Yoga at Home Khon Kaen by Kru.Au

Yoga at Home Khon Kaen by Kru.Au Yoga for Health Mind and Body. ห้องโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีแอร์

01/06/2026

กลัวมะเร็งเต้านม จับมันมาวิ่งมาออกกำลังกายเลยค่ะ เพราะเป็น 1 ในมะเร็งที่ ลดอัตราเสี่ยงดีมาก หากออกสม่ำเสมอ


มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับต้นๆ และเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ เช่นกัน ที่ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากเลยค่ะ

โดยเฉพาะมะเร็งที่ขึ้นกับฮอร์โมน และเมตาบอลิซึมจากเนื้อเยื่อไขมัน เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า “ไขมันส่วนเกิน” จริงๆ มันไม่ใช่แค่ก้อนไขมันเฉยๆ แต่เป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิต และปล่อยสารออกฤทธิ์ได้เยอะมาก

ทั้งสารอักเสบ ฮอร์โมน และสัญญาณเร่งการแบ่งตัวของเซลล์


🧬 มะเร็งเต้านม ก็เหมือนกับมะเร็งทั่วไป
คือกำเนิดจากเซลล์ที่ควบคุมการแบ่งตัวไม่ได้

หากร่างกายมีอักเสบเรื้อรัง มีอนุมูลอิสระมากๆ มีโอกาสที่ DNA เสียหายได้มาก

และหากภูมิคุ้มกันที่คอยสอดส่อง
(NK cell, CD8+ T cell)
อ่อนแอลง ก็จะหลุดการค้นหาได้มากขึ้น


แต่ที่พิเศษกว่าตัวอื่นคือ มะเร็งเต้านมบางชนิด “ชอบสภาพแวดล้อม” ที่มีฮอร์โมน estrogen และ IGF-1 สูงค่ะ

เพราะเดิมทีฮอร์โมนพวกนี้ มีหน้าที่ช่วยกระตุ้นการเจริญของเต้านมอยู่แล้ว

พอมีเซลล์ผิดปกติเกิดขึ้น เซลล์เหล่านี้เลยอาศัยสัญญาณพวกนี้ช่วยโตต่อได้ง่ายขึ้น


🟣 และจุดสำคัญคือ เนื้อเยื่อไขมันสามารถช่วยสร้าง estrogen เพิ่มได้

โดยเอาวัตถุดิบตั้งต้นจากที่ต่อมเพศสร้างมา
แล้วเปลี่ยนต่ออีกทอดหนึ่ง

แปลว่าอะไร?
ยิ่งมีไขมันมาก โดยเฉพาะไขมันสะสมเรื้อรัง
ยิ่งมีโอกาสเกิด “สภาพแวดล้อม” ที่เอื้อต่อมะเร็งมากขึ้นค่ะ


🔵 และถ้ายิ่งมีภาวะดื้ออินซูลินก็ยิ่งเสี่ยง

เพราะเวลาร่างกายดื้ออินซูลิน ตับอ่อนจะต้องหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อินซูลินไม่ได้มีหน้าที่แค่คุมน้ำตาลนะคะ
แต่มันยังเป็นสัญญาณกระตุ้นการโตของเซลล์ด้วย

รวมทั้งยังไปเพิ่ม IGF-1 ซึ่งเป็น สารเร่งโตตัวสำคัญอีกทอดหนึ่ง

ผลคือเซลล์ที่เริ่มผิดปกติ จะยิ่งได้สัญญาณ “แบ่งเร็ว โตเร็ว” มากขึ้น


🟢 สุดท้ายคือเรื่องพันธุกรรม

บางคนมีพันธุกรรมที่เสี่ยงสูงมาก
หรือบางคนแค่เพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อย

จุดนี้คงพูดอะไรมากไม่ได้
เราควรเปลี่ยนในสิ่งที่เปลี่ยนได้ดีกว่าค่ะ


แต่จุดที่เปลี่ยนได้
แก้ได้ด้วยการออกกำลังกายทั้งนั้นเลย


1️⃣ ลดสัญญาณเร่งการแบ่งตัว

การออกกำลังกายทำให้
1. กล้ามเนื้อตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น
2. เพิ่มการสลายไขมัน
3. ลดสารอักเสบจากเนื้อเยื่อไขมัน

ผลคือ
→ อินซูลินออกฤทธิ์ดีขึ้น
→ ตับอ่อนไม่จำเป็นต้องหลั่งอินซูลินสูงเรื้อรัง
→ IGF-1 และสัญญาณ growth signaling ลดลง
→ ลดสัญญาณ “โตเร็ว แบ่งเร็ว” ที่เซลล์ผิดปกติใช้


2️⃣ กดการอักเสบเรื้อรังที่มะเร็งชอบ

ออกกำลังกายช่วยทั้งทางตรงและทางอ้อมเลยค่ะ

ทางตรง: กล้ามเนื้อปล่อย myokine หลายชนิด เช่น IL-6 ในบริบทของการออกกำลังกาย ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอักเสบ

ทางอ้อม: ลดขนาดเนื้อเยื่อไขมัน เพิ่ม Treg และ M2 macrophage ทำให้สารอักเสบเรื้อรังลดลง

สภาพแวดล้อมที่เคยช่วยเลี้ยงเซลล์ผิดปกติ ก็เริ่มเปลี่ยนไปค่ะ


3️⃣ ปรับสมดุลฮอร์โมน estrogen

เนื้อเยื่อไขมันคือแหล่งสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนวัตถุดิบเดิมให้กลายเป็น estrogen เพิ่ม

การออกกำลังกายทำให้
→ ลดขนาดเนื้อเยื่อไขมัน
→ ลดการอักเสบของไขมัน
→ ลดเมตาบอลิซึมที่ใช้สร้าง estrogen เพิ่ม

ทำให้เซลล์เต้านมไม่ได้โดนกระตุ้นหนักตลอดเวลาเหมือนเดิม


4️⃣ ปลุกภูมิคุ้มกันให้เห็นเซลล์ผิดปกติ

การออกกำลังกายช่วย
→ เพิ่มการทำงานของ NK cell
→ เพิ่มประสิทธิภาพของทีเซลล์นักฆ่า CD8+ T cell
→ ช่วยให้เซลล์ผิดปกติถูกกำจัดเร็วขึ้น

ก่อนจะสะสมการกลายพันธุ์มากจนกลายเป็นก้อนจริงๆ


🧠 และจริงๆ กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ยังทำหน้าที่เหมือน “อวัยวะต้านโรค” ด้วยค่ะ

เวลาที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
กล้ามเนื้อจะปล่อยสารจำนวนมากออกมา

หลายตัวช่วยลดการอักเสบ
หลายตัวช่วยเรื่องเมตาบอลิซึม
หลายตัวช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานสมดุลขึ้น

แปลว่าเราไม่ได้แค่เผาผลาญพลังงาน
แต่กำลังเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทั้งร่างกายไปพร้อมกัน


📚 จากการศึกษาพบว่า

ผู้หญิงที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
▪️ มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมลดลง
▪️ หากเคยเป็น โอกาสกลับมาเป็นซ้ำลดลง
▪️ การดำเนินโรครุนแรงน้อยลง

มะเร็งเต้านมชนิดที่
ขึ้นกับฮอร์โมนจะได้รับประโยชน์มากสุด

แต่ชนิดอื่นๆ แม้จะไม่ได้ขึ้นกับ estrogen โดยตรง
ผลเรื่องลดอักเสบและปรับภูมิคุ้มกันก็ยังช่วยอยู่ดีค่ะ


ควรออกกำลังกายแบบไหน

▪️ แอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์

ช่วง PM2.5 สูง ใช้วิธีวิ่งลู่วิ่ง หรือเต้นแอโรบิกในอาคารแทนได้ค่ะ

▪️ เสริมแรง 2–3 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
และเพิ่มสารป้องกันโรคจากกล้ามเนื้อด้วย


ไม่ต้องโหดค่ะ แต่ขอ “สม่ำเสมอ”
บางคนสายกังวลเมื่ออายุมากขึ้น
นี่แหละ ลุกมาออกกำลังกายเลย
ยิ่งลดความเสี่ยง ยิ่งคลายกังวลด้วย
ได้สองเด้งเลบ มาออกกันค่ะ

แอดมินเองก็หญิงเหมือนกัน
ก็ออกเพื่อเลี่ยงมะเร็งเต้านมเหมือนกันค่าา

01/06/2026

เธอคือเด็กสาวที่หมกมุ่นกับการแก้ไข "ความชรา"
ลอรา เดมิง เด็กหญิงวัย 8 ขวบที่ตัดสินใจว่า “ความแก่” คือปัญหาที่มนุษย์ควรแก้ไข

ในโลกที่ผู้คนจำนวนมากยอมรับว่า “แก่ เจ็บ ตาย” คือธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีเด็กหญิงคนหนึ่งกลับตั้งคำถามกับมันอย่างจริงจังตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ

เด็กคนนั้นชื่อ ลอรา เดมิง (Laura Deming)

เธอไม่ได้เติบโตมาในห้องทดลองล้ำยุค หรือครอบครัวมหาเศรษฐีนักวิทยาศาสตร์ แต่เติบโตในประเทศนิวซีแลนด์ ภายใต้การเลี้ยงดูแบบเปิดกว้างจากพ่อแม่ที่เชื่อว่า เด็กควรมีอิสระในการหมกมุ่นกับสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างเต็มที่

และสิ่งที่ลอราหมกมุ่น กลับไม่ใช่การ์ตูน ของเล่น หรือเกมเหมือนเด็กทั่วไป

แต่เป็น “ความชรา”

ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เด็กหญิงคนนี้เริ่มอ่านหนังสือชีววิทยาและงานวิจัยเกี่ยวกับความแก่ด้วยตัวเอง ก่อนจะค้นพบข้อเท็จจริงง่าย ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาลว่า

โรคส่วนใหญ่ที่คร่าชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะโรคหัวใจ มะเร็ง อัลไซเมอร์ หรือภาวะร่างกายเสื่อม ล้วนมีรากฐานสำคัญมาจาก “ความชรา”

สำหรับคนส่วนใหญ่ ความแก่คือเรื่องธรรมดา แต่สำหรับลอรา มันคือ “ปัญหาทางวิศวกรรมชีวภาพ” ที่ควรได้รับการแก้ไขเหมือนโรคอื่น ๆ

และเธอตัดสินใจว่า นี่จะเป็นภารกิจของชีวิตตัวเอง

ในวัย 12 ปี ลอราทำในสิ่งที่เด็กอายุเท่านี้แทบไม่มีใครทำ

เธอส่งอีเมลไปหา ศาสตราจารย์ซินเธีย เคนยอน (Cynthia Kenyon) นักชีววิทยาชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก หรือ UCSF ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านพันธุกรรมความชรา

เคนยอนมีชื่อเสียงระดับโลกจากการค้นพบว่า การกลายพันธุ์ของยีนบางชนิดในหนอนตัวเล็กชื่อ C. elegans สามารถยืดอายุขัยได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยของเธอถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการชีววิทยาความชราในยุคใหม่

สิ่งน่าทึ่งคือ เด็กหญิงวัย 12 ปีจากนิวซีแลนด์สามารถโน้มน้าวให้นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกยอมเปิดประตูห้องทดลองให้เธอเข้ามาช่วยงานได้จริง

ลอราย้ายไปเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และใช้ช่วงวัยรุ่นตอนต้นทำงานในห้องทดลองเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ของความแก่ โดยศึกษาหนอน C. elegans ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตต้นแบบที่นักวิทยาศาสตร์นิยมใช้ศึกษากลไกการเสื่อมของเซลล์

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เกินจริง แต่ข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันจากบทสัมภาษณ์ของลอราเอง รวมถึงข้อมูลจาก MIT Technology Review และสื่อด้านวิทยาศาสตร์หลายแห่ง

ปี ค.ศ. 2011 ขณะอายุเพียง 14 ปี ลอราได้รับการตอบรับเข้าเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT หนึ่งในมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

แต่เส้นทางของเธอกลับไม่ได้จบลงแบบนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป

ในปี ค.ศ. 2013 เมื่ออายุ 17 ปี เธอตัดสินใจลาออกจาก MIT หลังได้รับทุน “Thiel Fellowship” มูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ โครงการทุนของ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal ซึ่งสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ออกจากระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมเพื่อสร้างสิ่งใหม่ในโลกจริง

แทนที่จะตั้งบริษัทเทคโนโลยีแบบวัยรุ่นอัจฉริยะทั่วไป ลอรากลับก่อตั้งกองทุนลงทุนชื่อ “The Longevity Fund”

เป้าหมายของมันเรียบง่ายแต่ทะเยอทะยานอย่างยิ่ง

ลงทุนเฉพาะบริษัทที่พยายาม “รักษาความชรา”

ในเวลานั้น แนวคิดดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นเรื่องชายขอบของวงการวิทยาศาสตร์ หลายคนมองงานวิจัยยืดอายุเป็นเรื่องเพ้อฝัน หรือใกล้เคียงนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่าธุรกิจจริง

วงการ Venture Capital ส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ เพราะการลงทุนด้านชีววิทยามีความเสี่ยงสูง ใช้เวลานาน และอาจล้มเหลวได้ง่าย

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มานำเสนอแผนธุรกิจคือ “เด็กสาววัยรุ่น” ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในโลกธุรกิจ

แต่ลอราไม่สนใจว่าเธอ “ควร” อยู่ในห้องประชุมนั้นหรือไม่

เธอเดินเข้าไปอยู่ตรงนั้นอยู่ดี

The Longevity Fund กลายเป็นหนึ่งในกองทุนแรกของโลกที่มุ่งลงทุนเฉพาะด้านชีววิทยาความชราอย่างจริงจัง

เธอสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับเซลล์เสื่อมสภาพ หรือ senescent cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่หยุดแบ่งตัวแต่ยังค้างอยู่ในร่างกายและก่อการอักเสบเรื้อรัง งานวิจัยกลุ่มนี้ภายหลังกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของศาสตร์ที่เรียกว่า “Senolytics” หรือการกำจัดเซลล์ชรา

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในเทคโนโลยีซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การฟื้นฟูอวัยวะ และการรักษาโรคแห่งวัยในระดับต้นเหตุ แทนที่จะรักษาเพียงอาการปลายทาง

หลายแนวคิดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าแปลกประหลาด ปัจจุบันกลับกลายเป็นกระแสหลักของวงการ Biotechnology ที่มีเงินลงทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจด้านอายุยืนและเวชศาสตร์ชะลอวัยหลายพันล้านดอลลาร์

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเริ่มเชื่อว่า “ความชรา” อาจไม่ใช่ชะตากรรมที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป แต่เป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่มนุษย์สามารถชะลอหรือแก้ไขบางส่วนได้

ต่อมา ลอรายังร่วมก่อตั้งกองทุนและบริษัทวิจัยใหม่ ๆ อีกหลายแห่ง หนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจคือบริษัทด้าน Cryopreservation หรือเทคโนโลยีทำความเย็นเนื้อเยื่อและอวัยวะเพื่อรักษาสภาพชีวิต

แนวคิดนี้อาจฟังเหมือนนิยายไซไฟ แต่มีเป้าหมายจริงจังมาก เช่น การยืดเวลาการเก็บอวัยวะสำหรับปลูกถ่าย หรือช่วยให้การผ่าตัดซับซ้อนในอนาคตมีโอกาสสำเร็จสูงขึ้น

ปัจจุบัน ณ ปี ค.ศ. 2026 ลอรา เดมิง ยังคงทำงานอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์ด้านอายุยืน และถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของขบวนการ Longevity Science รุ่นใหม่ของสหรัฐอเมริกา

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของลอราโดดเด่น ไม่ใช่แค่ความอัจฉริยะ

แต่คือการที่เธอกล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่คนทั้งโลกยอมรับมานานว่า “มันก็เป็นแบบนี้แหละ”

ทั้งที่อายุเพียง 8 ขวบ เธอกลับมองเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่จำนวนมากพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดชีวิต นั่นคือความจริงที่ว่า มนุษย์แทบทุกคนต้องสูญเสียคนที่รักเพราะความชรา

และแทนที่จะยอมรับมันเฉย ๆ เธอกลับเลือกจะลงมือทำอะไรสักอย่าง

เกร็ดน่าสนใจ

ลอรา เดมิงเคยกล่าวว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของเธอมาจากการอ่านงานวิจัยของศาสตราจารย์ซินเธีย เคนยอน ตั้งแต่อายุยังน้อย

หนอน C. elegans ที่เธอศึกษา มีอายุขัยเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกความแก่ของมนุษย์มากที่สุด และมันสามารถถ่ายทอดความทรงจำต่อได้ถึงสี่รุ่น

ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ รวมถึงมหาเศรษฐีหลายคน เช่น เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) และกลุ่มทุนในซิลิคอนวัลเลย์ ต่างลงทุนในธุรกิจด้านชะลอวัยและอายุยืนจำนวนมหาศาล

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ไม่ได้จัด “ความชรา” เป็นโรค แต่ในวงการวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เริ่มมีการถกเถียงกันจริงจังว่า ควรมองความชราเป็นภาวะที่รักษาได้หรือไม่

เรื่องของลอรา เดมิง อาจไม่ได้บอกเราว่ามนุษย์จะเป็นอมตะได้ในวันหนึ่งหรือเปล่า

แต่เธอพิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่งว่า

บางครั้ง คนที่เปลี่ยนโลก ไม่ใช่คนที่มีใบปริญญามากที่สุด

แต่คือคนที่จริงจังกับปัญหาบางอย่างมากพอ จนไม่ยอมปล่อยให้โลกตอบว่า

“มันก็เป็นแบบนี้มาตลอด”

เจาะเวลาหาอดีต
แหล่งอ้างอิง

MIT Technology Review : บทสัมภาษณ์และประวัติของ Laura Deming

UCSF Memory and Aging Center – ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยของ Cynthia Kenyon

บทสัมภาษณ์ Laura Deming ใน TED และสื่อด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

Nature Journal : งานวิจัยด้านชีววิทยาความชราและเซลล์ senescent

31/05/2026

ถ้าคุณคิดว่าการออกกำลังกายที่ดีของผู้สูงอายุ คือการแกว่งแขนเบาๆ เดินนับก้าว การถือดัมเบลลูกครึ่งกิโล หรือการใช้ขวดน้ำมายกขึ้นลง

ผมอยากให้เปลี่ยนความคิดใหม่

ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคือสิ่งที่จะกำหนดว่าคุณจะสามารถเดินเหินและใช้ชีวิตเองได้ไหมในอนาคต และความแข็งแรงนี้จะสร้างขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อคุณฝึกด้วยความหนักที่มากพอเท่านั้น

ผมอยากชวนคิดว่า ในเมื่อทุกวันนี้เราก็ยกน้ำดื่มทุกวัน ลุกนั่งจากเก้าอี้อยู่ตลอด หรือเดินขึ้นลงบันไดในบ้านอยู่เรื่อยๆ กิจกรรมพวกนี้ก็น่าจะถือเป็นการใช้งานกล้ามเนื้อแล้ว ทำไมความแข็งแรงของร่างกายถึงยังคงลดลงเรื่อยๆ ทุกปี

คำตอบอยู่ที่หลักการของร่างกายที่เรียกว่า Overload หรือการใช้งานกล้ามเนื้อให้หนักกว่าที่มันเคยชิน มากกว่าการใช้งานในชีวิตประจำวันที่ทำเป็นปกติทั่วไป

ร่างกายมนุษย์เป็นระบบที่ฉลาดและประหยัดพลังงานมาก อะไรที่เคยทำได้อยู่แล้ว ร่างกายจะปรับตัวให้ชินและใช้พลังงานน้อยลงในการทำสิ่งนั้น การยกขวดน้ำดื่ม ลุกนั่งตัวเปล่า หรือการเดินขึ้นบันไดบ้าน เป็นกิจกรรมที่มีแรงต้านต่ำเกินไปและเป็นสิ่งที่ร่างกายทำจนชินแล้ว มันจึงไม่ใช่น้ำหนักที่มากพอจะกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกว่าจำเป็นต้องสร้างหรือรักษามวลกล้ามเนื้อและระบบประสาทสั่งการเอาไว้

หากแรงต้านหรือน้ำหนักที่ใช้ไม่สูงกว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ร่างกายจะไม่มีทางพัฒนาความแข็งแรงเพิ่มขึ้นได้เลย มีแต่จะทรุดโทรมลงตามธรรมชาติ

เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อมีแนวโน้มจะฝ่อตัวลงจนเกิดภาวะที่เรียกว่า Sarcopenia ซึ่งกลไกสำคัญในการเกิดคือ หน่วยประสาทสั่งการ (Motor Unit) ที่เชื่อมต่อจากสมองมายังกล้ามเนื้อเริ่มล้มหายตายจากไป โดยเฉพาะหน่วยสั่งการขนาดใหญ่ที่ควบคุมกลุ่มเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดที่ 2 (Type II Fiber) ซึ่งเป็นกลุ่มเส้นใยกล้ามเนื้อที่ใช้ออกแรงเยอะและเป็นกล้ามเนื้อที่จะช่วยยันตัวให้เราไม่ล้ม

ร่างกายมนุษย์มีกฎการใช้งานกล้ามเนื้อที่เรียกว่า Henneman’s Size Principle

ร่างกายจะเลือกใช้แรงจากหน่วยประสาทสั่งการที่เล็กและประหยัดพลังงานที่สุดก่อนเสมอ หากคุณยกของเบาๆ ร่างกายจะเปิดสวิตช์สั่งการเฉพาะกล้ามเนื้อเส้นใยเล็กๆ เท่านั้น ส่วนกล้ามเนื้อเส้นใยใหญ่ที่ทำหน้าที่ออกแรงมากๆ จะไม่ถูกดึงมาใช้งาน เนื่องจากกล้ามเนื้อชนิดนี้กินพลังงานมากกว่า หากไม่จำเป็นร่างกายก็จะไม่ใช้ เพราะร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงาน และเมื่อเราไม่ใช้เป็นเวลานาน สมองจะมองว่าไม่มีความจำเป็น ระบบประสาทสั่งการขนาดใหญ่เหล่านี้ก็จะค่อยๆ เสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ จนนำไปสู่ภาวะ Sarcopenia ในที่สุด

วิธีเดียวที่จะบังคับให้สมองยอมส่งกระแสประสาทมาสั่งการเส้นใยกล้ามเนื้อตัวใหญ่ให้กลับมาทำงานได้ คือการใช้แรงต้านที่หนักและท้าทาย (Intensity) มากพอเท่านั้น

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่มักกลัวคำว่ายกหนัก และคิดว่าการเปลี่ยนไปใช้น้ำหนักเบาๆ แล้วยกหลายๆ ครั้งจนล้าน่าจะปลอดภัยกว่า

แต่นี่คือข้อผิดพลาดทางสรีรวิทยา เพราะการยกเบาจนล้ามีข้อจำกัดที่เป็นผลเสียต่อร่างกายผู้สูงอายุมากกว่าการยกหนัก เช่น

- เหนื่อยหัวใจและปอดก่อนกล้ามเนื้อ เพราะกว่าน้ำหนักเบาๆ จะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ทำงานเต็มที่ คุณต้องยกหลายสิบครั้ง ซึ่งระบบปอดและหัวใจจะหมดแรงจนหอบไปก่อนที่กล้ามเนื้อจะได้ตัวกระตุ้นที่มากพอ
- ทนความปวดแสบร้อนไม่ไหว เพราะการยกเบาหลายครั้งจะเกิดการสะสมของสารเคมีและกรดในกล้ามเนื้อสูงมาก ทำให้เกิดอาการปวดแสบร้อนทรมาน ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่ชอบความรู้สึกนี้และจะยอมแพ้ถอดใจไปก่อนที่กล้ามเนื้อจะเกิดการพัฒนา
- ฟื้นตัวยากกว่า การทำซ้ำจำนวนครั้งเยอะๆ ทำให้เกิดความล้าสะสมในระบบประสาทส่วนกลางสูงมาก ส่งผลให้ร่างกายฟื้นตัวได้ช้ากว่าการยกหนักแต่จำนวนครั้งน้อย

แน่นอนในบางรายอาจมีข้อจำกัดในการยกหนักๆ แต่มันก็มีวิธีอื่นอีกหลายวิธีที่เราจะเรียกใช้กล้ามเนื้อชนิดที่ 2 (Type II Fiber)

หากเรามีเครื่องมือหลากหลาย บนพื้นฐานความเข้าใจทางสรีรวิทยา เราก็จะสามารถทำให้สูงวัยคนหนึ่งแข็งแรงขึ้น ... ได้อย่างปลอดภัย

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เราพูดใน

Doctor Move

31/05/2026
30/05/2026
30/05/2026

UPDATE: พบยาลดน้ำหนัก GLP-1 ลดอ้วนได้จริง แต่แลกด้วยมวลกล้ามเนื้อหาย 10% เหมือนแก่ขึ้น 10 ปี ขณะพฤติกรรมกินน้อยลงสะเทือนธุรกิจร้านอาหาร

กระแสการใช้ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 อย่าง Ozempic, Mounjaro และ Zepbound กำลังพลิกโฉมการรักษาโรคอ้วนในสหรัฐฯ ทั้งช่วยลดน้ำหนักให้ผู้คนนับล้านและส่งผลให้อัตราคนเป็นโรคอ้วนลดลง แต่รายงานจาก The Wall Street Journal เปิดเผยว่ายากลุ่มนี้กำลังสร้างผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด เมื่อผู้ใช้บางรายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อสูงถึง 10% จนเข้าสู่ภาวะ ‘เปราะบาง’ (Frailty) ขณะเดียวกันพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปก็เริ่มสะเทือนธุรกิจร้านอาหารในวงกว้าง

ชาแนล โรบินสัน หญิงวัย 30 ปีจากแอตแลนตา ใช้ยา Mounjaro มาเกือบ 3 ปี เธอลดน้ำหนักไปเกือบ 100 ปอนด์ (ราว 45 กิโลกรัม) ค่าคอเลสเตอรอลกลับสู่ภาวะปกติ และอาการของโรคถุงน้ำในรังไข่ (PCOS) ก็ดีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เธอกลับเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียทุกวัน ร่างกายอ่อนแอ และมักรู้สึกหนาวบ่อยครั้ง "มันไม่ควรยากขนาดนี้" เธอกล่าวขณะเล่าว่าแม้แต่การเปิดขวดโหลก็ทำได้ลำบาก

🟠 รักษาโรคอ้วนด้วยการสร้างความเปราะบาง

The Wall Street Journal รายงานว่าจากชาวอเมริกัน 13 ล้านคนที่ใช้ยากลุ่ม GLP-1 ผู้ใช้บางส่วนสูญเสียทั้งไขมันและมวลกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน โดยการวิเคราะห์ที่เผยแพร่โดยสมาคมโรคเบาหวานสหรัฐฯ (American Diabetes Association) ระบุว่ายากลุ่มนี้สามารถทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้รวดเร็วและรุนแรงถึง 10% ซึ่งเทียบเท่ากับการแก่ตัวขึ้นกว่า 10 ปี

แม้การลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารทั่วไปก็ทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อเช่นกัน แต่ขนาดของการสูญเสียในระยะเวลาสั้นจากยา GLP-1 อาจนำไปสู่สามารถนำไปสู่ภาวะร่างกายอ่อนแอ ขาดความมั่นคงในการทรงตัว และ การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายแย่ลง อีกความกังวลคือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออาจทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง จนน้ำหนักกลับมาเพิ่มอีกครั้ง

แดเนียล กรีน นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย หนึ่งในผู้ร่วมวิเคราะห์ ระบุว่า "เรากำลังรักษาโรคอ้วน ด้วยการทำให้ร่างกายเปราะบางลง" โดยผู้ใช้ยาในช่วงแรกมักรู้สึกดีเพราะไขมันลดลง แต่ไม่นานก็จะเริ่มรู้สึกอ่อนแรงและเหนื่อยล้า

เขายังเน้นว่าการออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอสามารถชะลออัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสนอติดตลกว่า “บนกล่องยาน่าจะเขียนกำกับไว้ว่า ต้องใช้ควบคู่กับการฝึกความแข็งแรง”

The Wall Street Journal ยังรายงานกรณีของ เรย์นา คิงส์ตัน วัย 30 ปีจากเดนเวอร์ ผู้ใช้ยา Zepbound ที่บอกว่าหลังฉีดยาแต่ละครั้งเธอเหนื่อยล้าจนทำได้แค่งานพื้นฐาน คนรักของเธอต้องนำอาหารมาให้ถึงเตียงเพราะอ่อนแรงเกินไป ขณะที่แพทย์ผู้สั่งยาไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องการรักษามวลกล้ามเนื้อ "ฉันต้องพึ่งฟอรัมบน Reddit เพื่อทำความเข้าใจว่าร่างกายของฉันกำลังเกิดอะไรขึ้น" เธอเล่า ก่อนหยุดยาในเวลาไม่ถึง 2 เดือน

🟠 บริษัทยาตอบโต้ พร้อมพัฒนายาทดแทน

ด้านบริษัทผู้ผลิตยา Eli Lilly เจ้าของ Zepbound ยืนยันว่ายาควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ พร้อมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกายในระยะยาว โดยอ้างแนวทางของ FDA ที่ระบุว่าควรใช้ ‘ควบคู่กับการเพิ่มกิจกรรมทางกาย’ ส่วน Novo Nordisk ผู้ผลิต Wegovy ระบุว่าจากการศึกษาทางคลินิก ผู้ใช้ยาไม่ได้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก (Placebo) อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Eli Lilly ระบุว่าผู้ใช้สูญเสียไขมันมากกว่ามวลกล้ามเนื้อถึง 3 เท่า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อในอัตราเช่นนี้อันตรายเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่อายุเกิน 50 ปี ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน หรือผู้ที่เคลื่อนไหวได้จำกัด เพราะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากขึ้น ขณะที่ผู้สูงอายุชาวอเมริกันจะเบิกยา GLP-1 ผ่านระบบประกัน Medicare ได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้

ปัจจุบันบริษัทยายังเร่งพัฒนายาลดน้ำหนักรุ่นใหม่ที่มุ่งรักษาหรือเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อด้วย โดย Boehringer Ingelheim จากเยอรมนีเพิ่งประกาศผลที่น่าพอใจจากยาในกลุ่มนี้ ส่วน Eli Lilly ก็ยุติการทดลองยาในลักษณะเดียวกันไปเมื่อกันยายนปีก่อน

นอกจากนี้ Novo Nordisk ยังนำเสนอข้อมูลจากที่ประชุม European Congress on Obesity ว่า Wegovy ขนาดสูง 7.2 มิลลิกรัม สามารถลดน้ำหนักผู้ใช้ได้เฉลี่ย 27.7% โดย 84% ของน้ำหนักที่ลดลงมาจากไขมัน ขณะที่มวลกล้ามเนื้อยังคงอยู่

🟠 พฤติกรรมการกินเปลี่ยน สะเทือนธุรกิจร้านอาหาร

นอกจากผลข้างเคียงต่อร่างกาย กระแสการใช้ยา GLP-1 ยังเริ่มสะเทือนธุรกิจร้านอาหารในสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ใช้ยากินน้อยลงและออกไปทานข้าวนอกบ้านน้อยลง โดยผลสำรวจของ Gallup พบว่าชาวอเมริกันกว่า 12% ใช้ยา GLP-1 เพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มจาก 6% ในต้นปี 2024 ขณะที่นักวิเคราะห์ของ JP Morgan คาดว่าตัวเลขอาจพุ่งถึง 30 ล้านคนภายในปี 2030 จากปัจจุบันราว 10 ล้านคน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell) ที่ศึกษาครัวเรือน 150,000 ครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนที่มีสมาชิกใช้ยา GLP-1 ลดการใช้จ่ายในร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านกาแฟ และร้านอาหารบริการด่วนลง 8% ภายใน 6 เดือนแรกหลังเริ่มใช้ยา ขณะที่ร้านอาหารหลายเครือ เช่น Cheesecake Factory, Texas Roadhouse และ Papa John’s เริ่มระบุยากลุ่มนี้เป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจในรายงาน

หลายร้านอาหารเริ่มปรับตัวรับมือ โดย McDonald’s เริ่มประชาสัมพันธ์ปริมาณโปรตีนในเมนู เพราะผู้ใช้ GLP-1 พยายามเพิ่มโปรตีนเพื่อป้องกันมวลกล้ามเนื้อลดลง ด้าน Panera Bread ซึ่งสำรวจพบว่าลูกค้าของตนใช้ยา GLP-1 สูงถึง 17% เริ่มออกเมนูสำหรับคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เช่น สลัดอบใส่ขนมปังอิตาลีและโปรโมชั่นแซนด์วิชครึ่งชิ้น ขณะที่ Olive Garden ที่ขึ้นชื่อเรื่องเบรดสติ๊กไม่อั้น ก็เปิดตัวเมนูพอร์ชั่นย่อม ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้กลับมาใช้บริการบ่อยขึ้น แม้กำไรต่อเมนูจะลดลงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลที่สุดคือการใช้ยา GLP-1 อย่างไม่เหมาะสม ทั้งในกลุ่มที่ไม่ได้เป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานแต่ใช้ยาเพื่อลดน้ำหนักเล่นๆ และการขายผ่าน Telehealth หรือ Medical Spa ที่ไม่ได้ตรวจร่างกายผู้ป่วยจริง โดยข้อมูลของ FDA ในปี 2023 พบว่าผู้ใช้ Ozempic และ Mounjaro รายใหม่กว่าครึ่งไม่ได้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า การขาดการควบคุมดูแลที่เข้มงวด ยิ่งทำให้ปัญหานี้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.58 บาท ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569

ภาพ: MotionPixxle Studio / Shutterstock

อ้างอิง:
https://www.wsj.com/business/hospitality/glp-1-users-are-taking-a-bite-out-of-the-restaurant-business-9655b177
https://www.wsj.com/health/pharma/glp-1-weight-muscle-loss-frailty-ca277a24

ที่อยู่

PS Home Nongpei
Khon Kaen District
40000

เวลาทำการ

จันทร์ 10:30 - 11:30
18:30 - 19:30
อังคาร 10:30 - 11:30
18:30 - 19:30
พุธ 10:30 - 11:00
18:30 - 19:30
พฤหัสบดี 10:30 - 11:30
18:30 - 19:30
เสาร์ 09:00 - 10:00
อาทิตย์ 09:00 - 10:00

เบอร์โทรศัพท์

+66862259185

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Yoga at Home Khon Kaen by Kru.Auผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Yoga at Home Khon Kaen by Kru.Au:

แชร์