สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา

สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา ส่งเสริม สนับสนุน ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา

สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา มีบริการให้แก่ประชาชน ดังนี้
1. คลินิกกีฬา
2. ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย
3. การทดสอบสมรรถภาพทางกาย

📣 สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ยกทีมจัดนิทรรศการ “Sport Science Showcase” ในงาน “บุรีรัมย์พาราเกมส์” 2569วันที่ 31 สิงหาคม 25...
31/08/2026

📣 สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ยกทีมจัดนิทรรศการ “Sport Science Showcase” ในงาน “บุรีรัมย์พาราเกมส์” 2569

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่วมจัดนิทรรศการ “Sport Science Showcase” ภายในงานพิธีเปิดกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี พ.ศ. 2569 “บุรีรัมย์พาราเกมส์” ณ โดมอเนกประสงค์เทศบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี นายพัฒพงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิด

ภายในนิทรรศการ สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้จัดบูธกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และทดลองจริง ได้แก่

🏃 กิจกรรมให้ความรู้ด้านการป้องกันการบาดเจ็บทางการกีฬา
เรียนรู้หลักการและแนวทางในการป้องกันการบาดเจ็บ เพื่อให้สามารถออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัย

⚡ กิจกรรมพัฒนาปฏิกิริยาตอบสนอง (Reaction Time) ทดสอบและพัฒนาความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเล่นกีฬาและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน

🧩 กิจกรรมพัฒนาการวางแผนและการตัดสินใจผ่านเกม Tower of Hanoi เรียนรู้การคิดวิเคราะห์ การวางแผน และการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ผ่านเกมที่สนุกและท้าทาย

นิทรรศการ “Sport Science Showcase” เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการวิทยาศาสตร์การกีฬาเคลื่อนที่เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีของเด็กและเยาวชน Sport Science Showcase ซึ่งเป็นโครงการสำคัญ (Flagship) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ที่มุ่งนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่สนุก เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

📍 พบกับกิจกรรม Sport Science Showcase ได้ภายในงาน “บุรีรัมย์พาราเกมส์” 2569 ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม - 2 กันยายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

#สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา

#บุรีรัมย์พาราเกมส์2569
#วิทยาศาสตร์การกีฬา
#ป้องกันการบาดเจ็บทางการกีฬา

#กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

🚀 เปิดรับสมัครแล้ว! นักกีฬาเยาวชน ประจำเดือน กันยายน 2569🏆 From Dream to Pro! จากความฝันสู่มืออาชีพ✨ ภายใต้โครงการพัฒนาส...
31/08/2026

🚀 เปิดรับสมัครแล้ว! นักกีฬาเยาวชน ประจำเดือน กันยายน 2569

🏆 From Dream to Pro! จากความฝันสู่มืออาชีพ

✨ ภายใต้โครงการพัฒนาสมรรถภาพทางกายและจิตใจของนักกีฬาเยาวชน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาระดับโลกในอนาคต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

หากคุณเป็นนักกีฬาเยาวชนที่ต้องการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบ พร้อมก้าวสู่การเป็นนักกีฬาระดับสูงในอนาคต โอกาสดีมาถึงแล้ว!

🔹 Sports Performance Test
บริการทดสอบสมรรถภาพทางกายและทางสมองสำหรับนักกีฬา

📅 ทุกวันศุกร์ 🕙 เวลา 10.00 – 12.00 น.

✅ วิเคราะห์สมรรถภาพร่างกาย
✅ ประเมินศักยภาพด้านสมองและการตอบสนอง
✅ รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
🔴 รับจำนวนเพียง 10 คนต่อวัน
⸻

🔹 Sports Training Class
คลาสฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬา

📅 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ 🕒 เวลา 15.00 – 16.30 น.

🏅 ตารางฝึกประจำสัปดาห์

💛วันจันทร์
🧠 ฝึกสมองและจิตใจ

🩷วันอังคาร
💪 ฝึกความแข็งแรง (Strength)

🧡วันพฤหัสบดี
⚡ ฝึกแรงระเบิดพลังและสปีด (Power & Speed)

🩵วันศุกร์
🎯 การประสานสัมพันธ์ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Co-ordination)

🔴 รับจำนวนเพียง 10 คนต่อวัน
⸻

🎉 สมัครเข้าร่วม ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
📌 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนกว่าจะเต็ม

⸻
📍 สถานที่
ศูนย์ค้นหาและพัฒนานักกีฬาศักยภาพสูงแห่งอนาคต(Sports Talent Center)
อาคารสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา
สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ 60 พรรษา
อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

⸻

🌟 เพราะทุกความฝัน เริ่มต้นจากการพัฒนาที่ถูกต้อง
From Dream to Pro! ก้าวแรกสู่การเป็นนักกีฬาระดับโลก เริ่มต้นได้ที่นี่

📲 สมัครเลยวันนี้ แล้วมาพัฒนาศักยภาพไปด้วยกัน!
google form https://forms.gle/zwUMdRZYpbWfaVbh7
สอบถามเพิ่มเติม/สมัครเข้าร่วม Line Official account https://lin.ee/toO99IX

Sport Science Weekly S.4Ep.48 🦵🔊 เข่าดังกรอบแกรบ = เข่าเสื่อมจริงหรือ?เสียงดังจากข้อเข่า ไม่ได้หมายความว่า “เข่าพัง” เสม...
31/08/2026

Sport Science Weekly S.4
Ep.48 🦵🔊 เข่าดังกรอบแกรบ = เข่าเสื่อมจริงหรือ?
เสียงดังจากข้อเข่า ไม่ได้หมายความว่า “เข่าพัง” เสมอไป

#สาระสำคัญ
เสียงกรอบแกรบจากข้อเข่า หรือ Knee Crepitus เป็นเสียงที่อาจเกิดขึ้นขณะงอหรือเหยียดเข่า เช่น เสียงกรอบแกรบ เสียงลั่น หรือเสียงเสียดสี

หลายคนกังวลว่าเมื่อเข่ามีเสียงดัง หมายความว่ากระดูกอ่อนกำลังสึกหรือเป็นข้อเข่าเสื่อม แต่ในความเป็นจริง เสียงดังเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้วินิจฉัยว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมได้

เสียงจากข้อเข่าสามารถพบได้ในคนทั่วไป แม้ในผู้ที่ไม่มีอาการปวด และอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวของโครงสร้างภายในข้อ เนื้อเยื่อรอบข้อ หรือการเปลี่ยนแปลงของแรงดันภายในน้ำไขข้อ

ดังกรอบแกรบ แต่ไม่เจ็บ อันตรายหรือไม่?

หากมีเสียงจากข้อเข่า แต่ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวด บวม ข้อฝืด หรือลงน้ำหนักลำบาก โดยทั่วไปเสียงเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าข้อเข่ากำลังเสื่อม

อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาอาการและการทำงานของข้อเข่าร่วมด้วย ไม่ควรประเมินจากเสียงเพียงอย่างเดียว

🚨 เมื่อไรควรระวัง?

หากมีเสียงจากข้อเข่าร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

* ปวดเข่าระหว่างทำกิจกรรมหรือปวดต่อเนื่อง
* เข่าบวม
* ข้อฝืด โดยเฉพาะหลังพักเป็นเวลานาน
* เข่าล็อก หรือรู้สึกติดขัดขณะเคลื่อนไหว
* งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่สุด
* รู้สึกเข่าไม่มั่นคง หรือเข่าทรุด
* อาการปวดหรือการทำงานของข้อเข่าแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

แล้วควรดูแลอย่างไร?

หากไม่มีอาการปวดหรือข้อเข่าทำงานผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องหยุดออกกำลังกายเพียงเพราะมีเสียงดังจากข้อเข่า

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและข้อได้ โดยเน้น

* เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps)
* เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstrings)
* เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อสะโพก (Gluteal Muscles)
* เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อน่อง (Calf Muscles)
* ฝึกการเคลื่อนไหวและความสามารถในการทำกิจกรรมอย่างเหมาะสม
* ค่อย ๆ เพิ่มระดับความหนักของกิจกรรมตามความสามารถของร่างกาย

สำหรับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมหรือมีอาการปวดเข่า การออกกำลังกายถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการช่วยพัฒนาการทำงานของข้อและลดอาการปวด

#สรุป
“เสียงดัง ไม่ได้แปลว่าเข่าพัง — ให้ดูอาการร่วมด้วย”

เสียงกรอบแกรบของข้อเข่าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม การพิจารณาอาการปวด บวม ความฝืด ความมั่นคง และความสามารถในการใช้งานข้อเข่าร่วมกัน มีความสำคัญมากกว่า

หากมีอาการผิดปกติหรืออาการส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการเล่นกีฬา ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

Hollander, M., et al. (2025). Noisy knees: Knee crepitus prevalence and association with structural pathology: A systematic review and meta-analysis. British Journal of Sports Medicine.

Kolasinski, S. L., Neogi, T., Hochberg, M. C., et al. (2020). 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation Guideline for the Management of Osteoarthritis of the Hand, Hip, and Knee. Arthritis Care & Research, 72(2), 149–162.

National Institute for Health and Care Excellence (NICE). (2022). Osteoarthritis in over 16s: Diagnosis and management (NG226).

Lo, G. H., et al. (2018). Subjective Crepitus as a Risk Factor for Incident Symptomatic Knee Osteoarthritis: Data From the Osteoarthritis Initiative. Arthritis Care & Research.

