รวมงานวิ่ง

รวมงานวิ่ง ผู้จัดงานสามารถส่งรายละเอียดประชาสัมพันธ์ได้ทาง Inbox
(3)

"วิ่งยังไงให้พริ้วไหวดั่งสายน้ำ เมื่อเจอโขดหินและรากไม้? ด้วยสุดยอดวิธีอ่าน "ไลน์วิ่งเทรล" แบบมืออาชีพ"ซ้อมวิ่งถนนมาอย่า...
03/08/2026

"วิ่งยังไงให้พริ้วไหวดั่งสายน้ำ เมื่อเจอโขดหินและรากไม้? ด้วยสุดยอดวิธีอ่าน "ไลน์วิ่งเทรล" แบบมืออาชีพ"
ซ้อมวิ่งถนนมาอย่างดี แรงเหลือๆ แต่พอเข้าป่าเจอ "ดงโขดหิน" หรือ "เขาวงกตรากไม้" ทีไร เป็นต้องสะดุดล้ม หรือเกร็งจนตะคริวกินทุกที! 😅
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณไม่เก่ง แต่อยู่ที่ "การเลือกไลน์วิ่ง (Line Choice)" บนเส้นทางที่ไม่ราบเรียบต่างหาก วันนี้แอดมินเอาเทคนิคระดับโปรที่ทำตามได้ง่ายๆ มาฝาก รับรองว่าอ่านจบ รอบหน้าเข้าป่าเพื่อนๆ จะวิ่งได้พริ้วขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิมแน่นอน! 🏃‍♂️🌲
1. สายตามองไปข้างหน้า (Scan Ahead) 👀
ข้อผิดพลาดคลาสสิกเลยก็คือ การก้มมองปลายเท้าตัวเอง เทคนิคที่ถูกต้องคือ ควรมองไปข้างหน้าประมาณ 3-5 ก้าว (หรือ 2-3 เมตร) สมองของเราฉลาดมาก มันจะทำการประมวลผลสิ่งกีดขวางและสั่งการให้เท้าเราวางในตำแหน่งที่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ (ระบบนี้เรียกว่า Proprioception หรือการรับรู้ตำแหน่งการเคลื่อนไหวของร่างกาย)
2. ซอยเท้าถี่ ก้าวให้สั้นลง (Shorten Your Stride) 👣
พอเจอหินและรากไม้ ให้ลดความกว้างของก้าว (Stride length) ลง และเพิ่มรอบขา (Cadence) ให้เร็วขึ้น การก้าวสั้นๆ จะทำให้ "จุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity)" ของเราอยู่ตรงกับลำตัวพอดี ถ้าเกิดลื่น เราจะกู้บาลานซ์กลับมาได้ทันที แถมยังลดแรงกระแทกที่หัวเข่าด้วยนะ!
3. เหยียบข้าม หรือ เหยียบบน? กฎเหล็กที่ต้องจำ! 🚫
รากไม้ : 🚫 "ห้ามเหยียบบนรากไม้เด็ดขาด" โดยเฉพาะตอนเปียกน้ำ เพราะมันคือสเก็ตน้ำแข็งดีๆ นี่เอง! ให้พยายามก้าว "ข้าม" ไปเหยียบดินข้างๆ แทน
โขดหิน: ถ้าจำเป็นต้องเหยียบ ให้เลือกเหยียบหินก้อนใหญ่ที่มีผิวราบหรือแบนที่สุด หลีกเลี่ยงการเหยียบหินก้อนเล็กที่กลิ้งได้ หรือหินที่ผิวเอียงชัน
4. ปล่อยตัวตามสบาย กางแขนเพื่อบาลานซ์ 🦅
เวลาวิ่งผ่านดงหิน อย่าเกร็งลำตัวและหัวเข่า ย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อใช้ขาเป็นโช้คอัพซับแรงกระแทก และที่สำคัญ "อย่าอายที่จะกางแขน" การกางแขนออกเหมือนนก จะช่วยปรับสมดุลและบาลานซ์ร่างกายได้ดีเยี่ยมเวลาที่เราต้องกระโดดหรือเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
5. ไหลไปตามภูมิประเทศ (Flow with the Trail) 🌊
บางครั้งเส้นทางที่ตรงที่สุด อาจไม่ใช่เส้นทางที่เร็วที่สุด! ให้เราเลือกไลน์วิ่งที่มีดินแน่นๆ หรือเป็นขั้นบันไดธรรมชาติ แม้จะต้องวิ่งอ้อมก้อนหินใหญ่นิดหน่อย แต่มันประหยัดพลังงานและปลอดภัยกว่าการปีนข้ามไปตรงๆ
รอบหน้าไปซ้อมเทรล ลองเอาเทคนิค "มองไกล-ก้าวสั้น-กางแขน-ไม่เหยียบรากไม้" ไปใช้กันดูได้ผลยังไง คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย! 👇😂
#วิ่งเทรล #เทคนิคการวิ่ง #ออกกำลังกาย #สุขภาพดี #สายเทรล #เลือกไลน์วิ่ง

"วิ่งมา 93 ไมล์แต่ดันหลงทาง! บทเรียนสุดช้ำที่สร้าง "Jim Walmsley" ให้เป็นตำนานอัลตร้าเทรล"ถ้าเพื่อนๆ เคยไปวิ่งเทรลแล้วหล...
03/08/2026

"วิ่งมา 93 ไมล์แต่ดันหลงทาง! บทเรียนสุดช้ำที่สร้าง "Jim Walmsley" ให้เป็นตำนานอัลตร้าเทรล"
ถ้าเพื่อนๆ เคยไปวิ่งเทรลแล้วหลงทางบ่อยๆ... ลองมาฟังเรื่องราวของชายคนนี้กันดู รับรองว่าไฟลุกพรึ่บขึ้นมาทันที! 🔥
Jim Walmsley (จิม วอร์มสลีย์) ชายผู้ที่ปัจจุบันคือ "ไอคอน" ของวงการวิ่งอัลตร้ามาราธอน และเป็นผู้ครองสถิติสนามระดับตำนานอย่าง Western States 100 แต่รู้ไหมว่า กว่าเขาจะมายืนจุดนี้ เขาเคย "พัง" แบบสุดๆ มาก่อนเหมือนกัน!
จุดต่ำสุดของชีวิต และการเยียวยาด้วย "การวิ่ง" 📉
ย้อนกลับไปสมัยวัยรุ่น จิมเคยเป็นนักวิ่งครอสคันทรีของโรงเรียนนายเรืออากาศสหรัฐฯ แต่ชีวิตกลับพลิกผัน เขาเจอเรื่องแย่ๆ จนเกิดภาวะซึมเศร้าและต้องออกจากกองทัพ ในช่วงที่ชีวิตมืดมนที่สุด จิมย้ายไปอยู่ที่เมือง Flagstaff รัฐแอริโซนา และใช้ "การวิ่งเทรล" เป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจ... จากวิ่งเพื่อรักษาแผลใจ กลายเป็นการวิ่งที่ปลุกพรสวรรค์ระดับปีศาจในตัวเขาให้ตื่นขึ้น!
ปี 2016 : ความพ่ายแพ้ที่ดังที่สุดในวงการเทรล ❌
จิมลงแข่งรายการ Western States 100 (WS100) รายการวิ่งเทรล 100 ไมล์ที่เก่าแก่และขลังที่สุดในโลก เขาซัดแหลก นำโด่งแบบม้วนเดียวจบ ทำความเร็วระดับที่ว่ากำลังจะ "ทุบสถิติสนาม" ที่ไม่มีใครทำลายได้มานาน แต่โศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นที่ไมล์ 93 (เหลืออีกแค่ 7 ไมล์จะจบเรซอยู่แล้ว!)
จิมวิ่งเพลินจนเลี้ยวผิดทางที่จุดข้ามแม่น้ำ (Highway 49) กว่าจะรู้ตัวก็หลงไปไกลแสนไกล จากที่กำลังจะเป็นแชมป์ เขาต้องเดินคอตกกลับมาจบการแข่งขันในอันดับที่ 20 ด้วยเวลา 18 ชั่วโมงกว่าๆ
ปี 2017 : ธรรมชาติลงโทษ (DNF) 🥵
คนทั่วไปหลงทางขนาดนั้นคงเข็ด แต่จิมกลับมาใหม่ในปี 2017 พร้อมเป้าหมายเดิมคือทำลายสถิติ แต่คราวนี้กับเป็นธรรมชาติที่ไม่ปรานี อากาศร้อนระอุทำให้เขามีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร กินอะไรไม่ได้ สุดท้ายร่างกายทนไม่ไหวจนต้องขอถอนตัวจากการแข่งขัน (DNF)
ปี 2018-2019 : การกลับมาของ "ราชา" ที่แท้จริง 👑
หลังจากเรียนรู้จากความล้มเหลวและปรับแผนการวิ่งใหม่ จิมกลับมาลุย WS100 อีกครั้งในปี 2018 คราวนี้เขาไม่หลง ไม่พัง และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 พร้อม "ทำลายสถิติสนาม" ได้สำเร็จด้วยเวลา 14:30:04 ชั่วโมง!
เท่านั้นยังไม่พอ ในปี 2019 เขากลับมาป้องกันแชมป์ และทุบสถิติของตัวเองลงอีกครั้งด้วยเวลาโคตรมนุษย์ 14:09:28 ชั่วโมง ซึ่งยังคงเป็นสถิติที่เร็วที่สุดของสนามนี้มาจนถึงปัจจุบัน! (แถมล่าสุดปี 2023 เพิ่งไปคว้าแชมป์ UTMB ที่ฝรั่งเศส สร้างประวัติศาสตร์เป็นชายชาวอเมริกันคนแรกที่ชนะรายการนี้อีกด้วย 🤯)
🎯 Jim Walmsley ทำให้นักวิ่งทั้งหลายรู้ว่า... ไม่ว่าเราจะซ้อมมาดีขนาดไหน ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ แต่อยู่ที่ว่าเรา "เรียนรู้" และ "กลับมา" ได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิมหรือเปล่า
สุดสัปดาห์นี้เพื่อนๆ ท่านใดมีโปรแกรมลงสนามไหน หรือกำลังเตรียมตัวซอ้มเพื่อไปแก้มือที่เคย DNF เมื่อปีก่อน ขอให้อย่าลืมนึกถึง(พ่อ) Jim Walmsley และความมุ่งมั่นของเขาเอาไว้ในใจนะ ออกไปลุยกันเลย ลุยๆ! 💪
📑 ข้อมูลอ้างอิง :
สถิติเวลาของ Jim Walmsley ใน Western States 100: เช็คข้อมูลได้จากฐานข้อมูลผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการของ Western States Endurance Run Results (สถิติ 14:09:28 ทำไว้ในปี 2019)
เหตุการณ์หลงทางปี 2016: อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์และรายงานข่าวของ iRunFar: 2016 Western States 100 Results (จุดที่หลงคือ Highway 49 crossing ช่วงไมล์ 93)
#วิ่งเทรล #นักวิ่งมาราธอน #แรงบันดาลใจนักวิ่ง #วิ่งอัลตร้า #เรื่องเล่านักวิ่ง ่ใช่เรื่องน่าอาย

02/08/2026

เจ็บที่เดิมไม่หาย...อาจไม่ใช่กล้ามเนื้อ แต่เป็น Scar Tissue! 😱
#นักวิ่ง #วิ่งมาราธอน #วิ่ง #ฟื้นฟูร่างกาย #บาดเจ็บจากการวิ่ง #ความรู้นักวิ่ง #สุขภาพนักวิ่ง #ฟื้นฟู

อายุ 60+ แล้วไง? ถอดรหัสลับนักวิ่งหญิงที่ยังทำลายสถิติได้ในวัยเกษียณเคยสงสัยไหมว่าถ้าวันหนึ่งเราอายุเข้าเลข 6 เราจะยังมี...
02/08/2026

อายุ 60+ แล้วไง? ถอดรหัสลับนักวิ่งหญิงที่ยังทำลายสถิติได้ในวัยเกษียณ
เคยสงสัยไหมว่าถ้าวันหนึ่งเราอายุเข้าเลข 6 เราจะยังมีแรงใส่รองเท้าออกไปวิ่ง หรือทำลายสถิติใหม่ๆ ให้ตัวเองได้อยู่หรือเปล่า? วันนี้รวมงานวิ่งจะพาไปรู้จักกับ Joetta Clark Diggs อดีตนักกรีฑาทีมชาติสหรัฐฯ ที่ผ่านเวทีโอลิมปิกมาถึง 4 สมัย แต่ที่น่าทึ่งสุดๆ คือปัจจุบันในวัย 63 ปี เธอยังคงลงแข่งขันแถมเพิ่งทำลายสถิติของอเมริกาในรุ่น Master ไปหมาดๆ!
เรื่องราวของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอเคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์รุนแรงจนกล้ามเนื้อฉีกขาดและเกือบเดินไม่ได้ แถมยังเคยพลาดหวังจากการคัดตัวโอลิมปิกถึง 2 ครั้งแรก แต่เธอกลับมาผงาดบนลู่วิ่งอีกครั้งได้อย่างไร? และอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้เธอรักษาร่างกายและจิตใจให้สตรองได้นานหลายสิบปี? เราถอดบทเรียนจากเธอมาให้แล้ว
4 มายด์เซ็ตความฟิตฉบับแชมป์โอลิมปิกวัยเก๋า
1. ก้าวข้ามอุปสรรคด้วยหลัก A-O-I-F
ในช่วงปี 1998 โจเอตตาประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนต้องนอนติดเตียง แต่เธอพลิกฟื้นกลับมาลุยโอลิมปิกปี 2000 ได้สำเร็จ เธอบอกว่าเวลาเจอวิกฤต (ไม่ว่าจะอาการบาดเจ็บหรือเรื่องในชีวิต) ให้ใช้หลักการนี้:
A - Analyze (วิเคราะห์): ตั้งสติและประเมินสถานการณ์ตรงหน้าตามความเป็นจริง
O - Organize (จัดการ): จัดระบบตัวเอง หาทีมแพทย์หรือที่ปรึกษาที่เชื่อมั่นว่าเราจะหายกลับมาวิ่งได้
I - Initiate (ริเริ่ม): ลงมือทำทีละก้าว (ตอนบาดเจ็บ เธอไม่มองไกลถึงการวิ่ง แต่โฟกัสแค่ "วันนี้ต้องกลับมาเดินให้ได้" ก่อน)
F - Follow Through (สานต่อ): กัดฟันทำตามแผนกายภาพอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จ
2. กฎ 6P และคาถา FOCUS
ไม่ว่าจะซ้อมวิ่งหรือทำธุรกิจ เธอใช้หลักการ "6P" ในการขับเคลื่อนชีวิตเสมอ นั่นคือ:
Purpose: มีเป้าหมายชัดเจนว่าเราทำไปเพื่ออะไร
Prepared: เตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมเสมอ
Patient: มีความอดทน ความสำเร็จต้องใช้เวลา ไม่เร่งรีบจนบาดเจ็บ
Perturbed: กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายและความอึดอัดใจ
Persevere: มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ล้มได้แต่ต้องลุกให้ไว
Pray: มีศรัทธาและเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง
นอกจากนี้ เธอยังมีคาถาสั้นๆ อย่างคำว่า FOCUS ที่ย่อมาจาก Follow One Course Until Successful หรือ "ลุยเป้าหมายเดียวให้สุด จนกว่าจะสำเร็จ" อีกด้วย

3. เคล็ดลับวิ่งได้นาน ไร้อาการบาดเจ็บ
ในขณะที่นักกีฬาหลายคนเจ็บเรื้อรังจนต้องแขวนรองเท้า แต่เธอรักษาร่างกายให้แข่งมาได้นานกว่า 28 ปี สิ่งสำคัญคือเธอสนุกกับสิ่งที่ทำ เธอมองว่าความฟิตคือไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่ความกดดัน เธอไม่ได้แข่งกับใครนอกจากตัวเอง แม้วันนี้ในวัย 60+ จะวิ่งไม่ได้เร็วเท่าตอนสาวๆ แต่เธอก็ยังภูมิใจที่ได้ออกมาขยับร่างกาย และสนุกกับการลงสนามคว้าเหรียญรางวัลอยู่เสมอ
4. จงเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว
คำแนะนำที่แพงที่สุดจากนักวิ่งระดับโลกคนนี้คือ ไม่ว่าคุณจะเก่ง หรือผ่านสนามวิ่งมาเยอะแค่ไหน คุณต้องเป็นคนที่เปิดรับคำแนะนำได้ การเปิดใจรับฟังโค้ช เพื่อนนักวิ่ง หรือทีมงาน จะทำให้เราเห็นจุดบอดของตัวเอง และนำมาปรับปรุงให้เราวิ่งได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น
สุขภาพที่แข็งแรงและความสำเร็จในระยะยาว ไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสม่ำเสมอ การไม่ยอมแพ้เมื่อเจออุปสรรค และการแข่งกับตัวเองในทุกๆ วัน
💬 เพื่อนๆ ล่ะ มีเป้าหมายในการวิ่งของปีนี้อย่างไรบ้าง? หรือใครมีเคล็ดลับดูแลตัวเองให้วิ่งได้ยาวๆ ไม่เจ็บไม่ไข้ มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันหน่อย 👇
🗂 ที่มา : Why this LVFL runner is still setting records in her 60s on YT
#รวมงานวิ่ง

"เช็กด่วน! 4 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังซ้อม Base Training แบบผิดๆ"ยุคนี้ถ้าพูดถึงเรื่องการซ้อมวิ่ง คงไม่มีคำไหนฮิตไปกว่า "B...
02/08/2026

"เช็กด่วน! 4 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังซ้อม Base Training แบบผิดๆ"
ยุคนี้ถ้าพูดถึงเรื่องการซ้อมวิ่ง คงไม่มีคำไหนฮิตไปกว่า "Base Training" หรือการวิ่งสร้างฐานแอโรบิก (Aerobic Base) อีกแล้ว หลายคนพยายามวิ่งช้า คุมหัวใจให้อยู่ใน Zone 2 ตามคำแนะนำ เพราะอยากวิ่งอึดขึ้น วิ่งไกลขึ้น และบาดเจ็บน้อยลง
แต่! รู้ไหมว่ายังมีอีกหลายคนที่เข้าใจเรื่อง Base Training คลาดเคลื่อนไป จนกลายเป็นว่าซ้อมตั้งนาน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด หรือบางคนถึงขั้นวิ่งช้าลงกว่าเดิมซะงั้น! 😅
โพสต์นี้เรามาเจาะลึก 4 เรื่องเข้าใจผิดยอดฮิตเกี่ยวกับ Base Training พร้อมหลักการที่ถูกต้องตามงานวิจัยกันดีกว่า 👇
❌ ความเข้าใจผิดที่ 1 : "Base Training คือการวิ่งช้าอย่างเดียว ห้ามวิ่งเร็วเด็ดขาด!"
หลายคนคิดว่าช่วงซ้อม Base ห้ามแตะความเร็วเลยแม้แต่วินาทีเดียว ต้องวิ่งเอ้อระเหยไปเรื่อยๆ เท่านั้น
✅ ความจริงคือ : แม้หัวใจสำคัญของ Base Training คือการวิ่งความเข้มข้นต่ำ (Low Intensity) เป็นหลัก แต่นักวิ่งยังจำเป็นต้องมี "Strides" (การเร่งความเร็วระยะสั้นๆ 15–20 วินาที) หรือ Hill Sprints แทรกอยู่ในตารางสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง เพื่อรักษาระบบการสั่งการของประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular Adaptations) และช่วยรักษาฟอร์มการวิ่ง (Running Economy) ไม่ให้เราติดพฤติกรรมการวิ่งก้าวย่องจนเสียทรง
❌ ความเข้าใจผิดที่ 2 : "ช่วงสร้าง Base วิ่งอย่างเดียวพอ ไม่จำเป็นต้องยกเวท"
บางคนตั้งหน้าตั้งตาวิ่งเก็บระยะอย่างเดียว เพราะคิดว่าการสร้าง Base คือเรื่องของหัวใจและปอดเท่านั้น
✅ ความจริงคือ : คำว่า "ฐาน" (Base) ไม่ได้หมายถึงแค่ระบบไหลเวียนโลหิต แต่รวมถึง กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และสายเอ็น (Musculoskeletal System) ด้วยครับ! งานวิจัยยืนยันว่าการทำ Strength Training ร่วมด้วยในช่วง Base จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเส้นใยกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายทนทานต่อแรงกระแทกจากระยะทางที่เพิ่มขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บได้ดีที่สุด
❌ ความเข้าใจผิดที่ 3 : "หลุด Zone 2 ไปแตะ Zone 3 นิดเดียว = การซ้อมล้มเหลว!"
หลายคนเครียดมากเวลาวิ่งแล้วหัวใจเด้งข้าม Zone พอนานเข้าก็กลายเป็นความเกร็งและหมดสนุกกับการวิ่ง
✅ ความจริงคือ : ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่สวิตช์ไฟที่กดปุ๊บแล้วเปลี่ยนระบบพลังงานทันที! การที่หัวใจไต่ขึ้น Zone 3 จากสภาพอากาศที่ร้อน (Heart Rate Drift) หรือวิ่งขึ้นเนินสั้นๆ ไม่ได้ทำให้ผลของการสร้างสรีรวิทยาแอโรบิกเสียไป การคุมโซนคือการดู "ภาพรวม" ของการซ้อมในวันนั้น ไม่ใช่การจับผิดตัวเองทุกๆ วินาที
❌ ความเข้าใจผิดที่ 4 : "ซ้อม Base Training ไปเรื่อยๆ ยิ่งนานยิ่งดี ไม่ต้องเปลี่ยนเฟส"
เห็นว่าซ้อมแล้วไม่เหนื่อย ไม่เจ็บ เลยซ้อม Base ยาวๆ เป็นปีๆ โดยไม่ยอมขยับไปซ้อมคอร์ส (Interval) หรือ Tempo เลย
✅ ความจริงคือ : Base Training คือ "ตลิ่งกั้นน้ำ" หรือฐานรากของบ้าน เมื่อเราสร้างฐานแอโรบิกแน่นในระดับหนึ่งแล้ว (โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 8–12 สัปดาห์) ร่างกายจะเริ่มเกิดภาวะความคงที่ (Plateau) เราจำเป็นต้องมีกระบวนการจัดตารางซ้อมเป็นช่วงๆ (Periodization) ด้วยการเติมความเร็วและความเข้มข้นสูงเข้าไป เพื่อกระตุ้นค่า VO2max และขยับเพดานความสามารถในการวิ่งให้สูงขึ้นไปอีกขั้น
💡 การซ้อม Base Training ที่ถูกต้อง คือ "วิ่งช้าเป็นหลัก (ประมาณ 80% ของระยะทางรวม) + แทรกความเร็วสั้นๆ เพื่อรักษาฟอร์ม + เล่นเวทเทรนนิ่งเพื่อความแข็งแรง" เพียงเท่านี้ ฐานรากของคุณก็จะแข็งแกร่ง พร้อมต่อยอดไปสู่ความเร็วและระยะทางที่ไกลขึ้นอย่างปลอดภัยแน่นอน ✌️

#เกร็ดความรู้นักวิ่ง #วิ่งเพื่อสุขภาพ

Saiko Ecomarathon ฮาล์ฟมาราธอน Eco สุดอินดี้ที่ไซตามะ สมัครให้ทันเพราะเขารับแค่ 500 คน"ถ้าเพื่อนๆ เป็นนักวิ่งที่ชอบ บรรย...
02/08/2026

Saiko Ecomarathon ฮาล์ฟมาราธอน Eco สุดอินดี้ที่ไซตามะ สมัครให้ทันเพราะเขารับแค่ 500 คน"
ถ้าเพื่อนๆ เป็นนักวิ่งที่ชอบ บรรยากาศสบายๆ ไม่แออัด ได้สัมผัสธรรมชาติ และอยากเที่ยวญี่ปุ่นแบบ Local "Saiko Ecomarathon" ที่จัดบริเวณ สวน Saiko Doman Green Park จังหวัดไซตามะ ห่างจากโตเกียวเพียงประมาณ 40-50 นาที
"Saiko Ecomarathon" ไม่ได้เน้นความอลังการ แต่เน้นความเป็นมิตร ความเรียบง่าย และแนวคิดรักษ์โลกตามชื่อ "Eco Marathon"
ไฮไลต์ของงาน
🏃 มีระยะ Half Marathon / 10K / 5K Family Run
🌳 วิ่งรอบทะเลสาบไซโกะ (Saiko) ภายในสวนสาธารณะขนาดใหญ่
🍃 เส้นทางร่มรื่น อากาศดี เหมาะกับการทำเวลาและวิ่งชิล
👨‍👩‍👧 นักวิ่งญี่ปุ่นและต่างชาติร่วมงานในบรรยากาศเป็นกันเอง
♻️ แนวคิดรักษาสิ่งแวดล้อม ลดขยะ และสนับสนุนองค์กรการกุศลบางส่วนของรายได้จากงาน
การแข่งขันปี 2026
วันแข่งขัน : 26 ตุลาคม 2026
สถานที่ : Saiko Doman Green Park, จังหวัดไซตามะ
🟠 ระยะแข่งขัน
Half Marathon
10 km
5 km Parent & Child Fun Run
🟠 Cut-off Time
Half Marathon : 180 นาที
10 km : 90 นาที
หมายเหตุ : เว็บไซต์ระบุว่าการจับเวลาทางการอาจใช้เกณฑ์เวลาที่เข้มงวดกว่านี้ในบางปี ผู้สมัครควรตรวจสอบรายละเอียดของปีแข่งขันอีกครั้งก่อนสมัคร
🟠 วิธีสมัคร
สมัครผ่านเว็บไซต์ของ Japan Ecomarathon
🟠 ขั้นตอน
- เข้าเว็บไซต์การแข่งขัน
- เลือกสนาม Saiko Ecomarathon
- กรอกข้อมูลผู้สมัคร
- ชำระค่าสมัครออนไลน์
- รับอีเมลยืนยันการสมัคร
🟠 เปิดรับสมัครเมื่อไหร่?
โดยปกติจะเปิดรับสมัครล่วงหน้าหลายเดือน และปิดเมื่อจำนวนผู้สมัครเต็ม (ประมาณ 500 คน)
สำหรับ.oปี 2026 เปิดรับสมัครผ่านเว็บไซต์ Japan Ecomarathon จนกว่าจะเต็มหรือถึงกำหนดปิดรับสมัคร
🟠 เดินทางง่ายไหม?
จากโตเกียว
นั่ง JR มายังไซตามะ
ต่อรถไฟและรถบัสไป Saiko Doman Green Park
ใช้เวลารวมประมาณ 40-60 นาที
🟠 จุดเด่น
✅ ใกล้โตเกียว เดินทางสะดวก
✅ คนไม่เยอะ วิ่งสบาย
✅ วิวธรรมชาติริมทะเลสาบ
✅ งานเป็นกันเอง ได้พูดคุยกับนักวิ่งญี่ปุ่น
✅ มีภาษาอังกฤษรองรับนักวิ่งต่างชาติ
🟠 จุดที่ควรรู้ก่อนสมัคร
- ไม่มีบริการรับฝากของมีค่า ผู้จัดเตรียมเพียงพื้นที่วางสัมภาระ ผู้เข้าร่วมต้องดูแลทรัพย์สินของตนเอง
- นี่ไม่ใช่งานใหญ่ จึงไม่มี Expo หรือกองเชียร์ตลอดเส้นทาง
- เส้นทางเป็นการวิ่งวนในสวนสาธารณะ อาจไม่เหมาะกับคนที่ชอบวิ่งผ่านแลนด์มาร์กในเมือง
บรรยากาศจากนักวิ่งที่เคยร่วมงาน
🟠 ผู้เข้าร่วมในช่วงปีล่าสุดให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า
- บรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง
- เจ้าหน้าที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี
- เส้นทางวิ่งเรียบและเหมาะสำหรับทำเวลา
- เหมาะกับนักวิ่งต่างชาติที่อยากสัมผัสงานวิ่งสไตล์ Local ของญี่ปุ่น
- การจัดงานเรียบง่าย แต่เป็นระบบและตรงต่อเวลาตามมาตรฐานญี่ปุ่น
🟠 Saiko Ecomarathon อาจไม่ใช่งานที่โด่งดังมากในญี่ปุ่น แต่เป็นสนามที่ทำให้หลายคนหลงรัก เพราะได้สัมผัส "เสน่ห์ของการวิ่ง" มากกว่าความยิ่งใหญ่ของงาน
หากเพื่อนๆ มีแผนเที่ยวโตเกียว และอยากเพิ่มประสบการณ์วิ่งที่ญี่ปุ่นแบบสบาย ๆ งานนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกหนึ่งงาน (ถ้าสมัครทัน) Saiko Ecomarathon ก็น่าไปลิ้มลองสักครั้งนึงว่ามั้ย?
#วิ่งญี่ปุ่น #เที่ยวญี่ปุ่น #นักวิ่งไทย #สายวิ่งสายเที่ยว #วิ่งต่างประเทศ

01/08/2026

วิ่งช้า...แต่ทำไมสุดท้ายกลับวิ่งเร็วกว่า? 😲
#ความรู้การวิ่ง #ซ้อมวิ่ง #วิ่งทุกวัน #ฟิตไปด้วยกัน #วิ่งZone2

ไม่ต้องซ้อมหนักทุกวันก็ทำ PB ได้! วิธีจัดตารางวิ่งมาราธอนสไตล์คนวัย 50+รู้ไหมว่าอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคของการวิ่งให้เร็วขึ...
01/08/2026

ไม่ต้องซ้อมหนักทุกวันก็ทำ PB ได้! วิธีจัดตารางวิ่งมาราธอนสไตล์คนวัย 50+
รู้ไหมว่าอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคของการวิ่งให้เร็วขึ้นเลย! แอนเดรีย ทีค คุณหมอวัย 53 ปี เพิ่งพิสูจน์เรื่องนี้ให้เราเห็นด้วยการทุบสถิติ New PB ของตัวเองในลอนดอนมาราธอนปี 2026 ด้วยเวลาสุดโหด 3 ชั่วโมง 13 นาที 20 วินาที คว้าอันดับ 27 ในรุ่นอายุของเธอไปครอง ทั้งๆ ที่ต้องทำงานหนักถึงสัปดาห์ละ 70 ชั่วโมง และเวลาซ้อมส่วนใหญ่ก็คือการวิ่งบนลู่วิ่งตอนดึกๆ เท่านั้นเอง
คำถามคือ เธอทำได้ยังไง? กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การโหมซ้อมอย่างบ้าคลั่ง แต่คือ "การสร้างนิสัย" และจัดตารางซ้อมที่ยั่งยืนเข้ากับไลฟ์สไตล์ต่างหาก
วันนี้เราจะมาถอดรหัสเทคนิคของคุณหมอแอนเดรีย และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ นักวิ่งทุกวัยพัฒนาการวิ่งของตัวเองได้อย่างปลอดภัยและเห็นผลจริง
1. ความสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญ
ความลับข้อแรกของคุณหมอแอนเดรียคือ "ความสม่ำเสมอ" เธอเลือกจัดตารางวิ่ง 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งให้ความสมดุลระหว่างการซ้อมที่มีคุณภาพและการมีเวลาพักผ่อนไปพร้อมๆ กัน
ซ้อมตามความสะดวก : ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าถ้ามันฝืนเกินไป คุณหมอเลือกวิ่งบนลู่วิ่งตอนดึก (บางทีวิ่งเสร็จ 4 ทุ่ม!) เพราะมันเข้ากับตารางชีวิตของเธอมากที่สุด
ปรับรอบการซ้อมให้เหมาะกับวัย : โค้ชผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า สำหรับนักวิ่งวัย 50+ เราไม่จำเป็นต้องยัดการซ้อมหนักๆ ลงใน 7 วันเสมอไป การยืดรอบการซ้อมออกเป็น 10-12 วัน จะช่วยให้ร่างกายมีเวลาฟื้นฟู (Recovery) ได้เต็มที่ขึ้น
2. เพิ่มความเข้มข้นอย่างชาญฉลาด
การวิ่งเรื่อยๆ ในระยะทางเท่าเดิมอาจไม่พอที่จะทำให้เวลาดีขึ้น คุณหมอแอนเดรียค่อยๆ ปรับความเข้มข้นขึ้นดังนี้ :
เพิ่มระยะทางรวม: เธอค่อยๆ ขยับระยะทางรวมรายสัปดาห์ (Weekly Mileage) จากประมาณ 60 กว่ากิโลเมตร เป็น 80 กิโลเมตร
เติมความเร็วและความชัน: เพิ่มโปรแกรมลงคอร์ทความเร็ว (Speedwork) หรือวิ่งขึ้นเนิน (Hillwork) สัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อและระบบหายใจ

3. เวทเทรนนิ่ง สิ่งที่ขาดไม่ได้
อยากวิ่งได้นานและไม่เจ็บ ต้องสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดย้ำว่า เมื่อเราอายุมากขึ้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคือเกราะป้องกันอาการบาดเจ็บที่ดีที่สุด
แค่วันละ 30 นาทีก็เห็นผล : ไม่ต้องยกเหล็กหนักๆ แบบนักเพาะกาย แค่บอดี้เวทหรือเวทเทรนนิ่งทั้งตัว สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ก็ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและทำให้เราวิ่งได้มีประสิทธิภาพขึ้นมากแล้ว
4. วิธีสร้างตารางวิ่งมาราธอนที่ทำได้จริง
เราไม่จำเป็นต้องก็อปปี้ตารางของคุณหมอแอนเดรียมาเป๊ะๆ แต่นำหลักการมาปรับใช้ได้ :
เช็คความพร้อมก่อนเริ่ม: ก่อนจะเริ่มตารางซ้อมมาราธอน 16 สัปดาห์ ควรมีฐานความฟิตวิ่งได้สม่ำเสมอที่ 24-32 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ และวิ่งรวดเดียว 10 กิโลเมตรได้แบบไม่เหนื่อยหอบจนเกินไป
หาระยะทางที่เหมาะสมกับตัวเอง:
มือใหม่: ซ้อม 4-5 วัน/สัปดาห์ ระยะรวมสูงสุดประมาณ 56-72 กม.
ระดับกลาง: ซ้อม 5 วัน/สัปดาห์ ระยะรวมสูงสุดประมาณ 72-96 กม.
ระดับสูง (หวังผลเวลา): ซ้อม 5-6 วัน/สัปดาห์ ระยะรวมสูงสุด 88-110+ กม.
สูตรจัดสรรระยะทาง : การวิ่งยาว (Long Run) ควรคิดเป็น 30-40% ของระยะทางรวมรายสัปดาห์ ส่วนที่เหลือให้แบ่งเป็นการวิ่งสบายๆ (Easy Runs) และการซ้อมความเร็วตามความเหมาะสม
ฟังเสียงร่างกายเสมอ : ถ้ารู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือมีอาการปวดแปล๊บๆ นั่นคือสัญญาณเตือนว่าต้องลดระยะทางลง แต่ถ้าซ้อมจบสัปดาห์แล้วยังรู้สึกสดชื่น แปลว่าคุณพร้อมที่จะพัฒนาไปอีกขั้นแล้ว!
ระยะทางซ้อมที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณทุบสถิติได้ ไม่ใช่ตัวเลขที่เยอะที่สุดที่คุณฝืนทำได้ในหนึ่งสัปดาห์ แต่คือปริมาณการซ้อมที่คุณสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอและร่างกายฟื้นฟูได้ทันต่างหาก!
เพื่อนๆ นักวิ่งมีเทคนิคจัดตารางซ้อมหรือวิธีแบ่งเวลาดูแลตัวเองให้ซ้อมได้อย่างสม่ำเสมอกันยังไงบ้าง ? มาคอมเมนต์แชร์ไอเดียกันหน่อย!
🗂 เรียบเรียงจาก : RunnersWorld
#รวมงานวิ่ง #ซ้อมมาราธอน

"ซื้อรองเท้าเพิ่มไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย! เปิดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทำไมนักวิ่งตัวจริงต้องมีมากกว่า 1 คู่"🏃‍♂️👟 เชื่อว่าเพื...
01/08/2026

"ซื้อรองเท้าเพิ่มไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย! เปิดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทำไมนักวิ่งตัวจริงต้องมีมากกว่า 1 คู่"
🏃‍♂️👟 เชื่อว่าเพื่อนๆ นักวิ่งหลายคนต้องเคยเจอคำถามนี้จากคนรอบข้าง (หรือแม้แต่ถามตัวเอง) ว่า "มีขาแค่สองข้าง จะมีรองเท้าวิ่งหลายคู่ไปทำไมกัน?" หรือ "ซื้อคู่เดียวใส่ยาวๆ ไปเลยไม่คุ้มกว่าหรอ?"
โพสต์นี้เรามาหาคำตอบแบบเจาะลึกกันว่า "แท้จริงแล้ว นักวิ่งควรมีรองเท้าวิ่งทั้งหมดกี่คู่?" บอกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ล้อเล่น หรือแฟชั่น แต่มันมีเรื่องของ "วิทยาศาสตร์การกีฬา" ซ่อนอยู่ด้วยจริงๆ นะ! 💡
❓ ทำไมการมีรองเท้าวิ่งมากกว่า 1 คู่ (Shoe Rotation) ถึงสำคัญ?
1. ลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บได้ถึง 39%!
ฟังดูเหลือเชื่อใช่มั้ยล่ะ? แต่นี่คือเรื่องจริงจากงานวิจัย! มีการศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Scandinavian Journal of Medicine & Science in Sports โดยติดตามนักวิ่ง 264 คน เป็นเวลา 22 สัปดาห์ พบว่า นักวิ่งที่สลับใช้รองเท้าวิ่งมากกว่า 1 คู่ มีอัตราการเกิดอาการบาดเจ็บจากการวิ่งน้อยกว่านักวิ่งที่ใช้รองเท้าคู่เดียวถึง 39%!
เหตุผลก็เพราะว่ารองเท้าแต่ละรุ่นมีความหนา ความดรอป (Offset) และโครงสร้างที่ต่างกัน การสลับรองเท้าจะช่วยกระจายแรงกระแทกไปตามกล้ามเนื้อและข้อต่อส่วนต่างๆ ไม่ให้จุดใดจุดหนึ่งรับภาระหนักซ้ำๆ ทุกวันนั่นเอง
2. เปิดโอกาสให้ "โฟม" รองเท้าได้พักผ่อน
ชั้นโฟมมิดโซล (Midsole) ของรองเท้าวิ่ง มีหน้าที่รับแรงกระแทกและส่งคืนแรง แต่เมื่อเราวิ่ง โฟมจะถูกบีบอัดจนแบนแน่น และต้องการเวลาในการคืนตัวอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง หากเราใส่คู่เดิมวิ่งทุกวัน โฟมจะยังไม่ทันคืนตัวสมบูรณ์ ส่งผลให้การรับแรงกระแทกดร็อปลง รองเท้าพังไวขึ้น และขาเราก็ต้องรับแรงแทนเต็มๆ!
3. ตอบโจทย์การซ้อมที่หลากหลาย
การวิ่งแต่ละวันมีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน การใช้รองเท้าให้ถูกประเภทจะช่วยให้การซ้อมมีประสิทธิภาพสูงสุด :
🟢 Daily Trainer : รองเท้าหนานุ่ม ซับแรงดี เหมาะกับวันวิ่งสบายๆ (Easy Run) หรือเก็บระยะทางไกล (Long Run)
🟡 Tempo / Speed Shoe s: รองเท้าเบา ตอบสนองดี เหมาะกับวันซ้อมทำความเร็ว (Interval / Tempo)
🔴 Race Day (Carbon Plate) : รองเท้าติดแผ่นคาร์บอน ดีด เด้ง พุ่ง เหมาะสำหรับใส่ลงสนามแข่งเพื่อทำ New PB!
🎯 สรุปแล้ว... เราควรมีรองเท้าวิ่งกี่คู่กันแน่?
ลองมาเช็กจากสไตล์การวิ่งของเพื่อนกันดีกว่า 👇
👉 1. สายเริ่มต้น / วิ่งเพื่อสุขภาพ (วิ่ง 1-2 วัน/สัปดาห์, ระยะไม่เกิน 5-10 กม.)
👟 จำนวนที่แนะนำ : 1 คู่
เน้น : รองเท้ากลุ่ม Daily Trainer ที่รับแรงกระแทกได้ดี นุ่มสบาย เพราะความถี่ในการวิ่งยังไม่มาก โฟมมีเวลาคืนตัวทันแน่นอน
👉 2. สายซ้อมจริงจัง / วิ่งเป็นประจำ (วิ่ง 3-4 วัน/สัปดาห์ขึ้นไป)
👟👟 จำนวนที่แนะนำ : 2 คู่
คู่ที่ 1 : Daily Trainer สำหรับวิ่ง Easy Run และ Long Run
คู่ที่ 2 : Tempo / Speed Shoe ที่น้ำหนักเบาขึ้น เอาไว้สลับใช้ในวันที่ซ้อมวิ่งเร็ว หรือใช้สลับพักคู่แรก
👉 3. สายลงสนามแข่ง / นักวิ่งมาราธอน (วิ่ง 4-6 วัน/สัปดาห์)
👟👟👟 จำนวนที่แนะนำ : 3-4 คู่
คู่ที่ 1 : Daily Trainer (เก็บระยะประจำวัน)
คู่ที่ 2 : Speed / Tempo Shoe (ซ้อม คอร์ท/เทมโป)
คู่ที่ 3 : Carbon Plated Shoe (ใส่ซ้อมเฉพาะวันสำคัญ + ใส่ลงสนามแข่ง)
(แถม) คู่ที่ 4 : Trail Shoe (ถ้ามีแพลนไปวิ่งเทรลเพิ่มความหลากหลาย)
💬 เพื่อนๆ ล่ะ ตอนนี้มีรองเท้าวิ่งในกรุทั้งหมดกี่คู่กันแล้ว?
มีคู่ไหนเป็นคู่โปรดที่ขาดไม่ได้บ้าง? คอมเมนต์พูดคุยกันได้เลยใต้โพสต์นี้นะ! 👇🏃‍♀️✨
#รองเท้าวิ่ง #ความรู้เรื่องวิ่ง #นักวิ่งมือใหม่ #การป้องกันการบาดเจ็บ

31/07/2026

ดื่มน้ำเยอะ = ปลอดภัย? นักวิ่งหลายคนเข้าใจผิด! 💧
#วิ่ง #นักวิ่ง #มาราธอน #สุขภาพ #ดื่มน้ำ #โอเวอร์ไฮเดรชั่น #วิ่งปลอดภัย #ความรู้วิ่ง #สายวิ่ง #เกลือแร่

ที่อยู่

Bangkok
10220

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รวมงานวิ่งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง รวมงานวิ่ง:

ทางลัด

แชร์