09/06/2026
📰 แก๊ซซ่าหลั่งน้ำตาที่ตูริน
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม
(เซอร์) บ๊อบบี้ ร็อบสัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ ชุดตะลุยศึกเวิร์ลด์ คัพ อิตาเลีย'90 ผู้ที่แก๊ซซ่านับถือเสมือนพ่อ กล่าวหลังจบเกมที่อังกฤษพ่ายแก่เยอรมันตะวันตก 🇩🇪🏴
"หัวใจผมเหมือนกำลังจะหยุดเต้นเลยครับ ตอนนั้น"
"เพราะวินาทีนั้น ผมได้รับรู้ความจริงแล้วว่า เส้นทางในนัดชิงชนะเลิศของ พอล แกสคอยน์ มันจบลงแล้ว เขาหมดสิทธิ์ที่จะได้ลงเล่นแน่นอนแล้ว"
"และนั่นคือโศกนาฏกรรม ทั้งต่อตัวเขา, ตัวผม, ทีมเรา, ประเทศชาติ และต่อวงการฟุตบอลอังกฤษทั้งหมด เพราะเขาคือนักเตะที่ยอดเยี่ยมมาก และแมตช์นั้นเขาก็เล่นออกมาได้อย่างท็อปฟอร์มสุดสุด"
"ยิ่งเกมใหญ่ขึ้นมากเท่าไหร่ เขาก็ยิงระเบิดฟอร์มเก่งออกมาได้ดีมากขึ้นเท่านั้น"
..
"กัปตันมาร์เวล" ไบรอัน ร็อบสัน เมื่อเห็นแกสคอยน์ตกอยู่ในอาการร่ำไห้เสียใจขั้นหนัก ร็อบโบ้ในฐานะรุ่นพี่ผู้ผ่านทุกสมรภูมิการฟาดแข้งมาเจ็ดย่านน้ำ จึงเดินเข้ามาโอบไหล่แล้วปลอบใจน้องชายคนนี้
"อย่ากังวลไปเลย น้องพี่"
"นายคือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ อนาคตบนเส้นทางนี้ของนาย มันยังอีกยาวไกลมาก และนายต้องไม่ลืม ว่านี่คือฟุตบอลโลกครั้งแรกของนาย"
แต่ใครล่ะ จะไปหยั่งรู้อนาคต ว่าฟุตบอลโลกครั้งนั้น จะเป็นครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายในชีวิตของเด็กหนุ่มไฟแรงวัย 23 คนนี้
และนี่คือความรู้สึกทั้งหมดที่เขาได้เปิดเผยผ่าน "แกซซ่า คอลัมน์" ในนิตยสาร ชู้ต! ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 1990 หลังจากเหตุการณ์นัดรอบรองชนะเลิศ หนึ่งสัปดาห์
..
