K&K Academy ฝึกสอนฟุตบอล

30/07/2026
26/07/2026
19/07/2026

โค้ชหลายคนเคยสงสัยไหม... 🤔

เวลานั่งดูฟุตบอลต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับอาชีพหรือฟุตบอลเยาวชน ทำไมเด็กของเขาถึงดู "แอคทีฟ" กันตลอดเวลา

ทุกจังหวะการซ้อมเต็มไปด้วยพลังงาน วิ่งเต็ม กระตุ้นกันเอง สื่อสารกันตลอด และตั้งใจในทุกแบบฝึก โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เริ่มเข้าสู่ช่วงพัฒนาสำคัญ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือฟุตบอลเยาวชนของญี่ปุ่น เด็กเล่นกันด้วยความเข้มข้นตั้งแต่นาทีแรกจนจบเกม

แต่เมื่อย้อนกลับมามองบ้านเรา ภาพที่เห็นกลับแตกต่างออกไป

บางคนซ้อมแบบให้มันจบ ๆ ไป บางคนเล่นกันเองระหว่างซ้อม ขาดสมาธิ ไม่มีเสียงกระตุ้น ไม่มีความเร่งเร้า

ที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ เด็กบางคนที่ตั้งใจจริง มีแพสชัน และทุ่มเทกับการซ้อมเต็มที่ กลับถูกเพื่อนล้อว่า

"ติดแอ็ค"

"จริงจังเกิน"

สุดท้ายหลายคนค่อย ๆ ลดความตั้งใจของตัวเองลง เพียงเพื่อให้กลมกลืนกับคนรอบข้าง

คำถามคือ...

ปัญหาเกิดจากตัวเด็กจริงหรือ

หรือจริง ๆ แล้ว เด็กแต่ละคนกำลังเติบโตมาภายใต้วัฒนธรรมการซ้อมแบบไหน

โค้ชหลายคนตั้งใจเตรียมแบบฝึกมาอย่างดี

วางลำดับความยากง่าย
คิดวัตถุประสงค์ชัดเจน
ออกแบบให้เหมาะกับช่วงวัย

แต่พอลงสนามจริง เด็กกลับซ้อมแบบไร้ชีวิตชีวา วิ่งแบบขาด ๆ หาย ๆ ไม่มีความตื่นตัว ไม่มีการสื่อสาร

หลายครั้งเราจึงสรุปว่า

"เด็กสมัยนี้ไม่มีแพสชัน"

แต่ความจริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่แบบฝึกเลย

เพราะ แบบฝึกที่ดี เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของการฝึกซ้อม

อีกครึ่งหนึ่งคือ "คนที่ทำให้แบบฝึกนั้นมีชีวิต"

นั่นคือ โค้ช

แบบฝึกเดียวกัน ผลลัพธ์ต่างกัน เพราะพลังงานของโค้ช

ลองนึกภาพสนามฟุตบอลเด็กสองสนาม

สนามแรก

โค้ชยืนกอดอกอยู่ริมสนาม แวะมองมือถือเป็นระยะ อธิบายแบบฝึกยาว พูดอยู่คนเดียว น้ำเสียงเรียบโทนเดียวตลอด พอเด็กทำพลาดมักจะด่าว่าไม่ตั้งใจ การซ้อมดำเนินไปเรื่อย ๆ จนจบ

สนามที่สอง

โค้ชเคลื่อนที่ไปตามเกม ปรบมือทุกครั้งที่เห็นความพยายาม ใช้คำถามแทนคำสั่ง

"ตอนนี้เห็นเพื่อนที่ว่างไหม"

หยุดสอนเฉพาะจังหวะจำเป็น อธิบายสั้น กระชับ แล้วปล่อยให้เกมเดินต่อ มีชาเลนจ์เล็ก ๆ ระหว่างซ้อม ทำให้เด็กตื่นตัวตั้งแต่ต้นจนจบ

ทั้งสองสนามใช้แบบฝึกเดียวกัน

เด็กวัยเดียวกัน

อุปกรณ์เหมือนกัน

แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ต่าง ไม่ใช่แบบฝึก

แต่คือ พลังงานของโค้ช

พลังงานของโค้ช "แพร่กระจาย" ได้จริง

โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่เรียนรู้ผ่านการสังเกตและเลียนแบบ

เด็กไม่ได้ฟังแค่คำพูดของโค้ช

แต่กำลังอ่าน

⚽น้ำเสียง
⚽สีหน้า
⚽ภาษากาย
⚽ความกระตือรือร้น

ตลอดเวลาที่ซ้อม

หากโค้ชยืนนิ่ง เฉื่อย ไม่ตอบสนอง

สมองของเด็กจะตีความว่า

"สิ่งนี้นี้คงไม่สำคัญมาก"

แล้วค่อย ๆ ลดระดับพลังงานของตัวเองลงตาม

ในทางกลับกัน

เมื่อโค้ชเคลื่อนไหว ใช้เสียง ให้ฟีดแบ็ก และแสดงความตื่นตัว เด็กก็จะรับรู้ทันทีว่า

"สิ่งที่กำลังทำอยู่มีความหมาย"

และพร้อมทุ่มเทพลังงานให้มากขึ้น

นี่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคนทำงานกับเด็ก

แต่มีงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน

งานวิจัยบอกอะไรเรา
1. บรรยากาศที่โค้ชสร้าง กำหนดระดับความทุ่มเทของเด็ก

งานวิจัยในนักฟุตบอลเยาวชนกว่า 260 คนพบว่า เด็กจะมีความมั่นใจ ความกระตือรือร้น ความทุ่มเท และความผูกพันกับกีฬาสูงขึ้น เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เน้นการเรียนรู้และความพยายาม มากกว่าการตัดสินจากผลแพ้ชนะ

บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง

แต่เกิดจากโค้ชที่เป็นคนกำหนด "โทน" ของสนาม

2. เสียงของโค้ช เปลี่ยนคุณภาพการฝึกได้จริง

งานวิจัยด้านการฝึกความเร็วและความคล่องตัวพบว่า

การกระตุ้นด้วยเสียงระหว่างการซ้อม ทำให้เด็ก

ฝึกได้เข้มข้นขึ้น
สนุกขึ้น
มีอารมณ์เชิงบวกมากขึ้น

เสียงของโค้ชจึงไม่ได้สร้างแค่กำลังใจ แต่ช่วยยกระดับคุณภาพของการฝึกจริง ๆ

3. เด็กทุกคนอยากรู้ว่า "มีคนเห็นความพยายามของเขา"

งานวิจัยเกี่ยวกับฟีดแบ็กของโค้ชชี้ว่า

สิ่งที่สร้างแรงจูงใจมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือการที่เด็กสัมผัสได้ว่า

"โค้ชเห็นสิ่งที่ฉันพยายาม"

ตรงกันข้าม

โค้ชที่ไม่ตอบสนอง ไม่แสดงปฏิกิริยา ก็อาจกำลังส่งข้อความโดยไม่รู้ตัวว่า

"สิ่งที่เธอทำ ไม่มีใครเห็น"

4. โค้ชไม่ได้ทำลายเด็กได้แค่ด้วยคำดุ

Positive Coaching Alliance องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาองค์ความรู้ด้านการโค้ชกีฬาเยาวชน เพื่อส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็กระบุว่า

โค้ชที่ตำหนิ วิจารณ์ หรือทำให้เด็กอับอาย สามารถทำให้เด็กเลิกเล่นกีฬาได้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง

โค้ชที่เฉื่อย ไม่สนใจ และไม่มีปฏิกิริยา ก็สร้างบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัยทางอารมณ์ได้เช่นกัน

เพราะเด็กจะรู้สึกว่า

"ตัวเองไม่มีความหมายในสนาม"

ตัวอย่างจากโลกฟุตบอล

Jürgen Klopp คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของโค้ชที่ส่งผ่านพลังงานไปสู่นักเตะ

ทั้งการชูกำปั้น การตะโกนให้กำลังใจ การฉลองทุกจังหวะสำคัญ หรือแม้แต่การเสียบสกัดที่ดี

สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในสไตล์การเล่นของทีมอย่างชัดเจน

อดีตโค้ชเยาวชนของ Borussia Dortmund เคยกล่าวว่า

จุดแข็งที่สุดของ Klopp ไม่ใช่แท็กติก

แต่คือความสามารถในการผสมผสาน "ความรู้ฟุตบอล" กับ "ความเข้าใจคน"

เพราะโค้ชที่เก่งแท็กติกมีมาก

โค้ชที่เก่งเรื่องคนก็มีมาก

แต่คนที่ทำได้ทั้งสองอย่าง มีไม่มาก

แล้วโค้ชจะสร้างพลังงานในสนามได้อย่างไร
เคลื่อนไหวตามเกม อย่ายืนอยู่จุดเดิมตลอดการซ้อม
ใช้เสียงเพื่อกระตุ้นและให้ฟีดแบ็กทันที
ถามคำถามมากกว่าสั่ง เพื่อให้เด็กคิดและตัดสินใจเอง
แสดงให้เด็กเห็นว่าคุณสังเกตเห็นความพยายามของเขา
ชื่นชมความพยายามและพัฒนาการ มากกว่าผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
สรุป

โค้ชที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่แค่ออกแบบแบบฝึก

แต่ต้องเป็นคนสร้าง "บรรยากาศของการเรียนรู้" ไปพร้อมกัน

เพราะเด็กไม่ได้ซึมซับแค่เนื้อหาการฝึก

แต่ซึมซับพลังงาน วิธีคิด และทัศนคติของคนที่ยืนอยู่ข้างสนามด้วย

หากเราอยากเห็นเด็กเล่นอย่างกระตือรือร้น กล้าคิด กล้าลอง และทุ่มเททุกการซ้อม

โค้ชก็ต้องเป็นคนแรกที่แสดงให้เห็นว่า การฝึกครั้งนี้ "มีความหมาย"

เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กจะไม่เล่นด้วยพลังงานที่มากกว่าโค้ชของตัวเอง.

#ฟุตบอลเยาวชน
#โค้ชฟุตบอล


17/07/2026

ไทยลีก🇹🇭 แก้กฎระเบียบฤดูกาล 2026/27 ในการจัดอันดับทีมที่มีคะแนนเท่ากันของ ไทยลีก 2 และ 3🟰 โดยจะยกเลิก H2H❌ เปลี่ยนมาใช้การพิจารณาด้วย ลูกได้-เสีย แทน✅

โดยที่จะดูตามลำดับ ดังนี้
1. ประตูได้-เสีย
2. ประตูได้
3. H2H หรือ Mini League
4. ประตูได้-เสีย ในเกมที่เจอกัน โดยไม่นับ Away Goal
5. ประตูได้ในเกมที่เจอกัน
6. ใบเหลืองสะสม
7. ถ้าพิจารณาครบทุกข้อแต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ให้ยุติการพิจารณา

#ไทยลีก2 #ไทยลีก3 #ฟุตบอลไทย #มีแต่เรื่อง #เจวรปัฐ #เจเรือแจว #เข้าใจคน #เข้าใจข่าว #สะท้อนความจริง

12/07/2026

ที่อยู่

รร. การบิน
Nakhon Pathom
73180

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ K&K Academyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท