21/04/2026
https://www.facebook.com/share/p/1DipgoaHxx/
นักกีฬาบางคน มีพรสวรรค์เลอเลิศตั้งแต่เด็ก แต่ไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดได้เสียที ไม่รู้ทำไม อย่างไรก็ตาม พอเปลี่ยนเรื่องการกินแค่คลิกเดียวเท่านั้น ทุกอย่างก็ลงตัวทันที
โนวัค ยอโควิช นักเทนนิสอัจฉริยะชาวเซอร์เบีย เขาคือเจ้าของสถิติแชมป์แกรนด์สแลม สูงสุดตลอดกาล 24 สมัย"
10 ออสเตรเลียน โอเพ่น, 3 เฟรนช์ โอเพ่น, 7 วิมเบิลดัน และ 5 ยูเอส โอเพ่น
ความยอดเยี่ยมของยอโควิช ไม่ใช่แค่เรื่องฝีมือเท่านั้น แต่เป็นเรื่องการยืนระยะด้วย ปัจจุบันเขาอายุ 38 ปีแล้ว (จะ 39 เดือนหน้า) แต่ยังอยู่ในระดับหัวแถวของโลกอยู่เลย มีลุ้นแชมป์ทุกรายการเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นของอาชีพนั้น ต้องบอกว่า ยอโควิชไม่ได้ร้อนแรง เท่ากับนักเทนนิสซูเปอร์สตาร์หลายๆ คน
หลังจบซีซั่น 2010 ยอโควิช ในวัย 23 ปี 7 เดือน เพิ่งคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้แค่ 1 รายการเท่านั้น
ถ้าเทียบในช่วงอายุเดียวกัน ผู้เล่นตัวท็อปคนอื่นๆ กดไปหลายแกรนด์สแลมแล้ว เช่น คาร์ลอส อัลคาราซ 7 ครั้ง, ราฟาเอล นาดาล 6 ครั้ง ส่วนโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ แม้จะได้แค่ 4 ครั้งแต่ก็ขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกได้แล้ว
เอาจริงๆ ยอโควิช เป็นดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์สูงมาก เขารีเทิร์นลูกเสิร์ฟได้เก่ง, แบ็คแฮนด์สองมือที่แข็งแกร่งมาก และมีร่างกายที่สูงโย่ง ถึง 188 เซนติเมตร ทำให้เอื้อมไปตีในมุมยากๆ ได้อยู่เสมอ
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงต้นอาชีพของยอโควิชคือ "การหมด" เขาหมดพลัง หมดเรี่ยวแรง ไม่สามารถยืนระยะได้ ยิ่งเวลาการแข่งขันผ่านไปนานๆ หลายๆ เซ็ต เขาจะเหนื่อยแบบหมดสภาพ มีอาการหอบหืดมากกว่าปกติ
รอบแรก ยูเอส โอเพ่น 2005 ที่เจอกับกาแอล มงฟิลส์ ยอโควิชเหนื่อยจัดจนต้องกลิ้งไปนอนกับพื้น เขาขอเวลานอกถึง 4 ครั้ง จนแฟนเทนนิสโห่ เพราะคิดว่าตั้งใจถ่วงเวลา
ออสเตรเลียน โอเพ่น 2009 ยอโควิช แพ้ แอนดี้ ร็อดดิก โดยขอยอมแพ้ในเซ็ต 4 เพราะร่างกายไม่ไหว
ออสเตรเลียน โอเพ่น 2010 ยอโควิช นำโจ-วิลฟรีด ซงก้า 2-1 เซ็ต ในรอบ 8 คนสุดท้าย เหมือนจะเป็นงานง่าย แต่อยู่ๆ ยอโควิชก็หมดแรง หายใจไม่ออก เขาขออัมไพร์ไปเข้าห้องน้ำ
ในห้องน้ำ ยอโควิชไปอาเจียน ขาของเขาสั่นไปหมด คือร่างกายไม่ไหวที่จะเล่นแล้ว พอกลับมาลงเล่น ก็เห็นชัดว่า พลังดร็อปลง