คนทั้งโลก คงได้เห็นผมหลั่งน้ำตากันไปแล้ว ในเกมรอบรองชนะเลิศที่เจอกับเยอรมันตะวันตก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมกลับไม่รู้สึกอายเลยสักนิดเดียว ที่ภาพออกมาเป็นเช่นนั้น เพราะน้ำตาทุกหยดของผมที่ไหลออกมา มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า การที่ผมพลาดโอกาสไปเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกนั้น มันมีความหมายต่อตัวผมมากแค่ไหน
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนฟ้าถล่มดินทลายมาก ในตอนที่ผู้ตัดสินชาวบราซิล (โฌเซ่ โรแบร์โต้ ไรต์ชี) โดนนักเตะและขุมกำลังม้านั่งสำรองของเยอรมัน ตบตา! ด้วยการแสดงที่ผมว่ามันเกินจริงไปหน่อย จนเขาควักใบเหลืองให้ผม
วินาทีนั้น โลกทั้งใบของผมมันเหมือนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
และเพียงไม่กี่วิหลังจากนั้น ผมรู้สึกเหมือนโดนสูบพลังงานออกจากร่างตัวเองจนหมดสิ้น
ผมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ผมมีในชีวิตเพื่ออุทิศให้กับการเล่นทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้
และมันก็ได้ทำลายความรู้สึกชนิดพังพินาศย่อยยับ เมื่อได้คิดถึงการตัดสินแย่ ๆ เพียงครั้งเดียว ซึ่งนั่นอาจทำให้ผลลัพธ์ของทุกอย่างที่ผมสู้ตรากตรำด้วยการทำงานอย่างหนักมาตลอด มีอันต้องสูญเปล่า
ตอนนั้น ผมอยู่ห่างจากสถานีรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในอีกเพียงแค่ไม่ถึง 30 นาที เท่านั้น
แต่ผมจะไม่ได้ลงเล่นแล้ว และผมไม่สามารถยอมรับความคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้เลย
แต่...แกรี่ ลินิเกอร์ ก็เดินเข้ามาบอกให้ผมยืดอก เชิดหน้าเข้าไว้ เขาพูดกับผมว่า "นี่...แสดงให้คนที่บ้านเราเห็นหน่อย ว่านายกล้าหาญมากแค่ไหนในช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้"
คำพูดเขา มันทำให้ผมตระหนักในตอนนั้นได้ทันทีว่า ถ้าผมยังมัวแต่จมปลักกับความผิดหวัง ทำหน้าบึ้งตึง ไม่ดึงสติกลับมาเล่นต่อในช่วงเวลาที่เหลืออยู่แบบนี้ ผมอาจจะทำลายทุกสิ่งอย่างที่เพื่อนผมในทีมทุ่มทำมา พังเลยก็ได้
และนั่น...คือจุดที่ทำให้ผมได้ฟื้นสติตัวเองกลับคืนมา และได้มีแรงฮึดกลับมาสู้ต่อ
ผมคิดถึงเกมนี้ในแง่ของความหมายที่มันส่งต่อไปถึงผู้คนเยอะแยะมากมาย
เกมนี้มันได้มอบความมุ่งมั่นให้ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่พยายามจะเอาชนะการแข่งขัน เพื่อนำมาเป็นของขวัญให้กับพวกเขาให้ได้
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังรู้สึกแย่กับพฤติกรรมอันน่าอับอายของพวกเยอรมันอยู่ดี
พวกเขาควรจะได้เหรียญรางวัลจากการพุ่งล้มพวกนั้นนะ
แต่ผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมจะไม่ยอมให้ไอ้เรื่องพวกนี้มาตัดสินผลแพ้-ชนะของทีมอย่างเด็ดขาด
ผมทุ่มเททุกสิ่งอย่างเท่าที่สรรพกำลังและสติปัญญาของผมจะพึงมี และก็มีความหวังอยู่ลึก ๆ กับการสร้างปาฏิหาริย์สักอย่างเพื่อพาทีมเป็นฝ่ายชนะให้ได้ ก่อนที่จะถึงช่วงดวลจุดโทษตัดสิน
แต่สุดท้ายมันก็ไม่เป็นไปตามที่ผมคาดหวัง
สภาพร่างกายและจิตใจของผม มันอ่อนล้าไปหมดเลยครับ ณ ตอนนั้น
แต่แฟนบอลในสนาม ก็ยังคงส่งเสียงเชียร์ ให้กำลังใจ ผลักดันผม ด้วยการร้องเพลง There's only one Paul Gascoigne (พอล แกสคอยน์ มีเพียงหนึ่งเดียว)
มีช่วงหนึ่งที่ผมได้ยินเสียงจากแฟนบอลเรียกชื่อผมดังก้องไปทั่วสนาม
และผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะระเบิด
มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาในชีวิตนี้เลยล่ะครับ
และผมเสียใจ ที่ผมไม่สามารถเอาชัยชนะกลับมาฝากพวกเขาได้
พวกเขารู้ว่าตอนนั้น ผมกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ และทุกคนก็ช่วยพยุงผมขึ้นมา
แฟนบอลในค่ำคืนวันนั้น สุดยอดมากครับ และผมไม่รู้จะขอบคุณพวกเขายังไงหมด มันถึงจะเพียงพอ
พอจบช่วงต่อเวลาพิเศษ และสกอร์ยังคงเสมอกัน ทีมเราได้ตัดสินใจกันว่า ผมจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มยิงจุดโทษ 5 คนแรก แต่ผมพร้อมที่จะก้าวขาออกไปยิงเป็นคนที่ 6 หากสกอร์ยังเท่ากันอยู่
แต่น่าเสียดายครับ ที่ผมไม่ได้มีโอกาสยิง เพราะ สจ๊วร์ต เพียร์ซ และ คริส ว้อดเดิ้ล ยิงพลาด!
แต่ยังไงก็ตาม ไม่มีเพื่อนคนไหนในทีมเลย ที่เข้าไปตำหนิพวกเขา สำหรับความพ่ายแพ้ที่เราได้รับกันในรอบรองชนะเลิศนัดนี้
และแปลกดีเหมือนกันที่ผมรู้สึกโล่งอก ที่มีคนพลาดถึง 2 คน
เพราะเวลานี้ แฟน ๆ จะได้ไม่โยนความผิดทั้งหมดไปลงที่ สจ๊วร์ต เพียงคนเดียว ซึ่งความจริงแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เขาทำผลงานได้อย่างมหัศจรรย์และน่าประทับใจเอามาก ๆ
การที่เราถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปแบบนั้น ทั้งที่เราสมควรเป็นฝ่ายชนะเยอรมัน มันเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรงมาก
แต่ถึงอย่างนั้น เราก็มีเหตุผลมากพอในการที่จะรู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่เราทำได้สำเร็จ
สำหรับผมแล้ว นี่คือประสบการณ์ที่น่าเหลือเชื่อมาก
ผมได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายจากที่อิตาลี
และผมดีใจที่ได้พิสูจน์ตัวเองให้ทุกสายตาได้ประจักษ์เห็นแล้วว่า มีหลายคนที่มองผมผิดไป
ผมรู้มาเสมอ ว่าผมมีความสามารถดีพอที่จะเล่นฟุตบอลในระดับนี้เพื่อสู้กับทีมที่ดีที่สุดในโลกได้
และผมคิดว่าตอนนี้ คงไม่มีข้อกังขาใด ๆ อีกแล้ว
แต่ผมต้องยกเครดิตให้กับเพื่อนในทีมของผมทุกคนด้วย
ทุกคนยอดเยี่ยมมาก แม้กระทั้ง นีล เว็บบ์ และ โทนี่ โดริโก้ ที่ไม่ได้ลงเล่นเลยสักเกม ก่อนแมตช์รอบรองชนะเลิศ
ผมหวังว่า ตัวผมเองจะได้มีส่วนช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีม ด้วยพฤติกรรมตลก ๆ ของผม
แต่นั่นแหละครับคือตัวผม ผมแค่ต้องการทำให้ทุกคนรอบตัวมีความสุข
ผมแค่เสียใจที่ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนยิ้มได้ตลอดเส้นทางที่เรามุ่งหน้าสู่กรุงโรม
แต่พวกเราทำดีที่สุดแล้ว
และผมก็ไม่คิดว่า ประเทศชาติจะผิดหวังในตัวพวกเราหรอกนะครับ
..
แฟน ๆ อังกฤษ 🏴 ปีนั้นล่ะครับ ผิดหวังในตัวพวกเขากันหรือเปล่า? พิมพ์คอมเมนต์มาบอกกันได้นะคร้าบ
✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 (14 กรกฎาคม 1990)
📸 ⚽ #ฟุตบอลโลก