Coaching Point วิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล

Coaching Point วิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล "Football isn't Science but Science will improve your Football" ⚽️
(1)

ถอดบทเรียนจากเกม โคเวนทรี vs ฮัลล์ ซิตี้“ฮัลล์เพิ่งเลื่อนชั้นมา แต่พวกเขาชนะ 2 จาก 2 นัดในพรีเมียร์ลีกแล้ว”การเริ่มต้นพร...
30/08/2026

ถอดบทเรียนจากเกม โคเวนทรี vs ฮัลล์ ซิตี้
“ฮัลล์เพิ่งเลื่อนชั้นมา แต่พวกเขาชนะ 2 จาก 2 นัดในพรีเมียร์ลีกแล้ว”
การเริ่มต้นพรีเมียร์ลีกสำหรับน้องใหม่มักเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่สำหรับ ฮัลล์ ซิตี้ (Hull City) การกลับคืนสู่ลีกสูงสุดครั้งนี้กลับสร้างความความแตกต่าง ด้วยการเก็บ 6 คะแนนเต็มจาก 2 นัดแรก แถมยังรักษาคลีนชีตได้อยู่ ชนิดที่เอาชนะทีมใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และล่าสุดบุกไปเอาชนะคู่แข่งที่เลื่อนชั้นมาด้วยกัน โคเวนทรี ซิตี้ (Coventry City) ถึงบ้าน 1-0 ในนัดล่าสุดสำหรับการพบกันครั้งแรกบนพรีเมียร์ลีก
📊 สถิติหลังเกมระหว่าง โคเวนทรี พบ ฮัลล์ ซิตี้ สะท้อนภาพความย้อนแย้งของโลกฟุตบอลได้อย่างชัดเจน

- การครองบอล (Possession) โคเวนทรี 69% vs ฮัลล์ ซิตี้ 31%
- โอกาสทำประตู (Shots) โคเวนทรี 11 ครั้ง vs ฮัลล์ ซิตี้ 6 ครั้ง
- การสัมผัสบอลในเขตโทษ (Touches in Box) โคเวนทรี 21 ครั้ง
- ค่าคาดการณ์ประตู (xG) โคเวนทรี 1.28 vs ฮัลล์ ซิตี้ 0.73

หากมองในทฤษฎีเกม (Game Theory) นี่คือตัวอย่างของเกมรุกจะทำให้ทีมชนะ แต่เกมรับจะทำให้ทีมเป็นแชมป์ได้จริงๆ (แม้ฮัลล์คงไม่เล่นแบบนี้จนเป็นแชมป์หรอกมั้ง 5555.!!!)

โคเวนทรีครอบครองพื้นที่และโมเมนตั้มของเกมอยู่นาน 81 นาที แต่ฮัลล์ ซิตี้ อดทน หาพื้นที่ว่าง และโต้กลับเร็ว (Counter-Attack) เพียงครั้งเดียวในนาทีที่ 82 จากการเข้าทำของ Liam Millar โดยมี Konstantinos Tzolakis เซฟช่วยทีมไว้ตลอดเกมก็เพียงพอที่จะปิดกล่องคว้า 3 แต้มเต็มได้สำเร็จ
💛 สิ่งที่น่าสนใจ คือ วินัยทางแทกติกสุดเคี่ยวของ Jakirović

ความสำเร็จของฮัลล์มาจากรายละเอียดเชิงแทกติกที่ Sergej Jakirović วางไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
- มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น เมื่อครอบครองบอลใช้ระบบ 3-2-5 หรือ 4-2-5 ที่เน้นความนิ่ง รู้ว่าจังหวะไหนควรออกบอลยาวหรือเล่นสั้น
- ในช่วงไม่มีบอลพวกเขาจะถอยลงไปเป็น 5-4-1 ที่มีระยะห่างระหว่างไลน์ที่แคบมาก และพร้อมจะเปลี่ยนเป็น Man-to-Man ตั้งแต่จังหวะตั้งเตะจากผู้รักษาประตู
- การจัดการผู้เล่นและใช้ประโยชน์จากเซนเตอร์แบ็กที่แข็งแกร่ง มิดฟิลด์ No.6 ที่เทคนิคดีแต่ดุดัน และวิงค์แบ็กที่เล่นได้สารพัดประโยชน์ทดแทนข้อจำกัดด้านทักษะของเกมรุก
💛 ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง ฮัลล์ ซิตี้ และ โคเวนทรี ในช่วง 2 สัปดาห์แรก คือการพิจารณาบริบทของลีก

1. พรีเมียร์ลีกต้องการความเข้มข้น (Intensity) ทีมเลื่อนชั้นไม่สามารถใช้ฟุตบอลต่อบอลดึงจังหวะเทคนิคสวยงามแบบที่เคยใช้ในแชมเปียนชิพได้ตลอดเวลา
2. รู้จุดแข็ง-จุดอ่อนของตัวเอง ฮัลล์รู้ดีว่าพวกเขามีขีดจำกัดเรื่องเทคนิคส่วนตัว แต่พวกเขามีความดุดันและสมรรถภาพทางกาย (Physicality) พวกเขาจึงใช้มันเป็นจุดแข็ง
3. ความเด็ดขาดของเกมรับ การเก็บ 2 คลีนชีตติดต่อกันบนเวทีพรีเมียร์ลีกของทีมเลื่อนชั้น คือพื้นฐานสำคัญที่จะพาฮัลล์ ซิตี้ อยู่รอดในฤดูกาลนี้ได้อย่างแน่นอน

