จ

แม้ผู้เป็นพ่อจะอยากให้เน้นการเรียน ทว่าแรงสนับสนุนจากแม่และตา รวมถึงการมีไอดอลอย่าง “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ “โค้ชโย่ง” วรวุฒิ ศรีมะฆะ ทางทีวีคือเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้เขาพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่

การเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุงไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องเค้นฟอร์มอย่างหนักเพื่อเบียดแย่งตำแหน่งกับยอดฝีมือวัยเดียวกัน ก่อนจะถูกจับถอยมาเล่น "สต็อปเปอร์" และ "แบ็กขวา" ซึ่งกลายเป็นตำแหน่งทำมาหากินในเวลาต่อมา แม้จะมีช่วงเวลาที่ความท้อแท้เกาะกินหัวใจจนอยากหันหลังกลับบ้านเกิด แต่ประโยคทองของคุณพ่อที่ว่า "เรามาไกลแล้ว... มันถอยไม่ได้" ได้กลายเป็นคาถาปลุกใจที่ดึงเขากลับสู่สังเวียนอีกครั้ง

🎇รุ่งโรจน์ ร่วงหล่น และการลุกขึ้นยืน

กราฟชีวิตลูกหนังพุ่งทะยานขีดสุดเมื่อเขาก้าวติด ทีมชาติไทย ชุด U16 บินลัดฟ้าไปลุยศึกที่ประเทศรัสเซีย ทว่า... วัยรุ่นคือวัยแห่งพายุ ความคึกคะนองพาเขาออกนอกลู่นอกทางจนถูกมาสเซอร์ตัดชื่อออกจากทีมชุดนักเรียนไทย พลาดโอกาสลงสนามเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง วัชระ บัวทอง ไปอย่างน่าเสียดาย

บทเรียนราคาแพงหล่อหลอมให้เขาโตขึ้น หลังจบมัธยม เขาฝากตัวเป็นศิษย์ “โค้ชบู” ชำนาญ แพรขุนทด ในทีม พัทยา ยูไนเต็ด U19 ก่อนที่ชะตาจะนำพากลับไปรับใช้บ้านเกิด เมื่อ “เฮียฮวด” สมบัติ เกียรติสุรนนท์ ดึงตัวมาร่วมทีม ศรีสะเกษ เมืองไทย เอฟซี ให้สัมผัสเกมระดับไทยลีกในวัยเพียง 19 ปี

แต่พระเจ้ามักทดสอบนักสู้เสมอ... ณรงค์ฤทธิ์ต้องเผชิญมรสุมบาดเจ็บหนักหนักๆ 2 ครั้งในรอบ 2 ปี เริ่มจากเอ็นไขว้หน้าเข่าซ้ายขาด และตามด้วย เอ็นไขว้หน้าเข่าขวาขาด ต้องนอนพักรักษาตัวร่วมครึ่งปีในแต่ละครั้ง หากเป็นคนอื่นคงถอดใจแขวนสตั๊ดไปแล้ว แต่สำหรับ "ต๋อง" เขากัดฟันสู้ สลัดอาการบาดเจ็บ และกลับมายืนระยะได้อย่างเหลือเชื่อ

🫰ชีพจรลงเท้าสู่การฝากหัวใจไว้ที่เมืองระยอง

เส้นทางลูกหนังของเขาคือตำนานแห่งการเดินทาง จาก อีสาน ยูไนเต็ด, ถูกปล่อยยืมไป บางกอก เอฟซี (ในยุค รอยเตอร์ โมไรร่า), คืนถิ่น "กูปรีอันตราย" ศรีสะเกษ เอฟซี ก่อนจะย้ายไป พีทีที ระยอง สโมสรที่เขารักและผูกพันที่สุด แม้ปัจจุบันจะยุบทีมไปแล้ว แต่ที่นี่คือสถานที่ที่เขาพบรักแท้ และกลายเป็น "เขยระยอง" อย่างเต็มตัว

ฟอร์มอันแข็งแกร่งดั่งภูผาไปเข้าตา "นายใหญ่ค้างคาวไฟ" สมศักดิ์ เทพสุทิน ถึงขั้นเทียวไล้เทียวขื่อผ่านคุณพ่อ จนคว้าตัวเขากลับสู่ลีกสูงสุดกับ สุโขทัย เอฟซี ได้สำเร็จ เขาปักหลักเป็นหัวใจในเกมรับนานถึง 3-4 ปี ก่อนจะชีพจรลงเท้าอีกครั้ง ไปช่วย ขอนแก่น ยูไนเต็ด เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด และลุยต่อกับ นครศรี ยูไนเต็ด ในไทยลีก 2

©️ปลอกแขนกัปตันทีม และการท้าทายคำสบประมาท

เมื่อความห่างไกลครอบครัวเริ่มบั่นทอนหัวใจ เขาตัดสินใจถอยมาเล่นลีกล่างกับ บ้านค่าย ยูไนเต็ด เพื่ออยู่ใกล้ชิดครอบครัวที่ระยอง แต่ฝีเท้าโดดเด่นเกินกว่าจะถูกเก็บซ่อน ในที่สุดโชคชะตาก็นำพาเขากลับมาสู่ พัทยา ยูไนเต็ด สโมสรในระดับไทยลีก 2 ที่เขาเคยมาค้าแข้งสมัยละอ่อนก่อนเทิร์นโปรสู่ระบบฟุตบอลอาชีพ

ในวัย 34 ปี กับปลอกแขนกัปตันทีม "ต๋อง" ณรงค์ฤทธิ์ ตั้งเป้าหมายในฤดูกาล 2026/27 ไว้อย่างเด็ดเดี่ยว "ปีนี้เรามีตัวผู้เล่นประสบการณ์เข้ามาสู่ทีมหลายต่อหลายคน ผมเชื่อว่าประสบการณ์ตรงนี้ช่วยให้เราแข็งแกร่งกว่าเดิมได้ ก็ได้คุยกันกับพี่โม้ (พิภพ อ่อนโม้) เรามองไปที่เป้าหมายเดียวกันคือพื้นที่เพลย์ออฟ เราอยากไปให้ไกลกว่าเดิม เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ชอบใจที่ใครต่อใครต่างกา พัทยา ยูไนเต็ด ออกจากสารบบการลุ้นเลื่อนชั้นตั้งแต่บอลยังไม่ทันเริ่ม แต่นั่นแหละ มันคือเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้ทุกคนในทีมกระหายอยากจะพิสูจน์ตัวเอง"
วันนี้... ชายที่ชื่อ ณรงค์ฤทธิ์ บุญสุข ผ่านมาแล้วทั้งรอยยิ้ม คราบน้ำตา และบาดแผล เขาเข้าใจถ่องแท้ว่า "ฟุตบอลอาชีพ" ต้องจ่ายด้วย วินัย ความอดทน และความเชื่อมั่น เป้าหมายของเขาคือการรักษามาตรฐานยืนหยัดบนผืนหญ้าจนถึงวัย 37 ปีเป็นอย่างน้อย ก่อนจะผันตัวสู่วงการโค้ชในอนาคต เพราะสำหรับเขา ฟุตบอลไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่มันคือเบ้าหลอมชีวิตที่สร้างเด็กคนหนึ่งให้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพเช่นทุกวันนี้

ขอบคุณภาพ Pattaya United

ผู้สนับสนุน
M7 - ชุดกีฬาพิมพ์ลาย ส่งทั่วประเทศ
MFM - Mseven Football Management

บนเส้นทางลูกหนังที่โชกโชน ผ่านการสวมเสื้อสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับประเทศมานับไม่ถ้วน กวาดความสำเร็จในทุกระดับรวม 18 โทรฟี่ วัน...
27/08/2026

บนเส้นทางลูกหนังที่โชกโชน ผ่านการสวมเสื้อสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับประเทศมานับไม่ถ้วน กวาดความสำเร็จในทุกระดับรวม 18 โทรฟี่ วันนี้ในวัยที่เดินทางมาถึงช่วงปลายของการค้าแข้ง "เอ็ม" อนาวิน จูจีน กำลังก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 2 กับ ชาติตระการ ซิตี้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น "ขวบปีสั่งลา" ในฐานะนักเตะอาชีพอย่างเต็มตัว