สรุปและเรียบเรียงโดย
กภ.วรินทร อาชาทรง
นักกายภาพบำบัด

นางณัฏฐวี แสงอรุณ
ผู้อำนวยการกลุ่มเวชศาสตร์การกีฬา
สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา

ขอแสดงความยินดีกับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่คว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 4 พร้อมได้รับตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ Lo...
30/08/2026

ขอแสดงความยินดีกับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่คว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 4 พร้อมได้รับตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ Lost Angeles ได้สำเร็จ 🎉

Sport Science Weekly S.4EP.47 ผลของการดื่ม เครื่องดื่ม Red Bull ต่อความทนทานของกล้ามเนื้อและกำลังแบบไม่ใช้ออกซิเจนเครื่อ...
30/08/2026

Sport Science Weekly S.4

EP.47 ผลของการดื่ม เครื่องดื่ม Red Bull ต่อความทนทานของกล้ามเนื้อและกำลังแบบไม่ใช้ออกซิเจน

เครื่องดื่มชูกำลัง Red Bull ถูกกล่าวอ้างว่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพด้านเวลาปฏิกิริยาตอบสนอง (Reaction Time) สมาธิ และความตื่นตัว โดยมีสารออกฤทธิ์หลักที่ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพ (Ergogenic ingredient) คือ คาเฟอีน ซึ่งการได้รับคาเฟอีนแบบฉับพลันในปริมาณ 2–9 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ระหว่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ได้รับการยอมรับว่าช่วยเพิ่มความทนทานและลดความเมื่อยล้าได้ งานวิจัยในอดีตส่วนใหญ่เน้นศึกษาผลของคาเฟอีนต่อการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระยะยาว แต่ผลต่อ สมรรถภาพแอนแอโรบิก (Anaerobic Performance) และ ความทนทานของกล้ามเนื้อ (Muscle Endurance) ในลักษณะการยกน้ำหนักหลายๆ เซต ยังคงมีผลการวิจัยที่ขัดแย้งกันอยู่ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง Red Bull ต่อสมรรถภาพแอนแอโรบิกการปั่นจักรยาน Wingate และความทนทานของกล้ามเนื้อระหว่างการยกน้ำหนักท่า Bench-Press

#ผู้เข้าร่วมวิจัย
ผู้เข้าร่วมที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง จำนวน 15 คน (ชาย 11 คน, หญิง 4 คน อายุ 24±6 ปี)

#วิธีดำเนินการวิจัย
การเตรียมตัวก่อนทดลอง (2 ครั้ง)
ครั้งที่ 1: ทดสอบหาค่าความแข็งแรงสูงสุด (1-RM) ท่า Bench Press
ครั้งที่ 2 (3 วันถัดมา): ทำความคุ้นเคยกับขั้นตอนการทดลอง โดยยก Bench Press (เครื่อง Lever chest-press machine) ที่ความหนัก 70% 1-RM จำนวน 3 เซตจนกระทั่งหมดแรง (พักระหว่างเซต 1 นาที) พัก 10 นาที แล้วต่อด้วยการทดสอบปั่นจักรยาน Wingate 30 วินาที จำนวน 3 รอบ (พักระหว่างรอบ 2 นาที)
การทดสอบจริง (2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน)
- สุ่มให้ดื่ม Red Bull (คาเฟอีน 2.0 มก./กก. ของน้ำหนักตัว) หรือ เครื่องดื่มหลอก (Mountain Dew สูตรไร้คาเฟอีน ผสมน้ำมะนาวและน้ำเปล่า) ก่อนเริ่มทดสอบ 60 นาที
- หลังผ่านไป 7 วัน จะสลับประเภทเครื่องดื่มและทำแบบทดสอบเดิม
- ข้อปฏิบัติตัว: งดคาเฟอีน 48 ชั่วโมง, งดกิจกรรมทางกายหนัก 24 ชั่วโมง และงดอาหาร/เครื่องดื่ม 3 ชั่วโมงก่อนการทดสอบ

#การประเมินสมรรถภาพทางกาย
- ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ (Muscle Strength and Endurance)
ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ: ยกน้ำหนักท่า Machine Bench Press ที่ความหนัก 70% 1-RM จนหมดแรง จำนวน 3 เซต (พักระหว่างเซต 1 นาที)
- กำลังแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Power): ปั่นจักรยานวัดงาน Wingate 3 รอบ (รอบละ 30 วินาที แรงต้าน 7.5% ของน้ำหนักตัว พักระหว่างรอบ 2 นาที) พร้อมเจาะวัดค่าแลกเตตในเลือด ณ ระยะพัก, หลังจบแต่ละรอบทันที และหลังออกกำลังกาย 2 นาที

#สรุปผลการวิจัย
เครื่องดื่มชูกำลัง Red Bull ช่วยเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อส่วนบน (ยก Bench Press ได้จำนวนครั้งมากขึ้น) แต่ไม่มีผลต่อกำลังแบบไม่ใช้ออกซิเจน จากการทดสอบปั่นจักรยาน Wingate

: Forbes SC, Candow DG, Little JP, Magnus C, Chilibeck PD. Effect of Red Bull energy drink on repeated Wingate cycle performance and bench-press muscle endurance. Int J Sport Nutr Exerc Metab. 2007 Oct;17(5):433-44. doi: 10.1123/ijsnem.17.5.433. Erratum in: Int J Sport Nutr Exerc Metab. 2008 Oct;18(5):542. PMID: 18046053.

#สรุปและเรียบเรียงโดย
นายศิรวิชญ์ ถมยา
เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การกีฬา
นายธิติวัฒน์ น้อยคำเมือง
นักพัฒนาการกีฬาชำนาญการ
กลุ่มวิจัยและพัฒนา สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา

Sport Science Weekly S.4EP.46  #พลังต้นขาที่เปลี่ยนเกมทบทวนงานวิจัยในต่างประเทศที่เผยแพร่ตั้งแต่ 1 มกราคม 2024 ถึง 25 สิ...
28/08/2026

Sport Science Weekly S.4

EP.46 #พลังต้นขาที่เปลี่ยนเกม

ทบทวนงานวิจัยในต่างประเทศที่เผยแพร่ตั้งแต่ 1 มกราคม 2024 ถึง 25 สิงหาคม 2026

หลักฐานปี 2024 ถึงปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงวิธีพัฒนาการกระโดด การเร่งความเร็ว และการเปลี่ยนทิศทางในนักฟุตบอล การเพิ่มพลังขาในนักฟุตบอลให้ได้ผลในสนาม ไม่ควรพึ่งเวทหรือการกระโดดเพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างฐานแรงด้วยการฝึกแรงต้าน ต่อด้วยพลัยโอเมตริก และเชื่อมสู่การสปรินต์หรือเปลี่ยนทิศทางแบบเฉพาะแบบในกีฬาฟุตบอล โดยควบคุมความล้าเพื่อให้คุณภาพของการฝึกในแต่ละครั้งยังประสิทธิถาพสูง ในกีฬาฟุตบอล การมีขาที่แข็งแรงยังไม่พอ นักกีฬาต้องสร้างแรงได้มากและรวดเร็วในเวลาเพียงเสี้ยววินาที จากการศึกษางานวิจัยตั้งแต่ปี 2024 – ปัจจุบัน ช่วยตอบชัดขึ้นว่า โปรแกรมแบบใดเพิ่มโอกาสให้ผลลัพธ์ถ่ายทอดไปสู่การออกตัว การกระโดด การยิง และการเปลี่ยนทิศทางจริง

พลังต้นขา ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อใหญ่
คำว่า "พลังต้นขา" ในบทความนี้หมายถึง พลังระเบิดของรยางค์ล่าง หรือความสามารถในการสร้างแรงมากด้วยความเร็วสูง จึงไม่ใช่เรื่องของกล้ามเนื้อหน้าขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อหน้าขา หลังต้นขา สะโพก และน่อง รวมถึงการควบคุมลำตัวและข้อเท้า พลังที่ดีจึงสะท้อนทั้งฐานแรงสูงสุด อัตราการพัฒนาแรง การประสานงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และประสิทธิภาพของวงจรยืด-หดตัวที่ใช้ในการกระโดดหรือเปลี่ยนทิศทาง ในห้องทดลองนักวิจัยมักประเมินคุณสมบัตินี้ผ่าน countermovement jump (CMJ), squat jump (SJ), reactive strength index (RSI), การสปรินต์ระยะสั้น และแบบทดสอบเปลี่ยนทิศทาง ตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นตัวแทนของสมรรถนะ ไม่ใช่หลักประกันโดยตรงว่าจะเล่นดีขึ้นทุกสถานการณ์

ภาพรวมหลักฐานใหม่ : สูตรที่ได้เปรียบคือการฝึกแบบผสม
งานทบทวนของ Oliver และคณะในปี 2024 รวม 34 การศึกษาและนักฟุตบอลชายเยาวชนระดับสูง 1,396 คน พบว่า การฝึกแรงต้าน พลัยโอเมตริก และโปรแกรมผสม ล้วนช่วยเพิ่มความแข็งแรง การกระโดด พลังแนวนอน การเร่งความเร็ว และความสามารถเปลี่ยนทิศทาง โดยผลต่อคุณลักษณะส่วนใหญ่มีขนาดปานกลาง ขณะที่ผลต่อความเร็วระยะไกลขึ้นมีขนาดเล็กกว่า จุดที่ต่างชัดคือการเพิ่มความแข็งแรงล้วน ซึ่งการฝึกแรงต้านและโปรแกรมผสมให้ผลมากกว่าพลัยโอเมตริกเพียงอย่างเดียว (Oliver et al., 2024)
งานดังกล่าวยังสอดคล้องกับ network meta-analysis ปี 2026 ที่รวมการทดลองแบบสุ่ม 29 งานในนักฟุตบอลอายุ 12-19 ปี ทุกวิธีหลักช่วยเพิ่มพลังระเบิดเมื่อเทียบกับการฝึกฟุตบอลตามปกติ แต่โปรแกรมที่ผสมแรงต้านกับการกระโดดมีแนวโน้มเด่นที่สุดสำหรับ SJ และ CMJ ส่วนการฝึกที่ปรับน้ำหนักให้ตรงกับช่วงกำลังสูงสุดอาจเด่นด้านสปรินต์ อย่างไรก็ตาม การจัดอันดับระหว่างวิธีจำนวนมากอาศัยหลักฐานทางอ้อมที่มีความเชื่อมั่นต่ำถึงปานกลาง จึงควรใช้เป็นทิศทาง ไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว (Tan et al., 2026)
1. เวทสร้างฐานแรง แต่ความล้ามากไม่เท่ากับผลลัพธ์มาก
Rojas-Jaramillo และคณะ (2024) กล่าวว่า การฝึกแรงต้านทำหน้าที่เหมือนการขยาย "เพดานแรง" ของนักกีฬา โดยการให้นักฟุตบอลเยาวชนจำนวน 20 คน ฝึก full squat สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ด้วยน้ำหนักต่ำถึงปานกลาง แล้วเปรียบเทียบการหยุดเซตเมื่อความเร็วลดลง 10% กับ 30% กลุ่มที่หยุดเร็วกว่า หรือสะสมความล้าน้อยกว่า มีการเปลี่ยนแปลงด้านสปรินต์ ความเร็วลูกยิง และ squat 1RM มากกว่าโดยรวม สาระสำคัญจึงไม่ใช่ทำซ้ำให้มากที่สุด แต่คือรักษาความเร็วและคุณภาพของการเคลื่อนไหว
หลักฐานระยะยาวยิ่งตอกย้ำคุณค่าของฐานแรง การทดลอง 12 เดือนในนักฟุตบอลเยาวชนชั้นนำพบว่า การเพิ่ม squat สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที ช่วยเพิ่มแรงสูงสุด การกระโดด และสปรินต์มากกว่าการซ้อมฟุตบอลอย่างเดียว (Skratek et al., 2024)
ในนักฟุตบอลหญิงเยาวชนระดับสูง การฝึกแรงต้านในฤดูกาล 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วยเพิ่มแรง leg press, CMJ และ repeated shuttle sprint พร้อมพบอัตราการบาดเจ็บแบบไม่ปะทะต่ำกว่ากลุ่มควบคุม แต่ผลด้านการบาดเจ็บยังมาจากตัวอย่างขนาดเล็ก จึงไม่ควรเหมารวมเกินงานเดียว (Darragi et al., 2024)
ข้อเตือนที่สำคัญมาจากงานในนักฟุตบอลผู้ใหญ่ระดับกึ่งอาชีพ การฝึก leg extension และ leg curl 8 สัปดาห์ทำให้แรงเหยียดและงอเข่าเพิ่มราว 10-18% แต่ไม่ทำให้สปรินต์ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Bokůvka et al., 2025)
นี่คือหลักฐานตรงว่า "แข็งแรงขึ้น" ไม่ได้แปลว่า "เร็วขึ้น" โดยอัตโนมัติ หากไม่มีการฝึกให้ใช้แรงนั้นด้วยความเร็วและทิศทางที่ตรงกับเกม