ลูกสุดท้าย ยอโควิชหมดสภาพแล้ว เขาเสิร์ฟดับเบิ้ลฟอลต์เสียแต้มแมตช์พอยต์ และพลิกแพ้ไป 2-3 เซ็ต อดเข้ารอบรองอย่างน่าเสียดาย
หลังจบออสเตรเลียน โอเพ่น ในรายการต่อมา เฟรนช์ โอเพ่น 2010 ยอโควิช นำเจอร์เก้น เมลเซอร์ ในรอบ 8 คนสุดท้าย 2-0 เซ็ต แต่หมดแรง พลิกกลับมาแพ้ 2-3 เซ็ต แบบเหลือจะเชื่อ
เหตุการณ์แบบเดิมๆ วนไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน
ยอโควิชเล่าว่า "ผมคิดว่าตัวเองมีทักษะดี มีพรสวรรค์ มีความมุ่งมั่น จิตใจผมก็มั่นคงนะ ดังนั้นไม่รู้จริงๆ ว่าปัญหาที่มันเหนี่ยวรั้งผมอยู่ คืออะไรกันแน่"
สิ่งที่ยอโควิชทำ คือซ้อมหนักขึ้น เปลี่ยนยี่ห้อแร็กเก็ต เปลี่ยนวิธีเทรนนิ่ง และ ลองเปลี่ยนโค้ช แต่เวลาผ่านไป ก็ยังไม่ดีขึ้น เขาอ่อนล้าง่ายเหมือนเดิม
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของยอโควิช คือ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2010 เขาไปลงแข่งเดวิส คัพ กับทีมชาติเซอร์เบีย ที่เมืองสปลิต ประเทศโครเอเชีย
วันนั้นเขามีโอกาสได้คุยกับแพทย์ ชื่อ ดร.อิกอร์ เซโตเยวิช
ดร.อิกอร์ เป็นนักโภชนาการระดับโลก และเขียนหนังสือขายดี ชื่อ Your Health - It's a Question of Balance (สุขภาพของคุณ อยู่ที่การจัดสมดุล)
ดร.อิกอร์ ศึกษาศาสตร์โภชนาการทั้งตะวันตก และ ตะวันออก อย่างถ่องแท้ เขาให้ความรู้กับยอโควิชว่า ในชีวิตมนุษย์นั้น จะแบ่งออกเป็นธาตุ หยิน-หยาง ถ้าฝีมือเทนนิสเปรียบเสมือนธาตุหยาง การดูแลสุขภาพการกินก็เหมือนธาตุหยิน
ยอโควิชต้องทำไปคู่กัน ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนวิธีกินก่อน
จุดแข็งของยอโควิช คือธาตุหยาง ฝีมือเทนนิสอันร้ายกาจ แต่สิ่งที่เขาขาดไปคือ ธาตุหยิน เรื่องการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะการใส่ใจเรื่องอาหารการกิน
ตลอดมา ยอโควิช ไม่เคยแคร์เรื่องอาหาร เขากินอะไรก็ได้ เพราะมั่นใจว่าเผาผลาญดี วันนึงตีเทนนิสขั้นต่ำ 3 ชั่วโมงอยู่แล้ว
ที่บ้านของเขาในเซอร์เบีย คุณพ่อ-คุณแม่ เปิดร้านพิซซ่า ยอโควิชชอบกินพาสต้า ชีส ขนมปัง แต่ดร.อิกอร์ แนะนำว่า ถ้าคุณอยาก "ไปให้ไกลขึ้น" คุณต้องรู้ก่อน ว่าร่างกายตัวเองแพ้อะไร
ดร.อิกอร์ จับยอโควิช ไปตรวจร่างกายด้วยวิธี ELISA ซึ่งสามารถบอกได้เฉพาะเจาะจงมาก ว่าร่างกายเราแพ้อะไร
ผลการตรวจ ELISA ออกมา ปรากฏว่า ร่างกายของยอโควิช แพ้ข้าวสาลี และ ผลิตภัณฑ์จากนม ในระดับสูง รวมถึงแพ้มะเขือเทศเล็กน้อย
