21/08/2026
📰 กว่าจะเป็น ขุนศึกบนหลังม้าหนุ่ม
🇩🇪 #สับเกียร์ห้าบุนเดสลีกา 1966/67
🗣️ กึนเธอร์ เน็ตเซอร์…บรรเลง
"ตอนที่ เฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ ย้ายมาอยู่กับเราที่สนาม เบอเคิ่ลแบร์ก เมืองกลัดบัค เมื่อปี 1964 โปรไฟล์ของเขาในการคุมทีม ไม่มีสโมสรไหนเลยที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จมาก่อนเลยครับ
"แต่พอเขาก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ เขากลับเรียกเด็กหนุ่มหน้าใหม่ทุกคนให้มาทดสอบฝีเท้าในทุก ๆ วัน พร้อมกับปลูกฝังปรัชญาฟุตบอลลงในหัวพวกเราทุกคนว่า “ประตู! ประตู! ประตู! ต่อให้นายจะเสียประตู 4 ลูก ก็ช่างมัน ขอแค่พวกนายยิงคืนให้ได้ 5-4 แล้วชนะ เท่านั้นก็พอแล้ว ส่วนไอ้ชัยชนะแบบ 1-0 น่ะ? ฉันไม่ต้องการนะ”
"เพียงแค่ปีแรก เขาก็พาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบุนเดสลีกาได้สำเร็จ ไวส์ไวเลอร์ เป็นคนที่มองเห็นศักยภาพในตัวดาวรุ่งที่เขาค้นพบทุกคนเก่งมาก ดังนั้น เขาจึงปล่อยให้เหล่าบรรดาไอ้หนูดาวรุ่งผู้หิวกระหายในชัยชนะอย่าง ยุพพ์ ไฮน์เคส, แฮร์แบร์ต เลาเมิ่น, เพเทอร์ ไมเยอร์ ได้เปิดฉากบุกทะลวงตาข่ายคู่ต่อสู้อย่างเต็มที่ และนั่นล่ะ คือจุดกำเนิดของตำนานค่าย “ลูกม้า”
"แต่ด้วยสไตล์การเล่นชนิด “ไล่ล่า ตะลุยฆ่าให้ตาย” แบบนี้ มันก็มีบ้างเหมือนกันครับ ที่เคยย้อนกลับมาทำร้ายพวกเราเหมือนกัน
"ในขณะที่ ไบเยิร์น มึนเช่น ซึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาพร้อมกับพวกเราในปี 1965 คว้าแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาลมาครองได้แล้ว ตัดภาพมาที่พวกเรา…กลับกลายเป็นทีมที่ได้เพียงแค่รางวัล “เล่นบอลสวยงามยอดเยี่ยม” เท่านั้น
"การที่เราจะไปเปิดฉากโต้เถียงกับไวส์ไวเลอร์ มันเป็นอะไรที่ไร้ประโยชน์มากครับ เพราะด้วยบุคลิกลักษณะนิสัย เขาเป็นคนที่ดื้อรั้นเอามาก ๆ และชอบชี้นำความคิดคนอื่นเป็นสรณะ ซึ่งเหมือนกับตัวผม
"เพราะเหตุนี้นี่เอง ก่อนเกมที่เราจะเปิดฉากฉะกับบีเลเฟลด์ พวกเราเหล่านักเตะจึงแอบมารวมตัวประชุมลับกันและตกลงปรับเปลี่ยนแผนการเล่น ให้หันมาเน้นเกมรับที่รัดกุมมากขึ้น
"แม้นัดนั้นพวกเราจะไม่ได้เล่นบอลที่สวยงามเหมือนอย่างที่เคยทำมา แต่สุดท้าย เราก็คว้าชัยชนะมาครองได้
"พอไวส์ไวเลอร์รู้ความจริงเรื่องนี้เข้า เขาก็ฟิวส์ขาดทันทีเลยครับ
“เช้าวันอาทิตย์ เจอกัน 10 โมงตรง เราจะประชุมแก้พิษวิกฤติกัน! ฉันจะไม่ยอมให้พวกนายสักคนมาทำลายชื่อเสียงของฉันแน่!”
"เขาด่าเราสาดเสียเทเสียเป็นชุด ๆ ทั้ง ๆ ที่ เกมนั้นเราเพิ่งชนะมาได้แท้ ๆ
"หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านไป เทรนเนอร์ก็เริ่มดึงพวกปราการหลังจอมเก๋าตัวแกร่ง ๆ อย่าง ลุกกี้ มึลเลอร์ และ เคล้าส์ ซีลอฟฟ์ เข้ามาเป็นกำลังเสริมเพิ่มขีดความสามารถให้กับทีม
"และแล้ว…ส่วนผสมของทีมก็เริ่มลงตัว เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ
"พวกเราผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในปี 1970 และ 1971 รวมไปถึงแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล ในปี 1973
"ความสำเร็จทั้งหลายทั้งมวลที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับการประชุมด่วน “แก้พิษวิกฤติทีม” หลังเกมที่เราชนะบีเลเฟลด์ในครั้งนั้นด้วยเช่นกันครับ
..
📰 บราวน์ชไวก์ สร้างแนวรับ ระดับแชมเปี้ยน
🎩 #มุมมองไคเซอร์ฟร้านซ์
"เมื่อสโมสรอย่าง ไอน์ทรัค บราวน์ชไวก์ ก้าวขึ้นมาผงาดคว้าแชมป์ นั่นหมายความว่า ทีมของพวกเขา สามารถรีดศักยภาพทีมออกมาได้ถึง 110 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ทีมอื่น ๆ ทำได้น้อยจนต่ำกว่ามาตรฐาน
"บราวน์ชไวก์ มี โลธ่าร์ อุลซาสส์ เป็นตัวขับเคลื่อนเกม และมี ฮอร์สท์ โวลเทอร์ เป็นผู้รักษาประตู ซึ่งยอดมาก
"บราวน์ชไวก์ได้สร้างกำแพงแนวรับที่แข็งแกร่งทรงพลังขึ้นมา แนวรับของทัพราชสีห์สีแดง เสียประตูไปเพียงแค่ 27 ลูก เท่านั้น จากการลงทำศึกฟาดแข้ง 34 นัด
"ส่วนพวกเรา ไบเยิร์น ฤดูกาลนี้ เราคว้าแชมป์บอลถ้วยมาครองได้ 2 รายการ คือถ้วย คัพ วินเนอร์ส คัพ เราชนะไป กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ไป 1-0 จากการพังประตูชัยของ “บุลเล่อ” ไอ้กระทิงโรธ และถ้วย เดเอฟเบ-โพคาล จากการชนะขาดลอยเหนือ ฮัมบวร์ก 4-0
...
📖 ผ่านไป...บันทึกไว้
🏆 บราวน์ชไวก์ เป็นแชมป์ด้วยการระเบิดเพียง 49 ประตู
ทีมจากแคว้นนีเดอร์ซัคเซิ่น ออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ ด้วยคำทำนายจากเกจิลูกหนังหลายสำนัก ที่เห็นไปในทิศทางตรงกันหมดว่า พวกเขาคือทีมเต็งหมายเลข 1 ที่จะ “ตกชั้น!!!”
แต่สุดท้าย กองทัพ “ราชสีห์สีแดง” ก็หักปากกาเซียนกันถ้วนหน้าด้วยการเป็น “แชมป์บุนเดสลีกา” อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ลูกทีมของ เฮลมูท โยฮันน์เซิ่น อาจจะไม่ได้เล่นฟุตบอลในสไตล์ที่สวยงามอะไรนัก แต่แผงแนวรับของพวกเขานี่สิ ช่างเปี่ยมประสิทธิภาพอย่างเหลือล้น ด้วยผลงานการเสียประตูไปเพียง 27 ลูก โดยมี ฮอร์สท์ โวลเทอร์ ยืนปักหลักเป็นพระเอกเฝ้าด่านประตู…เฝ้าดีขนาด จนหลังจากจบฤดูกาล เฮลมุท เชิน บุนเดสเทรนเนอร์ เรียกไปติดทีมชาติเยอรมันตะวันตก
สถิติการยิงประตูแค่ 49 ลูก ยังคงถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารยุทธจักรลูกหนังเมืองเบียร์ ว่าเป็นทีมแชมเปี้ยนเพียงทีมเดียวจนถึงทุกวันนี้ ที่สังหารประตูได้น้อยที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา
ปล.เกมนัดสุดท้าย ในนัดที่เปิดบ้าน ไอน์ทรัค ชตาดิโอน เอาชนะ เนือร์นแบร์ก 4-1 ด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สุดประมาณ นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา 71 ปี ทางสโมสรได้ทำสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นการคืนกำไรและมอบความสุขแก่คนดู นั่นคือ เอาถังเบียร์ยักษ์ มาแจกเบียร์ฟรีแก่คนดูผู้มีอุปการคุณทุกท่าน
…
😱🔥 กลัดบัค กดชาลเค่อ 11-0!!!
7 มกราคม 1967 ที่สนามเบอเคิ่ลแบร์ก พื้นหญ้าถูกหิมะปกลุมทั่วไปหมด
ฝั่งกองทัพ “ลูกม้า” ไม่ค่อยสะทกสะท้านอะไรดอก แต่ฝั่ง ”ค่าย “ราชันสีน้ำเงิน” นี่สิ ดูจะได้รับผลกระทบจากเกมวันนี้มากกว่าหลายเท่า
ใช่แล้ว ชาลเค่อ 04 โดนเจ้าบ้าน โบรุสเซีย เมินเช่นกลัดบัค กระซวกทะลวงตาข่ายไปถึง 11-0!!!
โยเซฟ เอลทิ่ง นายประตูชาลเค่อ ถูก เคล้าส์ ฟิชเทิ่ล และ ฟรีเดิ้ล เร้าช์ 2 แผงหลัง ปล่อยให้ตัวเองยืนเหงาเผชิญหน้ากับแผงแนวรุกประจัญบานของกลัดบัคหลายต่อหลายครั้ง
ดาวยิงตัวกลั่นฝั่งค่าย “ลูกม้า” อย่าง ยุพพ์ ไฮน์เคส, แบร์นด์ รุพพ์, แฮร์แบร์ต เลาเมิ่น กดไปคนละ 3 ประตู ส่วน กึนเธอร์ เน็ตเซอร์ “เทพบุตรผมบลอนด์” ซัดไปอีก 2
และผลลัพธ์ของเกมนี้ ยังกลายเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ที่บนสกอร์บอร์ดในสนาม มีภาพปรากฏตัวเลขให้สาธารณชนเห็นถึงจำนวน 2 หลักด้วย
…
⚖️ สองสตาร์สิงโต 1860 ติดคุกและถูกแบน
รูดี้ บรุนเนินไมเยอร์ ดาวยิงของทีม 1860 มึนเช่น ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำ เพราะไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทในร้านเหล้า แต่เขายังดี ที่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ให้ออกจากคุกเพื่อมาลงสนามทำศึกฟาดแข้งได้ แต่…มาเตะบอลได้แค่อย่างเดียวเท่านั้นนะ ยังออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปไม่ได้ แง!!
ส่วนยอดขุนศึกอีกคน “ทีโม” โคนีเอ็ทซ์ก้า จู่ ๆ ผีห่าซาตานตนไหนมิอาจทราบได้ มาเข้าสิงให้เขาเกิดอาการสติแตก ในจังหวะที่ ซิกี้ เฮลด์ ยิงประตูชัยให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมเก่าของเขา ขึ้นนำ 2-1 จนกลายเป็นฝ่ายชนะ
ทีโมมองว่า ลูกบอลไปโดนมือผู้เล่นฝั่งดอร์ทมุนด์ก่อนที่จะเป็นประตู โคนีเอ็ทซ์ก้า เห็นดังนั้น จึงไม่ยอม…ไม่ยอม และไม่ยอม เขาวิ่งปรี่เข้าไปเตะที่หน้าแข้งผู้ตัดสิน มักซ์ ชปินน์เลอร์ เข้าเต็ม ๆ พร้อมกับตบนกหวีดให้หลุดออกจากปาก
ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่คาดครับ พระเดชพระคุณท่าน ทีโม โคนีเอ็ทซ์ก้า โดนสั่งห้ามลงสนามเป็นเวลา 6 เดือน!
และผลจากปัญหาที่แสนวุ่นวายแบบนี้นี่เอง ส่งผลให้ทีมแชมป์เก่าอย่าง 1860 มึนเช่น ร่วงหล่นไปอยู่รองอันดับสุดท้าย
มักซ์ แมร์เคิ่ล ตัดสินใจบอกลาถิ่น กรึนวาลเดอร์ ไปคุม แอร์สเท่อ เอฟซ เนือร์นแบร์ก ในช่วงเดือนธันวาคม โดย ฮันส์-โวลฟ์กัง เวเบอร์ เข้ามารับไม้ต่อจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ กุนเธอร์ เบามันน์ จะมารับงานนี้ในช่วงโค้งสุดท้าย และกู้ศรัทธาให้แฟนบอลค่ายสิงโต พา 1860 มึนเช่น ทะยานกลับมาขึ้นคว้าตำแหน่ง “รองแชมป์” ได้ในที่สุด
…
💣 กำเนิด “ไอ้ลูกระเบิด”
ชิค ชายคอฟสกี้ เทรนเนอร์แห่งถ้ำ “เสือใต้” ได้เคยทำนายถึงเจ้าอ้วน แกร์ด มึลเลอร์ ผู้นี้ด้วยสำเนียงชาวลสาฟออกสื่ออย่างมั่นอกมั่นใจเอาไว้ ก่อนที่ฤดูกาลนี้จะเปิดฉากขึ้นว่า “คอยดูเถอะ วันข้างหน้า เจ้าอ้วนมึลเลอร์ จะกลายเป็นดาวยิงหมายเลข 1 ของโลก”
แกร์ด มึลเลอร์ ก็ไม่ทำให้นายของเขาต้องผิดหวัง แกร์ดปล่อยให้ผลงานการสัประยุทธ์ในสังเวียนหญ้าและจำนวนตัวเลขในการถล่มประตู เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีที่สุด ซึ่งสมกับเป็น “ไอ้ลูกระเบิด” ตัวจริง
จบฤดูกาลนี้ เขาคว้ารางวัลดาวซํลโวสูงสุดไอ้ปืนใหญ่ “มัจจุราชสังหาร” ด้วยผลงานการสับไก 28 ประตู พร้อมกับรับรางวัล “นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี” ในวัย 21 ขวบ
..
🔍 เก็บตกสถิติ
🏆 แชมป์ : ไอน์ทรัค บราวน์ชไวก์
⬇ ตกชั้น : ฟอร์ทูน่า ดึสเซลดอร์ฟ, โรท-ไวส์ เอสเซิ่น
🚩 ดาวซัลโว :
🏅 28 ประตู : โลธ่าร์ เอ็มเมอริค (ดอร์ทมุนด์)
⚽ 28 ประตู : แกร์ด มึลเลอร์ (ไบเยิร์น มึนเช่น)
⚽ 18 ประตู : แฮร์แบร์ต เลาเมิ่น (เมินเช่นกลัดบัค)
🕯 11 ขุนศึกทีมแชมป์ค่าย "ราชสีห์สีแดง"
(ระบบ 4-3-3)
👕 ผู้รักษาประตู : ฮอร์สท์ โวลเทอร์
👕 แบ็คขวา : เคล้าส์ ไมเยอร์
👕 เซ็นเตอร์แบ็ค : เพเทอร์ คาค, โยอาคิม เบเซ่อ
👕 แบ็คซ้าย : เยือร์เก้น มอลล์
👕 มิดฟิลด์ : วัลเทอร์ ชมิดท์, ฮันส์ เกอ๊อร์ก ดุลซ์, แกร์ด ซาโบรอฟสกี้
👕 ปีกขวา : เคล้าส์ แกร์วีน
👕 ศูนย์หน้า : โลธ่าร์ อุลซาสส์
👕 ปีกซ้าย : เอริค มาส
🔥 จำนวนประตู : 895 ลูก (เฉลี่ย 2.92 ประตูต่อเกม)
🏹 ยิงจุดโทษ : 81 ครั้ง (เข้า 53 - เฉลี่ย 65.65%)
👀 ยอดรวมคนดูในสนาม : 7,129,485 คน (เฉลี่ย 23,266 คน ต่อเกม)
🗡 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี : แกร์ด มึลเลอร์ (ไบเยิร์น มึนเช่น)
🔝 แชมป์ครึ่งฤดูกาลแรก : ไอน์ทรัค บราวน์ชไวก์
👔 กุนซือทีมแชมป์ : เฮลมูท โยฮันน์เซิ่น
🔱 แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : ไบเยิร์น มึนเช่น
..
✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 ( )
📸 #บุนเดสลีกา