อีกาเป็นนกที่มีอายุยืนที่สุด
ทุกวันนี้ แม้กระทั่งนกที่คุ้นเคย และ หาดูง่ายๆ ก็ พบเห็นได้ยากขึ้นทุกที โดยเฉพาะคนในเมือง ที่แทบจะไม่รู้จักนกอะไรเลย นอกเหนือไปจาก นกกระจอกบ้าน นกกางเขนบ้าน นกเอี้ยงสาลิกา และ นกพิราบ ที่พบเห็นได้ง่ายอยู่รอบๆบ้าน ส่วนนกชนิดอื่นๆ ที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น นกกระจิบ นกขมิ้น หรือ นกเขา นั้น มักจะมาจากคำบอกเล่า หรือไม่ก็ เรื่องราวในหนังสือเรียน มากกว่า ที่จะได้พบเห็นตัว
จริงในธรรมชาติ แม้กระทั่ง อีกา ที่รับรองได้ว่า เมื่อเอ่ยชื่อขึ้นมาแล้ว ทุกคนจะต้องรู้จักกันดี แต่เดี๋ยวนี้ แทบจะไม่ได้พบ เห็นกันได้ง่ายๆ เหมือนก่อน ทุกคนรู้ดีว่าอีกา เป็นนกตัวดำๆ แต่ถ้าจะให้อธิบายถึงรูปร่างหน้าตา ว่า เป็นอย่างไร คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับ คนในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เคย ได้ยินชื่อ อีกา จากตำราเรียน ซึ่งอาจรวมไปถึงพฤติกรรมในทางไม่ดีต่างๆ ของ อีกา ที่ได้รับการบอกเล่ามา ไม่ว่าจะเป็นนกที่ดุร้าย สกปรก หรือ ขี้ขโมย ซึ่งอาจเรียกได้ว่า อีกา เป็นหนึ่ง ใน นกไม่กี่ชนิด ที่ เด็กๆ รู้จักกันดี ก่อนที่จะได้เห็นตัว และ คงเป็นไปได้ยากขึ้น ทุกที สำหรับเด็กๆ ที่จะพบเห็นอีกาในกรุงเทพฯ เว้นแต่จะออกไปแถบชานเมือง เพราะถิ่น อาศัย ในกรุงเทพฯ ของอีกา เหลือ อยู่น้อยเต็มที โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ๆ ให้สร้างรังแทบไม่มีเลย ทุกวันนี้ ถ้า ไม่มีต้นไม้ร่มครึ้มอยู่ในบริเวณวังสวนจิตรลดา และ สวนสัตว์เขาดิน ก็ ไม่รู้ว่า อีกาในกรุงเทพฯ จะไปหาแหล่งสร้างรังได้ที่ไหน พื้นที่ทั้งสอง จึงเป็นแหล่งขยายพันธุ์ แห่งสุดท้ายของอีกา . ใน เมืองหลวงของเรา ฝูงอีกา ที่เราเห็นทยอยบินออกไปหากิน รอบ กรุงเทพฯ ในยามเช้า และ บินกลับมาในตอนเย็น ส่วนใหญ่ ล้วนมีถิ่นอาศัยอยู่ในวังสวนจิตรลดา และ เขาดิน รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง ทั้งสิ้น เนื่องจากต้นไม้ใหญ่ๆ ที่อีกา จะใช้สร้างรัง นั้น เหลือน้อยลงทุกที อีกาจึงไม่อาจขยายพันธุ์ ได้มากเช่นในอดีตอีก ซึ่ง เป็นสาเหตุสำคัญ ให้ อีกาในกรุงเทพฯ ลดจำนวนลงไป เช่นเดียวกับ นก ขนาดใหญ่อื่นๆ และ นี่เอง ที่ทำให้พวกเขา มี โอกาสรู้จักอีกา แค่ จากคำบอกเล่า หรือ ในตำราเรียน โดยไม่เคยเห็นตัวจริง เหมือนสมัยก่อน
รูปร่างลักษณะ อีกา จัดอยู่ในสกุล Corvus ซึ่งเป็นสกุลที่ใหญ่ที่สุด ใน วงศ์ Corvidae นกในสกุลนี้มีลักษณะเด่น ตรงขนปกคลุมลำตัว ที่ ส่วนใหญ่ มีสีดำสนิท และ ชอบอาศัยอยู่ตามที่โล่ง หรือ ใกล้ชุมชน ในขณะที่นกในวงศ์เดียวกัน สกุลอื่นๆ ล้วนมีสีสวยสดใส และ มักอาศัยอยู่ตามป่า มากกว่า นอกจากนี้ ปาก ยังมีขนาดใหญ่ ตรงช่องปิดจมูก มี ขน สั้นๆ ปกคลุมอยู่ ปีกยาวกว้างใหญ่ ขา และ เท้าใหญ่แข็งแรง ด้านหน้าของ ขา มีเกล็ด เรียงปกคลุมอยู่ และ เป็นนกที่ชอบส่งเสียงดัง ทั้ง ยังจดจำ และ ลอกเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ ได้ดีอีกด้วย
ในประเทศไทย มีอีกา เป็นชนิดสีดำทั้งหมด แต่แท้จริงแล้ว นกในวงศ์ Corvidae แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ อีกกาสีดำ ( genous Corvus ) มีหลายชนิดทั่วโลก พวกนี้จะ มี ขน สีดำสนิท หรือ อาจมีสีดำปนเทา ปากและขาสีดำ ในเมืองไทยรู้จักดี คือ อีกา อีกกลุ่ม หนึ่ง คือ นกวงศ์ กา ที่สีขนไม่เป็นสีดำ แต่มีสีน้ำตาล ฟ้า เขียว หรือสีอื่นๆ ปากและ ขา สีแดง เหลือง น้ำตาล ดำ หรือ เทา ก็ได้ กลุ่มของ กาที่มีขนสี จะมีขนาดเล็กกว่า ชนิดขนสีดำ เช่น นกขุนแผน นกสาลิกาเขียว นกกะลิงเขียด ในเมืองไทย มีทั้งหมด 11 ชนิด แม้จะมีรูปร่าง ลักษณะ แตกต่างกันมาก แต่พฤติกรรมร่วมของมันนั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นนกในวงศ์ เดียวกัน นั้นคือความสามารถในการเรียนรู้ และ ความความอยากรู้อยากเห็น ผสมกับความ ก้าวร้าว
