26/03/2026
🤍
🤔ความเชื่อ vs. 📕งานวิจัยที่มี
เขียนกล้ามบ้างครับ เดี่ยวจะมีงาน TFC เดือนมิถุนานี้ ใครสนใจก็สมัครได้ที่เพจ Fit-D ได้เลยค้าบ
เช้านี้ผมอ่านงานเขียนชิ้นนึงเรื่องของ mythหรือความเชื่อในการสร้างกล้ามเนื้อนี้แหละ เขาก็เอามาสับๆ กับงานวิจัยว่า ความเชื่อ กับ ความจริง มันเหมือนหรือต่างกันไหม สรุปให้ละ
🤔ความเชื่อ: VARIATION IN TRAINING VARIABLES MAXIMIZES MUSCLE GROWTH (ความหลากหลายในการฝึกจะทำให้กล้ามพัฒนาดีสุด)❓
งานวิจัย: Variation ไม่ใช่ #ตัวขับเคลื่อนหลัก ของ hypertrophy สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือ progressive overload ที่เพียงพอและต่อเนื่อง งานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ว่า periodization เช่นการสลับ rep range จาก 10-12reps ไปเป็น 6-8reps ไปเป็น 15-30repsอะไรแบบนี้ ไม่ได้ให้กล้ามโตมากกว่าแบบไม่เปลี่ยน ถ้าปริมาณและความหนักถูกควบคุมใกล้เคียงกัน สุดท้ายแล้ว ความแตกต่างของผลลัพธ์มักมาจาก individual responsiveness (พันธุกรรม) มากกว่ารูปแบบการจัดโปรแกรม
=====================================
🤔ความเชื่อ: MUSCLE CONFUSION LEADS TO OPTIMAL MUSCLE GROWTH (ต้องหลอกกล้ามเนื้อให้มันโต)❓
งานวิจัย: แนวคิด muscle confusion ที่เชื่อว่าการเปลี่ยนท่าบ่อยๆ จะช่วยหลอกกล้ามให้โตมากขึ้น กล้ามเนื้อไม่ชิน แต่งานวิจัยไม่ค่อยสนับสนุนแนวคิดนี้เท่าไหร่ ในภาพรวม การเพิ่มขนาดกล้าม ไม่ได้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่าง #โปรแกรมที่เปลี่ยนท่าบ่อย กับ #โปรแกรมที่ใช้ท่าเดิมๆ ถ้าเราคุมปริมาณและความหนักเท่ากัน >>>> แต่ nuanceคือ การใช้ท่าหลากหลายอาจช่วยให้ กล้ามเนื้อแต่ละส่วนย่อย (regional hypertrophy) ได้รับ stimulus ต่างกัน นอกจากนี้ variation ยังช่วยในเชิงbehavioural เช่น ลดความเบื่อ เพิ่มadherence ซึ่งทางอ้อมอาจช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นในระยะยาว = วนกลับมา mechanical tension และ progressive overload สำคัญสุด ส่วน variation ของเสริม
=====================================
🤔ความเชื่อ: TRAINING TO FAILURE IS REQUIRED TO GAIN MUSCLE (ต้องเค้นจนหยดสุดท้ายเพื่อกล้ามโต)❓
งานวิจัย: การฝึกถึง failure #ช่วยเพิ่มstimulus ต่อhypertrophy #จริง เพราะยิ่งเข้าใกล้ failure (RIR ต่ำ) motor unit recruitment และ mechanical tension ต่อเซตก็จะสูงขึ้น ตรงไปตรงมา >>> แต่ประเด็นคือ อาจจะ #ไม่จำเป็นทุกเซต เวลาใช้โหลดสูงๆ (80 90%1RM) ร่างกายใช้กล้ามเนื้อเยอะอยู่แล้วแต่แรก ในทางกลับกัน โหลดเบา (rep สูง) ความเข้าใกล้ failure อาจจะจำเป็นมากขึ้น ไม่งั้น stimulus จะไม่พอ ( #ผมบรรยายเรื่องนี้ในงานTFCนะครับ เจอกัน😊) nuance สำคัญมากคือ failure บ่อยไป มันล้า fatigue และอาจลด performance เซตถัดๆไป สุดท้าย กระทบ volume รวมอีก เรื่องนี้ fatigue management ล้วนๆ