คำว่าแพ้ในที่นี้ ไม่ใช่อาเจียน หรือ ผื่นขึ้นเต็มตัว แต่พอกินไปแล้ว ร่างกายจะมีอาการต่อต้าน ทำให้พลังลดลง
นี่คือคำอธิบายที่ง่ายมากๆ ว่าทำไมยอโควิชถึงหมดพลังทุกทีตอนแข่งขัน เขาไม่เคยสนใจมาก่อนเลยว่า ตัวเองมีจุดอ่อนตรงนี้ซ่อนอยู่
ดร.อิกอร์บอกว่า ถ้าอยากให้ร่างกายตอบสนองได้รวดเร็วในสนามแข่งขัน ต้องเลิกกินขนมปัง, เลิกกินชีส ส่วนมะเขือเทศกินได้ในปริมาณที่น้อยมาก
ยอโควิชพูดว่า "แต่คุณหมอ พ่อแม่ของผมเปิดร้านพิซซ่านะ!" ซึ่ง ดร.อิกอร์อธิบายว่า ก็ร่างกายของคุณมันเป็นแบบนี้ คุณอยากจะพัฒนาต่อไปไหมล่ะ ถ้าอยากก็ต้องปรับวิธีการกิน
เหมือนซูเปอร์แมน เก่งกาจแค่ไหน โดนคริปโตไนท์ก็ไม่รอด นักเทนนิสระดับโลกกินอาหารที่ตัวเองแพ้ ฝีมือดีแค่ไหนก็ไม่ไหวเช่นกัน
เมื่อรู้ปัญหาแล้วทำให้ยอโควิช ต้องตัดใจโละทิ้งวิถีการกินแบบเดิมๆ
"ตั้งแต่เด็กจนโต ผมรู้จักแต่อาหารเซอร์เบีย ผมไม่มีความรู้เรื่องอาหารญี่ปุ่น อาหารจีน ว่าเขากินกันยังไง แล้วเซอร์เบียมีแต่อาหารหนักๆ ทั้งแป้ง ทั้งเนื้อ วัฒนธรรมของเซอร์เบีย เราจะกินเซสซิก้า (ขนมปังหวาน) หรือ คิฟลี่ (ขนมปังม้วน)"
"นอกจากนั้น เซอร์เบียก็มีอยู่ไม่ไกลจากอิตาลี เราได้รับอิทธิพลมาเยอะ ทั้งพาสต้า พิซซ่า แปลว่าผมต้องกินแป้ง กินชีส มาตลอดชีวิต"
ดร.อิกอร์ แนะนำว่า อาหารที่ควรกินต่อจากนี้ ต้องเป็นพวก Gluten-Free (อาหารที่ไม่มีส่วนผสมจากข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์) ว่าง่ายๆ คือ ขนมปัง, เค้ก, พาย, สปาเก็ตตี้
และ Dairy-Free (อาหารที่ไม่มีส่วนผสมของนม) เช่น เนย, นมสด, ชีส
ยอโควิชโอดครวญ คิดว่าทำไม่ได้แน่นอน ห้ามแป้ง ห้ามนม ห้ามชีส แทบจะตัดของที่เขาชอบทุกอย่าง แต่ดร.อิกอร์ บอกว่า "งั้นลองดูแค่ 14 วันก่อน พอผ่านสองสัปดาห์นี้ไปได้ โทรหาผมก็แล้วกัน"
"ตอนแรกผมคิดว่ามันยากมาก ผมคิดถึงสัมผัสความนุ่มของขนมปัง และผมคิดถึงความสนุกในการเคี้ยวขอบพิซซ่า แต่ผมก็ยอมตัดใจ เพื่อทำในสิ่งที่หมอสั่ง"
"เมื่อเวลาผ่านไป ผมรู้สึกถึงความแตกต่าง ผมรู้สึกตัวเบาขึ้น มีพลังมากขึ้น นอนหลับสนิทขึ้น และสักพักผมก็ไม่รู้สึกอยากกินคุกกี้ หรือขนมปังอีกแล้ว"
หลังจากครบ 14 วัน ดร.อิกอร์ บอกให้ยอโควิช กินขนมปังเบเกิ้ล 1 ชิ้น บอกว่านี่คือการทดสอบ
เมื่อยอโควิชกินเข้าไป ปรากฏว่าร่างกายช็อกเลย เพราะผ่านความคลีนมา 14 วันเต็มๆ โดยไม่เจอของที่แพ้ "คืนนั้นเหมือนกับผมกินวิสกี้แบบจัดหนัก ผมลุกจากเตียงแทบไม่ขึ้น มึนหัวมาก ความรู้สึกเหมือนแฮงค์เหล้าเลย"