เช่นเดียวกับ นก ในสกุล Corvus โดยทั่วไป อีกกา เป็น นกที่มีขนสีดำเข้ม ปกคลุมที่ ลำตัว มีขนาดใหญ่ ยาว ประมาณ 51 ซม. จัดว่าเป็นนกในวงศ์ Corvidae ที่มีขนาดใหญ่มากชนิดหนึ่ง ซึ่งนกในวงศ์นี้ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ Northern raven ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ทั่ว ทั้งในทวีปอเมริกาเหนือ และ อเมริกากลาง ตอนเหนือ และ ตอนกลาง ของ เอเซีย และ ตอนเหนือ ของอาฟริกา จัดว่าเป็นนกที่มีขอบเขตกระจายพันธุ์ กว้างขวางที่สุด อีกชนิด หนึ่ง ลักษณะเด่นของนก อีกา คือปากสีดำหนายาวใหญ่ นอกจากนี้บริเวณส่วนปลายปากบน ของ อีกา ยังงอโค้งลงมาหาปากล่าง และ ตรงหน้าผากบริเวณที่บรรจบ กับ โคนปาก หักชันขึ้น ทันที โดยมีขนสั้นๆ ฟูออกมาปกคลุมอยู่ และ ขนบริเวณคอ เรียบยาว เป็นมันเหลือบ โดยบริเวณช่วงบน จะฟูออกมาเล็กน้อย ปีกกว้างยาวใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณ ขนปลายปีก ที่แตกออก หางยาวกว้างปลายมน ซึ่ง อีกา มักคลี่หางออกในขณะบินร่อนอยู่ ขา สีดำ และ ม่านตา สี น้ำตาลเข้ม อีกา ตัวผู้ จะมีขนาด ใหญ่กว่า ตัวเมีย เล็กน้อย ส่วนนกที่ยัง โตไม่เต็มวัย จะ มีสีขนออกทึมๆกว่า ไม่ดำเข้ม เหมือน นกที่โตเต็มวัยแล้ว ส่วนใหญ่มีสีดำอมน้ำตาลคล้ำ
นิสัยประจำพันธุ์ ตามปกติ เรามักพบ อีกา เกาะ หรือ บินตามกันเป็นคู่ โดย อีกา จะกระพือปีกบินไปตรงๆ และ ชอบบินอยู่สูงๆ บางครั้งก็อาจพบเป็นฝูงเล็กๆ หากินอยู่ตาม พื้นดิน หรือ เกาะอยู่ตามต้นไม้ แต่ ถ้าเป็นบริเวณที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ หรือ ในบริเวณที่เกาะพักรวมกันอยู่ ฝูงอีกา อาจมารวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้บริเวณนั้นค่อนข้างวุ่นวายจอแจ เพราะพฤติกรรมที่ค่อนข้าง ก้าวร้าว อีกา จึงไม่ค่อยอยู่นิ่ง ถ้าไม่จิกคุ้ยหาอาหาร ก็มักจะบินไล่จิกตีกัน อยู่ตลอดเวลา และ อีกา ยังชอบ ส่งเสียงร้อง "กา กา " แหบ ดังอยู่เสมอด้วย ซึ่งโทนเสียง อาจเปลี่ยนแปลงไปได้หลายแบบ ตามแต่ พฤติกรรมของนก นอกจากเสียงร้องบอกชื่อของตัวเองแล้ว อีกา ยังเป็นนก ที่เลียนเสียงต่างๆ ได้ดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกชนิดอื่น หรือ แม้กระทั่งเสียงของมนุษย์ แต่ก็ไม่ชัดเจนเท่ากับนกแก้ว และ นกขุนทอง
หลายคนให้ฉายาอีกาพวกนี้ว่า นกหัวขโมย นกเกเร และ นกเจ้าเล่ห์แสนกล แต่ในความ เป็นจริง อีกาเป็นนกฉลาด หรือ เจ้าเล่ห์กันแน่
ปกติ พฤติกรรมของสัตวืแบ่งออกได้ เป็น พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด หรือ สัญชาติญาณซึ่ง ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ กับการเรียนรู้ ซึ่ง สัตว์แต่ละตัวได้จากประสบการณ์ที่ได้พบพานตลอดชีวิต พฤติกรรมของ อีกา มีทั้งสองอย่าง พฤติกรรมที่เป็นสัญชาตญานของมัน ได้แก่ ขบวนการเคลื่อนที่ เช่น การบิน การเดิน การกินอาหาร การพักผ่อน รวมไปถึงความก้าวร้าว และ พฤติกรรมทางเพศ บางประการ อีกา มีข้อมูลที่รับถ่ายทอด มาจากบรรพบุรุษ บรรจุอยุ่ในสมองส่วนหนึ่ง ซึ่ง พร้อมจะนำออกมาใช้ได้เสมอ ที่เหลืออีกส่วนหนึ่งก็ คือ ประสบการณ์ ที่มันได้รับเอง อีกา จึงเป็นนกที่มีความจุความสามารถในการเรียนรู้ สูง กว่านก ชนิดอื่นๆ
คนที่คุ้นเคย หรือ ช่างสังเกต สักหน่อยจะพบว่า อีกา จะไม่บินหากินตามลำพังเลย ทั้งนี้เพราะว่าอีกาเป็นสัตว์สังคมนั่นเอง จึงอาศัยอยู่เป็นคู่ หรือ เป็นฝูง มากกว่าจะอยู่ เดี่ยวๆ การอยู่รวมกันเป้นฝูง ทำให้การสื่อสารระหว่างกันเป็นสิ่งจำเป็น การสื่อสารของ อีกา เป็นการสื่อสารแบบ มี - ไม่มี ดังเช่นสัตว์ระดับต่ำกว่า ลงไป ใช้กัน ที่น่าสนใจ คือ อีกา มีการสื่อสารที่ประกอบท่าทาง และ เสียงร้อง คล้ายกับภาษาที่โต้ตอบกันได้ ซึ่งแตกต่างไปจากนกหลายชนิด ที่การสื่อสารของมัน เป็น การบอกกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว เช่น การร้องเพลงของนกกางเขนบ้าน ตัวผู้ ที่ร้องขับไล่ตัวผู้อีกตัวหนึ่ง ให้ออกจากอาณาเขตของตน
การสื่อสาร ของ อีกา ขณะที่มันก้าวร้าวกัน มันจะก้มหัวจ้องฝ่ายตรงข้าม แล้ว เพิ่มความก้าวร้าว โดยการ พองขนหัว พองขนบริเวณท้องให้ดูตัวใหญ่ขึ้น ถ้าหากฝ่าย ตรงข้ามไม่ขยับหนี มันจะเดินส่ายเข้าหาแบบนักเลง จนกระทั่งเดินเข้าประชิดตัว ใช้ปากจิก ใช้เท้าเหยียบ หรือ เตะฝ่ายตรงข้าม พร้อมกับส่งเสียง " กา ..." ซึ่งมีความหมายว่า "ไปให้พ้น " แต่ถ้ามันเจอ อีกา ระดับ "ใหญ่" ซึ่ง หมายถึง อีกา ที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่า มันจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อถูกข่มขู่ คอจะหดสั้นลง พองขนเล็กน้อย ก้มหัว โดยหันทาง ส่วนกระหม่อมให้ฝ่ายตรงข้าม หรือ หันหน้าหนี จนสุดท้ายถึงขั้น นอนลงกับพื้น แล้วพยายามหลบหนี หากถูกฝ่ายตรงข้ามที่เหนือกว่า เหยียบแล้วจิก หรือถ้ามันเห็น อีกา ระดับ "ใหญ่" เดินอยู่ มันก็จะเดินเลี่ยงไปทางอื่น อันเป็นการสื่อสารด้วยท่าทางอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ " รู้กัน " โดยไม่ต้องบอก
เสียงร้อง ของ อีกา มีต่างๆกันไป อาจร้อง " กา .." บ้าง " ก๊า. ก๊า.. " บ้าง บางตัวร้อง "แจ๊กๆๆ " หรือ " เจี๊ยก " กาบางตัวในเขาดินร้อง " กาเว๊า..กาเว๊า.." หรือ พูดเลียนเสียงคน พอจับความได้ว่า "มาแต่เช้า" นั่นเป็นเพราะ อีกา มีความสามารถในการ ทำเสียงเลียนคำพูด ถ้าเราฝึกสอนให้มันได้ยินคำๆนั้นบ่อยๆ เฉพาะอย่างยิ่ง กาสีดำทั้งหลาย สามารถพูดได้หลายคำ ไม่แพ้ นกขุนทอง ในกลุ่มนกกาที่มีขนสีอื่น เช่น นกขุนแผน นกปีก ลาย สก๊อท ก็ มีความสามารถในการเลียนเสียงได้ดีเช่นกัน
เมื่อมีภัยมาเยือน อีกา จะส่งเสียงเป็นสัญญาณเตือนภัย ให้พรรคพวกรู้ เหยี่ยวที่บินในระยะสูง ทำให้อีกาส่งเสียงร้องแตกต่างไปจากเสียงที่ร้องเมื่อเห็น แมว หรือ สุนัขที่เดินอยู่บนพื้นดิน และ เครื่องบินก็นับเป็นสิ่งที่ทำให้อีการ้องเตือนสมาชิกในกลุ่มด้วยเช่นกัน โดยจะร้อง "กาาาาา....." ลากเสียงยาว พร้อมกระดกปีก กระดกหาง จะหมายถึง "ศัตรูทางอากาศ ขนาดใหญ่ " แต่ถ้าร้อง "กากกกก...." ลากเสียงยาว ไม่กระดกปีก จะหมายถึง "ศัตรูทางอากาศขนาดเล็ก " เป็นต้น
การเกี้ยวพาราสีของนกในวงศ์กา เป็นการสื่อสารที่ต้องการความละเอียดอย่างมาก กา แต่ละชนิด จะมีวิธีการเกี้ยวพาราสีไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ธรรมชาติ ได้ป้องกัน มิให้เกิดการเข้าใจผิด และ ผสมข้ามพันธุ์กันได้ กาตัวผู้ หลายชนิด ใช้การกางปีกทั้งสองข้างออก เกือบตั้งฉากกับพื้น ขยับปีก และ ยกหางตั้งขึ้น พร้อมกับร้อง แต่อีกหลายชนิด พองขนบริเวณท้องออก จนดู เหมือนคนพุงโต เดินส่ายไป - มา หรือ เต้น ไปรอบๆตัวเมีย พร้อมกับส่งเสียงร้องเกี้ยว นอกจากนี้ยังมีการ กระพริบหนังตาที่ 3 ( nictitating membrane ) เข้าไปในขบวนการเกี้ยวอีกด้วย แต่ ตัวเมียนั้น สัญญานที่ยอมให้ตัวผู้เข้าผสมพันธุ์จะเหมือนกันหมดทุกชนิด และ เหมือนกับนกอื่นๆ ด้วย ก็คือ กางปีกขนานกับพื้น พร้อมๆ กับยกหางขึ้น ย่อตัวลง สั่นปลายปีก และ หาง ช่อง cloaca ขยายใหญ่ (ช่องที่เปิดร่วมของมทั้งสองระบบ คือ ระบบสืบพันธุ์ และ ระบบขับถ่าย ในสัตว์ชั้นต่ำ ที่ไม่ได้แยก ออกเป็นช่องเพศ และ ช่องขับถ่ายเด็ดขาดจากกัน ) ซึ่งตัวเมียจะแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ ก็ต่อเมื่อ ตัวผู้ แสดงการเกี้ยว จนครบกระบวนการ และ มันพร้อมที่จะได้รับการผสมพันธุ์
การที่นกอยู่เป็นฝูง การแสดงการผูกไมตรี และ ทักทายกันเสมอๆ ทำให้ลดการก้าวร้าวระหว่างกันได้มาก อีกา ใช้การก้มหัว หรือ ยืดคอสั้นพร้อมกระพริบตา เป็นการผูกไมตรีอย่างหนึ่ง และ เป็นการเชิญชวนให้ฝ่ายตรงข้าม (โดยมากเป็นคู่ของมัน) เข้ามาไซ้ขนให้กันและกัน เป็นการแสดงพันธะทางสังคม ที่จะไม่ทำให้นกเกิดการจิกตีกัน อีกา เป็นนกที่ไซ้ขนให้กันอย่างมาก ตัวที่ไซ้ให้ จะไซ้บริเวณ หัว คอ อก ท้อง โคนปีก หรือส่วนใดก็แล้วแต่ที่อยู่ข้างหน้า จึงถือว่าเป็นมิตร การเข้ามาทางด้านหลัง จะไม่ได้รับการ ยอมรับ จากนกอีกตัว เพราะ การเข้าด้านหลังเป็นการแสดงความก้าวร้าว คือ จะเข้ามาเหยียบมากกว่า รวมทั้งการคาบปลายปีก และ หาง ก็ถือว่าเป็นบริเวณต้องห้าม เพราะนั่นเป็นการ ชวนตี ในการไซ้ขนให้กันนั้น ผู้ไซ้ จะทำได้ตามชอบใจ ถ้าไม่รุนแรงจนเกินไป จะสามารถจิก ทึ้ง ดึง ได้โดยผู้ถูกไซ้จะอยู่ในท่านิ่ง แสดงการผูกไมตรีตลอดเวลา
การไซ้ขนให้กัน และ กัน ใน กา บางชนิด ถ้าทั้งสองเพศสามารถผลัดกันไซ้ขนได้ หมายความว่า กา ชนิดนั้นระดับความเหลื่อมล้ำทางสังคมไม่มากนัก เพราะในสัตว์ สังคม แทบทุกชนิด ตัวผู้ จะเป็นเพศที่มีลำดับในสังคมสูงกว่าตัวเมีย ฉะนั้น กา อีกหลายชนิด เช่น กาปากเหลือง เฉพาะตัวผู้เท่านั้นที่จะไซ้ขนให้ตัวเมียในยามปกติ หากในฤดูผสมพันธุ์ เมื่อตัวเมีย กกไข่อยู่ในรัง ตัวเมียจะกลับเปลี่ยนสถานะของตนเองอยู่เหนือตัวผู้ และ ณ ที่นี้ ตัวเมียจะไซ้ขน ให้ตัวผู้ได้ การทที่เป็นเช่นนี้ เพราะ ใน กา ส่วนมากตัวเมียเท่านั้นจะเป็นตัวกกไข่ โดยตัวผู้จะเป็น ตัวหาอาหารมาป้อน ในรังจะไม่อนุญาตให้ตัวผู้ขึ้นไปนอนกกไข่ได้เลย ซึ่ง เป็นการประกัน ความ ปลอดภัย ของไข่ที่มีจำนวนไม่มากนัก ในแต่ละครั้งว่า จะไม่ถูกทำลายจากผู้ใด แม้กระทั่ง จากตัวผู้ของมันเอง
จากที่กล่าวมาแล้วว่า สัตว์ส่วนมาก ตัวผู้ จะมีลำดับในสังคมสูงกว่าตัวเมีย หมายความว่า ตัวผู้ จะได้รับสิทธิประโยชน์ก่อน เช่น กินอาหารได้ก่อน เลือกที่เกาะนอน ได้ก่อน แสดงการก้าวร้าวต่อผู้อื่นได้เสมอ ส่วนตัวเมีย จะเป็นผู้ตาม แต่ผลที่ตัวเมียได้รับ คือการคุ้มครองจากตัวผู้ ใน กา ก็ เช่นกัน กา หลายชนิดมีการจัดลำดับสังคมชัดเจน แบ่งหน้าที่เด็ดขาด ระหว่างตัวผู้กับตัวเมีย นั่นคือ การป้อนอาหาร การไซ้ขน การก้าวร้าว เป็นหน้าที่ของตัวผู้ การกกไข่ และ การยอมรับทุกอย่างเป็นของตัวเมีย แบบแผนพฤติกรรม ของ กา พวกนี้จะชัดเจน มีพิธีการขั้นตอนมากมาย เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด จากอีกฝ่าย หนึ่ง พฤติกรรมส่วนมากค่อนข้างตายตัวไม่มีการยืดหยุ่น ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้ว ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่า เป็นแบบ "โปรแกรมปิด " เช่น กาปากเหลือง และ นกสาลิกาเขียว
กับอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น นกขุนแผน กาปากแดง และ กาสีดำส่วนมาก ในกลุ่มนี้ ตัวผู้กับตัวเมีย มีระดับสังคมใกล้เคียงกัน มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า ทั้งตัวผู้ และ ตัวเมีย ผลัดกันไซ้ขนได้เสมอ ผลัดกันป้อนอาหารให้กัน ไม่ค่อยแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ต่อกัน และถึงแม้ว่า ตัวเมียเท่านั้นจะกกไข่ แต่ตัวผู้ก็เข้าไปถึงรังได้ และ อาจมีส่วนร่วมในการกลับไข่ และ ซ่อมแซมรังได้ด้วย แบบแผนพฤติกรรม ใน กา กลุ่มนี้ไม่มีพิธีการมากมาย เมื่อสังเกต มักไม่พบว่าทั้งตัวผู้ และ ตัวเมีย แสดงปฎิกิริยาต่อกัน มากนัก นอกจากยืนมองกัน หรือ กินอาหารด้วยกัน แต่นั่นมีความหมายในการรักษาพันธะคู่อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับการแสดงพฤติกรรมสลับซับซ้อน พฤติกรรมเช่นว่านี้ยืดหยุ่นได้ แสดงหรือไม่ก็ได้ ความเข้าใจเปิดโอกาสให้มาก ดังนั้น เราอาจเรียกพฤติกรรม ของ กา ในกลุ่มนี้ได้ว่า เป็นแบบ "โปรแกรมเปิด " ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด เพื่อ ให้เหมาะสมกับสถานะการณ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่แบบแผนหลัก ของ พฤติกรรมจะคงเดิมเสมอ เปลี่ยนไม่ได้
ความเชื่อง ของ อีกา บางตัวที่บินลงมากินอาหารจากมือคนที่ป้อนให้นั้น เป็นเพราะ อีกา มีลักษณะของความเคยชิน อันเป็นขบวนการเรียนรู้แบบหนึ่ง ที่จะไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบข้างตลอดเวลา อีกา ชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้รวดเร็ว จึงทำให้ดุมันเชื่องง่าย และ ไม่ตื่นคน หากได้ใกล้ชิดกับคนอยู่สักระยะหนึ่ง การที่ อีกา คาบเหรียญไปซ่อนนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นพฤติกรรมการเล่น ที่แปลงมาจากพฤติกรรมการซ่อนอาหาร เพื่อสะสม เหรียญบาท หรือวัสดุที่เป็นมันวาว เช่นฝาเบียร์ ลูกแก้วสีต่างๆ จะเป็นสิ่งกระตุ้น หรือ สิ่งเร้า ที่รุนแรงกว่าวัสดุตามธรรมชาติ ที่สีกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ประกอบกับ อีกา เป็นสัตว์ที่อยากรู้อยากเห็นมากกว่าสัตว์อื่นๆ ทำให้มันเข้าไปเล่นกับวัสดุเหล่านั้นทันทีที่เห็น
ด้วยความสามารถในการเรียนรู้ของอีกานี่เอง จึงมีการฝึก อีกา เพื่อ ประโยชน์ ต่างๆ เช่นการฝึกอีกาไว้คอบเก็บลูกกอล์ฟ ที่หลงอยู่ตามกอหญ้า วิธีฝึกคือ ปั้นข้าวสุก ไปโยนทิ้งไว้ตามกอหญ้าหลายๆแห่ง พวกอีกาตาไว มักจะคาบเอาไปกินที่รังเสมอๆ และ ในจำนวน ก้อนข้าวที่อีกาคาบเอาไป บางทีก็กลายเป็นลูกกอล์ฟ ผู้ฝึกก็จะตามไปเก็บลูกกอล์ฟ ที่รังของมัน การฝึกแบบนี้ดูเหมือนจะใช้ในตอนสงคราม ซึ่งเป็นสมัยที่ลูกกอล์ฟหายาก ต่อมาจึง เลิกไป และ อีกาคงเบื่อ ลูกกอล์ฟ เต็มทน เพราะคาบไปทีไร ก็กินไม่ได้สักที
การเรียนรู้อีกแบบหนึ่งของ อีกา ก็คือ การลองผิดลองถูก เช่น การลองเปิดฝากล่องที่เขียน วงกลมสีจำนวนวงไม่เท่ากันไว้ แล้วเอาอาหารซ่อนไว้ในกล่องใด กล่องหนึ่ง ครั้งแรก อีกา จะเปิดทุกกล่องเป็นการลองดู เมื่อมันพบกล่องที่มีอาหารซ่อนอยู่ภายใน มันจะจำจำนวนวงสีที่ฝากล่องนั้นได้ และ เปิดถูกกล่องทุกครั้ง การเล่น เป็นขบวนการเรียนรู้ อีกแบบ หนึ่ง สำหรับสัตว์ที่มีสมองเจริญดี ใน อีกา จะพบการเล่นมากมาย ทั้งนี้โดยดัดแปลง มาจากพฤติกรรมประจำวัน เช่น การเคลื่อนที่ การกินอาหาร การต่อสู้ ฯลฯ อีกา บางตัว ชอบโหนต้นไม้เป็นลิง เป็น ค่าง โดยการเกาะกิ่งไม้ด้วยขาทั้งสองข้าง แล้วโยกตัวไปมา จนกระทั่งทิ้งตัวห้อยหัวลง เอาเท้าทั้งสองข้างเกาะกับกิ่งไม้ เป็นการเล่นที่พบใน กา แทบทุกชนิด มีลักษณะที่คล้ายกัน นอกจากนั้น ยังชอบไต่ผนัง หรือ ตาข่ายของกรง ขึ้นไปตาม แนวดิ่ง โดยคาบเศษใบไม้ไว้ในปาก ห้อยหัวลงมา ส่วนการซ่อนอาหารไว้ตามที่ต่างๆนั้น ใน กา แทบทุกชนิดจะพฤติกรรมสะสมอาหารเอาไว้ในยามขาดแคลน บางชนิดขุดหลุม เอาอาหารแห้ง เช่น ลูกนัท ถั่ว แม้กระทั่งเศษเนื้อ ใส่ลงหลุม กลบด้วยดิน หรือ เศษใบไม้ กิ่งไม้ กา บางชนิดก็แสดงแค่เพียงเอาอาหารไปซุกไว้ตามกิ่งไม้ ใบหญ้า โดยไม่ขุดหลุม
ตามธรรมชาติ การขาดแคลนอาหารจะเกิดในช่วงหน้าแล้ง หรือ ฤดูหนาว ในเขตที่มีหิมะตกก่อนฤดูดังกล่าว นก nutcracker ซึ่งเป็น อีกา พวกหนึ่ง จะเตรียม อาหาร เช่น ลูกนัท เอาไปซ่อนไว้ตามโพรงไม้ โดยจะสะสมเอาไว้จนพอตลอดฤดูหนาว และ เมื่อหิมะตก เมื่อนำ อีกา มาเลี้ยงไว้ และ ให้อาหารที่เหลือเฟืออยู่แล้ว การซ่อน อาหาร เพื่อความอยู่รอดของชีวิต จึงไม่จำเป็น อีกา เลยเอาการซ่อนอาหารนี้มาเล่น โดยมันจะเอาอาหารที่มันเลือกกินมากที่สุด เช่น เอาเนื้อไปซ่อน อาจขุดหลุม ใส่เนื้อ ลงไป แล้ว กลบ หรือเอาไปซุกไว้ตามคบกิ่งไม้ ต่อเมื่อ อีกา ตัวอื่น หรือ คนมาเห็นเข้า มันก็จะย้ายที่ซ่อนใหม่ไปเรื่อยๆ จนบางครั้งตัวที่มาเห็นแย่งไปกินเสียก็มี แต่มันจะคาบชิ้นใหม่มาซ่อนอีกที ลักษณะการซ่อนอาหารของ อีกา นั้นเรียกได้ว่าทำอย่างประณีต เพราะต้องขุดหลุมให้ลึก พอกับขนาดของอาหาร ที่เมื่อกลบแล้ว จะมิดชิดพอดี มีการวัดขนาดของหลุม โดยการ เอาอาหารลงไปทาบกับหลุม หากยังมีขนาดเล็กไป มันจะเอาอาหารนั้นออก แล้วขุดหลุมใหม่จนได้ขนาด การกลบ ก็ทำอย่างมีขั้นตอน มีการเกลี่ยดินให้เสมอ เอาก้อนกรวดเล็กๆ หรือ เศษไม้มาวางทับอีกชั้น การวางแต่ละครั้งจะหยุดมอง เมื่อไม่ได้อย่างที่ต้องการ จะรื้อออก แล้วทำใหม่
นอกจากนั้น อีกา ยังมีการเล่นวิธีอื่นๆอีก เช่น การเล่นถ่วงดุลน้ำหนัก โดยการทรงตัวบนวัตถุทรงกลม พวกลูกนัท หรือ ไม้กลมขนาดเล็ก เลี้ยงตัวไว้ ไม่ให้ล้ม โดยมันจะขึ้นไปยืนบนลูกนัท หรือ ไม้กลมขนาดเล็ก เลี้ยงตัวไว้ไม่ให้ล้ม เนื่องจาก ลูกนัท กลิ้งได้ จึงดูคล้ายกับสัตว์ในละครสัตว์ที่เลี้ยงตัวบนลูกบอล หากมันล้มไปข้างๆบ้าง ข้างหน้าบ้าง มันก็จะลุกขึ้นมาเล่นใหม่ เมื่อล้มไปข้างหน้าเพราะก้มหัวลง จึงทำให้ตีลังกา จนกระทั่ง นอนหงายท้อง มันก็จะนอนหงายท้องอยู่อย่างนั้นสักระยะ ถีบขาทั้งสองข้าง เหมือนถีบจักรยาน แล้วลุกขึ้นทำอีกครั้ง การเล่นเช่นนี้ อาจเรียกว่าเป็นการค้นคิดวิธีการเล่น วิธีใหม่ที่ต้องใช้ความสามารถสูงมาก เพราะตามปกติ นก จะไม่นอนหงายท้อง (เอาด้านหลังลง กับพื้น ) นอกจากจะป่วยใกล้ตาย หรือ นอนตาย เนื่องจากเป็นท่าที่ป้องกัน ตัวเองจากศัตรูไม่ได้ เลย เพราะปีกโดนทับ ขาลอย ไม่มีโอกาสบินหนี การที่ อีกา ตีลังกา ก็นับว่าต้องใช้ความสามารถ มาก แล้ว การที่นอนหงายท้องเล่นต่อไปอีก จึงนับว่าเป็นยอดของนกจริงๆ ดังนั้น ถ้าหากฝึก อีกาให้เล่นละครสัตว์ได้ ก็ คงไม่ยากนัก ซ้ำมันยังเล่นได้หลายๆอย่างอีกด้วย
พฤติกรรมที่เรียกได้ว่า เป็นสุดยอดของการเรียนรู้ ที่ อีกา สามารถทำได้ คือ การแกล้งร้องด้วยเล่ห์ เพื่อประโยชน์ ของมันเอง กา ปากเหลืองตัวหนึ่ง พบหนอนนก ซึ่งเป็นอาหารอย่างดี ตามธรรมดา แล้ว อีกา ตัวอื่นในฝูง จะเข้ามาแย่งกินหนอนกด้วย แต่คราวนี้ กาปากเหลือง ตัวแรก พบหนอนก่อน มันจะร้องสัญญาณเตือนภัย จน กา ตัวอื่นตกใจบินหลบภัยไปแล้ว มันก็เข้าไปกินหนอนนก โดยกินไปร้องไป กาที่หลบอยู่ก็ไม่กล้าออกมา จนอาหารหมด อีกา ตัวนั้นจึงเลิกร้อง . จากการศึกษา ความสามารถในการ แยกอาหารที่ปลอมจนเหมือนของจริง พบว่า อีกา สามารถแยกได้ทันที แม้จะลองปลอมตั้งแต่เหมือนมากที่สุด เช่น เต้าหู้จริง กับเต้าหู้ปลอม จนกระทั่งเอาเต้าหู้ย้อมสีอื่นๆ เข้าไป ปรากฎว่า ของปลอมสีต่างๆ กลายเป็นของเล่นของ อีกา ไป ซึ่งแตกต่างจาก นกอื่น ที่เมื่อได้ของที่ไม่ใช่อาหาร มันจะไม่สนใจ หรือ แตะต้องเลย อาหารปลอม ที่มีความแข็งผิดไป อีกา จะนำไปแช่น้ำ อมไว้ในปาก ลองจิก ฯลฯ และ เมื่อพบว่ามันสามารถกินได้ ก็ จะกินเข้าไป ถ้ากินไม่ได้ก็จะเอาไปเล่น การเล่นอาหารที่มันไม่กินมีหลายอย่าง เช่น อมไว้ในปาก แล้วบินขึ้นไปเกาะบนที่สูง ปล่อยทิ้งลงมาทีละชิ้นจนหมด แล้งลงมาคาบใหม่ บินขึ้นไปปล่อยทิ้ง หรือ เอาไปซ่อน สุดแท้แต่จะคิดค้นการเล่นแบบใดขึ้นมาได้ในช่วงนั้น
เรื่องของ อีกา นั้นความจริงแล้ว มีอีกมาก นักพฤติกรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาสัตว์ เพียง 1 ชนิด นั้น ตลอดชีวิตผู้ศึกษา ก็ได้ข้อมูลไม่หมด เพราะเมื่อสังเกต ต่อๆไป ยิ่งสัตว์นั้นเป็น อีกา ที่เป็นสัตว์ซึ่งมีโปรแกรมชีวิตเปิด มีการประดิษฐ์พฤติกรรมใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะการสื่อสาร และ การเล่น การที่จะบรรยายถึงพฤติกรรม อย่างละเอียด หรือ คลุกคลีเลี้ยงดุทุกวัน ตั้งแต่เริ่มฟัก ออกจากไข่ จนเวลาล่วงเลยไปเป็นหลายปี ก็ คงจะยังไม่ได้หมด นอกจากจะเป็นการอธิบายให้รู้จัก อีกา ชนิดนั้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
ฤดูผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่จะอยู่ราวเดือนกุมภาพันธุ์ ถึง เดือนเมษายน อีกา จะแยกออกมาจับคู่สร้างรังอย่างสันโดษ แต่ก็ไม่ห่างจากบริเวณที่รวมฝูงมากนัก พ่อแม่นกจะช่วยกันสร้างรัง โดยนำกิ่งไม้มาสานกันหยาบๆ เป็น รูปแอ่งตื้นๆ อยู่ตามคบไม้ บนยอดไม้สูง พร้อมกับนำขนนก และ ขนสัตว์ มารองรังให้อ่อนนุ่ม แล้ว แม่นกก็จะวางไข่ ประมาณ 4 - 6 ฟอง ไข่มีสีน้ำตาล และ มีลายจุดสีเขียวอมฟ้าจางๆ เลอะไปทั่ว หลังจากนั้น แม่นกจะใช้เวลากกไข่อยู่ตามลำพัง โดยตัวผู้นำอาหารมาให้ ใช้เวลาประมาณ 18 วัน ไข่จึงฟักออกเป็นตัว คราวนี้พ่อแม่นกจะช่วยกันนำอาหารมาป้อนลูก และ ซ่อมแซมรัง ลูกนกกินอาหารเก่งมาก ดังนั้น ช่วงนี้เอง ที่อีกาจำต้องแสดงความกล้าหาญ ด้วยการขโมยอาหาร เพื่อมาเลี้ยงดูลูกนกให้เพียงพอ ซึ่งบางครั้ง อาจไม่ใช่ลูกของตัวเอง แต่เป็นไข่ ที่แม่นก กาเหว่า ( Common Koel ) มาวางไข่ทิ้งไว้ เพราะนกกาเหว่า เป็นนกที่ไม่รู้จักฟักไข่ และ เลี้ยงลูกเอง จึงต้องแอบมาไข่ไว้ในรังของนกชนิดอื่น และ ส่วนมากก็เป็น อีกา นี่เอง เพื่อให้ อีกา ช่วยฟัก และ เลี้ยงดูลูกให้จนโต โดยที่ไม่รู้ว่า ลูกนก ที่เลี้ยงดูไม่ใช่ลูกของตนเอง ซึ่ง พฤติกรรมที่เลี้ยงดูลูกของนกกาเหว่า ด้วยความเอื้ออาทร ของ แม่กา นี่เอง ที่ในอดีต ได้ถูกนำมาร้อง เป็นบทเพลง กล่อมเด็ก ด้วยความชื่นชม จนทำให้แต่ก่อนเราคุ้นเคยกับชื่อของ อีกา ตั้งแต่ยังแบเบาะ
นกกาเหว่า มักจะหาโอกาสในช่วงที่แม่กาฟักไข่ พอแม่กาเผลอ นกกาเหว่าก็จะเข้าไปที่รังกา แล้ว ถีบไข่อีกาทิ้ง หลังจากนั้นจึงออกไข่ของตัวเองไว้แทน แม่กา ก็หลง ฟักไข่นกตัวอื่นไปด้วย เพราะไข่ของนกกาเหว่า และ อีกาเหมือนกันมาก คือ เป็นไข่สีฟ้าอมเขียวซีดๆ หรือ เขียวออกดำเป็นสีพื้น มีรอยเป็นดวง และ ขีดสีน้ำตาล หาก แม่กา จับได้ ก็ จะถีบไข่ของนกกาเหว่าทิ้งเช่นเดียวกัน แต่โดยมากแม่กาจะแยกไม่ออก มารู้ความว่า ไข่ที่สู้อุตส่าห์ฟักมานั้น ไม่ใช่ของตนเอง ก็ เมื่อตอนที่พาลูกนก ออกไปหัด บิน
แต่ทว่า ในขณะนี้ ไม่เพียงแต่เสียงกล่อมเด็ก ที่บอกเล่าวีรกรรม ของ แม่กา จะ เลือนหายไป เท่านั้น แม้กระทั่ง ฝูง อีกา ก็ กำลังสูญหายไปจากความทรงจำ ของ เราด้วย
การแพร่กระจายพันธุ์ อีกา มีถิ่นกระจายพันธุ์ ค่อนข้างกว้างขวางมาก พบอยู่ทั่วทั้งเอเซียตะวันออก ตั้งแต่เขตหนาว ลงมา จนถึง โซนร้อน โดยทางเหนือสุดพบตั้งแต่ เกาะซัคคาลินของรัสเซีย ญี่ปุ่น ไซบีเรีย เกาหลี จีน ไต้หวัน ทิเบต พม่า อินโดจีน ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จนกระทั่ง ลงมาใต้สุด ตามหมู่เกาะในอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังพบ แพร่กระจาย พันธุ์ ไปถึงอาฟกานิสถานด้วย โดย แบ่งออกเป็นทั้งหมด 9 ชนิดย่อย ซึ่งต่างกันที่ ขนาด และ ความเข้ม ของ สีขน โดยชนิดย่อยที่พบทางตอนเหนือ จะ มีขนาดใหญ่ กว่า พวกที่อยู่ทางตอนใต้ สำหรับ อีกา ที่พบในประเทศไทยนั้น เดิมเคยพบ 2 ชนิดย่อย คือ ชนิดย่อยหลัก C .m. levaillantii ที่พบทางตอนเหนือขึ้นมา และ กระจายพันธุ์ ไปทั่วตอนใต้ของเอเซีย ทั้งใน พม่า บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา และ เนปาล ซึ่งชนิดย่อยนี้ จะมีขนาดเล็กกว่า และ ปลายหางค่อนข้างเป็นรูปตัด หรือ มน น้อยกว่า C.m. mocrorhynchus รวมทั้งมีเสียงร้องแหลมกว่าด้วย ต่อมา นักปักษีวิทยาบางท่าน ได้แยกชนิด ย่อย C.m.levaillatii ออกมาเป็นชนิดใหม่ เรียกว่า Jungle Crow ( C. levaillantii ) อีกต่างหาก
สำหรับประเทศไทย อีกา เป็นนกประจำถิ่น ที่พบได้บ่อยทั่วประเทศ จาก ที่ราบไปจนถึงบนภูเขาสูง ทั้งตามทุ่งโล่ง พื้นที่เกษตรกรรม ป่าไม้ ป่าชายเลน หรือ ตาม ชายทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีชุมชนอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตามชนบท หรือ ในเมือง ก็ จะพบอีกา ได้ทั่วไป อีกา จึงจัดเป็นนกอีกชนิดหนึ่ง ที่ดำรงชีวิตอยู่ตาม สภาพ แวดล้อม ได้หลายประเภท รวมทั้ง ปรับตัวเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับคนได้ดีด้วย ทั้งนี้เพราะ อีกา กินอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กๆ ผลไม้ เมล็ดพืช หรือ แม้กระทั่งเศษอาหาร และ ซากสัตว์ที่ตายแล้วด้วย นอกจากนี้ อีกา ยังเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาดมาก รู้จักจดจำ และ ลอกเลียนพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี สามารถปรับตัวให้หันมากินเศษอาหาร ที่เหลือจาการบริโภค ของเราได้ รวมทั้งยังเป็นนกที่มีความคล่องแคล่วว่องไว ค่อนข้างก้าวร้าว และ มีความกล้าขนาดเข้ามาแย่งอาหารจากมนุษย์ ได้ ในบางครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร แห้ง ที่ชาวบ้านตากไว้นอกบ้าน หากเผลอ อาจถูก อีกา แอบมาขโมยไปได้ รวมทั้งลูกไก่ที่เลี้ยงเอาไว้ ก็ อาจตกเป็นเหยื่อให้ อีกา โฉบเอาไปกินได้เหมือนกัน อีกา จึงเป็นนกที่ ชาวบ้านในชนบท ไม่ค่อยชอบนัก ส่วนใหญ่มักจะใช้ปืน ยิง หรือ หาทางขับไล่ให้ไปไกลๆ จนกระทั่งเป็นที่มาของหุ่นไล่กา ที่เราเห็นตามท้องนา ซึ่งชาวบ้านทำขึ้นมา หลอก ไม่ให้ฝูงนกนานาชนิด รวมทั้ง อีกา ลงมากินเมล็ดพืช หรือ ต้นกล้าที่หว่านปลูกเอาไว้ พฤติกรรมในการกินของ อีกา แบบนี้ จึงทำให้มันกลายเป็นตัวแทนของนกขี้ขโมย ที่เข้ามาสร้าง ความเสียหายให้ แก่ พืชผลทางการเกษตร ของ ชาวนา
แม้กระทั่ง ในเมือง ก็ ยังไม่พ้นการรบกวนจาก อีกา ใครที่เคยเข้าไปทานอาหาร ในสวนสัตว์เขาดิน คงจะเคยเห็น อีกา บินมาจิกกินเศษอาหารบนโต๊ะ อย่างแน่นอน อีกา บางตัว ยัง คุ้นเคย และ กล้ามากถึงขนาดที่เข้ามา แย่ง เศษอาหารไปโดยที่เรายังไม่ทันลุกออกไปจากโต๊ะ การคุ้ยเขี่ยเศษอาหาร และ กองขยะ เป็นพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ ชาวเมือง ไม่ค่อยชอบ อีกา นัก เพราะทำให้บ้านเมืองสกปรกไม่เรียบร้อย แต่ พฤติกรรมเช่นนี้ ของ อีกา ในเมืองไทย นับว่า น้อย มาก เมื่อ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย เนปาล มาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ ที่ต้องเผชิญกับ ปัญหาบ้านเมืองสกปรก จาก พฤติกรรมการหากินตามกองขยะ ของ อีแก ( House Crow ) จนต้องมีการจำกัดจำนวน ด้วยการล่า เพื่อลดปัญหาที่ อีแก สร้างขึ้นในเมือง ทั้งนี้เพราะ ช่วง หลายปีที่ผ่านมา อีกา ในประเทศไทย มีจำนวนลดน้อย ลงไปมาก จึงไม่สร้างปัญหาได้มาก เท่ากับ อีแก ที่มีจำนวนมากมายในต่างประเทศ และ น่าแปลกใจ ที่ในประเทศไทยนั้น อีแก เป็นนกที่จัดว่าหายากมาก ในอดีต มีรายงานการพบที่ จ. เพชรบุรี เพียงแห่งเดียว และ นานมากแล้ว หลังจากนั้น ก็ ไม่มีผู้พบเห็นอีกเลย จนเป็นที่คาดหมายกันว่า อีแก คงสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว แต่ สำหรับถิ่นอาศัย ในประเทศอื่นๆ นั้น อีแก มีจำนวน มากกว่า อีกา หลายเท่า ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าในประเทศไทย อีแก ถูก อีกา ที่มีขนาดใหญ่กว่าแย่งถิ่นอาศัย และ แหล่งหากินไปก่อน จึงไม่อาจขยายพันธุ์ขึ้นมาได้มาก แต่ น่าแปลกใจที่ใน มาเลเซีย นั้น อีแก ไม่ใช่นกดั้งเดิมของที่นั่น ซึ่งนอกจาก อีกา ในมาเลเซียยังมี Slender - billed crow เป็นนกประจำถิ่น อีกชนิดหนึ่ง ที่มีปากเรียวแหลมกว่า อีกา และ อาศัยอยู่ตามป่า ไม่พบเห็นในเมือง แต่สำหรับ อีแก ได้ถูกมนุษย์นำเข้าไปภายหลัง ซึ่งก็คงจะติดไปกับเรือเดินทะเล ที่ไปจอดพักอยู่ตามเมืองท่า เช่นเดียวกับ อีแก ที่พบตามเมืองท่าอีกหลายแห่ง ทั้งในตะวันออกกลาง และ อาฟริกา แต่ อีแก ก็ ประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิต จนสามารถขยายพันธุ์ได้เต็มเมืองในมาเลเซีย ในขณะที่ อีกา จะพบเห็นได้เฉพาะตามบริเวณ ชานเมือง หรือ ชนบท เท่านั้น แต่ในเมืองพบน้อยมาก ผิดกับ อีแก ที่พบเห็นได้ทุกหนทุกแห่งในเมือง จึงเป็นต้นเหตุของปัญหาความสกปรกดังกล่าว ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว การคุ้ย