=====================================
🤔ความเชื่อ: CARDIOVASCULAR TRAINING WILL SIGNIFICANTLY REDUCE HYPERTROPHY (คาดิโอทำให้กล้ามโตน้อยลง)❓
งานวิจัย: เขาพบว่าจริงๆแล้ว การทำcardio ไม่ได้ #ทำให้hypertrophyแย่ลง อย่างที่คิด ต้องบอกว่างานวิจัยบางส่วนพบ interference effect จริง #แต่เล็กน้อยมาก แทบไม่กระทบ whole muscle hypertrophy ถ้าเราดูงานวิจัยระดับบนๆ เช่น meta-analysis >>> การทำ concurrent training (cardio + resistance) ก็ไม่ได้ลดการเพิ่มมวลกล้ามอย่างมีนัยสำคัญ คือกล้ามขึ้นเหมือนกัน แถมฟิตด้วย ปัญหานึงที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของ fatigue ที่จัดการไม่ดีมากกว่า คาเยอะ ซ้อมเยอะก็ต้องพัก กินมากขึ้น สรุปคือในเชิง practical cardioไม่ได้ขวางการสร้างกล้าม แถมยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อ health และ fat loss ด้วย
=====================================
🤔ความเชื่อ: LIFTING WILL MAKE WOMEN BULKY (ยกเวททำให้ล้ำ ผู้หญิงตัวใหญ่อะไรแบบนี้)❓
งานวิจัย: การยกเวท #ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงตัวใหญ่bulky แบบที่เข้าใจกัน การสร้างกล้ามจนตัวใหญ่ มัน #ใช้เวลา #ใช้ความสม่ำเสมอ และต้องการ #โปรแกรมที่มีoverloadเรื่อยๆ และ #โภชนาการที่เหมาะสม เอาจริงๆทั้งหมดที่สรุปจากงานวิจัยคือ จะบอกว่า ก็อาจจะทำให้ตัวใหญ่ได้ แต่ไม่ง่ายแน่นอน มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การจะกลัวตัวใหญ่ เราต้องมั่นใจว่าเราแม่งทำดีมากๆจริงๆ จนกล้ามขึ้นไวมาก ถ้าในเชิงสรีรวิทยา ผู้หญิงมี baseline muscle mass และระดับ testosterone ต่ำกว่าผชอยู่แล้ว ทำให้ศักยภาพในการเพิ่มกล้ามเดิม #คิดในเชิงปริมาณ น้อยกว่าผู้ชายมากๆ >>>> คำที่เหมาะกว่าคือ ยกเวทจะทำให้ผู้หญิงดู toned ขึ้น ความหมายคือ กล้ามขึ้นเล็กน้อย ไขมันลดลง ดูมีมิติมากขึ้น แต่ไม่ bulkyแน่นอน
=====================================
🤔ความเชื่อ: BODYBUILDERS NEED TO FOLLOW STRICT AND RESTRICTIVE DIETS (นักกล้ามต้องไดเอทแบบคุมเข้มสุดๆ)❓
งานวิจัย: การไดเอตแบบ strict และ restrictive มากๆ #ไม่ได้ดีกว่า หรือ #จำเป็นต่อผลลัพธ์ มากแบบที่คิด แก่นจริงของ fat loss คือ calorie deficit ไม่ว่าจะทำแบบไหน ใช้ meal plan ตายตัว หรือ flexible diet ถ้าคุมพลังงานได้ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ >>> nuance คือ ความแตกต่างอยู่ที่ #พฤติกรรม ถ้าทำเคร่งเกินไป คิดแบบสุดโต่ง อาจจะนำไปสู่ rebound, binge, และอาจจะควบคุมระยะยาวได้ยาก แต่ >>> ถ้าทำ flexible มีแนวโน้มรักษาผลลัพธ์และ adherence ได้ดีกว่า อีกมุมที่สำคัญคือ diet ที่เคร่งมากอาจไม่ตอบโจทย์เรื่อง hunger, digestion, performance และ mental state สรุปคือ โฟกัสที่ energy balance + protein เพียงพอ + ความยืดหยุ่นที่ทำให้ทำได้ต่อเนื่อง
=====================================