#พรีเมียร์ลีก #ฮัลล์ซิตี้ #โคเวนทรี #ฟุตบอล

การเปิดบ้านพบกับ นอตทิงแฮม ฟอเรสต์ ในนัดนี้ของลิเวอร์พูล เริ่มกลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่สร้างความอึดอัดให้กับแฟนบอลอีกครั้งส...
29/08/2026

การเปิดบ้านพบกับ นอตทิงแฮม ฟอเรสต์ ในนัดนี้ของลิเวอร์พูล เริ่มกลายเป็นอีกหนึ่งเกมที่สร้างความอึดอัดให้กับแฟนบอลอีกครั้ง
สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างหนักคือวิธีการเล่นขอลิเวอร์พูลที่ไม่ได้ดูแตกต่างไปจากฤดูกาลที่ผ่านๆ มา รูปแบบการยืนตำแหน่งและการคุมจังหวะแดนกลางยังคงเปิดช่องว่างให้คู่แข่งสามารถผ่านบอลเข้าทำได้ง่ายเกินไป
ช่องว่างระหว่างเกมรุกและเกมรับ รวมถึงการป้องกันการโต้กลับเร็ว ยังคงเป็นจุดอ่อนที่ทีมคู่ต่อสู้ฉวยโอกาสเล่นงานได้ตลอดเวลา
ฟอเรสต์ วางแผนมาเล่นงานลิเวอร์พูลได้อย่างดี ใช้ความแข็งแกร่งและการยืนตำแหน่งที่กระชับในแนวรับ คอยดักจังหวะผิดพลาดแล้วสวนกลับด้วยความเร็ว ทำให้ได้ประตูออกนำไปก่อน ยิ่งส่งผลให้เกมเข้าทางทีมเยือนอย่างสมบูรณ์แบบ แม้ลิเวอร์พูลจะพยายามครองบอลบุกเข้าใส่ แต่กลับขาดไอเดียสร้างสรรค์ในแดนสุดท้ายที่จะทำลายเกมรับอันของฟอเรสต์ลงได้

#พรีเมียร์ลีก #ลิเวอร์พูล

ถอดบทเรียนจากเกม แมนซิตี้ พบ คริสตัล พาเลซ“มาเรสก้าค้นพบแนวทางของตัวเอง 3-4-3 Diamond”หลังจากเริ่มต้นช่วงต้นฤดูกาลได้ไม่...
29/08/2026

ถอดบทเรียนจากเกม แมนซิตี้ พบ คริสตัล พาเลซ
“มาเรสก้าค้นพบแนวทางของตัวเอง 3-4-3 Diamond”
หลังจากเริ่มต้นช่วงต้นฤดูกาลได้ไม่ดีนัก ตั้งแต่เกมคอมมูนิตี้ ชิลด์ ที่แพ้ต่ออาร์เซนอล รวมถึงเกมเปิดสนามพรีเมียร์ลีกที่ต้องเหนื่อยพลิกกลับมาเอาชนะ บอร์นมัธ ในบ้าน แต่ว่าในเกมล่าสุด เอ็นโซ มาเรสก้า (Enzo Maresca) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับเชิงโครงสร้างแทกติกอย่างชัดเจน ด้วยการเปิดบ้านคุมเกมและเอาชนะ คริสตัล พาเลซ ไปได้อย่างขาดลอย
1️⃣ - โครงสร้าง 3-4-3 Diamond (3-1-6) และมิติในการเล่นเกมรุก

เกมนี้ มาเรสก้า ตัดสินใจปรับรูปแบบเกมในช่วงครอบครองบอล (In Possession) โดยใช้โครงสร้าง 3-4-3 แบบเพชร (Midfield Diamond) หรือยืดหยุ่นไปเป็น 3-1-6 ในพื้นที่สุดท้าย ซึ่งต่างจากสังเกตก่อนหน้านี้

- ปรับ Marc Guéhi กลับมาเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็กแนวหลัง แทนที่จะดันไปยืนมิดฟิลด์เหมือนนัดก่อนๆ ทำให้เกมรับพื้นฐานมีความนิ่งและมีสมดุลเหมือนเดิม
- Joško Gvardiol ทำหน้าที่เป็น Inverted Fullback ขยับเข้าไปช่วยเชื่อมเกมแดนกลางในพื้นที่ Half-space
- ไลน์มิดฟิลด์ 4 คนในรูปเพชร มี Elliot Anderson ยืนเป็น No.6 ปัหน้าไลน์กองหลัง, Nico O’Reilly ยืนเป็นมิดฟิลด์ฝั่งขวา และ Rayan Cherki รับบท No.10 อิสระคอยขับเคลื่อนเกมอยู่หลัง Erling Haaland
- ปีกสองข้างอย่าง Antoine Semenyo และ Phil Foden ยืนชิดเส้นข้าง เพื่อดึงตัวรับพาเลซให้ถ่างออก เปิดช่องว่างขนาดใหญ่ในแดนกลาง

2️⃣ - การแก้ปัญหา Midfield Overload ที่ไม่ลงตัวของพาเลซ

ความเหนือกว่าในการครอบครองบอลของแมนซิตี้ในเกมนี้ เกิดจากการที่ คริสตัล พาเลซ ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่มีผู้เล่นของซิตี้มากกว่าในแดนกลาง (Midfield Overload) ได้
- การเพรสซิ่งแดนบนมีปัญหา ที่เกิดจากแนวรุก 3 คนของพาเลซพยายามดันสูงขึ้นไปกดดัน 3 เซนเตอร์แบ็กและผู้รักษาประตูของซิตี้ แต่ว่ามิดฟิลด์ตัวกลางกลับไม่ยอมดันสูงตามขึ้นมา ทำให้ Elliot Anderson มีพื้นที่เล่นสบายในตำแหน่ง No.6
- สาเหตุที่กองกลางพาเลซไม่กล้าเติมสูง เพราะกังวลการสอดขึ้นมาของ Cherki และ O’Reilly จริงๆแล้วในระบบหลัง 3 ของพาเลซ หากกองหลังดันขึ้นมาช่วยบีบพื้นที่ Haaland ซึ่งใช้ตัวคุมถึง 3 คน ก็จะปลดล็อกให้มิดฟิลด์ขยับขึ้นไปเพรส Anderson ได้ แต่พาเลซกลับเลือกเล่นแบบรับมือไม่กล้าเสี่ยง
- เมื่อพาเลซพยายามปรับมิดฟิลด์ให้ดันสูงขึ้น ซิตี้ก็แก้เกมด้วยการขยับ Gvardiol ออกไปยืนพื้นที่แบ็กซ้ายตามเดิม ซึ่งวิงแบ็กขวาของพาเลซไม่กล้าดันขึ้นมาบีบเพราะต้องระวัง Semenyo ส่งผลให้ Gvardiol รับบอลและเซ็ตเกมขึ้นหน้าได้อย่างสบายๆ
3️⃣ - การจัดการเกมรับเมื่อไม่มีบอล (Out of Possession)

นอกเหนือจากเกมรุกที่ดีแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับมาเรสก้า คือการรับมือกับแผน 3-5-2 ของพาเลซได้อย่างดี
- ปีกของซิตี้หุบเข้ามาคุมพื้นที่ด้านในเพื่อปิดช่องทางการส่งบอลผ่านแดนกลาง
- แบ็กทั้งสองฝั่งพร้อมดันสูงขึ้นมาเติมเกมเพรสซิ่งทันทีเมื่อบอลออกข้าง ทำให้พาเลซไม่สามารถตั้งเกมบุกสวนกลับหรือหาช่องออกบอลได้เลย
ชัยชนะเหนือคริสตัล พาเลซ นัดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของ เอ็นโซ มาเรสก้า การทิ้งแทคติกที่ซับซ้อนเกินจำเป็น แล้วหันมาใช้โครงสร้าง 3-4-3 Diamond (3-1-6) ที่ดึงศักยภาพการเคลื่อนที่ของ Anderson, Cherki และ Gvardiol ออกมาได้อย่างสูงสุด ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมาเป็นทีมที่ครองเกมได้ดุดันและพร้อสทำลาย High Press ของคู่ต่อสู้ได้อย่างเหนือชั้น และเริ่มกลับสู่ฟอร์มเก่งในฤดูกาลนี้ได้อึกครั้ง

#พรีเมียร์ลีก #ฟุตบอล #แมนซิตี้ #คริสตัลพาเลซ

อะไรที่เราคาดหวังให้นักฟุตบอลเยาวชนเข้าใจเร็วกว่าที่ควร?การพัฒนาฟุตบอลเยาวชน หนึ่งในสิ่งที่โค้ชและผู้ปกครองทำผิดพลาดโดยไ...
28/08/2026

อะไรที่เราคาดหวังให้นักฟุตบอลเยาวชนเข้าใจเร็วกว่าที่ควร?
การพัฒนาฟุตบอลเยาวชน หนึ่งในสิ่งที่โค้ชและผู้ปกครองทำผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว คือการนำ "สมองและมุมมองของผู้ใหญ่" ไปตัดสินการเล่นของเด็ก เรามักคาดหวังให้เด็กวัย 7–12 ขวบ เข้าใจองค์ประกอบบางอย่างในสนาม ทั้งที่โดยธรรมชาติทางพัฒนาการ (Developmental Psychology) และระบบประสาทของเด็ก ยังไม่พร้อมที่จะรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์

นี่คือ 5 สิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่มักคาดหวังให้นักฟุตบอลเยาวชนเข้าใจเร็วกว่าช่วงวัยที่เหมาะสม
1. ความเข้าใจเรื่อง "พื้นที่" (Spatial Awareness & Scanning)

มุมมองสายตา (Peripheral Vision) และการประมวลผลพื้นที่ของเด็กยังมีจำกัด สมองเด็กจะโฟกัสหลักอยู่ที่ "ลูกบอล" (Ball-centric focus) การมองเห็นช่องว่างหรือการสแกนหาเพื่อนก่อนรับบอล ต้องใช้อายุการฝึกและการพัฒนาของระบบประสาทสั่งการ การบังคับให้เด็กเข้าใจเรื่อง "Half-space" หรือการสลับตำแหน่งตั้งแต่ 8 ขวบ จึงเป็นเรื่องที่เกินวัย
2. การตัดสินใจที่ "ถูกทุกจังหวะ" (Complex Decision-Making)

บางครั้งเราก็เผลอตะโกน "จังหวะนี้ต้องส่ง ไม่ใช่เลี้ยง! หรือทำไมไม่ยิงตั้งแต่แรก?" แต่สมองของเด็กส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่วางแผนและตัดสินใจเชิงเหตุผลของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ เด็กเรียนรู้ผ่านกระบวนการ ลองผิดลองถูก (Trial and Error) การคาดหวังให้เด็กเลือกวิธีการที่ดีที่สุดทุกครั้ง คือการห้ามไม่ให้เด็กเรียนรู้จากความผิดพลาด
3. แทกติกและระบบที่ซับซ้อน (Tactical Rigidness)