ดร.อิกอร์ จึงบอกว่า "นี่ล่ะคือเครื่องพิสูจน์ ว่าร่างกายของคุณมันไม่พร้อมจะรับมือกับของที่แพ้"
นับจากวันนั้น จนถึงปัจจุบัน ยอโควิช ยึดหลักการเคร่งครัดในการกินคือ gluten-free และ dairy-free
"ความยากที่สุดของผม คือบ้านผมเปิดร้านพิซซ่าอยู่ที่เบลเกรด ชื่อร้านว่า 'เรด บูลล์' ผมโตมากับการพิซซ่าเป็นสิบปี เวลาผมหิว ก็หยิบพิซซ่าในร้านกินได้เลย"
"แต่นั่นล่ะปัญหาเลย พิซซ่ามีครบเลย ทั้งแป้ง ชีส มะเขือเทศ นี่ล่ะ คือจุดสำคัญที่ทำให้ผมไม่สามารถพัฒนาฟอร์มการเล่นได้อย่างที่ตัวเองตั้งใจ"
"สุดท้ายผมก็ต้องเลิกกินพิซซ่า ซึ่งน่าเสียดายนะ เพราะครอบครัวของผมทำพิซซ่าได้อร่อยมากๆ เลย"
ในภายหลัง ที่บ้านของยอโควิชได้เปิดร้านใหม่ ชื่อ "โนวัค" ขายอาหารแบบ Gluten-Free อย่างเดียว เพราะเชื่อว่า คงมีเด็กหลายๆ คนในประเทศ ที่แพ้แป้งแบบนี้ ซึ่งก็คงดี ถ้ามีร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนู สำหรับคนที่มีปัญหากับ Gluten โดยเฉพาะ
หลังจากปรับวิธีการกิน ในช่วงกลางปี 2010 ปรากฏว่า ศักยภาพของยอโควิช เปลี่ยนแปลงไปในทางบวกอย่างเห็นได้ชัด
ปี 2011 เขากวาดแชมป์แกรนด์แสลม 3 รายการในปีเดียว และก็ได้แชมป์ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนไปหยุดที่ 24 สมัย
มีนักข่าวเคยถามว่า เขายอมเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองเรื่องการกินไปตลอดชีวิต แบบนี้โอเคจริงๆ ใช่ไหม ซึ่งยอโควิชตอบว่า ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น เพราะเมนู Gluten-Free ในปัจจุบันมีเยอะมาก สามารถทำหลายอย่างได้หลากหลาย และอร่อยด้วย
นอกจากนั้น เขามองว่า ถ้าหักลบกันแล้ว มันก็คุ้มค่าที่จะทำ
ยอโควิชบอกว่า "เทนนิสไม่เหมือนบาสเกตบอล หรือ ฟุตบอลหรอกนะ มันเป็นกีฬาที่โดดเดี่ยวมาก ออกจะเหมือนนักดนตรีมากกว่านักกีฬา โลกนี้มีนักเทนนิส 2 พันกว่าคน แต่จะมีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ที่อยู่ในจุดสูงสุดและทำรายได้มากที่สุด"
"ดังนั้นถ้าคุณอยากชนะ อยากเป็นมือระดับโลก คุณก็ต้องยอมอุทิศตัวเองบ้าง และผมรู้ว่า ถ้าไม่รู้จักบริหารการกิน ผมไม่มีทางชนะมือระดับท็อปคนอื่นๆ ได้แน่นอน"
เรี่องราวของยอโควิช ก็เป็นกรณีศึกษาที่ทำให้เราได้เห็นว่า "อาหารการกิน" เป็นสิ่งสำคัญมาก และเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบ ที่มีความหมาย ไม่แพ้เรื่องของฝีมือ กับพรสวรรค์ด้วยซ้ำไป
เลือกกินสิ่งดีๆ ที่เหมาะกับตัวเอง ก็อาจนำไปสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่อย่างที่คาดไม่ถึงก็ได้นะครับ
