16/04/2026
เครดิตภาพและข้อมูลจากงานเขียนของเพจ:วิเคราะห์บอลจริงจัง
มีคนไทยไม่กี่คนบนโลก ที่มีคอนแท็กต์ติดต่อมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าของเมต้าโดยตรง และรถถัง จิตรเมืองนนท์ คือหนึ่งในนั้น
มีบางช่วงที่รถถังสงสัย ว่าทำไม รายได้ของเขาจากยอดวิวในเฟซบุ๊กถึงไม่โอนเข้าบัญชี เจ้าตัวไม่ต้องคุยผ่านเจ้าหน้าที่ของไทย แต่คุยกับซัคเคอร์เบิร์กเลย และไม่นานนักก็ได้รับเงินเรียบร้อย
ไม่ใช่แค่ซัคเคอร์เบิร์ก แต่รถถังอาจเป็นคนไทยเพียงคนเดียว ที่ได้รับเสื้อพร้อมลายเซ็นจากลีโอเนล เมสซี่ แบบที่มีการ "ระบุชื่อ" ลงไปอย่างชัดเจนเลย
ยาสซีน ชูเอโก้ บอดี้การ์ดส่วนตัวของเมสซี่ เป็นเอฟซีของรถถังมายาวนาน ได้ส่งเสื้ออินเตอร์ ไมอามี่ เบอร์ 10 พร้อมลายเซ็นเมสซี่ และเขียนชื่อว่า "มอบให้ Rodtang"
เอาเป็นว่า ในเลเวลนานาชาติ ชื่อเสียงของรถถัง โด่งดังไปไกลสุดๆ แล้ว คือนักมวยที่ดังเลเวลนี้ คิดถึงแค่บัวขาว บัญชาเมฆ คนเดียว
ก่อนที่เราจะไปเรื่องดราม่ากับ One Championship เราต้องเข้าใจแบ็กกราวน์ของรถถังก่อนว่า เขาไต่เต้าจากนักสู้ภูธร ก้าวมาเป็นขวัญใจมหาชนได้อย่างไร
รถถังเกิดที่จังหวัดพัทลุง ในครอบครัวที่ยากลำบาก ยากจนมาก เขาต้องดิ้นรนทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด เช่น รับล้างจนในงานศพ, เก็บกระป๋องและเศษเหล็กขาย, แบกไม้ยางขึ้นรถ ฯลฯ
ชีวิตอันยากลำบาก แต่เมื่อรู้จักมวยไทย เขาก็เห็นแสงสว่างในชีวิต เพราะมันทำเงินได้
เวลาผ่านไป รถถังมุ่งมั่นตั้งใจซ้อม จนกลายเป็นนักมวยฝีมือดีคนหนึ่ง
รถถังเป็นคนตัวเล็ก สูงเพียง 168 เซนติเมตร แต่จุดเด่นของเขา คือ "ความอึด" โดนต่อยคาง บางคนหมัดเดียวก็หลับแล้ว แต่รถถัง มีพลังคางเหล็ก โดนชกยังไงก็ไม่ร่วง บางไฟต์เปิดหน้าให้คู่แข่งต่อยเลยด้วยซ้ำ
ไม่แปลกใจที่เขาจะได้รับฉายาว่า The Iron Man (คนเหล็ก) เพราะบอดี้ของเขา มันอึดสุดๆ จริงๆ
นอกจากนั้น รถถังยังมีสไตล์บู๊แหลก เดินหน้าลุยอย่างเดียว ซึ่งเป็นสไตล์ที่คนดูชอบ ไม่ต้องติ๊ดชึ่งดูเชิง เดินหน้าบุกเข้าไปเลย นี่คือมวยเอ็นเตอร์เทนของจริง
รถถังต่อยมวยเดินสายกินเงินเดิมพันแถวภาคอีสาน แต่พอดังขึ้น เขาก็ได้เข้ามาต่อยในกรุงเทพ และในวัยเพียง 20 ปี รถถังชกมาแล้ว มากกว่า 300 ไฟต์ ได้แชมป์มวยไทยเวทีสยามอ้อมน้อย 2 สมัย ถือว่าโชกโชน ทั้งๆ ที่อายุยังน้อยมาก
ด้วยชื่อเสียงที่เพิ่มพูนมากขึ้น ทำให้ ONE Championship เซ็นสัญญาคว้าตัวรถถัง มาอยู่ในสังกัดในปี 2561 โดยรถถังนั้นพร้อมที่จะต่อยทั้งกติกาของมวยไทย และ คิกบ็อกซิ่ง
กันยายน 2561 รถถังเปิดตัวครั้งแรกกับ ONE ในอีเวนต์ Conquest of Heroes ที่อินโดนีเซีย เจอกับเซอร์จิโอ วีลเซ่น นักมวยชาวดัตซ์
