25/02/2026
มุมมองส่วนตัว: อันนี้ผมไม่เห็นด้วยกับท่านรองประธานฯและเหล่านายกสมาคมกีฬาต่างๆที่ยังคงขวางการปรับนโยบายจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้นักกีฬาโดยตรง.. ด้วยการใช้ตรรกะที่ว่านักกีฬาทีมชาติ (ขอย้ำอีกทีว่า “นักกีฬาทีมชาติ”) ไม่สามารถที่จะคิดได้เองหรือดูแลตัวเองเรื่องของกินที่เป็นประโยชน์กับพวกเขาที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ..
เหมือนกับว่าตลอดทั้งชีวิตของนักกีฬาเหล่านี้ พวกเขาไม่เคยได้คัดสรรอาหารให้กับตัวเองเลยมาก่อนหน้าที่จะได้ติดชื่อเป็นนักกีฬาทีมชาติของแต่ละกีฬา.. แล้วพวกท่านทั้งหลายที่คัดค้านการปรับนโยบายนี้ ก็คงไม่ได้คอย “ประคบประหงม” พวกเขาพร้อมกับดูแลเรื่องการคัดสรรอาหารมาให้นักกีฬาเหล่านี้มาแต่เด็กเยี่ยงบุพการีใช่ไหมครับ?
หากจะหยิบยกกรณีนักกีฬาเยาวชนมาอ้าง.. ก็พอเข้าใจได้บ้าง แต่สุดท้ายมันคือการเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรมากกว่าความรู้เรื่องอาหาร แต่ก็ควรมีการขีดเส้นยกเว้นให้นักกีฬาที่โตแล้วไหม? ซึ่งเรื่องนี้เหมือนกับเรื่องอื่นๆในวงการกีฬาไทย นั่นก็คือ.. ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นักกีฬา แต่อยู่ที่โครงสร้างขององค์กรต่างๆในวงการกีฬาไทยที่มีหลากหลายปัญหาด้านการบริหารจัดการและยังคงขาดความไปโปร่งใสอยู่ในหลายๆองค์กร
ที่สุดท้ายแล้วได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการพัฒนาประสิทธิภาพของนักกีฬาไปด้วย.. ดังนั้นขอขอบคุณในความเป็นห่วงเรื่อง “การกิน” ของนักกีฬาไทย.. แต่ผมมองว่าพวกท่านยังคงคิดแบบ “วนอ่าง” กันอยู่เมื่อพูดถึงว่าทำไมการกีฬาไทยถึงไปไม่ได้ไกลกว่านี้? จะถอดบทเรียนหรือจะหาข้อแก้ตัวเท่าไร..ก็หนีไม่พ้นความจริง หากพวกท่านยังไม่แสดงความจริงใจถึงเจตนาที่แท้จริงของการมาขวางนโยบายนี้อยู่
พวกท่านอย่าประพฤติกับนักกีฬาทีมชาติเหมือนพวกเขาเป็น “นักเรียนอนุบาล” ที่ยังตัดสินใจ/ดูแลตัวเองไม่ได้.. มันคือการดูถูกพวกเขาที่มีวินัยในการฝึกซ้อมและดูแลตัวเอง (ในวันที่รัฐแทบจะไม่ได้แยแสพวกเขา) จนกระทั้งได้มาเป็นนักกีฬาทีมชาติสำเร็จ.. พวกคุณมีหน้าที่เพียงส่งเสริมทรัพยากรให้กับพวกเขาอย่างเหมาะสมและ get out of the way เลิกถ่วงและขวางไปเรื่อยอย่างไร้เหตุผลที่เหมาะสม.. ให้พวกเขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศอย่างสมเกียรติเถอะครับ
#การกีฬาแห่งประเทศไทย #เบี้ยนักกีฬา #คณะกรรมการโอลิมปิคไทย #กกท #ทีมชาติไทย