ทว่าบทบาทของเขาในทัพ "คีรีพิฆาต" แห่งนี้ กลับยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงผู้เล่นตัวเก๋าที่คอยประคองเกมในสนาม เพราะนี่คือช่วงเวลาแห่งการถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ ทั้งในแง่ของมายด์เซตลูกหนังและการวางรากฐานสโมสร เพื่อเปลี่ยนผ่านจาก "ทีมบ้านๆ" สู่ความเป็นมืออาชีพอย่างยั่งยืน
☝️ทีมบ้านๆ แต่ไม่ใช่ว่าพัฒนาไม่ได้

การนำดีเอ็นเอของสโมสรยักษ์ใหญ่ระดับแชมป์มาสวมทับทีมขนาดเล็กที่มีงบประมาณจำกัด คือโจทย์ที่หินที่สุด อนาวิน ยอมรับตามตรงว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่สามารถเสกความเป็นมืออาชีพ 100% ให้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนได้

"มันไม่สามารถทำได้ด้วยเงื่อนไขของงบประมาณและบริบทของสโมสร ถ้าให้เปรียบก็เหมือนการเอาอะไหล่รถซูเปอร์คาร์ มาใส่ในรถญี่ปุ่น"

แต่ความต่างของบริบทไม่ได้แปลว่าพัฒนาไม่ได้ อนาวิน ใช้คอนเนกชันและประสบการณ์เข้ามาช่วยหลังบ้าน ตั้งแต่การดึงสปอนเซอร์ หาแบรนด์เสื้อที่คุณภาพสูงขึ้น ไปจนถึงการส่งทีมงานสตาฟฟ์โค้ชไปฝังตัวศึกษาดูงานกับ อุทัยธานี เอฟซี เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานหลังบ้านว่ากระบวนการที่แท้จริงต้องทำอย่างไร

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในตอนนี้อาจไม่ใช่ถ้วยแชมป์ แต่คือ "ระบบที่ดีขึ้น" และ "ตัวเลขขาดทุนที่ลดลง" ซึ่งเป็นสัญญาณชีพที่สำคัญที่สุดของทีมฟุตบอลยุคนี้

💪เก๋าแต่ไม่ล้ำเส้น บทบาทพี่ใหญ่ที่ไม่เคยถือสิทธิ์พิเศษ

แม้ผู้บริหารนำโดย พ.ต.อ. อนุชิต อุดมภักดี ประธานสโมสร และ “บอสเอก” เอกราช บัวนิลเจริญ ผู้จัดการทีม จะเปิดไฟเขียว พร้อมยกเก้าอี้ "ผู้จัดการทีม" ให้แบบเต็มตัวในฤดูกาลนี้ แต่วิญญาณนักเตะของเขายังคงพลุ่งพล่าน อนาวินขอสู้ในฐานะผู้เล่นอีกสักปี โดยสวมบท "ฟันเฟือง" ที่คอยขับเคลื่อนทีมควบคู่ไปกับการใช้ชื่อเสียงดึงดูดโอกาสดีๆ ให้สโมสร

“จริงๆ ปีนี้ผู้บริหารก็อยากให้ผมมาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมเต็มตัว แต่ผมยังอยากเล่นอีกปี แต่ทั้งนี้ก็ช่วยกันในบทบาทหน้าที่อยู่แล้ว แน่นอนว่าผมอยู่แล้วสบายใจ ยิ่งเห็นการทำงานร่วมกัน มีเราเป็นฟันเฟือง และเห็นพัฒนาการของทีมขึ้นไป มันทำให้เราเองก็ดีใจที่ผลักดันทีมขึ้นมาได้ขนาดนี้”

สิ่งที่น่าสนใจคือวิธีคิดในการวางตัว แม้เขาจะมี ซี ไลเซนส์ มาตั้งแต่ปี 2017 และพกประสบการณ์มาเต็มกระเป๋า แต่เขาเลือกที่จะ "ไม่ล้ำเส้น" สตาฟฟ์โค้ช ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการวางหมากแท็กติก โดยเฉพาะในเรื่องการจัดตัวผู้เล่น

"ผมให้สิทธิ์ทีมสตาฟฟ์เต็มที่ ผมอยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้องๆ เราไม่รู้ใครคิดอะไรอย่างไร การที่เราวางตัวดี มันทำให้เราทำงานกับทุกคนง่ายขึ้น"

ความท้าทายในทีมขนาดเล็กคืองบประมาณที่จำกัดซึ่งส่งผลต่อแรงจูงใจนักเตะ สิ่งที่อนาวินทำคือการอัดฉีด "มายด์เซต" ให้กับแข้งรุ่นน้อง โดยเน้นย้ำถึงหลักการเอาตัวรอดในเส้นทางอาชีพ "คุณต้องสร้างมูลค่าให้ตนเอง จนเขาปฏิเสธคุณค่าของคุณไม่ได้"

🧠กะเทาะแก่นจิตวิทยาก้าวต่อไปที่ท้าทายกว่าเก้าอี้กุนซือ

หลายคนมองว่าปลายทางของนักเตะเก๋าคือการยืนสั่งการข้างสนาม แต่อนาวินกลับมองต่าง เขามองทะลุไปถึงความเครียดมหาศาลของการเป็น "หัวหน้าผู้ฝึกสอน" ของบรรดาเพื่อนๆ ร่วมรุ่น ที่ต้องแบกรับและบริหารความรู้สึกของคนกลุ่มใหญ่ ความหลงใหลที่แท้จริงของเขาจึงพุ่งเป้าไปที่ "จิตวิทยาการกีฬา"

เขาชี้ให้เห็นรอยรั่วสำคัญในวงการลูกหนัง "สโมสรใหญ่ๆ หลายทีมมีนักจิตวิทยามาทำงานร่วม ทว่าพอเขาเป็นนักจิตวิทยาจ๋ามาเลย อารมณ์มันเหมือนหมอจิตเวชมาดูแลผู้ป่วย อารมณ์ร่วม ธรรมชาติ ความเข้าใจมันไม่ได้ ยิ่งไปเจอนักกีฬาประสบการณ์สูงๆ มันยากที่จะถ่ายทอดเฉพาะในมุมทฤษฎี"

เป้าหมายต่อไปของเขาคือการเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา เพราะเมื่อนำความรู้เชิงวิชาการ มาผสมผสานกับใบอนุญาตโค้ช และ DNA ของคนที่อาบเหงื่อบนผืนหญ้ามาทั้งชีวิต มันจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ตอบโจทย์ทีมชาติหรือสโมสรใหญ่ๆ ได้อย่างตรงจุด เพราะท้ายที่สุด... ฟุตบอลคือการบริหารความรู้สึก รู้จักจังหวะตึง จังหวะหย่อน เพื่อหลอมรวมสโมสรและนักเตะให้เป็นเนื้อเดียวกัน

⛰️ชาติตระการ ซิตี้ อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ดุดัน

ในฤดูกาล 2026/27 นี้ ชาติตระการ ซิตี้ ตั้งเป้าหมายเบื้องต้นไว้ที่ท็อป 6 ในศึกไทยลีก 3 โซนเหนือ ภายใต้ปรัชญา "อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ดุดัน" ไม่เน้นวาทกรรมคุยโต แต่พร้อมบดขยี้คู่แข่งเมื่อนกหวีดดัง และสิ่งที่ตอกย้ำว่าทีมกำลังเดินมาถูกทาง ไม่ใช่แค่ผลงานชุดใหญ่ แต่คือ "ระบบโครงสร้างลูกหนัง" ที่พวกเขาสร้างขึ้นเป็นลำดับขั้น

