One percent crew ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก One percent crew, ลีกกีฬา, Buriram.

1%ที่ทุกคนมี อยากให้ทุกคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เริ่มทีละน้อยเอา 1% วันนี้ให้พรุ่งนี้ดีขึ้นกว่าเดิม ทุกคนที่ยังไม่เริ่ม หรือหมดไฟ อยากให้กลับมาหรือเริ่มทำทีละเล็กน้อย แต่สม่ำเสมอก็เพียงพอ

สงกรานต์จบแล้ว แต่อาการ "ขี้เกียจ" หรือ "ล้า" อาจจะยังอยู่! เชื่อว่าหลายคนฉลองหนัก กินเต็มที่ และพักยาวจนเครื่องเย็น การ...
16/04/2026

สงกรานต์จบแล้ว แต่อาการ "ขี้เกียจ" หรือ "ล้า" อาจจะยังอยู่! เชื่อว่าหลายคนฉลองหนัก กินเต็มที่ และพักยาวจนเครื่องเย็น การจะกลับมาวิ่งใหม่หลังจากหยุดไป 4-5 วัน (หรือมากกว่านั้น) ไม่ควรวู่วามกลับไปอัดตารางเดิมทันทีครับ
​นี่คือ "Roadmap คืนสภาพ" ฉบับโค้ชที่อยากให้ทุกคนนำไปปรับใช้ครับ

​1. เช็กสภาพร่างกาย (Self-Assessment)
​ก่อนผูกเชือกรองเท้า ลองถามตัวเองดูว่าช่วงหยุดยาวไปทำอะไรมาบ้าง:
​สายปาร์ตี้/นอนน้อย: ร่างกายอาจมีภาวะขาดน้ำ (Dehydration) และล้าสะสม
​สายกิน: อาจจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งมีผลต่อแรงกระแทก
​สายเที่ยว: เดินเยอะ เดินเขา หรือขับรถนานๆ อาจมีอาการตึงที่น่องและสะโพก

​2. เริ่มต้นด้วย "Easy Run"
​อย่าเพิ่งรีบไปวิ่ง Interval หรือ Tempo ในวันแรกครับ หัวใจและกล้ามเนื้อต้องการการ "ปลุก" อย่างค่อยเป็นค่อยไป
​เป้าหมาย: วิ่งเบาๆ ให้เหงื่อซึม เพื่อเช็กว่าจังหวะการหายใจและเท้ายังสัมพันธ์กันไหม
​ระยะทาง: แนะนำให้วิ่งเพียง 50-60% ของระยะทางปกติที่คุณเคยวิ่งในวันธรรมดา

​3. ยืดเหยียดแบบ Dynamic Stretch
​หลังจากหยุดไปนาน กล้ามเนื้อจะ "หลับ" และตึงตัวกว่าปกติ การวอร์มอัพสำคัญมาก:
​เน้นท่าที่ช่วยเปิดข้อต่อสะโพก (Hip Openers)
​ยืดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บจากการเปลี่ยนความเร็วฉับพลัน

​4. การจัดการโภชนาการ (Re-fuel)
​ช่วงสงกรานต์เราอาจจะได้รับโซเดียมและน้ำตาลเยอะเกินไป:
​ดื่มน้ำเปล่าให้มากกว่าปกติ: เพื่อขับโซเดียมและเติมความชุ่มชื้นให้เซลล์กล้ามเนื้อ
​ลดแป้งขัดขาว: กลับมาเน้นโปรตีนและผักเพื่อช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

​5. กฎ "ค่อยเป็นค่อยไป" (The 10% Rule)
​หากคุณหยุดไปเกิน 1 สัปดาห์ อย่าพยายามชดเชยระยะทางที่หายไปด้วยการวิ่งเบิ้ลในอาทิตย์นี้ ให้ใช้กฎการเพิ่มระยะทางไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวกลับสู่จุดเดิมอย่างปลอดภัย

ขอบคุณสปอนเซอร์ผู้สนับสนุน




#สิริกาญจน์คลินิกกายภาพบำบัด


"Your only limit is the one you set for yourself. Keep climbing."​"ขีดจำกัดเดียวที่มี คือขีดจำกัดที่คุณสร้างขึ้นเอง จงปี...
14/04/2026

"Your only limit is the one you set for yourself. Keep climbing."
​"ขีดจำกัดเดียวที่มี คือขีดจำกัดที่คุณสร้างขึ้นเอง จงปีนต่อไป" เพราะนี่มันเพิ่งเริ่มต้น🔥

