17/07/2026
รายงานวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง: จิตวิทยาและเทคโนโลยีกลโกงออนไลน์ประเภท 'กลัว' และ 'ชอบ' เพื่อการเตือนภัยสาธารณะ
บทวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มภัยคุกคามทางไซเบอร์ในประเทศไทย
อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทยทวีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายสะสมในระดับที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลเชิงสถิติของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ในรอบปี พ.ศ. 2568 ถึง พ.ศ. 2569 พบว่า เพียงในช่วง 120 วันแรกของปี พ.ศ. 2569 มีคดีอาชญากรรมไซเบอร์สะสมสูงถึง 121,921 คดี สร้างมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7.48 พันล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับสถิติในช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 ที่มีสถิติการรับแจ้งความออนไลน์เกือบ 2 เดือนแรกอยู่ที่ 43,217 เรื่อง และมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 3.4 พันล้านบาท [1][2][3]
จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าอัตราความเสียหายเฉลี่ยรายสัปดาห์ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงประมาณ 155 ล้านบาท โดยมีพื้นที่เขตเมืองและจังหวัดที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง เช่น จังหวัดปทุมธานี ครองอันดับมูลค่าความเสียหายสูงสุดกว่า 16 ล้านบาทต่อสัปดาห์ นอกเหนือจากจำนวนคดีในภาพรวมแล้ว แนวโน้มที่น่ากังวลที่สุดคือการเพิ่มขึ้นของคดีประเภทที่มีมูลค่าความเสียหายสูงมากต่อหนึ่งคดี (High Value) ซึ่งปรากฏกรณีความเสียหายสูงสุดในหนึ่งวันสูงถึง 80 ล้านบาท และกลุ่มผู้เสียหายที่เป็นวัยเกษียณบางรายต้องสูญเสียทรัพย์สินส่วนบุคคลสูงกว่า 26 ล้านบาทจากการหลอกลวงเพียงครั้งเดียว
มิติการวิเคราะห์เชิงสถิติภัยไซเบอร์ (พ.ศ. 2568 - 2569)
ข้อมูลเชิงตัวเลขและความเสียหายที่เกิดขึ้น
สถิติคดีและมูลค่าความเสียหายสะสม 120 วันแรก (ปี 2569)
121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท
สถิติคดีและมูลค่าความเสียหายสะสม 60 วันแรก (ปี 2565/2568)
43,217 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 3.4 พันล้านบาท
มูลค่าความเสียหายสูงสุดเฉพาะรายวัน (High Value Case)
สูงสุด 80 ล้านบาทต่อวัน (กลุ่มเหยื่อวัยเกษียณสูญเสียรายบุคคลกว่า 26 ล้านบาท)
อัตราความเสียหายรายสัปดาห์เฉลี่ยในพื้นที่สีแดง
ประมาณ 155 ล้านบาทต่อสัปดาห์ (พื้นที่จังหวัดปทุมธานีเสียหายสูงสุด 16 ล้านบาท)
ดัชนีการแจ้งความร้องเรียนเฉลี่ยรายวัน
ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1,100 คดีต่อวัน
จิตวิทยาเชิงลึกและกลไกการล่อลวง: แผนประทุษกรรม 'กลัว' และ 'ชอบ'
การวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า โครงสร้างการหลอกลวงตั้งอยู่บนแกนจิตวิทยาการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์สองด้านหลัก คือ การเร้าความรู้สึก "กลัว" (Fear-Inducing Mechanics) เพื่อปฏิเสธการใช้เหตุผล และการเร้าความรู้สึก "ชอบ" (Desire-Exploiting Mechanics) เพื่อบดบังการตรวจสอบความสมเหตุสมผล
แผนประทุษกรรม 'กลัว': การสร้างวิกฤตการณ์เทียมและการข่มขู่เชิงโครงสร้าง
มิจฉาชีพที่เลือกใช้กลยุทธ์ "กลัว" มักดำเนินกิจกรรมผ่านขบวนการคอลเซ็นเตอร์ โดยสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาล หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค กลไกการหลอกลวงจะเริ่มต้นด้วยการแจ้งข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง เช่น การมีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงินข้ามชาติ หรือการตรวจพบพัสดุผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย [1][2]
เป้าหมายสำคัญในเชิงจิตวิทยาคือการตัดการเชื่อมต่อระหว่างผู้เสียหายกับสภาพแวดล้อมทางสังคม มิจฉาชีพจะใช้อุบายสั่งให้ผู้เสียหายแยกตัวออกจากครอบครัวหรือคนรอบข้างเพื่อทำการ "สอบปากคำออนไลน์" และห้ามเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้อื่นเพื่อป้องกันความลับในสำนวนคดี จากนั้นจะทำการโน้มน้าวให้ผู้เสียหายโอนเงินทั้งหมดในบัญชีไปสู่อีกบัญชีหนึ่งโดยอ้างว่าเป็นระบบ "บัญชีกลางเพื่อการตรวจสอบความสุจริต" ทั้งนี้ ในโครงสร้างการทำงานจริงของหน่วยงานภาครัฐ ไม่มีนโยบายให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการสอบสวนปากคำผ่านช่องทางออนไลน์ และไม่มีนโยบายการให้ประชาชนโอนย้ายทรัพย์สินมาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น [1][2]
แผนประทุษกรรม 'ชอบ': การแสวงหาประโยชน์จากความโลภ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์
สำหรับกลยุทธ์ "ชอบ" มักดำเนินการผ่านการสร้างแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มการลงทุนและชอปปิงออนไลน์ปลอม มิจฉาชีพจะเสนอผลประโยชน์ในอัตราที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงในตลาด เช่น การชักชวนลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือพลังงาน (อาทิ การแอบอ้างแผนการลงทุนหุ้นน้ำมันของโดนัลด์ ทรัมป์) การโฆษณางานพาร์ตไทม์ออนไลน์ที่เสนอค่าคอมมิชชันสูงจากการปฏิบัติภารกิจง่าย ๆ หรือการจำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก [1][2]
นอกจากนี้ กลุ่มมิจฉาชีพยังปรับปรุงกลวิธีทางเทคนิคโดยการใช้รูปแบบ "การย้ายช่องทางการสนทนาออกนอกแอปพลิเคชันมาตรฐาน" (Out-of-App Redirection) เช่น การล่อลวงผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อขายที่มีระบบรักษาความปลอดภัยให้ย้ายมาสนทนาต่อในแอปพลิเคชันส่งข้อความส่วนตัว เมื่อผู้เสียหายย้ายช่องทาง จะถูกดึงเข้ากลุ่มแชตที่มีบัญชีอวตารของกลุ่มหน้าม้าทำหน้าที่เขียนข้อความสนับสนุนและแสดงหลักฐานการได้รับผลตอบแทนเท็จเพื่อกระตุ้นความต้องการส่วนบุคคลของผู้เสียหายให้ตัดสินใจโอนเงินลงทุนเพิ่มขึ้น พฤติการณ์ดังกล่าวมักมุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้มีเงินออมแต่ขาดความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี เช่น กลุ่มผู้รับบำนาญ ข้าราชการวัยเกษียณ หรือพนักงานออฟฟิศ [1][2]
วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างเครือข่ายของสแกมเมอร์
ความยากลำบากในการป้องกันปราบปรามในปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ขบวนการมิจฉาชีพได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง (Advanced AI) เข้ามาผสานรวมในกระบวนการผลิตสื่อล่อลวง เทคโนโลยีหลักที่ตรวจพบในระบบนิเวศการหลอกลวงมีดังนี้:
ในมิติด้านโครงสร้างเครือข่าย ขบวนการเหล่านี้ทำงานในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามพรมแดน มีฐานปฏิบัติการหลักอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น แถบชายแดนอรัญประเทศและปอยเปต (เป็นที่รู้จักในนาม แก๊งกองร้อยปอยเปต) ขบวนการดังกล่าวมีการจัดซื้อและใช้บัญชีม้าประเภทนิติบุคคลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการรับโอนเงิน แม้ภาครัฐจะดำเนินมาตรการเชิงรุก เช่น การรื้อถอนและลดกำลังส่งของเสาสัญญาณบริเวณชายแดน ("ลดเสาไม่ลดโจร") แต่เครือข่ายมิจฉาชีพเหล่านี้ยังคงสามารถเข้าถึงสัญญานอินเทอร์เน็ตและช่องทางการสื่อสารระดับสูงได้ ส่งผลให้สแกมเมอร์ต่างชาติยังคงสามารถพำนักและดำเนินการหลอกลวงได้อย่างต่อเนื่อง [1][2][3][4][5]
มาตรการและขั้นตอนการตอบสนองต่อภัยคุกคามในสภาวะฉุกเฉิน