ปรากฏว่า รถถังยำเละทั้ง 3 ยก เอาชนะไปได้อย่างเด็ดขาด เป็นการเปิดตัวที่สวยหรูมาก
รถถังชนะไฟต์ที่ 2 3 4 มาเรื่อยๆ นั่นทำให้ ในเดือนสิงหาคม 2562 เขาได้สิทธิ์ชกชิงแชมป์โลก มวยไทยรุ่นฟลายเวทเป็นครั้งแรก ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เจอกับโจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี้ แชมป์โลกชาวอังกฤษ
และ รถถังทำได้ เขาชนะแฮ็กเกอร์ตี้ คว้าแชมป์โลกมวยไทยของ ONE ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่มาก
เมื่อโด่งดังขึ้น รายได้ของรถถังก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย จากมวยหลักแสน พอชนะแฮ็กเกอร์ตี้ เขากลายเป็นมวยหลักล้าน ก่อนจะพุ่งไปถึง "สิบล้าน" ต่อไฟต์ได้อย่างสุดยอดมาก
รถถังกลายเป็นนักมวยไทยคนแรกของ ONE ที่ได้ค่าจ้างสูงถึง 8 หลัก คือไม่ใช่แค่เก่ง และต่อยสนุก แต่รถถังมีสตอรี่ที่แข็งแรงมาก
เด็กหนุ่มที่ดิ้นรนเพื่อหนีชีวิตที่ยากลำบาก ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาเงิน คาแรคเตอร์แบบนี้ผู้คนชอบมาก เอาเป็นว่าถ้ามาร์ก ซัคเคอร์เบิร์กยังเป็นแฟนคลับของคุณได้ นี่ก็ไม่ธรรมดาแล้ว
ดังนั้น สถานะของรถถัง กับ ONE คือว่า win-win situation
ฝั่งรถถังก็ win เพราะพอมาอยู่ ONE เขามีเงินทองเพิ่มขึ้นจากเดิมเยอะมาก ถ้าเทียบกับชกที่เวทีสยามอ้อมน้อย ชื่อเสียงหลั่งไหลมาหาเขาแบบเทียบกันไม่ได้
ฝั่ง ONE ก็ win เพราะรถถังเป็นหนึ่งในนักมวยแม่เหล็ก ไม่ใช่แค่คนไทยที่ดู แต่ทำให้กระแสของ ONE ไปไกลมากขึ้นอีกในระดับนานาชาติ ใครๆ ก็อยากดูรถถังต่อยทั้งนั้น
จุดหนึ่ง ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้ง ONE เคยพูดกับรถถังว่า ถ้าหากรถถังตั้งใจชกแบบนี้ต่อไป และทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เขาจะมีสินทรัพย์แตะหลักร้อยล้านได้แน่นอน
ชีวิตของรถถังก็ดูดำเนินไปได้ดี 14 กุมภาพันธ์ 2566 เขาเข้าพิธีแต่งงานกับ อัยด้า ลูกทรายกองดิน จากนั้นเปลี่ยนศาสนาจากพุทธ เป็นอิสลามตามแฟนสาว
ขณะที่เรื่องการซ้อม จากเดิมที่ซ้อมอยู่ที่ค่ายจิตรเมืองนนท์ รถถังย้ายไปซ้อมที่ค่ายมวยลูกทรายกองดิน ของพ่อตา (นพฤทธิ์ ยูฮันเงาะ)
ส่วนเรื่องค่าจ้าง รถถังได้เงินหลักล้านมา จะต้องตัดส่วนแบ่ง 30% ให้ค่ายจิตรเมืองนนท์ แต่ตัวเลขที่เหลือก็ยังนับว่ามหาศาลอยู่ดี
นอกจากชกมวยแล้ว สิ่งที่รถถังชอบทำอีกอย่างคือการเตะฟุตบอล เขาไปร่วมแข่งฟุตบอลไอดอลลีก จนโดนแฟนมวยแซวว่า ไม่เคยพบเคยเห็น นักมวยที่เตะบอลถี่ขนาดนี้มาก่อน แต่รถถังอธิบายว่า เขาแยกแยะได้ ซ้อมมวยก็ส่วนซ้อมมวย เตะบอลก็ส่วนเตะบอล
หลังจากแต่งงาน รถถังเริ่มสร้างตัวตนให้คนทั่วไปรู้จักผ่านโซเชียลมีเดีย มีการดีลกับเบลล์ สปอตซ์ (ชื่อเดิม เบลล์ ขอบสนาม) ให้มาเป็นผู้จัดการส่วนตัวคอยรับงานลูกค้าให้
ทำให้เขามีรายได้นอกสนามเยอะขึ้น ขณะที่ผู้ติดตามในอินสตาแกรม ก็สูงถึง 3.4 ล้านคน เป็นนักมวยไทย ที่มีคนฟอลโลว์ในไอจี สูงที่สุดด้วย
อย่างไรก็ตาม รถถังโดนวิจารณ์เรื่องวินัย เพราะเขาไม่สามารถคอนโทรลน้ำหนักของตัวเองได้
8 มิถุนายน 2567 รถถังมีไฟต์ชกกับเดนิส พูริช จากบอสเนีย ในศึก ONE 167 ปรากฏว่า เขาทำน้ำหนักเกินไปถึง 1.5 กิโลกรัม
สุดท้ายไฟต์นั้นก็มีต่อ เพราะพูริชยอมรับการแบกน้ำหนักให้ ซึ่งแม้รถถังจะชนะคะแนนได้สำเร็จ แต่เขาก็โดนหักเงิน และ โดนดิสเครดิตไปเยอะ ที่ไม่สามารถรักษาวินัยเรื่องน้ำหนักได้
ซ้อเอ๋-สุนทรี โลหะพืช ผู้บริหารค่ายจิตรเมืองนนท์ ให้สัมภาษณ์ว่า "การทำน้ำหนักไม่ได้ ปัญหาเกิดขึ้นเพราะไม่มีคนจัดการชีวิตให้เหมือนก่อน ถ้าซ้อมอยู่ที่จิตรเมืองนนท์ เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น"
"ทุกวันนี้ ก็ไม่เห็นด้วยที่รถถังไปรับงานที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพตัวเองเยอะมาก รวมถึงการไปเตะบอลก็ด้วย"
ไฟต์กับพูริช จบลงไป ทีนี้อีก 5 เดือนต่อมา 9 พฤศจิกายน 2024 จะเป็นศึกใหญ่ ไฟต์ป้องกันแชมป์โลกมวยไทย รุ่นฟลายเวท ONE 169 ระหว่างรถถัง กับ เจค็อบ สมิธ จากอังกฤษ
ปรากฏว่า รถถัง ทำน้ำหนักไม่ผ่านอีกครั้ง ทำให้เข็มขัดแชมป์โลก "กระเด็น" ไปเลย
คือสุดท้ายไฟต์กับเจค็อบ สมิธ ก็ยังมีอยู่และรถถังก็ชนะด้วย แต่แชมป์ก็ไม่ได้อยู่ในมือเขาอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีเข็มขัดแชมป์โลกกับตัว แต่ ONE ก็ยังให้ความสำคัญกับรถถัง ในฐานะนักมวยแม่เหล็กขององค์กรอยู่
23 มีนาคม 2568 ถึงจะตกตราชั่งมา 2 ครั้ง แต่ในศึก ONE 172 ที่ไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น รถถังชกกับทาเครุ เซกาว่า และได้เงินค่าชก 15 ล้านบาท บวกโบนัสอีก 1.7 ล้านบาท ฟันเงินไปยับ 16.7 ล้านบาทในไฟต์เดียว
เมื่อได้เงินมหาศาล อัดคลิปหอบกระเป๋าไปยังธนาคาร เพื่อถอนเงินสดจำนวน 12 ล้านบาท เอาไปแจกจ่ายให้กับครอบครัวของตัวเอง
ความขัดแย้งของรถถัง กับ ONE มาปะทุหนักๆ ตั้งแต่ศึก ONE 173 ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยตามเดิม รถถังมีไฟต์ขึ้นชกกับ น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย
ประเด็นคือ รถถังเข้าใจว่าจะได้เงินค่าชก 15 ล้านบาท (เท่าไฟต์ทาเครุ) แต่กลับได้เงินต่ำกว่า 10 ล้านบาทเสียอีก บางรายงานบอกว่าได้แค่ 1 แสนดอลลาร์ (3.2 ล้านบาท) ด้วยซ้ำ
ไฟต์รถถัง vs น้องโอ๋ ไม่เกิดขึ้นเพราะน้องโอ๋ตกตราชั่ง ส่วนรถถังก็ป่วย แต่เรื่องรายได้จาก ONE ที่ดร็อปลงมา ยังคงทำให้รถถังไม่แฮปปี้ เขาไลฟ์สด แล้วพูดว่า
"ถ้า 3-4 ล้านบาท จัดให้ผม 10 ไฟต์ (ต่อปี) สิ ปีหนึ่งจัดทุกเดือน ได้ 30 ล้านเลยนะ ถูกต้องไหมพี่ ใครไม่อยากชกบ้าง ไม่ต้องจ่ายผม 15 ล้านไฟต์เดียวก็ได้"
"ผมแค่อยากชก ผมไม่เคยงอแง แต่บางอย่างต้องสมดุลกัน ต้องแฟร์ต่อกัน"
รถถังมองว่า ปีนึง ONE จัดเขาชกแค่ 1-2 ไฟต์ แล้วยังลดค่าจ้างลงอีก นี่คือการกระทำที่มีต่อหนึ่งในนักมวยแม่เหล็กของรายการงั้นหรือ?
อย่างไรก็ตาม ในมุมของ ONE นั้น ที่ลดค่าตัว ไม่ได้ทำเพราะอารมณ์ส่วนตัว แต่เป็นเพราะสัญญาของรถถังกับ ONE ที่เซ็นกันไว้แต่แรก ระบุชัดเจนว่า ถ้าไม่ได้ขึ้นชกเป็นคู่เอก (คู่เอก ONE 173 คือซุปเปอร์บอน vs มาซาอากิ โนอิริ) และ ไม่ใช่ไฟต์ชิงแชมป์โลก เรตราคาจะถูกดร็อปลงมาเป็นอีกเรตหนึ่ง
ถ้าหากยอมให้รถถัง ไม่ต้องทำตามสัญญากันได้ อนาคตนักมวยคนอื่นก็จะมาเรียกร้องเหมือนกัน แล้วทุกอย่างคงจะวุ่นวายกันไหมด
---------------
สำหรับดราม่าที่เกิดขึ้นของรถถัง กับ ONE ณ เวลานี้ ที่จะมีการฟ้องร้องกันใหญ่โต เรื่องราวซับซ้อนแต่พอเข้าใจได้
รถถังเซ็นสัญญาฉบับแรกกับ ONE ระหว่างปี 2561-2565 และ ฉบับที่สองระหว่างปี 2565-2569
แหล่งข่าวใกล้ชิดกับรถถัง ระบุว่า ภายในสัญญาระบุเรื่องค่าตัวอย่างละเอียด นอกจากนั้น ยังมีรายละเอียดเรื่องการถือสิทธิประโยชน์ image rights ของฝั่ง ONE ด้วย
อธิบายง่ายๆ คือ ONE มีสิทธิ์โดยชอบธรรม ที่จะเอารูปของรถถังไปทำโฆษณา หรือ เกมส์ หรือใดๆ ก็ตาม
วันที่ 4 เมษายน 2569 รถถังโพสต์เฟซบุ๊ก คือแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ ONE แต่คนอ่านก็เข้าใจอยู่แล้วว่าหมายถึงใคร
รถถังบอกว่า ตอนที่เขาเซ็นสัญญาทั้งฉบับแรก และฉบับที่สอง คือเซ็นๆ ไป โดยที่อ่านไม่ออก เพราะเป็นภาษาอังกฤษ และไม่รู้เงื่อนไขอะไรเลย พวกเรื่อง image rights อะไรก็ไม่รู้
รถถังแจ้งว่า ขอเอาสัญญามาดู แต่ฝั่ง ONE ใช้เวลานานมากกว่าจะมอบให้
วันที่รถถังได้รับสำเนาสัญญา เมื่อเอามาดูทั้งหมด ปรากฏว่า มีเอกสารอื่นๆ อีก "30 กว่าใบ" ที่มีลายเซ็นรถถัง ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เซ็น
ปัจจุบัน (16 เมษายน 2569) รถถังหมดสัญญากับ ONE แล้ว ทำให้เขาประกาศว่าต่อจากนี้จะรับงานเองในฐานะฟรีเอเยนต์ ไม่ต้องอยู่ใต้ร่มของ ONE อีกต่อไป
ส่วนไฟต์สุดท้ายกับทาเครุ ภาคสอง ที่โตเกียว ในศึก ONE Samurai 1 จะมีต่อไปตามเดิม แต่จะเป็นการชกในฐานะนักสู้นอกสัญญาของ ONE
รถถังโพสต์ว่า "ความถูกต้องไม่เคยทำร้ายใคร ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ลุยกันใหม่อนาคตที่เราเลือก" เขาอยากจะหนีไปจาก ONE แบบสุดๆ แล้ว
เอาจริงๆ ชื่อเสียงของรถถัง ถ้าจะย้ายไปรายการอื่นอย่าง Rise หรือ UFC ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ และช่วงหลังก็มีภาพที่รถถังซ้อม MMA แล้วด้วย
เรื่อง UFC นี่ไม่ใช่ล้อเล่นซะทีเดียว เพราะคัมซัต ชิมาเยฟ แชมป์ไร้พ่ายของ UFC ก็ยังมากดติดตามรถถังในโซเชียลมีเดีย หลายคนก็เชื่อมโยงกันว่า "อาจจะ" เป็นอีกชอยส์ที่ดี ถ้าเขาจะย้ายออกจาก ONE
รถถังนั้นยืนยันว่าไม่อยากอยู่ ONE แล้ว แต่ฝั่ง ONE ไม่ยอมให้ทุกอย่างจบง่ายขนาดนั้น
หลังจากปล่อยให้รถถังพูดคนเดียวอยู่นาน ONE เอาคืน ด้วยการฟ้องร้อง 3 ประเทศ ใส่รถถังแบบรัวๆ เลยทีเดียว
---------------
[ ประเด็นแรก - ฟ้องศาลไทย ]
ONE มองว่าเรื่องลายเซ็นปลอมที่รถถังพูดถึง เป็นการหมิ่นประมาท ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรเสียหายมหาศาล เรียกค่าเสียหาย 542 ล้านบาท
---------------
[ ประเด็นที่สอง - ฟ้องศาลญี่ปุ่น ]
ถ้าหากรถถังทำให้ไฟต์ One Samurai 1 ที่จะต่อยกับทาเครุ "ล่ม" ล่ะก็ เขาต้องโดนเรียกค่าเสียหายเละแน่นอน เพราะตั๋วขายไปแล้ว โฆษณาขายไปแล้ว แต่ตอนนี้ดูทิศทางแล้ว น่าจะมีต่อ เพราะรถถังก็ยังซ้อมอยู่
---------------
[ ประเด็นที่สาม - ฟ้องศาลสิงคโปร์ ]
ONE มีเงื่อนไข Matching Period 12 เดือนอยู่ อธิบายคือ ต่อให้รถถังหมดสัญญาแล้ว ก็ยังไม่สามารถรับงานที่ใหม่ได้ทันที
เช่น ถ้าโปรโมเตอร์เจ้าใหม่ เสนอราคามาไฟต์ละ 15 ล้านบาท ONE สามารถยื่นข้อเสนอในราคาเทียบเท่าได้ (และรถถังต้องเลือก ONE)
ถ้าหากรถถัง ไปชกให้กับรายการอื่นเลย โดยไม่สนใจสิทธิ์ Matching ของ ONE ก็ถือว่าทำผิดสัญญา ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันได้อีก ส่วนทำไมต้องไปศาลสิงคโปร์ ก็เพราะ ONE มีสำนักงานใหญ่อยู่สิงคโปร์นั่นเอง
---------------
สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ สิ่งที่ผู้คนจับตาดูอยู่คือ
1- ไฟต์ รถถัง vs ทาเครุ 2 วันที่ 29 เมษายนนี้ จะชกได้จริงไหม แล้วถ้าชกได้ บรรยากาศจะกระอักกระอ่วนแค่ไหน ในเมื่อ ONE ไล่ฟ้องรถถังซะยับขนาดนี้
2- มีข่าวลือว่าในสัญญาของ ONE ที่เซ็นกับรถถัง มีการมัดมือชกเรื่อง image rights "ตลอดชีพ" ต่อให้รถถังไม่อยู่กับ ONE แล้ว แต่ ONE มีสิทธิ์ใช้หน้าตา มีสิทธิ์เอารถถังใส่ในเกมส์ ได้ตลอดไป เรื่องนี้ ต้องตามกันต่อว่า มีมูลความจริงแค่ไหน
3- รถถังรู้เรื่องสัญญาแค่ไหน เขาบอกว่า ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลย แต่เซ็นๆ ไปก่อน มันเป็นไปได้หรือไม่ ที่คนเราจะไม่อ่านอะไรเลย แล้วคุณได้เงินไฟต์ละเป็นล้าน แค่จ้างทนายความ หรือคนที่เข้าใจเอกสาร มันจะยากขนาดนั้นเลยหรือ?
4- การปลอมลายเซ็นรถถังในเอกสารมากกว่า 30 ใบ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ นี่เป็นจุดสำคัญมากของคดีนี้เลยทีเดียว
มีทนายหลายคนออกมาวิเคราะห์ว่า ถ้าหากรถถังโดนบังคับเซ็นสัญญาโดยไม่เข้าใจแต่แรก เอกสารเป็นโมฆะได้เลย ต่างประเทศเคยมีเคสแบบนี้มาแล้ว แต่ทนายบางคนก็บอกว่า มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
สำหรับเรื่องนี้ จะเป็นมหากาพย์แน่นอน ยังไม่รู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร เพราะ ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผล และที่สำคัญต่างก็มีผู้สนับสนุนทั้งคู่
แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ข่าวดราม่าแบบนี้ ไม่เป็นผลดีกับใครเลย
ONE เสียแม่เหล็กไปหนึ่งคน และยังเสียแบบไม่ดีอีกต่างหาก พอมีข่าวฟ้องร้องกันแบบนี้ อนาคตการร่วมงานกับนักมวยคนอื่น จะเจรจายากขึ้น ยิ่งถ้าเรื่องปลอมแปลงลายเซ็นเป็นความจริง คราวนี้หายนะมาเยือนองค์กรแน่
ฝั่งรถถังพอโดนฟ้องร้องขนาดนี้ ถ้าเขาแพ้ขึ้นมาก็หมดเนื้อหมดตัว และเรื่องคดี อาจทำให้เขาไม่มีสมาธิ ส่งผลต่อผลงานในสังเวียนอีก
ส่วนตัว ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจบกันภายในแบบสง่างาม ONE น่าจะหาทางคุยกันให้เคลียร์ไปเลยด้านหลัง อยู่ก็ดีใจ แต่จากไปก็แยกกันด้วยรัก
ขณะที่ฝั่งรถถัง จริงๆ พวกดีเทลสัญญาอะไรแบบนี้ ก็ไม่น่าไลฟ์สดแบบบ่นๆ ไปเรื่อย เพราะออกสื่อมันก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีแต่จะเพิ่มความเครียดในการร่วมงานกัน ในอนาคตเขาต้องคิดให้เยอะกว่านี้มากๆ ในการใช้โซเชียลมีเดีย
ตอนจบของเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ของ ONE กับ รถถัง ก็คงต้องจบลง ซึ่งน่าเสียดาย เพราะทั้งสองฝ่ายร่วมทางกันมา 8 ปี และมีสตอรี่น่าจดจำมากมายจริงๆ
ONE ช่วยให้รถถังมีชีวิตมั่นคงขึ้น กลายเป็นมวยระดับสิบล้าน ส่วนรถถังก็ทำให้ชื่อเสียงของ ONE เติบโตเช่นกัน เขาคือหนึ่งในนักมวยที่โด่งดังที่สุดตั้งแต่ถือกำเนิดองค์กรมา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ เรื่องราวดีๆ เหล่านั้น คงไม่มีใครสนใจอีกแล้ว
จากที่เคย win-win มันก็กลายเป็น lose-lose
รถถังก็ทุกข์ บอสชาตรีก็ทุกข์ คนทำงานก็ทุกข์ แม้แต่ทาเครุก็คงทุกข์ (กูจะได้ชกไหม)
จริงๆ ถ้าเราคิดถึงรถถังบนสังเวียน จะคิดถึงภาพของนักมวยเอ็นเตอร์เทน ผู้สร้างความสุขให้คนดู แต่เรื่องราวดราม่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ห่างไกลกับคำว่าความสุขเยอะเลยทีเดียว
#เทรนด์วันนี้
#เทรนวันนี้