เริ่มจาก อะคาเดมี่สองแคว (ระดับประถม) ส่งต่อไปยัง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ (ระดับมัธยม) และต่อยอดสู่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ระดับอุดมศึกษา) ซึ่งปัจจุบันทีมมีผลผลิตจากระบบนี้ถึง 8-10 คน และมีการส่งทีมลุยศึก เซมิ-โปรลีก เพื่อเพิ่มกระดูกลูกหนังให้น้องๆ
ขวบปีที่กำลังจะมาถึงของ อนาวิน จูจีน จึงทวีความหมายมากกว่าคำว่า "สั่งลา" กับขวบปีที่ 21 ในอาชีพการค้าแข้ง ที่จะเป็นดั่งการส่งมอบพิมพ์เขียวแห่งความยั่งยืน เพื่อให้รากฐานของชาติตระการ ซิตี้ หยั่งลึกลงในผืนดิน และพร้อมผลิดอกออกผลต่อไป แม้ในวันที่เขาจะไม่ได้สวมสตั๊ดวิ่งอยู่บนฟลอร์หญ้าแห่งนี้แล้วก็ตาม

ขอบคุณภาพ สโมสรฟุตบอลชาติตระการซิตี้

ผู้สนับสนุน
M7 - ชุดกีฬาพิมพ์ลาย ส่งทั่วประเทศ
MFM - Mseven Football Management

คนบางคนใช้ร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ สร้างฝันอันยิ่งใหญ่... แล้วคนธรรมดาอย่างเรา จะยอมให้ข้อจำกัดอื่นใดมาทำลายความฝันของเราจริ...
26/08/2026

คนบางคนใช้ร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ สร้างฝันอันยิ่งใหญ่... แล้วคนธรรมดาอย่างเรา จะยอมให้ข้อจำกัดอื่นใดมาทำลายความฝันของเราจริงๆ หรือ?
ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึก จินตนาการไม่ออกเลยว่าความเงียบสนิทนั้นน่ากลัวเพียงใด แต่สำหรับ "พีช" ปวริศ เหล็กสุวรรณ แข้งแนวรุกดาวรุ่งวัย 25 ปี ชาวจังหวัดพิษณุโลก ความเงียบคือ "กรงขัง" ที่ธรรมชาติมอบให้เขามาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก เขาเติบโตมาพร้อมกับปัญหาการได้ยินเสียง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ... มันคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่เข้มข้นที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่า "หัวใจ" ดังกว่าเสียงภายนอกที่มีแต่ความเงียบงัน

🦻ปฐมบทแห่งการต่อสู้ในโลกที่ไร้เสียง

ความไม่สมบูรณ์ทางร่างกายส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตวัยเด็กของพีช มันสร้างกำแพงล่องหนระหว่างเขากับโลกภายนอก แต่ท่ามกลางความเงียบอับเซา พ่อและแม่ของเขาไม่ยอมจำนน พวกร่างกายพา "พีช" ในวัยเพียง ป.1 (ช่วงอายุ 7-10 ปี) เข้าสู่สนามฟุตบอลของโรงเรียนเทศบาล ๑ หนองตมศึกษา (จิ้นตง)

ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือเครื่องมือที่พ่อแม่ใช้เพื่อ "กระตุ้นสมอง" ให้พีชได้มองเห็นทักษะและใช้ฝีเท้าสัมพันธ์กับลูกบอลแทนการฟังเสียงสั่งการ พ่อแม่ต้องทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่าเพื่อดูแลพีชตลอดเวลา ขี่รถรับส่งสอนซ้อมบอลทุกวัน

"ผมตั้งใจฝึกฝนจนพัฒนาขึ้นมาเยอะมาก สามารถเล่นกับคนปกติได้โดยไม่กลัวและไม่มีอายคนปกติ" พีชกล่าวถึงช่วงเวลาที่เขาต้องอดทนและมีความทะเยอทะยานมากกว่านักกีฬาคนอื่นๆ เพื่อทลายกำแพงความพิการ

การต่อสู้ครั้งแรกชนะด้วยความมุ่งมั่น เขาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ และพิสูจน์ให้เห็นในสนามเดินสายร่วมกับทีม ทต.วงฆ้อง ที่เดินสายกวาดแชมป์และเงินหมื่นระดับภาคเหนือ พร้อมทั้งคว้าอันดับ 3 ฟุตซอลไมโลคัพ ระดับภาคเหนือ ถือเป็นการเก็บประสบการณ์ที่ทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องเป็น "นักบอลอาชีพ" ในอนาคต

⚽️ดวงตาคือหู สมองคืออาวุธ และซ้ายที่พร้อมตัดสินเกม

เมื่อ “พีช” เริ่มหลงใหลในฟุตบอลและฟุตซอลอย่างจริงจัง โดยมีเมสซี่และธีรศิลป์ แดงดา เป็นต้นแบบ ความเข้มข้นของการต่อสู้ก็เพิ่มระดับขึ้น เพราะในกีฬาที่ต้องใช้ทีมเวิร์ค การไม่ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมทีมหรือเสียงนกหวีดคือ "นรก" ของนักกีฬา

แต่เขาเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง เขาต้องฝึกจิตใจให้แข็งแกร่งที่สุด เขาใช้ดวงตาจดจำสูตรบอลและมุมธงตามที่โค้ชสั่ง ใช้สมองที่ไวและการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วชดเชยการไม่ได้ยิน

ด้วยทักษะที่แพรวพราว พีชกลายเป็นแข้งแนวรุกที่อันตราย เล่นได้ทั้งสองเท้า แต่มีทีเด็ดคือ “ซ้ายเต็มข้อ” ที่เฉียบคมจนคนปกติยังต้องหวาดกลัว เขาพิสูจน์ฝีเท้าจนกลายเป็น 1 ใน 8 ตัวแทนพิษณุโลก เข้าเก็บตัวที่สเตเดี้ยม บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ร่วมกับสโมสรเซเรโซ โอซาก้า (ญี่ปุ่น) ตั้งแต่ปี 2014 และเป็นกำลังหลักให้ทีมเยาวชนอย่าง สปีดคลับ พิษณุโลก (ช้าง-เอฟเวอร์ตัน จูเนียร์คัพ 2014 รอบ 8 ทีมสุดท้าย), สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดพิษณุโลก (U15) และคว้าแชมป์ Youth League U17 โซนเหนือกับ อุตรดิตถ์ เอฟซี

“พีช” ยังมอบบทเรียนสำคัญให้กับวงการลูกหนังภูธร เมื่อถูกถามถึงคำว่า "เด็กภูธรสู้เด็กเมืองใหญ่ไม่ได้" เขาตอบอย่างหนักแน่นว่าความพิการหรือภูมิลำเนาไม่ใช่อุปสรรค "ผมว่าไม่เกี่ยวกันครับ ถ้าเด็กภูธรมีความตั้งใจดี หรือได้รับโอกาสเหมือนเด็กในเมือง ได้เรียนรู้ระบบใหม่ๆ"

🇹🇭สังเวียนนรกและการติดธง "ทีมชาติไทย"

ฝันสูงสุดของพีชคือการก้าวไปทีมชาติไทย และเขาก็ทำสำเร็จ! พีชก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลและฟุตซอลทีมชาติไทยคนหูหนวกตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน นี่คือสังเวียนที่เข้มข้นที่สุด เพราะเขาต้องพิสูจน์ตัวเองในระดับโลก

ช่วงเก็บตัวคือความทรมานที่เขาเรียกว่า "เหนื่อยๆ อดทน มุ่งมั่น วินัย" การซ้อมหนักทั้งเช้า-เย็นตลอด 1-2 เดือนเพื่อฟิตร่างกายและนำสิ่งที่เรียนรู้มาใช้ในการแข่งขันจริงที่ไร้เสียง ในสนามแข่งขันหูหนวก พวกเขาใช้ภาษามือ การจดเขียน หรือพิมพ์โทรศัพท์ในการสื่อสาร แต่นักฟุตบอลเหล่านี้เข้าใจถึงความรักในกีฬาและการทำงานเป็นทีมไม่ต่างจากคนปกติ

ความทุ่มเทของพีชนำมาซึ่งความภาคภูมิใจสูงสุดของครอบครัว และนี่คือรายชื่อความสำเร็จที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แชมป์ฟุตบอลหูหนวกชิงแชมป์อาเซียน 1 สมัย, แชมป์ฟุตบอลสี่เส้าเดฟ ฟุตบอลคัพ เซินเจิ้น จีน 2019

แชมป์แข่งกีฬาฟุตบอลชิงชนะเลิศแห่งจังหวัดพิษณุโลก 2017 (พร้อมรางวัลดาวซัลโวสูงสุด 3 สมัยและนักเตะยอดเยี่ยม 1 สมัย), อันดับ 3 ฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย (2019 ที่ไทย) พร้อมตั๋วไปฟุตซอลโลก, อันดับ 3 ฟุตบอลหูหนวกชิงแชมป์เอเชีย ที่เกาหลีใต้ พร้อมตั๋วไปฟุตบอลโลก

และผลงานเกียรติยศระดับโลก อันดับ 5 ฟุตซอลโลก U18 (2017), อันดับ 6 ฟุตซอลโลก (สวิตเซอร์แลนด์ 2019), อันดับ 5 ฟุตซอลเอเชีย (อิหร่าน 2023), และคว้าอันดับ 4 ฟุตซอลชิงแชมป์โลก ที่บราซิล 2023 รวมถึงอันดับ 5 เดฟลิมปิกโลก ที่ตุรกี

ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์โลก 2023 ที่มาเลเซีย พีชได้ประกาศศักดาด้วยการ ยิงประตูฟรีคิกสุดสวยเต็มข้อ แสดงให้โลกเห็นว่า แม้จะไม่ได้ยินเสียงเชียร์ แต่ขาทั้งสองข้างของเขาสามารถสร้างเสียงคำรามให้ดังสนั่นไปทั่วสนามได้

🎓ชัยชนะนอกสนาม... สงครามการศึกษาของคนหูหนวก

ความเงียบไม่ได้อยู่แค่สนามฟุตบอล แต่มันคืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ในการเรียน พีชต้องต่อสู้กับการอ่านบทเรียนและทำความเข้าใจเนื้อหาโดยปราศจากการฟังบรรยาย แต่ฟุตบอลให้ทุนการเรียนฟรี พ่อแม่สอนให้เขาทำทุกอย่างให้ดี และเขาเลือกที่จะเดินให้สุดทาง

พีชประสบความสำเร็จในการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ได้อย่างสมบูรณ์แบบ (พร้อมเป็นตัวแทนแข่งกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยและยูนิเวอร์ซิตี้ลีก) แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่แค่ "เรียนจบ" แต่ "เรียนดีเด่น" จนคว้า รางวัลด้านการศึกษาถึง 4 ครั้งด้วยกัน นี่คือการพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นและความวินัยที่เขาฝึกฝนในสนามฟุตบอล สามารถนำมาใช้เอาชนะความพิการในโลกวิชาการได้สำเร็จอย่างงดงาม
เส้นทางของ "พีช" ปวริศ เหล็กสุวรรณ คือบทพิสูจน์ว่าความพิการไม่ใช่คำสาป แต่คือแบบทดสอบใจที่เข้มข้น ให้เขาก้าวข้ามกรงขังแห่งความเงียบด้วยหัวใจนักสู้ สู่การเป็นนักฟุตบอลแถวหน้าของวงการกีฬาหูหนวกไทย

ในวันนี้เขายังคงตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเดิมในทุกโอกาสที่ได้รับ ขาไม่เอาความไม่พร้อมทางกายเป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไร และสามารถลงเล่นในสนามเดียวกันกับคนปกติแบบไม่เคอะเขิน

“พีช” ทิ้งท้ายข้อคิดอย่างทรงพลังให้กับทุกคนที่กำลังท้อแท้ “ถ้าเราอยากไปอยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ เราก็ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าท้อ ลุกแล้วต้องสู้ต่อ เส้นทางของชีวิต เลือกให้ชัดแล้วเดินให้สุด ในชีวิตของคนเรามีทางเลือกมากมายให้เดินตามความแข็งแกร่งจิตใจ”

ขอบคุณภาพ และเรื่องราว Peatch Pawarit

ผู้สนับสนุน
M7 - ชุดกีฬาพิมพ์ลาย ส่งทั่วประเทศ
MFM - Mseven Football Management

ที่อยู่

Pluak Daeng
21140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตี๋บางพลีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท