26/12/2020
" ยกฟ้องคดีชุมนุมฯ บรรทัดฐานที่ผู้ใช้กฎหมาย พึงสำเหนียก "
#ยกฟ้องคนอยากเลือกตั้ง
สิ้นสุดคดี หลังศาลอาญายกฟ้อง-การชุมนุมเพื่อให้มีการเลือกตั้งไม่ผิด ม.116
25 ธันวาคม 2563 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษยกฟ้องในคดีชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบริเวณสกายวอล์กใกล้ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง เมื่อปี 2561 หรือที่รู้จักกันในชื่อคดี โดยระบุว่า การเลือกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วไม่ใช่การยุยงปลุกปั่นฯ และจำเลยไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อชุมนุมในพื้นที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
++ทวนความจำคดี MBK39 เมื่อคนอยากเลือกตั้งโดนคดี++
สำหรับคดี MBK39 เป็นผลสืบเนื่องมาจากการร่วมชุมนุมประท้วงของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "คนอยากเลือกตั้ง" ที่ลานสกายวอล์กหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 27 มกราคม 2561 เพื่อประท้วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่พยายามยื้อการเลือกตั้ง ด้วยการให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.) ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเป็นผลให้การเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ต้องถูกเลื่อนออกไป
ต่อมา หลังการชุมนุมเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีกับแกนนำและผู้ชุมนุมอย่างน้อย 39 คน โดยมีผู้ชุมนุม 2 คนที่ให้การรับสารภาพและศาลมีคำพิพากษาไปแล้วเมื่อปี 2561 ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือแบ่งออกเป็น กลุ่มที่ถูกฟ้องคดีจำนวน 9 คน ได้แก่ วีระ สมความคิด, รังสิมันต์ โรม, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, ณัฏฐา มหัทธนา, อานนท์ นำภา, เอกชัย หงส์กังวาน, สุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ, เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และสมบัติ บุญงามอนงค์ ส่วนผู้ต้องหาอีก 28 คน ทางอัยการและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความเห็น "สั่งไม่ฟ้องคดี"
สำหรับข้อหาที่ใช้ฟ้องในคดีกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้แก่ ข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ข้อหาชุมนุมในสถานที่หวงห้าม (ระยะ 150 จากวัง) ตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธาณะ ปี 2558 และ ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ข้อที่ 12 ห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แต่เนื่องจากต่อมาคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ข้อที่ 12 ได้ถูกยกเลิกทำให้เหลือข้อหาที่ศาลต้องพิจารณาเพียง 2 ข้อหาแรกเท่านั้น
++คำพิพากษาระบุ เรียกร้องเลือกตั้งไม่ผิดกฎหมาย-จำเลยไม่มีเจตนาทำผิด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ++
ในคำพิพากษาของศาลคดีนี้ ระบุว่า จำเลยทั้งเก้าคน มีพฤติการณ์ร่วมกันแชร์โพสต์เฟซบุ๊กบนเพจเฟซบุ๊ก กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย เชิญชวนประชาชนมาร่วมการชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคสช. ในวันที่ 27 มกราคม 2561 ต่อมาในวันที่ 27 มกราคม 2561 จำเลยทั้งหมดร่วมกันจัดการชุมนุมในที่สาธารณะ โดยที่บริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้กับวังสระปทุมในระยะห่างไม่เกิน 150 เมตร ระหว่างการชุมนุมมีการปราศรัยโจมตีรัฐบาลและเรียกร้องให้คนออกมาร่วมการชุมนุม
สำหรับข้อหาร่วมกันกระทำความผิดฐานจัดชุมนุมในรัศมี 150 เมตร ศาลเห็นว่า จากการสืบสวนสอบสวน โจทก์ได้ทำการวัดระยะทางจากขอบรั้วของวังสระปทุมไปยังที่เกิดเหตุ พบว่าได้ระยะทางประมาณ 148.5 เมตร ซึ่งเป็นระยะต้องห้ามการชุมนุม และเป็นความผิดตามมาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.การชุมนุมฯ 2558 แต่ทว่า พยานทุกคนไม่มีใครรู้ว่า ตนเองอยู่ในที่เกิดเหตุภายในรัศมีต้องห้าม 150 ม. พึ่งจะทราบก็ต่อเมื่อ เจ้าหน้าที่รัฐได้ทำการวัดระยะทางในคดีนี้
อีกทั้ง ที่เกิดเหตุไม่มีป้ายประกาศให้บุคคลทั่วไปทราบว่า บริเวณระยะดังกล่าวอยู่ห่างจะสระปทุมภายในรัศมีไม่เกิน 150 เมตร ประกอบกับบริเวณดังกล่าว ทางราชการไม่มีป้ายประกาศห้าม หรือแสดงว่าบริเวณนี้อยู่ในรัศมี 150 เมตร ประชาชนทั่วไปจึงย่อมไม่ทราบว่า อยู่ในระยะต้องห้ามการชุมนุม นอกจากนี้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้เข้าใจได้ว่าบริเวณนั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขตของพ.ร.บ.ม การชุมนุมฯ จึงเป็นเหตุให้เชื่อว่าจำเลยทั้งเก้าไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย
ส่วนความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 เมื่อพิเคราะห์จากถ้อยคำปราศัยของและคำสัมภาษณ์ของจำเลยทั้งเก้า ส่วนใหญ่คือการเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว และต้องการให้มีการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย 2561 เนื่องจากรัฐบาลคสช. มีการเลื่อนเลือกตั้งหลายครั้ง จึงเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมออกมาชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และถึงแม้ว่าถ้อยคำปราศัยของจำเลยจะสื่อความหมายในลักษณะเชิญชวนให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมในครั้งต่อไป หากรัฐบาลคสช. ไม่มีการจัดเลือกตั้งตามระยะเวลาที่กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการ แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบหรือกระด้างกระเดื่อง หรือกระทำการที่นอกเหนือความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ
ข้อเรียกร้องตามความต้องการของผู้ชุมนุมเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่ใช่การยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ดังนั้น คำปราศัยและคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าว แม้จะเป็นถ้อยคำไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม และเกินเลยไปบ้าง แต่ถ้อยคำดังกล่าวก็ไม่ถึงขนาดเป็นการยุยงปลุกปั่น และก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดจะก่อให้เกิดความไม่สงบแต่อย่างใด รวมถึงพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักให้พอรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งเก้ากระทำความผิดตามมาตรา 116 จึงพิพากษายกฟ้อง
++จำเลยระบุ รัฐใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ-เตรียมฟ้องกลับสร้างบรรทัดฐาน++
หลังฟังคำพิพากษา สิรวิชญ์สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า การชุมนุมของพวกตนนั้นไม่ได้เข้าค่ายองค์ประกอบตามความผิด ข้อเรียกร้องของเราคือการเรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง และในส่วนที่มีการชุมนุมใกล้รั้ววังพระบรมสานุวงศ์ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้มีการบอกพิกัด หรือแจ้งผู้ชุมนุมว่าเข้าใกล้รัศมี 150 เมตร ซึ่งทำให้ศาลพิจารณาว่า ไม่ได้มีเจตนาไปชุมนุมใกล้วัง สุดท้ายแล้วเขากล่าวว่า แม้คดีจะยกฟ้องก็จริง แต่ก็เสียเวลาไปกับคดีนี้ถึงสามปี ท้ายที่สุดแล้ว รัฐต้องการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือตามความต้องการ ดังนั้นแล้วขอให้รัฐได้ทบทวน อย่าได้ทำกระบวนการแบบนี้อีก และขอให้อัยการพิจารณาอย่างเป็นอิสระอย่างที่พูดไว้
ในส่วนของสบัติและวีระ จำเลยทั้งสองที่ไม่ได้กล่าวปราศัยในการชุมนุม แต่กลับถูกตั้งสองข้อหาดังกล่าว ได้ให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกัน สมบัติกล่าวว่าเขาต้องการจะฟ้องกลับ ไม่ใช่เพราว่าเสียเวลา แต่เนื่องจากเป็นประเด็นเรื่องมาตรา 116 ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างชัดเจน ดังนั้นเพื่อที่จะเป็นแนวทางและตัวอย่างให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่รัฐ เขาก็จะต้องใช้มาตราการเดียวกัน คือการฟ้องกลับ ทั้งนี้อาจจะต้องปรึกษากับศูนย์ทนายสิทธิมนุษย์ชนว่า มีแนวที่จะฟ้องกลับได้หรือไม่ ในขณะเดียวกัน วีระได้กล่าวว่า กรณีนี้เป็นการกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเขาจึงจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา