03/08/2020
https://www.facebook.com/681195598971634/posts/958836377874220/?d=n
จิตสาธารณะ กับการพัฒนานักฟุตบอลไทย
...................
"กูถามจริงๆ ทำไมมึงชอบตะโกนสั่งเด็ก ด่าเด็กวะ"
ผมเอ่ยปากถาม A เพื่อนสนิทที่สมัยก่อนเคยเล่นฟุตบอลด้วยกัน ในวงสนทนาที่มีการดื่มกินกันเล็กน้อย
"แต่ก่อนมึงก็ไม่ชอบนี่ โค้ชตะโกนสั่ง มึงยังบ่นให้กูฟังอยู่บ่อยเลยว่ารำคาญ"
A นั่งเงียบ ทำหน้านิ่งๆ พลางยกแก้วในมือขึ้นดื่ม
"มึงไม่มาอยู่ในจุดที่กูอยู่ มึงไม่เข้าใจหรอก"
"มันต้องทำว่ะ เพื่อน"
...................
ผมกับ A รู้จักกันมานาน เคยเรียนหนังสือด้วยกัน เล่นฟุตบอลด้วยกัน กินนอนด้วยกันมา
ปัจจุบัน หลังจากเลิกเล่นฟุตบอล A เป็นโค้ชเยาวชนให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง
มันเล่าให้ผมฟังว่า แม้มันอยากจะสร้างเด็ก พัฒนาเด็กตามหลักสากลแค่ไหน แต่มันก็จะถูกประเมินจากผู้บริหาร ตามผลงานของทีม
ดังนั้น แพ้ ชนะ เป็นปัจจัยสำคัญ
แม้โรงเรียนจะมีทุนการศึกษาสำหรับนักฟุตบอล และเป็นกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์หรือ CSR องค์กรควบคู่กันไปด้วย แต่ผู้บริหาร และโรงเรียน ต่างก็คาดหวังผลงาน และชื่อเสียงด้วยเช่นกัน ดังนั้น เป้าหมายหลักของโครงการ อาจไม่ใช่การพัฒนา
ผลงานของทีม ต้องอยู่ในกรอบของเป้าหมายที่วางไว้
เมื่อเป้าหมายที่ต้องการ มันสวนทางกับหลักในการพัฒนา จึงเป็นเรื่องยากสำหรับ A ในการจัดการ
แม้อยากจะซ้อมเพื่อพัฒนา แต่มันเห็นผลช้า และอาจจะแพ้ในรายการแข่งขันเอาง่ายๆ
มันก็ต้องซ้อมเพื่อชนะ เพื่อให้มีผลงานที่จับต้องได้
A ระบายหลายอย่างออกมาในวงสนทนา
ผมรับรู้ได้ถึงความอึดอัดใจของเขาผ่านสีหน้าและแววตา
และเขาไม่สามารถก้าวออกจาก พื้นที่ปลอดภัยตรงจุดนั้นได้ A ยังมีคนข้างหลังที่ต้องดูแล
...................
ผมถึงบอกว่าการพัฒนานักฟุตบอล มันต้องควบคู่ไปกับการมีจิตสาธารณะ การเป็นโค้ช ต้องควบคู่ไปกับ ความเป็นครู
มีความเป็นโค้ชอย่างเดียวไม่ได้
มันต้องมีความเป็นครูด้วย
หลายๆ Academy จำต้องเปลี่ยนตัวเอง เพื่อความอยู่รอด
โค้ชหลายๆคน มักนิยมใช้วิธีการ ดึง เด็กเก่งๆ มาเล่น เพื่อคว้าแชมป์ เพื่อสร้างผลงาน เพื่อสร้างชื่อเสียง
ได้แชมป์บ่อยๆ เดี๋ยว ผปค. ก็ตามมาเรียน
บ่อยเข้าก็เสพติดชัยชนะโดยไม่รู้ตัว
นี่ผมเอาความจริง มาพูดทั้งนั้นนะครับ
...................
โค้ชบางคน มีเป้าหมายแน่วแน่ ในการพัฒนาเด็กเพื่ออนาคต รูปแบบการซ้อมก็เพื่อวันข้างหน้า ไม่ได้ซ้อมเพื่อส่งแข่ง ไม่ได้สนใจเรื่องเดินสายแข่งมากนัก
โค้ชแบบนี้ สุดท้ายก็ถูกเมินประจำแหละครับ
พวกเขาถูก underrated กว่าที่ควรจะเป็นมากๆ
ทั้งที่ตั้งใจสร้างเด็กเพื่ออนาคตแท้ๆ
นี่ผมก็เอาเรื่องจริง มาพูดอีกเช่นกันครับ
และมันคือ เรื่องจริงที่น่าเศร้าใจยิ่งนักครับ
...................
ผมยังจำทุกเรื่องราว ที่คุยกับ A ในคืนนั้นได้ไม่ลืมครับ
ไม่ว่าจะเป็นยังไง เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอ
แต่ผมอยากจะบอกมันว่า
ที่มึงบอกว่า กูไม่เข้าใจมึงน่ะ
จริงๆไม่ใช่เว้ย
กูเข้าใจมึงทุกอย่าง และเพราะกูเข้าใจนี่แหละ ชีวิตนี้กูถึงไม่คิดไปยืนในจุดที่มึงยืนอยู่ไงเพื่อน
ผมไม่ได้ตอบมันไปหรอกนะครับ
แค่คิดในใจเฉยๆ