-----------------------
ที่ผมเล่าเรื่องการกินของโนวัค ยอโควิช ก็เพราะอยากบอกว่า การกินสิ่งที่ดี หรือ กินสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง ก็จะทำให้สภาพร่างกายของเราแข็งแกร่งได้นะครับ
การเปลี่ยนสิ่งที่กิน แค่เพียงเล็กน้อย แต่อาจส่งผลดีได้อย่างคาดไม่ถึงครับ
แบรนด์คุณภาพจากประเทศไทย "4Care" ผู้ผลิตเครื่องดื่ม Balance มีโปรดักต์ดีๆ เพียบเลยครับ เขาส่งมาให้ผมกินที่บ้าน ต้องบอกว่าชอบทุกอย่าง
แต่ตัวที่ คิดว่าชอบสุดคือ Balance Cereal Drink ครับ มันคือ “นมธัญพืช” ที่ทำจาก 3 Kings Of Cereal ได้แก่ ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี และ จมูกข้าวกล้องหอมมะลิ
จุดเด่นของมันคือ เป็นนมที่ป้องกันการแพ้ 6 ประเภทครับ (ยอโควิชคือดื่มได้เลย)
- Dairy Free (ไม่มีส่วนผสมของนม)
- Nut Free (ไม่มีส่วนผสมของถั่ว)
- Soy Free (ไม่มีส่วนผสมของถั่วเหลือง)
- Egg Free (ไม่มีส่วนผสมของไข่)
- Fish Free (ไม่มีส่วนผสมของปลา)
- Crustacean Free (ไม่มีส่วนผสมของสัตว์เปลือกแข็ง พวกกุ้ง ปู)
มีลูกค้าคนหนึ่งของ Balance Cereal Drink เล่าว่า ปกติเวลาเด็กๆ อนุบาลไปโรงเรียน จะต้องเอานมจากที่บ้านไปสองกล่อง เพื่อไปดื่มระหว่างวันใช่ไหมครับ แต่ลูกของเขา ไม่เคยได้ดื่มนมเหมือนเพื่อน เพราะแพ้หลายอย่าง แพ้นม, แพ้ถั่ว (ทำให้กินนมอัลมอนด์ไม่ได้), แพ้ถั่วเหลือง (กินนมถั่วเหลืองไม่ได้) ทำให้เด็กๆ รู้สึกแปลกแยกจากเพื่อน เพราะตัวเองไม่มีนมกล่องเหมือนคนอื่นเขา
แต่พอคุณแม่ได้เจอ Balance Cereal Drink ที่ป้องกันการแพ้ 6 แบบ เหมือนเป็นการค้นพบ เป็นนมที่ลูกกินได้ในชีวิตประจำวัน สามารถเอาไปโรงเรียนได้ ทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนปลดล็อกไปเลย
นี่คือประโยชน์ของ Balance Cereal Drink ครับ นอกจากคุณภาพ พลังงาน จะจัดเต็มแล้ว ยังอยู่เคียงข้าง คนที่ร่างกายแพ้บางอย่างอีกด้วยครับผม
สำหรับ Cereal Drink มีทั้งหมด 4 รสชาติครับ คือ ออริจินอล, งาดำ, ดาร์คช็อค และ unsweetened (ไม่หวาน) ครับผม ผมลองดื่มทุกรสแล้ว อร่อยดีทุกรสครับ
สำหรับคนที่อยากลองสั่งซื้อดู ไปที่ช่องทางนี้ได้เลยนะครับ https://s.shopee.co.th/7AZQiMExF4
จริงๆ นอกจาก Cereal Drink ยังมีสินค้าอื่นๆ ของ 4Care อีก นะครับ ที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มากเหมือนกัน ไว้อนาคตเรามาพูดถึงโปรดักต์อย่างอื่นของเขากันอีกนะครับผม