🤔ความเชื่อ: YOU NEED TO EAT EVERY 3 HOURS (เราต้องกินทุก3ชั่วโมง)❓
งานวิจัย: จริงๆอันนี้ผมชอบส่วนตัวนะ555 แต่เอาตามนี้เข้าบอกว่าการ ต้องกินทุก 2-3 ชั่วโมง ไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับ hypertrophy หรือ การกระตุ้น metabolismอะไร งานวิจัยที่ควบคุมพลังงานและโปรตีนเท่ากัน พบว่าจะกิน 3 มื้อ vs 6 มื้อ ก็ให้ผลไม่ต่างกัน ทั้งน้ำหนักตัว ไขมัน และกล้ามเนื้อ แม้แต่แนวทางอย่าง time-restricted eating (เช่นพวกIF) ก็ยังให้ muscle mass และ performance ใกล้เคียงกัน ถ้า protein และพลังงานเพียงพอ >>> สิ่งที่สำคัญจริงคือ total daily protein + energy balance #ไม่ใช่ความถี่ของมื้อ ทีนี้ nuance คือ > #การกระจายโปรตีนหลายมื้อ (เช่น 5 มื้อ/วัน) อาจช่วย optimize MPS signaling เป็นช่วงๆ ได้ดีกว่าแบบกินรวบ
=====================================
🤔ความเชื่อ: YOU NEED TO CONSUME PROTEIN IMMEDIATELY AFTER YOUR WORKOUT (เราต้องกินโปรตีนทันทีหลังออกกำลังกาย)❓
งานวิจัย: เราเข้าใจกันนานแล้วว่า anabolic window มันไม่ใช่แค่ 30-60 นาทีหลังซ้อมอย่างที่เชื่อกัน ซึ่งจริงๆข้อมูลมีตรงนี้มานานมากแต่คนก็ยังคิดว่ามันสั้นๆแบบนี้ ถึงแม้การกินโปรตีนหลังออกกำลังกายทันที จะช่วยกระตุ้น muscle protein synthesis แต่จริงๆแล้ว การกระตุ้น MPSมันอาจจะสูงไปเรื่อยๆจนถึง48ชมหลังซ้อมเลยก็ได้ งานวิจัยพบว่า การกินโปรตีน #ทันที vs #ช้าหน่อย ไม่ต่างกันต่อ hypertrophy #ในระยะยาว สิ่งที่สำคัญจริงคือ total daily protein intake แบบขอสัก 1.6 g/kg/day >> nuance นิดนึง ถ้าเราไม่ได้กินอะไรมาก่อนซ้อม เล่นเส้จจะกินทันทีก็เข้าใจได้ มีเหตุผลดี แต่ถ้ากินมาก่อนแล้ว ก็อาจจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องรีบ
=====================================
🤔ความเชื่อ: YOU CAN TARGET SPECIFIC AREAS TO LOSE BODY FAT (เราลดไขมันเฉพาะส่วนได้)❓
งานวิจัย: แนวคิด #เล่นส่วนไหน #ไขมันส่วนนั้นจะลด อันนี้มีมานานมาก เรียกว่า spot reduction จริงๆแล้ว ในเชิงสรีรวิทยาเป็นไปได้นะแต่ยากมาก งานวิจัยที่ใช้เครื่องมือแพงๆแบบพวก MRI, DEXA พบว่า การลดไขมันจากการออกกำลังกายเป็น global effect (ลดทั้งร่างกาย) ไม่ใช่ localized >>> งานบางชิ้นที่ดูเหมือนมี spot reduction มักมีปัญหาเรื่อง #เครื่องมือวัด (เช่นใช้ skinfold บีบหนาบ้างบางบ้าง) ถ้าเรามองจากมุมของกลไก เช่น fat mobilization ถูกควบคุมโดย hormonal + systemic energy balance เราจะเห็นเลยว่า hormone และ energyมันก็ไปทั่วทั้งร่างกาย ไม่ได้เจาะจงแค่ตรงจุดไหน ฉะนั้นมันเลยเป็นไปได้ยากที่จะลดเฉพาะที่ เราสามารถ train specific muscle ได้ แต่ถ้าคาดหวัง burn specific fat น่าจะยาก
=====================================
🤔ความเชื่อ: FASTED CARDIOVASCULAR TRAINING BURNS MORE FAT (คาดิโอท้องโล่ง เบรินไขมันดีกว่า)❓
งานวิจัย: fasted cardio ไม่ได้ทำให้ fat loss ดีกว่า fed cardio อย่างมีนัยสำคัญ ถึงแม้ในภาวะ fasting จะมี fat oxidation สูงขึ้นระหว่างออกกำลัง จริงๆนั้นก็เพราะ glycogen ต่ำ ทำให้ร่างกายต้องreserveไว้ส่วนนึง แต่เมื่อมอง #ภาพใหญ่ทั้งวัน ร่างกายจะ compensate ทำให้ total fat loss ไม่ต่างกัน เพราะก็จะไปลดการเผาพลาญไขมันเวลาอื่นแทน งานวิจัยที่ควบคุม calorie deficit พบว่า fasted vs fed ลดไขมันได้ใกล้เคียงกัน ทั้ง body fat % และ fat mass >>> สรุปคือ fat loss ถูกกำหนดโดย energy balance ทั้งวัน ไม่ใช่ state ตอน cardio คาท้องว่างทำได้ แต่ก็เป็นแค่
=====================================
🤔ความเชื่อ: MUSCLE TURNS INTO FAT IF IT IS NOT USED (กล้ามเนื้อจะกลายเป็นไขมันถ้าไม่ใช้)❓
งานวิจัย: ผมว่าอันนี้แบบมันเหมือนเป็น #เรื่องเล่า สร้างความกลัวให้เราactiveดีนะ 555 แต่เอาจริงๆก้คือคนละโลกเลย กล้ามเนื้อกับไขมัน เป็น tissueที่ต่างกันคนละชนิดโดยสิ้นเชิง และ #ไม่สามารถเปลี่ยนกันไปมาได้ ในระดับโครงสร้าง muscle fiber = โปรตีน (actin, myosin) แต่ adipocyte = เซลล์ไขมัน >>> ทั้ง function และ cellular architecture ต่างกันคนละเรื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเวลา #เลิกซ้อม >> muscle atrophy (กล้ามเล็กลง เพราะไม่มี mechanical tension) ตามมาด้วย fat gain (adipocyte ขยาย เพราะกินเกิน) สองอย่างนี้ #เกิดพร้อมกันได้ เลยทำให้ดูเหมือนกล้ามเปลี่ยนเป็นไขมัน ไม่มีการ muscle เปลี่ยนเป็น fat หรือ fat เปลี่ยนเป็น muscle
=====================================
🤔ความเชื่อ: CREATINE IS A STEROID (อันนี้คลาสสิกมาก ครีเอทีนคือสเตียรอยไหม😅)❓
งานวิจัย: Creatine ไม่ใช่ steroid และ #ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ในเชิงกลไกการทำงาน Creatine เป็นสารที่ร่างกายสร้างได้เองอยู่แล้ว และพบในอาหาร (เนื้อสัตว์เป็นหลัก) ทำหน้าที่หลักคือเพิ่ม phosphocreatine ผลลัพธ์คือช่วยให้ resynthesize ATPไวขึ้น ในกิจกรรมความเข้มข้นสูง ช่วยเพิ่ม performance และบางงานวิจัยบอกว่า ช่วยเพิ่ม lean mass และ hypertrophy #ทางอ้อม เพราะกินไปยังไงต้องฝึกเวทถึงได้ผล >>>>>> ในทางตรงกันข้าม anabolic steroids = ฮอร์โมน ที่ต้องไปจับกับ androgen receptor ส่งผลให้ เพิ่ม muscle protein synthesis โดยตรง แม้ไม่ฝึกเวทก็ได้ ฉะนั้นจะเห็นความต่างเลย #อันนึงกินต้องเล่น #อีกอันใช้เฉยๆกล้ามก็ขึ้น ... อีกประเด็นสำคัญ creatine มันปลอดภัยและไม่ถูกแบน แต่ steroids ถูกควบคุมทางกฎหมาย และถูกแบนในกีฬา เขาอาจจะเรียกครีเอทีนว่า nutritional ergogenic aid ไม่ใช่ hormonal drug คนละระบบ คนละระดับ entirely
ใครอ่านถึงนี้จริงๆ พิมพ์บอกกันหน่อย 😂 หรือใครสามารถตอบคำถามความเชื่อได้ถูกหมดโดยไม่ต้องอ่านรายละเอียดบ้าง❓ ถ้าทำได้นี้ผมว่าเราอยู่เหนือaverageของคนออกกำลังกายทั่วๆไปละ ความรู้แน่นๆเลย
กอล์ฟ