#สิริกาญจน์คลินิกกายภาพบำบัด

การฝึกซ้อมในสภาวะอากาศร้อน (Heat Session) และการจัดการ Lactate (กรดแลคติก) คือสองปัจจัยตัดสินความสำเร็จของนักกีฬา Endura...
14/04/2026

การฝึกซ้อมในสภาวะอากาศร้อน (Heat Session) และการจัดการ Lactate (กรดแลคติก) คือสองปัจจัยตัดสินความสำเร็จของนักกีฬา Endurance ระดับสูง โดยเฉพาะในสภาพอากาศแบบ Tropical หรือการแข่งขันที่ต้องใช้ความอึดเป็นเวลานาน
​บทความนี้จะเจาะลึกถึงกลไกทางวิทยาศาสตร์การกีฬาว่าความร้อนส่งผลต่อระดับ Lactate อย่างไร และเราจะใช้มันมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพได้อย่างไรครับ

​1. ความร้อนกับ Lactate: กลไกที่สัมพันธ์กัน
​เมื่อเราออกกำลังกายในที่ร้อน ร่างกายจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า "Cardiovascular Drift" หรือการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อส่งเลือดไปสองที่พร้อมกัน:
​กล้ามเนื้อ: เพื่อส่งออกซิเจนและสารอาหาร
​ผิวหนัง: เพื่อระบายความร้อนผ่านเหงื่อ
​ผลที่ตามมาคือ:
​Reduced Oxygen Delivery: เมื่อเลือดส่วนหนึ่งถูกดึงไประบายความร้อน ออกซิเจนที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อจึงลดลง ทำให้ร่างกายต้องพึ่งพา Anaerobic Metabolism (ระบบไม่ใช้ออกซิเจน) เร็วขึ้น
​Faster Lactate Accumulation: ด้วยเหตุนี้ ระดับ Lactate ในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นเร็วกว่าปกติแม้จะวิ่งด้วยความเร็ว (Pace) เดิมที่คุณเคยทำได้ในที่เย็น

​2. Heat Acclimation: การสร้าง "เกราะป้องกัน" ทางสรีระ
​การทำ Heat Session หรือการฝึกให้ร่างกายชินกับความร้อน (Heat Acclimation) จะช่วยปรับปรุงระบบการจัดการ Lactate ได้ดังนี้:
​Plasma Volume Expansion: การซ้อมในความร้อนจะกระตุ้นให้ร่างกายเพิ่มปริมาณพลาสม่าในเลือด (เลือดจางลงแต่ปริมาตรมากขึ้น) ส่งผลให้การระบายความร้อนดีขึ้น และหัวใจทำงานเบาลงที่ความหนักเท่าเดิม
​Lower Submaximal Lactate: เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว คุณจะพบว่าที่ความเร็วเดิม ระดับ Lactate ในเลือดจะต่ำลงกว่าช่วงก่อนฝึก Heat Session เพราะร่างกายใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

​3. การออกแบบ Heat Session สำหรับระดับ Advanced
​ในฐานะโค้ช ผมแนะนำให้ใช้หลักการ "Controlled Hyperthermia" เพื่อกระตุ้นการสร้าง Lactate Threshold (LT) ภายใต้แรงกดดันจากอุณหภูมิ:
​กลยุทธ์การซ้อม:
​Threshold in the Heat: ทำการวิ่งที่ระดับความหนัก 80-85% ของ Max HR ในช่วงเวลาที่อากาศเริ่มร้อน เพื่อบีบให้ร่างกายเรียนรู้การกำจัด Lactate (Lactate Clearance) ในสภาวะที่ออกซิเจนจำกัด
​Duration over Intensity: ในวันที่มี Heat Session เราไม่เน้นความเร็วสูงสุด แต่เน้นการรักษาระดับความเข้มข้นให้คงที่นาน 40-60 นาที เพื่อกระตุ้นการสร้าง Blood Plasma