เพื่อจำกัดขอบเขตความสูญเสียเมื่อเกิดกรณีการหลอกลวงโอนเงินเกิดขึ้น ผู้เสียหายและผู้ประสานงานต้องดำเนินการตามขั้นตอนตอบสนองอย่างรวดเร็วที่สุด โดยมีโครงสร้างการประสานงานและแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้: [1][2][3][4][5]
โครงสร้างและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441)
รัฐบาลได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งศูนย์ AOC 1441 ในลักษณะ One Stop Service เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประสานงานระงับความเสียหาย โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน 4 ประการหลัก:
ข้อพึงระวังเชิงระบบ: ในกรณีที่บัญชีธนาคารของประชาชนทั่วไปถูกระงับธุรกรรมหรือถูกอายัดโดยคลาดเคลื่อนจากมาตรการป้องกันบัญชีม้า ประชาชนสามารถติดต่อช่องทางด่วนของศูนย์ AOC โดยโทรศัพท์ไปที่ หมายเลข 1441 แล้วเลือก กด 2 เพื่อยื่นคำร้องและหลักฐานพิสูจน์ความสุจริตเพื่อขอเพิกถอนสิทธิ์การระงับวงเงินบัญชีธนาคารชั่วคราว [1][2][3]
ช่องทางการติดต่อเพื่อระงับธุรกรรมทางการเงินของสถาบันการเงิน (ตลอด 24 ชั่วโมง)
ในการพิมพ์เอกสารเพื่อเผยแพร่ความรู้ความปลอดภัยสาธารณะนี้ แนะนำให้ผู้ใช้อุปกรณ์จัดเก็บหรือตัดตารางข้อมูลสายด่วนนี้ไว้ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายเพื่อการโทรติดต่อระงับธุรกรรมในทันทีที่เกิดเหตุการณ์:
สถาบันการเงิน
ช่องทางสายด่วนและขั้นตอนการทำรายการด่วนเพื่อการอายัดบัญชี
ธนาคารกสิกรไทย
โทร 02-888-8888 กด 1 (หรือทำธุรกรรมผ่านเมนูติดต่อธนาคารในแอปพลิเคชัน K PLUS)
ธนาคารกรุงไทย
โทร 02-111-1111 กด 108 (หากต้องการอายัดบัตรหรือระงับบัญชีทั่วไป เลือกกด 1 หรือ กด 2)
ธนาคารกรุงเทพ
โทร 1333 หรือ 02-645-5555 กด *3
ธนาคารไทยพาณิชย์
โทร 02-777-7575
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
โทร 1572 กด 5
ธนาคารทหารไทยธนชาต
โทร 1428 กด 03
ธนาคารออมสิน
โทร 1115 กด 6
ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ (ธ.ก.ส.)
โทร 02-555-0555 กด *3
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
โทร 02-459-0000 กด 8 (หรือ 02-359-0000 กด 😎
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
โทร 02-645-9000 กด 33
ผู้ใช้งานควรเตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ หมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หมายเลขบัญชีธนาคารต้นทาง และเลขที่บัญชีปลายทางของมิจฉาชีพที่โอนเงินไป รวมถึงหลักฐานการโอนเงิน (สลิป) ให้พร้อมก่อนทำการโทรติดต่อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าของสถาบันการเงินสามารถดำเนินการระงับบัญชีปลายทางได้อย่างรวดเร็วที่สุด
1. https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10243718 (เปิดสถิติ ปราบภัยออนไลน์ 4 เดือนแรกปี 69 พบ 121,921 คดี เสียหาย 7.4 พันล้าน - ข่าวสด)
2. https://thestandard.co/cybercrime-statistics-thailand-2025/ ( ศูนย์ ACSC เปิดสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ 120 วันแรกปี 2569 กวาดความเสียหาย 7.4 พันล้านบาท เปิด 3 กลโกงหลักเตือนประชาชน – THE STANDARD)
3. https://www.thaipbs.or.th/news/content/349248 (พิษอาชญากรรมออนไลน์ปี 68 เกือบ 2 เดือนสูญ 3.4 พันล้าน | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส)
4. https://www.antifakenewscenter.com/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/money-laundering-case/ (ระวัง! "คดีฟอกเงิน" อาจถูกหลอก "เรียกค่าไถ่ตัวเอง")
5. https://www.prudential.co.th/th/knowledge-corner/growing-wealth/new-tech-call-center-scams/ (ระวัง! แก๊งคอลเซ็นเตอร์แนวใหม่ ใช้เทคโนโลยีลวงเหยื่อแบบไม่ทันรู้ตัว - Prudential)