การรักษาทรงเกม 4-3-3 การยืนคุมโซนตามตำแหน่งเป๊ะๆ หรือระบบ Rest Defense อาจจะยากเกินไปสำหรับฟุตบอลเยาวชนในระดับเริ่มต้นควรเน้นที่ ความสนุก การสัมผัสบอล และความคล่องตัว (Mobility & Ball Touch) การใส่แทกติกคุมโซนตั้งแต่เยาวชน นอกจากจะทำให้เด็กเล่นเหมือนหุ่นยนต์แล้ว ยังเป็นการทำลายความกล้าเลี้ยง กล้าเสี่ยง และความคิดสร้างสรรค์ในสนาม

4. ผลการแข่งขันและความหมายของ "ชัยชนะ" (Winning vs. Developing)

เราคาดหวัง เด็กต้องแข่งเพื่อเอาชนะ ต้องโกรธหรือเสียใจเมื่อทีมแพ้ ความจริงทางอารมณ์สำหรับเด็กเล็ก ฟุตบอลคือ "การเล่น" (Play) ชัยชนะของเด็กในวัย U9–U11 คือการได้ลงสนาม ได้เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง หรือได้ทำประตู การที่ผู้ใหญ่คาดหวังให้เด็กแบกรับความกดดันเรื่องผลการแข่งขันตั้งแต่วัยนี้ มักนำไปสู่ภาวะ Athlete Burnout (หมดไฟ) ก่อนเข้าสู่วัยรุ่น
5. การควบคุมอารมณ์ภายใต้ความกดดัน (Emotional Regulation)

ผู้ใหญ่มักจะคาดหวังความนิ่งพอเมื่อโดนกรรมการตัดสินนิ่งๆ ไม่น้อยใจเมื่อโดนเพื่อนตวาด หรือไม่โมโหเมื่อโดนคู่แข่งชนหนัก

แต่เด็กยังไม่มีความพร้อมในการบริหารจัดการอารมณ์ (Self-regulation) เท่าผู้ใหญ่ เมื่อเจอสถานการณ์ปะทะ หรือโดนกดดันจากข้างสนาม เด็กจะแสดงปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณทันที การดุด่าเมื่อเด็กเสียอาการ มีแต่จะยิ่งเพิ่มระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ให้สูงขึ้น
สิ่งที่เราควรทำแทน (What We Should Do Instead)

- อดทนกับกระบวนการ (Trust the Process) ยอมรับว่าทักษะการเข้าใจเกมต้องใช้เวลา และแต่ละคนพัฒนาไม่เท่ากัน
- ให้อิสระก่อนการบังคับ ปล่อยให้เด็กเล่นด้วยอิสระ สัมผัสบอลให้ได้มากที่สุด (Maximize Ball Contacts) ผ่านเกมขนาดเล็ก (Small-Sided Games เช่น 3v3 หรือ 4v4)
- สอนผ่านเงื่อนไข (Constraints) ไม่ใช่การสั่ง
"เราไม่สามารถเร่งพืชให้โตด้วยการดึงใบของมันได้ฉันใด เราก็ไม่สามารถเร่งเด็กให้เข้าใจฟุตบอลแบบผู้ใหญ่ได้ด้วยใส่เรื่องที่เกินไวฉันนั้น"

การเข้าใจขีดจำกัดตามวัยของเด็ก จะช่วยให้โค้ชและผู้ปกครองถอยออกมาหนึ่งก้าว ลดความคาดหวังที่เกินจริง และโฟกัสกับการสร้าง "สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย" เพื่อให้เด็กได้เติบโตและหลงรักกีฬาฟุตบอลอย่างยั่งยืนครับ
ฝากกดไลค์ กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ 🙏🏻⚽️
__________________________
ิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล #ฟุตบอล #โค้ชฟุตบอล #ฟุตบอลโลก

ถอดบทเรียนจากเกม ฟูแล่ม พบ เชลซี“ความยืดหยุ่นในเกมของ ชาบี อลอนโซ่”ชัยชนะของเชลซีเหนือฟูแล่มในพรีเมียร์ลีก แสดงให้เห็นถึ...
28/08/2026

ถอดบทเรียนจากเกม ฟูแล่ม พบ เชลซี
“ความยืดหยุ่นในเกมของ ชาบี อลอนโซ่”
ชัยชนะของเชลซีเหนือฟูแล่มในพรีเมียร์ลีก แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของนักเตะรายบุคคลและแนงทางแทกติก ของชาบี อลอนโซ่ (Xabi Alonso) ที่เข้ามาเซทอัพระบบการเล่นที่มีรายละเอียด ทั้งการหมุนเวียนตำแหน่ง สปีดเกมในแนวตั้ง (Vertical Shifting) รวมถึงความสมดุลในเกมรับ
1️⃣ - การสร้างเกมรุกแนวตั้ง

ในการรับมือกับการยืนตำแหน่ง 4-4-2 ของฟูแล่ม เชลซีใช้โครงสร้างพื้นฐาน 3-2-4-1 ในการเซ็ตบอล แต่จุดเด่นจริวๆ คือกระบวนการเปลี่ยนจังหวะการเล่นในแนวตั้งอย่างรวดเร็ว (Vertical Shifting)

การเปลี่ยนตำแหน่งเป็น 4-1-5 ในบางจังหวะ มิดฟิลด์คนหนึ่งจะถอยต่ำลงมาเช่น Romeo Lavia หรือ Reece James เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นแนวรุกขยับสลับตำแหน่ง ส่งผลให้ทรงทีมเปลี่ยนเป็น 4-1-5 เพื่อสร้างเงื่อนไขในการโจมตีแนวลึกอย่างรวดเร็ว

พาลเมอร์ได้รับอิสระมากในการถอยต่ำลงมารับบอลหรือฉีกไปด้านข้างเพื่อสร้างสถานการณ์ผู้เล่นมากกว่า (Overload) ระหว่างไลน์ของฟูแล่ม

การเคลื่อนที่ของเซนเตอร์แบ็กตัวข้างทั้ง Levi Colwill และ Josh Acheampong ยืนสูงมากเพื่อทำหน้าที่ Rest Defense และกดดัน Counter-press ทันทีที่เสียบอล โดย Colwill โดดเด่นเรื่องการส่งบอลทำลายแนวรับ (Line-breaking passes) ขณะที่ Acheampong มีความสามารถในการเลี้ยงพาบอลขึ้นหน้า

จังหวะเข้าทำในประตูที่ 2 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเซ็ตบอลแบบยืดหยุ่น โดยมี Lavia และ James ถอยลงไปยืนต่ำ เปิดโอกาสให้ Maxence Lacroix (เซนเตอร์แบ็กตัวกลาง) เติมขึ้นมาโจมตีช่อง Half-space และจ่ายบอล Cutback เข้ากลางอย่างยอดเยี่ยม
2️⃣ - การควบคุมเกมรับแบบ Passive 5-2-3

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการที่อลอนโซเลือกใช้ระบบเกมรับแบบ 5-2-3 ที่เน้นความรัดกุม ในช่วงแดนกลางถึง แดนล่าง

อลอนโซยินดีที่จะปล่อยให้ฟูแล่มครองบอลในบางช่วง เพื่อเซ็ตทรง 5-2-3 ให้แน่น ซึ่งแม้จะดูระมัดระวังตัวเกินไปสำหรับทีมระดับเชลซี แต่มันเปิดโอกาสให้เชลซีมีพื้นที่ในการเล่น Transitional Attacks (การโต้กลับเร็ว) ที่อันตรายมากขึ้นเพราะมีพื้นด้านหลังเยอะ

เมื่อถูกกดดัน ผู้รักษาประตูอย่าง Robert Sánchez สามารถส่งบอลยาวตรงไปยัง João Pedro ที่คอยพักบอล โดยมี Morgan Rogers และ Palmer คอยยืนซัพพอร์ตในระยะใกล้เพื่อเก็บลูกสอง
3️⃣ - สิ่วที่น่าจับตาดูเชลซี ของอลอนโซ่

แม้ผลงานโดยรวมจะออกมาดี แต่นวัตกรรมแทกติกของอลอนโซก็มีราคาที่ต้องจ่ายในเชิงโครงสร้าง เพราะตำแหน่งของ Lacroix vs Colwill อลอนโซเลือกวาง Lacroix ยืนเซนเตอร์ตัวกลาง และ Colwill ยืนเซนเตอร์ตัวข้างฝั่งซ้าย เพื่อสมดุลในเกมรับ แต่ในเกมบุก Lacroix มักเลือกส่งบอลเพลย์เซฟออกข้าง แทนที่จะส่งทะลุช่องเข้ากลาง ขณะที่ Colwill แม้จะส่งบอลทะลุช่องได้ดีกว่า แต่การยืนตัวข้างทำให้เขามีมุมส่งบอลน้อยลง และอาจยังไม่คุ้นเคยเท่ากับการยืนตรงกลาง

ในเกมนี้เชลซีใช้วิงแบ็กที่มีเกมรับเป็นหลัก แต่หากเปลี่ยนมาใช้ตัวเลือกที่มีเกมบุกจัดจ้านอย่าง Pedro Neto หรือวิงแบ็กธรรมชาติ ไดนามิกในการเติมเกมริมเส้นเพื่อสนับสนุน Pedro จะยิ่งดุดันขึ้น
ดังนั้น เกมกับฟูแล่มแสดงให้เห็นว่า เชลซีของ ชาบี อลอนโซ่ กำลังเติบโตไปเป็นทีมที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นสูง พวกเขาไม่ใช่แค่ทีมที่ครองบอลเพื่อกดดันคู่แข่งเพียงอย่างเดียว แต่รู้จักการดึง-ผ่อนจังหวะ (Tempo Shifting) การเปิดพื้นที่แนวตั้งเพื่อโจมตี และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเกมตามความเสี่ยงและผลตอบแทน ในแต่ละแมตช์ได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งถือเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสนใจใจการมาต่อสู้กับอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้เลยครับ

#พรีเมียร์ลีก #เชลซี #ฟูแล่ม

27/08/2026

Coaching Point Football Training
Topic : Receive & Finish
ิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล #ฟุตบอล #แบบฝึกซ้อมฟุตบอล

ถอดบทเรียนจากเกม ฮัลล์ ซิตี้ พบ แมนยู“ครอบครองบอลเยอะแต่ทำไมไม่ชนะ???“แม้การแข่งขันจบลงด้วยตัวเลขการครองบอลของแมนยูที่สู...
27/08/2026

ถอดบทเรียนจากเกม ฮัลล์ ซิตี้ พบ แมนยู
“ครอบครองบอลเยอะแต่ทำไมไม่ชนะ???“
แม้การแข่งขันจบลงด้วยตัวเลขการครองบอลของแมนยูที่สูงถึง 72% และเป็นทีมที่มีสถิติการพาบอลขึ้นหน้าเข้าสู่พื้นที่อันตราย (Deep Progressions) มากที่สุด แต่นั่นไม่ได้สะท้อนถึงการทำประตูที่มีประสิทธิภาพเลย
บทเรียนจากเกมที่แมนยูพบกับ ฮัลล์ ซิตี้ ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของ ไมเคิล คาร์ริค (Michael Carrick) ทั้งตอนทีมครอบครองบอล (In Possession) และทีมไม่ได้ครอบครองบอล (Out of Possession) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะปัญหาเดิมๆ เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเกมอุ่นเครื่องกับ เอซี มิลาน
1️⃣ - ครองบอลได้ แต่เจาะไม่เข้า (Possession without Pe*******on)

- การครองบอลสูงจะมีประโยชน์น้อยมาก หากไม่มีโครงสร้างและผู้เล่นที่สามารถทำลายเกมตั้งรับลึก (Compact Block) ในแผน 5-4-1 ของฮัลล์ ซิตี้ ได้
- คาร์ริคไม่ใช่โค้ชประเภทที่จะคุมจังหวะ (Tempo) ทุกวินาทีเหมือน Enzo Maresca, Pep Guardiola หรือ Mikel Arteta การให้อิสระกับผู้เล่นมากเกินไปโดยขาดรายละเอียด ทำให้จังหวะการเล่นของทีมสับสน และไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
- บรูโนมักถอยต่ำลงมาพยายามส่งบอลยาวเข้าพื้นที่ลึก (Low-percentage penetrative passes) ตั้งแต่แดนตัวเอง แทนที่จะขึ้นไปเสี่ยงสร้างสรรค์เกมในพื้นที่สุดท้าย (Final Third) การส่งบอลเสี่ยงตั้งแต่แดนหลังทำให้ทีมไม่สามารถคุมพื้นที่เพื่อกดดันคู่แข่งอย่างต่อเนื่องได้
- และบางทีก็เร่งรีบเกินไป ทั้งที่ฮัลล์แทบจะไม่ดันขึ้นมาเพรสซิ่ง แต่กองกลางกลับรีบที่จะส่งบอลทลายแนวรับ แทนที่จะครองบอลนวดคู่แข่งและค่อยๆ ขยับโครงสร้างเพื่อสร้างการโจมตี
2️⃣ - ปัญหาเกมรับ โครงสร้าง 4-2-4 และการรับมือระบบหลังสาม

การเพรสซิ่งแดนบนของทีมขาดความต่อเนื่องและไร้ระเบียบ เพราะบางจังหวะปล่อยให้คู่แข่งเซ็ตบอลได้ง่ายๆ โดยไม่มีใครกดดันที่ตัวผู้เล่น และบางจังหวะก็ขึ้นไปเพรสซิ่งแบบตัวใครตัวมัน

- จุดอ่อนของรูปแบบการยืนบล็อก 4-2-4 โซนพื้นที่ที่คาร์ริคใช้ (คล้ายกับ City หรือ Slot) หากไม่มีการบีบพื้นที่ที่คนมีบอล จะกลายเป็นทรงที่คู่แข่งเจาะและควบคุมได้ง่ายมาก ซึ่งต่างจากแนวคิด 4-4-2 Zonal ของ อาร์เตต้า ที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็น Man-to-Man Press ทันทีเมื่อมีสัญญาณ (Trigger)
- การรับมือวิงแบ็ก เมื่อต้องเจอทีมระบบหลัง 5 หรือหลัง 3 วิงแบ็กของฮัลล์สามารถยืนกว้างเพื่อสร้างความได้เปรียบ +1 ใส่แนวรับ 4 คนของแมนยูฯ ได้ตลอดเวลา เนื่องจากฟูลแบ็ก เช่น Patrick Dorgu ต้องขยับขึ้นไปไล่บอล ขณะที่เซนเตอร์แบ็กถูกดึงตัวไว้ ทำให้เกิดพื้นที่ว่างเยอะมากรอบๆ คู่กองกลาง (Tielemans / Santos)
- กองกลางคู่กลางควรดันขึ้นสูงกว่านี้เพื่อบีบระยะ ขณะที่คู่เซนเตอร์แบ็กและฟูลแบ็กต้องพร้อมยืนรับแบบดันไลน์ขึ้นมา เพื่อปิดช่องว่างระหว่างไลน์ ไม่ให้คู่แข่งวางบอลสั้น-ยาวผ่านไลน์ได้ง่ายดายเพียง 3 จังหวะ
แม้จะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นฤดูกาล และไมเคิล คาร์ริค ที่เพิ่งผ่านการเตรียมทีมช่วงปรีซีซั่นแบบเต็มรูปแบบพร้อมได้นักเตะใหม่เข้ามา แต่สิ่งที่เห็นในเกมพบฮัลล์ ซิตี้ กลับเป็นสัญญาณเตือนว่าการขาดรายละเอียดที่ชัดเจน อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอิสระในการเล่น
การครองบอลถึง 72% ไม่มีความหมายอะไร หากทีมไม่สามารถเปลี่ยนมันให้เป็นโอกาสหรือประตูได้
และหากยังไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างเกมรับเวลานอกครอบครองบอล รวมถึงการรับมือระบบหลังสามได้ การเดินทางในฤดูกาลนี้ของทัพ "ปีศาจแดง" ก็อาจจะต้องเหนื่อยหนักกว่าที่คิดครับ

#พรีเมียร์ลีก #แมนยู #ฮัลล์ซิตี้

ถอดบทเรียนจากเกม อาร์เซนอล vs โคเวนทรี “อาร์เซนอลกับความยืดหยุ่นในการยืนตำแหน่ง”ชัยชนะของอาร์เซนอลในเกมพบกับโคเวนทรี ซิต...
26/08/2026

ถอดบทเรียนจากเกม อาร์เซนอล vs โคเวนทรี
“อาร์เซนอลกับความยืดหยุ่นในการยืนตำแหน่ง”
ชัยชนะของอาร์เซนอลในเกมพบกับโคเวนทรี ซิตี้ คือภาพสะท้อนว่า มิเกล อาร์เตต้า ได้ยกระดับทีมให้กลายเป็นหนึ่งในทีมที่มีความยืดหยุ่นทางแทกติก (Tactical Fluidity) และระเบียบวินัยทางร่างกายสูงในฟุตบอลปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสนใจของอาร์เซนอลในเวลานี้ คือการที่ผู้เล่นเข้าใจการอ่านและรับรู้พื้นที่ (Feel the Spaces) จนทำให้โครงสร้างตามปรัชญา Positional Play ของพวกเขาต่อเนื่องจนแทบแยกตำแหน่งจริงในสนามไม่ออก
1️⃣ - โครงสร้างเกมรุกและอิสระในการสลับตำแหน่ง (Positional Fluidity)

อาร์เซนอลสร้างตำแหน่งการสร้างเกมจากแดนหลัง (Build-up Base) ด้วยโครงสร้าง 3-4-3 Diamond หรือ 3-1-6 โดยมีข้อสังเกตหลักๆ คือ

- Declan Rice ในบทบาท No.6 การใช้งานไรซ์ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ โดยไม่ดันกลับไปเล่น No.8 แบบเน้นลำเลียงบอลเหมือนในอดีต คือหนึ่งในการปรับที่สำคัญของทีม
- ซ้อนแดนหลัง (3-1 Base) ของ Rice หรือ Myles Lewis-Skelly จะถอยลงไปยืนเป็นแนวรับ 3 คนร่วมกับเซนเตอร์แบ็ก ขณะที่อีกคนจะยืนปักหลักในแดนกลาง
- มีอิสระในการสลับตำแหน่ง เพราะใครจะยืนตรงไหนไม่สำคัญ เช่น Kai Havertz ขยับไปเล่นริมเส้น แล้ว Bukayo Saka หุบเข้าใน ขอแค่รักษาสมดุลของทีมไว้ได้ (Team Balance)
- การเล่นของ Lewis-Skelly แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการยืนต่ำกว่า Rice มีความคล่องตัวในการดึงบอล และรู้จังหวะว่าเมื่อไหร่ควรส่งควรเร่งสปีดเกม หรือเมื่อไหร่ควรหมุนเวียนบอล
2️⃣ - ทำลาย Low Block ด้วยการ Counter-Pressing และชนะดวล

บ่อยครั้งที่ผู้คนมักคิดว่าการเจาะเกมรับลึก (Low Block) ต้องใช้การเข้าทำที่สลับซับซ้อน แต่ในเกมนี้ อาร์เซนอลพิสูจน์ให้เห็นว่าประตูเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัยหลัก

1. การเสี่ยงเสียบอลเพื่อ Counter-Press
ประตูแรกเกิดจากการส่งบอลยาวของ Ben White แม้จะส่งบอลไม่สำเร็จ แต่ด้วยโครงสร้าง Rest Defense ที่สมดุล ทำให้อาร์เซนอลแย่งบอลกลับมาได้ทันทีในพื้นที่เปิดใกล้ประตูคู่แข่งแล้วเปลี่ยนเป็นประตู

2. การชนะดวลและเก็บบอลสอง (Second Ball)
ประตูที่สองเกิดจากการที่ Coventry เปิดบอลยาว และ Gabriel เข้าปะทะจังหวะแรก ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นบีบพื้นที่กระชับ และยืนคุมตำแหน่งด้านหลัง (Goal-side) เพื่อรอเก็บบอลสอง การวางตำแหน่งที่ดีบวกกับสมรรถภาพร่างกายที่เหนือกว่า ทำให้พวกเขานำบอลมาโจมตีต่อได้ทันที
3️⃣ - เกมรับระดับโลกจากยืนโซนสู่การประกบตัวต่อตัว

เมื่อไม่ได้ครอบครองบอล อาร์เซนอลจะถอยลงไปยืนตำแหน่ง 4-4-2 เพื่อป้องกันพื้นที่ แต่หากต้องการกดดันสูง พวกเขาจะใช้ Martin Ødegaard เป็นตัวส่งสัญญาณ (Trigger) ในการเพรสซิ่ง

- Central Trigger เมื่อคู่แข่งถอยกลางลงไปเซ็ตบอลจนเกิดสถานการณ์ 3v2 Saka จะหุบจากขวาเข้ามากดดันเซนเตอร์แบ็กฝั่งซ้ายของคู่แข่งทันที โดยมี Ben White ดันสูงขึ้นมาซัพพอร์ต
- Instant Transition เปลี่ยนการเพรสซิ่งจากแบบคุมพื้นที่ (Zonal Press) เป็นแบบตัวต่อตัว (Man-to-Man Press) ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
จากเกมกับโคเวนทรีแสดงให้เห็นว่า มิเกล อาร์เตต้า ได้ปรับปรุงอาร์เซนอลให้กลายเป็นทีมที่รับมือยาก จากความยืดหยุ่นในการยืนตำแหน่ง (Positional Fluidity) ที่ผสานกับโครงสร้างได้อน่างลงตัว บวกกับสมรรถภาพทางกายที่ดีกว่าคู่แข่ง และการตัดสินใจที่แม่นยำในทุกการเล่น ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่เขามีโอกาสคว้าแชมป์ได้อีกครัิง

#พรีเมียร์ลีก #อาร์เซนอล #โคเวนทรี #ฟุตบอล

ทำไม Rest Defense ถึงสำคัญในฟุตบอลปัจจุบัน ถอดบทเรียนจากเกมจากลูกเสียประตูของลิเวอร์พูลในฟุตบอลปัจจุบัน คำว่า "Rest Defe...
25/08/2026

ทำไม Rest Defense ถึงสำคัญในฟุตบอลปัจจุบัน
ถอดบทเรียนจากเกมจากลูกเสียประตูของลิเวอร์พูล
ในฟุตบอลปัจจุบัน คำว่า "Rest Defense" คือ การจัดระเบียบเกมรับในขณะที่ทีมกำลังเป็นรุก กลายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเชิงพื้นที่ หลายคนมักตั้งคำถามเมื่อลิเวอร์พูลโดนโต้กลับเร็วว่า "ลิเวอร์พูลขาดกองกลางตัวรับธรรมชาติ (Specialist No.6) หรือเปล่า?" แต่จริงๆ แล้ว บทเรียนจากเกมที่พบกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักอาจไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่คือเรื่องของโครงสร้างการยืนตำแหน่งต่างหาด
1️⃣ - ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ No.6 แต่เป็นเรื่องของ "Rest Defense"

เมื่อเล่นเกมรุก บีบให้คู่แข่งลงไปตั้งรับลึกในแดนตัวเอง เป้าหมายคือหาทางทำประตูคู่ต่อสู้, ชิงบอลสอง, ทำ Counter-press และกดดันอย่างต่อเนื่อง แต่ฟุตบอลไม่ได้มีปุ่มรีเซ็ตการยืนตำแหน่งทันทีที่เสียบอล ผู้เล่นจะอยู่ในจุดที่เกมรุกพาไป หากโครงสร้างด้านหลังไม่มีความสมดุล (Poor Rest Defense) หากคู่แข่งสามารถหลุดจากการเพรสซิ่งไลน์แรกมาได้จะทำให้สามารถโจมตีเข้าสู่พื้นที่ว่างขนาดใหญ่ทันที
2️⃣ - ความแตกต่างของ Ryan Gravenberch vs Alexis Mac Allister

พื้นที่หน้าคู่เซนเตอร์แบ็กของลิเวอร์พูลไม่ได้ถูกยึดติดกับ No.6 แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ จังหวะหมุนเวียน และโครงสร้างที่ต้องการในขณะนั้น ซึ่งทั้งสองคนให้ผลกระทบต่อทีมที่ต่างกันอย่างชัดเจน

- Ryan Gravenberch จะให้ความคล่องตัว (Mobility) และพลังในการเลี้ยงพาบอลขึ้นหน้า (Carrying Power) หนีการเพรสซิ่งได้ดี มีประโยชน์มากในช่วงที่ช่องทางการส่งบอลถูกปิด

- Alexis Mac Allister มีจุดเด่นเรื่องของการเชื่อมเกม (Connectivity) การสนับสนุนระยะใกล้ และการยืนคุมพื้นที่ ช่วยรักษาความต่อเนื่องในการรับส่งบอลสั้นรอบๆ ตัวบอล

ทั้งสองคนต่างมีจุดเด่นที่ช่วยให้เกมรุกไหลลื่น หากสโมสรดึงดันจะใช้ No.6 สายรับแบบเดิมที่ยืนปักหลักเพียงอย่างเดียว ก็อาจไปลดอิสระและความยืดหยุ่นในเกมรุกของทีมลง
3️⃣ - แม้ทีมจะมีปัญหาช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition) แต่ฟอร์มโดยรวมของลิเวอร์พูลในเกมนี้มีสัญญาณที่ดีมากมาย ทั้งความเข้มข้น (Intensity), ความเร็วในการส่งบอล, และความต่อเนื่องในการเข้าทำ สิ่งที่ทีมต้องเร่งแก้ไขจริงๆ มี 2 ส่วนหลัก

- Organized Rest Defense หรือการปรับระยะห่างและการยืนตำแหน่งของ Rest Defense ให้สามารถรองรับการโต้กลับได้

- ลิเวอร์พูลสร้างโอกาสได้มากกว่านิวคาสเซิล แต่ยังขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจจังหวะสุดท้าย ทั้งน้ำหนักการส่งบอล เลือกช่องส่งบอล และการทำประตู
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของลิเวอร์พูลในตอนนี้ ไม่ใช่กองกลางตัวรับแต่คือ ลิเวอร์พูลจะจัดระเบียบ Rest Defense อย่างไร ให้สามารถป้องกันความยืดหยุ่นในเกมรุกได้ดีพอ? โดยไม่ต้องเสียต่อเนื่องไหลในเกมรุก

#พรีเมียร์ลีก #ลิเวอร์พูล #นิวคาสเซิล

24/08/2026

Coaching Point Football Training
Topic : third man run to shooting
ิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล #ฟุตบอล #แบบฝึกซ้อมฟุตบอล

ที่อยู่

Chon Buri

เบอร์โทรศัพท์

+66957914217

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Coaching Point วิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Coaching Point วิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล:

ทางลัด

แชร์