​4. ข้อควรระวังและการประยุกต์ใช้
​การซ้อมกับความร้อนและ Lactate เปรียบเสมือนดาบสองคม หากจัดการไม่ดีอาจนำไปสู่ภาวะ Overreaching ได้:
​Hydration & Electrolytes: Lactate ที่สูงขึ้นมักมาพร้อมกับการสูญเสียแร่ธาตุ การรักษาสมดุลของ Sodium และ Potassium มีส่วนสำคัญในการช่วยให้กล้ามเนื้อยังทำงานได้ดีแม้สภาวะเลือดเป็นกรดเพิ่มขึ้น
​Lactate Shuttling: ฝึกร่างกายให้ใช้ Lactate เป็นพลังงาน (Lactate as Fuel) โดยการสลับความหนักเบา (Intervals) ในที่ร้อน เพื่อให้หัวใจและกล้ามเนื้อส่วนอื่นหัดดึงเอา Lactate มาเผาผลาญต่อ

​Recovery: การซ้อม Heat Session มีค่าความล้า (TSS - Training Stress Score) สูงกว่าปกติ 20-30% ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับการคูลดาวน์และลดอุณหภูมิร่างกายหลังซ้อมทันที

​บทสรุปจากโค้ช
​การฝึก Heat Session ไม่ใช่แค่การไปทนร้อน แต่คือการปรับแต่ง "Internal Environment" ของร่างกายให้ทนทานต่อกรดแลคติกได้ดีขึ้น เมื่อคุณกลับไปแข่งในที่อากาศเย็นหรือสภาวะปกติ คุณจะรู้สึกว่า Pace เดิมนั้น "เบาลง" อย่างเห็นได้ชัด เพราะร่างกายของคุณมีประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานและของเสียที่เหนือกว่าคนอื่นนั่นเองครับ


1% แค่ลุกขึ้นมาซ้อม
1% มีความกล้า
1% ที่จะทำมันสำเร็จ
1% work hard
1% ก็เพียงพอ
#สิริกาญจน์คลินิกกายภาพบำบัด

“ทำไม Endurance Athlete ต้องคุมความหนักให้เป๊ะตามตาราง?”(ไม่ใช่แค่ซ้อม แต่คือการ “ออกแบบระบบร่างกาย”)ในโลกของกีฬา Endura...
09/04/2026

“ทำไม Endurance Athlete ต้องคุมความหนักให้เป๊ะตามตาราง?”
(ไม่ใช่แค่ซ้อม แต่คือการ “ออกแบบระบบร่างกาย”)
ในโลกของกีฬา Endurance ไม่ว่าจะเป็นมาราธอน, ไตรกีฬา หรือจักรยาน
สิ่งที่แยก “นักซ้อมทั่วไป” ออกจาก “นักกีฬาระดับสูง” ไม่ใช่แค่ความขยัน
แต่คือ การคุม “ความหนัก” (Intensity) ได้แม่นยำ
🧠 1. หลักการใหญ่: ร่างกาย “Adapt ตามสิ่งที่คุณกระตุ้น”
ร่างกายไม่ได้พัฒนาเพราะคุณ “ซ้อมหนัก”
แต่พัฒนาเพราะคุณ “ซ้อมถูกโซน”
ในงานวิจัยด้าน Training Intensity Distribution (TID) พบว่า
การแบ่งโซนความหนัก (Zone 1–3 หรือ Zone 1–5)
มีผลโดยตรงต่อการพัฒนา:
VO₂max
Lactate threshold
Running economy
Fat metabolism
Springer
👉 ถ้าซ้อมผิดโซน = ระบบที่อยากพัฒนา “ไม่ถูกกระตุ้น”

⚖️ 2. ทำไมต้องคุมให้ตรง? (เพราะระบบพลังงานมันคนละตัว)
🔵 Low Intensity (Zone 1–2)
พัฒนา mitochondria
เพิ่ม capillary density
เผาผลาญ fat ดีขึ้น
เพิ่มความทน (endurance base)
👉 งานวิจัยพบว่า Zone 2 ทำให้ร่างกายใช้ fat เป็นพลังงานและเพิ่ม mitochondrial efficiency
Health
🔴 High Intensity (Zone 4–5)
เพิ่ม VO₂max
เพิ่ม anaerobic capacity
ดัน performance ceiling
👉 High-intensity training เป็นตัวหลักในการเพิ่ม VO₂max
MDPI
⚠️ Problem: ถ้าคุณ “ซ้อมกลางๆ” ตลอด (Zone 3 trap)
ไม่เบาพอจะ build base
ไม่หนักพอจะ push ceiling
👉 เรียกว่า “Grey Zone” หรือ “Junk miles”

📊 3. หลักฐานจริง: Elite ใช้ 80/20
งาน systematic review ล่าสุดพบว่า:
👉 นักกีฬา endurance ที่พัฒนาได้ดีที่สุด
ใช้รูปแบบ Polarized Training
75–80% = easy (Zone 1–2)
15–20% = hard (Zone 4–5) �
MDPI
และ meta-analysis ยืนยันว่า:
👉 Polarized training
ช่วยเพิ่ม VO₂peak ได้ดีกว่ารูปแบบอื่น �
PubMed
🔥 Insight สำคัญ:
“ไม่ใช่ซ้อมหนักเยอะ = เก่ง
แต่คือซ้อม ‘เบาให้พอ’ และ ‘หนักให้สุด’”

🧬 4. ถ้า “คุมความหนักไม่ได้” จะเกิดอะไรขึ้น?
❌ 1. ฟื้นตัวไม่ทัน (Chronic fatigue)
Easy day กลายเป็น medium
Hard day กลายเป็น average
👉 สุดท้าย = ไม่มีวันสด
❌ 2. Plateau เร็ว
ระบบ aerobic ไม่โต
ระบบ anaerobic ไม่สุด
👉 performance ตัน
❌ 3. Injury risk สูงขึ้น
โหลดสะสมสูงเกินโดยไม่รู้ตัว
ไม่มี recovery จริง
👉 งานวิจัยชี้ว่า low-intensity training ช่วยลด injury risk
Runner's World
❌ 4. ระบบพลังงานพัฒนา “ผิดทาง”
ร่างกายติด sugar burning
fat adaptation ไม่เกิด
👉 endurance จะตันในระยะยาว

🚀 5. ถ้าคุมได้ดี จะเกิดอะไร?
✅ 1. Aerobic engine ใหญ่ขึ้น
วิ่ง pace เดิม HR ต่ำลง
ประหยัดพลังงานขึ้น
✅ 2. Recovery เร็วขึ้น
ซ้อมถี่ขึ้นได้
volume เพิ่มได้
✅ 3. Peak performance ดีขึ้นจริง
VO₂max ↑
lactate clearance ↑
economy ↑
👉 งานวิจัยยืนยันว่า polarized training
ช่วยเพิ่มทั้ง VO₂max และ work economy
MDPI
✅ 4. “Race day execution” ดีขึ้น
คุม pace ได้
ไม่ระเบิดกลางทาง

🧠 6. Insight ระดับโค้ชโลก (ที่คนส่วนใหญ่พลาด)
💡 1. Easy ต้อง “ง่ายจริง”
ไม่ใช่ “รู้สึกง่าย”
แต่ต้องอยู่ใต้ lactate threshold จริง
💡 2. Hard ต้อง “หนักจริง”
ไม่ใช่ tempo ทุกวัน
ต้องมี session ที่ push VO₂ จริง
💡 3. อย่าซ้อมตาม ego
คนส่วนใหญ่ซ้อมเร็วเกินใน easy day
และซ้อมเบาเกินใน hard day
💡 4. Consistency > Intensity
Zone 2 อาจดูช้า
แต่คือสิ่งที่ทำให้คุณ “ซ้อมได้ทุกวัน”

📌 7. สรุปแบบโคตรชัด
Endurance = เกมของ “ระบบพลังงาน”
ระบบพลังงาน = พัฒนาด้วย “Intensity ที่ถูกต้อง”
ไม่คุมโซน = เสียทั้ง performance + recovery
“นักกีฬาระดับโลกไม่ได้เก่งเพราะซ้อมหนักกว่า
แต่เพราะเขาซ้อมแบบตรงจุด👍

1% แค่ลุกขึ้นมาซ้อม
1% มีความกล้า
1% ที่จะทำมันสำเร็จ
1% work hard
1% ก็เพียงพอ
#สิริกาญจน์คลินิกกายภาพบำบัด

Self Motivation 🔥 แรงขับจากข้างใน ที่สร้างขึ้นได้เหมือนกล้ามเนื้อคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า “แรงใจ” เป็นสิ่งที่ต้องมีถึงจะเร...
06/04/2026

Self Motivation 🔥 แรงขับจากข้างใน ที่สร้างขึ้นได้เหมือนกล้ามเนื้อ
คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า “แรงใจ” เป็นสิ่งที่ต้องมีถึงจะเริ่ม
แต่ความจริงคือ…มันเกิด “หลังจากที่คุณลงมือทำ”

Self motivation ไม่ใช่ไฟที่ลุกขึ้นมาเองทุกวัน
มันคือระบบที่คุณสร้างขึ้น เพื่อให้ตัวเอง “ไปต่อ”
แม้ในวันที่ไม่มีไฟ
แรงใจ = กล้ามเนื้อ (ที่ต้องฝึก ไม่ใช่รอ)
ลองคิดภาพง่ายๆ วันแรกที่คุณเริ่มวิ่ง 5 กม. มันหนัก
แต่ถ้าคุณทำต่อเนื่อง…ร่างกายจะเริ่มปรับตัว
“แรงใจ” ก็เหมือนกัน ครั้งแรกที่ฝืนออกไปซ้อม = ยาก
ครั้งที่สิบ = เริ่มชิน ครั้งที่ร้อย = มันกลายเป็นตัวตนคุณ
คุณไม่ได้ “มีวินัย” ตั้งแต่แรก
แต่คุณสร้างมัน…จากการทำซ้ำ

วงจรของ Self Motivation ที่แท้จริง♻️
หลายคนคิดว่า: แรงใจ >ลงมือทำ > ได้ผลลัพธ์
แต่ของจริงคือ: ลงมือทำ > เห็นความคืบหน้า > เกิดแรงใจ > ทำต่อ ❤️
พูดง่ายๆ คือ
คุณไม่ต้องรอให้มีแรงใจ…คุณต้อง “เริ่มก่อน” แล้วแรงใจจะตามมา

วันที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่วันที่ฟิต…แต่คือวันที่ไม่อยากทำ
ทุกคนซ้อมได้ในวันที่ร่างกายดี
แต่ตัวตนของนักกีฬา…ถูกสร้างในวันที่:
ฝนตก นอนไม่พอ ร่างกายล้า ไม่มีใครดู
วันพวกนี้แหละ
คือวันที่คุณกำลัง “สร้างกล้ามเนื้อของแรงใจ”
เพราะทุกครั้งที่คุณชนะ “เสียงในหัวที่อยากหยุด”
คุณกำลังยกระดับตัวเองขึ้นไปอีกขั้น
Self Motivation ไม่ใช่อารมณ์ แต่มันคือ “ระบบ”
ถ้าคุณพึ่งอารมณ์คุณจะซ้อมได้แค่วันที่รู้สึกดี
แต่นักกีฬาจริงๆ ใช้ “ระบบ” เช่น:
เวลาซ้อมที่ตายตัว (ไม่ต้องคิด)
แผนที่ชัดเจน (ลดการลังเล)
เป้าหมายที่วัดได้ (เห็นความก้าวหน้า)
พอระบบทำงาน
แรงใจจะไม่ขึ้นๆ ลงๆ ตามอารมณ์ความลับของคนที่ไปได้ไกลไม่ใช่คนที่ “มีแรงใจมากกว่า”
แต่คือคนที่…ทำ…แม้ไม่มีแรงใจเพราะเขาเข้าใจว่า
แรงใจไม่ใช่จุดเริ่มต้นแต่มันคือ “ผลลัพธ์ของการไม่หยุด”

หรือคุณได้เปิดดูการแข่งระดับโลกจากนักกีฬาที่ชื่นชอบ ออกไปดูงานแข่งกีฬาต่างๆ เพื่อให้เรามีแรงใจขับเคลื่อนได้ดีแน่นอน

สุดท้ายนี้📗
ถ้าวันนี้คุณรู้สึกหมดไฟ ไม่ต้องรอให้มันกลับมา
แค่ใส่รองเท้า…แล้วออกไป
วิ่งช้าได้ ซ้อมน้อยได้ แต่ “อย่าหยุด”
เพราะทุกก้าวที่คุณยังไปต่อ
คุณกำลังฝึกสิ่งที่สำคัญที่สุด
ไม่ใช่ความเร็ว
ไม่ใช่ความอึด
แต่คือ…
ความสามารถในการ “ไม่ยอมแพ้” ในวันที่มันยากที่สุด

1% แค่ลุกขึ้นมาซ้อม
1% มีความกล้า
1% ที่จะทำมันสำเร็จ
1% work hard
1% ก็เพียงพอ
#สิริกาญจน์คลินิกกายภาพบำบัด

ผมเชื่อว่านักวิ่งต้องเข้าใจทั้งระบบพลังงานและระบบแรงผมไม่ได้ซ้อมหนักขึ้น แต่ผมซ้อมฉลาดขึ้นและผมออกแบบ แบบเดียวกันให้ลูกเ...
01/04/2026

ผมเชื่อว่า
นักวิ่งต้องเข้าใจทั้งระบบพลังงานและระบบแรง

ผมไม่ได้ซ้อมหนักขึ้น แต่ผมซ้อมฉลาดขึ้น
และผมออกแบบ แบบเดียวกันให้ลูกเทรน
สนใจมาให้ผมดูแลได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาปั่นจักรยาน วิ่งถนน วิ่งเทรลทุกระยะ


1% แค่ลุกขึ้นมาซ้อม
1% มีความกล้า
1% ที่จะทำมันสำเร็จ
1% work hard
1% ก็เพียงพอ
#สิริกาญจน์คลินิกกายภาพบำบัด

5 ข้อคิดเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองอย่างเงียบๆ เพื่อให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและทรงพลังครับ​1. ผลลัพธ์เสียงดังกว่าค...
23/03/2026

5 ข้อคิดเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองอย่างเงียบๆ เพื่อให้คุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและทรงพลังครับ

​1. ผลลัพธ์เสียงดังกว่าคำพูด (Results Speak Louder)
​การป่าวประกาศว่า "ฉันจะทำโน่นทำนี่" บ่อยครั้งเป็นการใช้พลังงานไปกับการพูดมากกว่าการลงมือทำ การพัฒนาเงียบๆ คือการเก็บพลังงานทั้งหมดไว้ที่ "การกระทำ" เมื่อถึงวันที่คุณสำเร็จ ผลลัพธ์จะทำหน้าที่ประกาศศักดาแทนคุณเองโดยที่คุณไม่ต้องเอ่ยปากสักคำ

​2. ลดแรงกดดันและความคาดหวังจากภายนอก
​เมื่อคุณบอกเป้าหมายให้โลกรู้น้อยลง คุณจะเจอกับเสียงวิจารณ์หรือคำสบประมาทน้อยลงด้วย การทำงานในเงามืดช่วยให้คุณมีสมาธิอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องคอยกังวลว่าใครจะมองอย่างไร ทำให้คุณกล้าลองผิดลองถูกและเติบโตได้ไวกว่าเดิม

​3. "ความสงสัย" ของคนอื่นคือเชื้อเพลิงชั้นดี
​การที่คนที่เกลียดคุณเห็นคุณนิ่งๆ แต่กลับ "เก่งขึ้น" หรือ "ดูดีขึ้น" แบบผิดหูผิดตาในเวลาต่อมา ความงุนงงของพวกเขาคือชัยชนะทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในสายตาหรือมีอิทธิพลต่อชีวิตคุณเลยแม้แต่น้อย

​4. พัฒนาเพื่อ "ตัวเอง" ไม่ใช่เพื่อ "โชว์"
​การซุ่มพัฒนาตัวเองช่วยขัดเกลาแรงจูงใจให้บริสุทธิ์ คุณจะเริ่มทำมันเพราะอยากเก่งขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ทำเพื่อให้ได้ยอดไลก์หรือคำชมชั่วคราว ความภูมิใจที่เกิดจากภายในจะยั่งยืนกว่าความภูมิใจที่ฝากไว้กับสายตาคนอื่น

​5. ความสม่ำเสมอคืออาวุธลับ
​การพัฒนาเงียบๆ มักมาคู่กับ วินัยที่ไม่มีใครเห็น (Invisible Discipline) เช่น การตื่นมาซ้อมตอนตี 5 หรือการอ่านหนังสือในขณะที่คนอื่นปาร์ตี้ วินัยสะสมเหล่านี้แหละครับที่จะเปลี่ยนคุณจากคนธรรมดาให้กลายเป็น "เวอร์ชันที่น่าทึ่ง" จนคนรอบข้างตามไม่ทัน
​"จงทำงานหนักในความมืด แล้วปล่อยให้ความสำเร็จของคุณเป็นแสงสว่างที่แยงตาคนอื่นเอง"

1% แค่ลุกขึ้นมาซ้อม
1% มีความกล้า
1% ที่จะทำมันสำเร็จ
1% work hard
1% ก็เพียงพอ
#สิริกาญจน์คลินิกกายภาพบำบัด

ที่อยู่

Buriram
31000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ One percent crewผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์