2. พลัยโอเมตริกแปลงแรงเป็นความระเบิด และไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณสูง
พลัยโอเมตริก เช่น jump, hop, bound และ drop jump ฝึกให้นักกีฬาเปลี่ยนจากการรับแรงไปสู่การส่งแรงได้รวดเร็ว งานทดลองในนักฟุตบอลชายก่อนวัยรุ่น 27 คน พบว่าโปรแกรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วยเพิ่ม CMJ, standing long jump, single-leg hop และการเปลี่ยนทิศทาง พร้อมลดคะแนนความไม่สมดุลระหว่างขาประมาณ 45% แม้ขนาดผลของตัวชี้วัดความไม่สมดุลจะอยู่ระดับเล็กน้อย (Sammoud et al., 2024)
งานที่น่าสนใจต่อการจัดตารางทีมคือ การศึกษา U17 จำนวน 52 คน เปรียบเทียบการกระโดด 82 ครั้งต่อสัปดาห์ใน 2 วัน กับแบบ microdosing เพียง 41 ครั้ง กระจายเป็น 4 วัน ทั้งสองแบบช่วยเพิ่ม SJ, CMJ, RSI และสปรินต์ 10 เมตรมากกว่ากลุ่มควบคุม และไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองแบบ จึงเป็นสัญญาณว่าจำนวนน้อยแต่ทำบ่อยและไม่เกิดความล้า อาจเพียงพอสำหรับการพัฒนาโดยไม่สะสมความล้ามาก (Liu et al., 2024)
ในฟุตบอลหญิง การทบทวน 14 การทดลองแบบสุ่มในปี 2025 พบผลบวกต่อ SJ, drop jump, peak power, Illinois agility, สปรินต์ 20 เมตร และพลังการเตะ ส่วน CMJ มีแนวโน้มดีขึ้นแต่ยังไม่ถึงนัยสำคัญทางสถิติ และความไม่สม่ำเสมอระหว่างงานค่อนข้างสูง (Hernandez-Martinez et al., 2025)
ขณะที่ French Contrast Method ในผู้เล่นหญิงช่วยด้านกระโดดและความคล่องตัว แต่ไม่ทำให้สปรินต์ 30 เมตรดีขึ้นอย่างชัดเจน (Aslan et al., 2026)
ดังนั้น การฝึกด้วยวิธีขั้นสูงไม่ควรถูกตีความว่าเหนือกว่ากับการฝึกขั้นพื้นฐานในทุกเป้าหมาย แต่โปรแกรมฝึกควรมีความเหมาะสมกับช่วงอายุ และกลุ่มเป้าหม้าย
3. การถ่ายทอดสู่สนามต้องฝึกให้เฉพาะกับความเร็ว มุม และทิศทาง
งานของ Lerche และคณะ (2025) สุ่มนักฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศ 71 คนให้ฝึกเวทหรือพลัยโอเมตริก 8 สัปดาห์ ทั้งสองกลุ่มเพิ่มแรง trap-bar 5RM, RSI และเปลี่ยนทิศทางมุม 45 องศาได้ดีขึ้น แต่ไม่ดีขึ้นในมุมกลับตัว 180 องศา ผลนี้ชี้ว่า การเปลี่ยนทิศทางแต่ละมุมมีความต้องการด้านแรงเบรก และเทคนิคไม่เหมือนกัน
ในช่วงฤดูกาล งานระยะสั้น 4 สัปดาห์ในผู้เล่นเยาวชนระดับสูงพบว่า การฝึกแบบ velocity-based ที่หยุดเซตเมื่อความเร็วลดลง 15% ให้การพัฒนา CMJ, RSI และการเปลี่ยนทิศทางดีกว่าวิธีเวทแบบดั้งเดิมบางตัวชี้วัด แต่ไม่พบความแตกต่างด้านสปรินต์ 20 เมตร (Sekulović et al., 2024)
ส่วนการทดลอง 6 เดือนในผู้เล่นเยาวชน 89 คนพบว่า squat ร่วมกับพลัยโอเมตริก หรือ squat ร่วมกับ calf raise ช่วยเพิ่มสปรินต์ 10 และ 30 เมตร รวมถึง CMJ และ drop jump แต่สปรินต์ 5 เมตรไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน (Kadlubowski et al., 2025)

#สรุป
งานวิจัยตั้งแต่ปี 2024 ถึงปัจจุบันให้คำตอบที่สอดคล้องกันมากขึ้นว่า การเพิ่มพลังต้นขาในนักฟุตบอลไม่ใช่การสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความสามารถให้ร่างกายผลิตแรงได้เร็ว รับแรงได้ดี และใช้แรงนั้นในทิศทางที่เกมต้องการ โปรแกรมที่มีเหตุผลจึงประกอบด้วยสามชั้น: เวทสร้างฐานแรง พลัยโอเมตริกสร้างความระเบิด และสปรินต์หรือเปลี่ยนทิศทางสร้างการถ่ายทอดสู่สนาม
หัวใจสำคัญไม่ใช่ฝึกให้เหนื่อยที่สุด แต่คือฝึกด้วยคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง วัดผลหลายมิติ และปรับตามอายุ ประสบการณ์ และตารางแข่งขัน เมื่อใช้หลักการนี้ พลังขาจะไม่หยุดอยู่ที่ตัวเลขในยิม แต่มีโอกาสกลายเป็นวินาทีที่เร็วขึ้น การกระโดดที่สูงขึ้น และการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพขึ้นในเกมจริง

:
1. Oliver, J. L., et al. (2024). The effects of strength, plyometric and combined training on strength, power and speed characteristics in high-level, highly trained male youth soccer players: A systematic review and meta-analysis. Sports Medicine, 54(3), 623-643. https://doi.org/10.1007/s40279-023-01944-8
2. Rojas-Jaramillo, A., et al. (2024). Comparison of 10% vs. 30% velocity loss during squat training with low loads on strength and sport-specific performance in young soccer players. Sports, 12(2), 43. https://doi.org/10.3390/sports12020043
3. Sammoud, S., et al. (2024). Effects of plyometric jump training on measures of physical fitness and lower-limb asymmetries in prepubertal male soccer players: A randomized controlled trial. BMC Sports Science, Medicine and Rehabilitation, 16, 37. https://doi.org/10.1186/s13102-024-00821-9
4. Liu, G., Wang, X., & Xu, Q. (2024). Microdosing plyometric training enhances jumping performance, reactive strength index, and acceleration among youth soccer players: A randomized controlled study design. Journal of Sports Science and Medicine, 23, 342-350. https://doi.org/10.52082/jssm.2024.342
5. Skratek, J., Kadlubowski, B., & Keiner, M. (2024). The effect of traditional strength training on sprint and jump performance in 12- to 15-year-old elite soccer players: A 12-month controlled trial. Journal of Strength and Conditioning Research, 38(11), 1900-1910. https://doi.org/10.1519/JSC.0000000000004890
6. Darragi, M., et al. (2024). Effects of in-season strength training on physical fitness and injury prevention in North African elite young female soccer players. Sports Medicine - Open, 10, 94. https://doi.org/10.1186/s40798-024-00762-0
7. Vasileiou, S. S., et al. (2024). Effects of an 8-week in-season explosive power training program on neuromuscular performance and lower-limb asymmetries in young male soccer players. Journal of Strength and Conditioning Research, 38(12), 2121-2128. https://doi.org/10.1519/JSC.0000000000004917
8. Sekulović, V., et al. (2024). Effects of in-season velocity-based vs. traditional resistance training in elite youth soccer players. Applied Sciences, 14, 9192. https://doi.org/10.3390/app14209192

#สรุปและเรียบเรียงโดย
นายนัฐกรณ์ เพชรานนท์
นักวิทย์ศาสตร์การกีฬา
กลุ่มวิจัยและพัฒนา สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา
นายธิติวัฒน์ น้อยคำเมือง
นักพัฒนาการกีฬาชำนาญการ
กลุ่มวิจัยและพัฒนา สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา

26/08/2026
สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา จัดเต็มนิทรรศการ เผยแพร่องค์ความรู้สมอง-ร่างกาย ยกระดับฟุตบอลไทยในงาน "Thailand Football Transfo...
26/08/2026

สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา จัดเต็มนิทรรศการ เผยแพร่องค์ความรู้สมอง-ร่างกาย ยกระดับฟุตบอลไทยในงาน "Thailand Football Transformation"

วันที่ 26 สิงหาคม 2569
ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร

สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ร่วมจัดบูธนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เกี่ยวข้องกับกีฬาฟุตบอล ในงานสัมมนา เรื่อง "Thailand Football Transformation : พลิกโฉมระบบฟุตบอลไทย สร้างรากฐาน ภายใต้กระทรวงการกีฬา สู่อนาคตที่ยั่งยืน สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้นำเสนอองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การพัฒนากีฬาในการพัฒนาฟุตบอลไทยระดับเยาวชน โดยเน้นย้ำใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพสมองที่เชื่อมโยงกับศักยภาพทางการกีฬาและการประเมินสมรรถภาพทางกายเฉพาะกีฬา ที่เป็นตัวบ่งชี้สำคัญของนักฟุตบอล ให้กับนักกีฬา ผู้ฝึกสอน บุคลากรทางการกีฬา และผู้เข้าร่วมการสัมมนา
ภายในบูธนิทรรศการยังได้นำอุปกรณ์และเครื่องมือทดสอบทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เกี่ยวข้องกับกีฬาฟุตบอล ที่มีความทันสมัย มาจัดแสดงเพื่อสาธิตและให้ความรู้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการประเมินและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและผลักดันฟุตบอลไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนตามเป้าหมายต่อไป

FIT FROM HOME 🏠💪🏻"Recovery สำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกาย"เมื่อเราออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา หากไม่มีการ Recovery ให...
26/08/2026

FIT FROM HOME 🏠💪🏻
"Recovery สำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกาย"

เมื่อเราออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา หากไม่มีการ Recovery ให้เหมาะสม อาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่า เช่น การล้า การบาดเจ็บ และส่งผลให้การพัฒนาสมรรถภาพทางกายช้าลงได้ ดังนั้น เราจึงต้องเช็คสัญญาณร่างกายของตัวเองและเริ่มวางแผน Recovery ของตนเองให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดการพัฒนาสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้นและมีความต่อเนื่องกันนะครับ

🏃🏃‍♀️🏋️‍♀️🏊‍♀️🚴⛹🏌️‍♀️🚣

📝สรุปและเรียบเรียงโดย
นายภูริพัฒน์ กล่อมพันธ์ เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การกีฬา
นายวุฒิวิทย์ รุ่งสว่าง นักพัฒนาการกีฬาปฏิบัติการ

Sport Science Weekly S.4EP.45 การพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในเด็กอายุ 5–12 ปี ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานเป็นรากฐานสำค...
26/08/2026

Sport Science Weekly S.4

EP.45 การพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในเด็กอายุ 5–12 ปี

ทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็ก โดย FMS ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งหมด แต่เป็นทักษะที่ต้องได้รับการเรียนรู้ ฝึกฝน และส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ทักษะดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ทักษะการเคลื่อนที่ (Locomotor Skills) เช่น การวิ่ง การกระโดด และการเคลื่อนที่ในทิศทางต่าง ๆ ทักษะการควบคุมหรือจัดการวัตถุ (Manipulative Skills) เช่น การขว้าง การรับ การตี และการเลี้ยงลูกบอล และ ทักษะด้านการทรงตัวและความมั่นคง (Stability Skills) เช่น การรักษาสมดุลและการควบคุมท่าทางของร่างกาย ทั้งสามกลุ่มมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการประสานงานของร่างกายหรือ motor coordination และเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนและทักษะกีฬาเฉพาะด้านในอนาคต

#สาระสำคัญ
ความสัมพันธ์ระหว่าง FMS กับกิจกรรมทางกาย สมรรถภาพทางกาย และสุขภาพ เด็กที่มีทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในระดับสูงมีแนวโน้มเข้าร่วมกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักมากกว่าเด็กที่มีทักษะต่ำ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์กับสมรรถภาพทางกาย เช่น ความสามารถด้านแอโรบิก ความอดทนของกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่ว และการประสานงานของร่างกาย ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีทักษะต่ำทำกิจกรรมทางกายได้น้อยลง ส่งผลให้สมรรถภาพทางกายลดลง และเมื่อสมรรถภาพลดลงก็ยิ่งทำให้ความสามารถในการเคลื่อนไหวลดลงตามไปด้วย อาจสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนในระยะยาว
ทักษะการควบคุมวัตถุ โดยเฉพาะการขว้างและการรับลูกบอล มีความสำคัญอย่างมากต่อการมีส่วนร่วมในกีฬา เพราะเด็กที่สามารถควบคุมลูกบอลได้ดีมักมีความมั่นใจในการเคลื่อนไหวมากกว่า มีโอกาสเข้าร่วมเกมและกีฬาประเภททีมมากขึ้น ในทางกลับกันเด็กที่มีทักษะต่ำอาจหลีกเลี่ยงเกมที่ใช้ลูกบอล ทำให้ได้รับโอกาสในการฝึกฝนน้อยลงและเกิดช่องว่างของประสบการณ์การเคลื่อนไหว ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางการเคลื่อนไหวโดยรวม
รูปแบบการจัดการเรียนรู้และการฝึกทักษะ รูปแบบที่มีประสิทธิภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสอนแบบดั้งเดิม แต่ควรผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะ การเรียนรู้ผ่านเกม (Game-Based Learning) การกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสหลายด้าน (Sensory Integration) การกำหนดจำนวนครั้งของการฝึกและช่วงพักอย่างเหมาะสม (Structured Repetition) และการสอนทักษะที่ซับซ้อนแบบเป็นขั้นตอน (Programmed Instruction) วิธีการเหล่านี้ช่วยให้เด็กได้รับการฝึกอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันก็ยังคงความสนุกและแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรม
Game Experience Learning หรือ GEL ซึ่งใช้สถานการณ์เกมเป็นบริบทในการเรียนรู้ โดยมีขั้นตอนตั้งแต่การได้รับประสบการณ์จากเกม การสะท้อนผล การสร้างความเข้าใจ และการนำความรู้ไปใช้ วิธีดังกล่าวช่วยพัฒนาทั้งทักษะทางกาย TechniqueและTactic ตลอดจนการทำงานร่วมกับผู้อื่นและแรงจูงใจในการเรียนรู้ เด็กที่ได้สัมผัสลูกบอลและลงมือปฏิบัติบ่อยครั้งช่วยเพิ่มโอกาสในการฝึกทักษะและลดเวลาที่เด็กต้องรอหรือไม่ได้เคลื่อนไหว
การกำหนดจำนวนครั้งในการฝึก การฝึกอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ โดยเฉพาะการฝึกทักษะการควบคุมวัตถุ การฝึกประมาณ 6 ครั้งต่อเซตและมีช่วงพักประมาณ 45–60 วินาที สามารถให้ผลการเรียนรู้ที่ดีในเด็กบางช่วงอายุและบางประเภทของทักษะ อย่างไรก็ตามค่าดังกล่าวควรพิจารณาร่วมกับอายุ ลักษณะทักษะ และเงื่อนไขของการฝึก ไม่ควรนำไปใช้เป็นกฎตายตัวกับเด็กทุกคน
การใช้ประสาทสัมผัสหลายระบบร่วมกัน เช่น การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส ระบบการทรงตัว และการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย วิธีดังกล่าวช่วยให้เด็กเรียนรู้และปรับตัวต่อสถานการณ์การเคลื่อนไหวที่หลากหลายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องจัดกิจกรรมที่บ้านหรือรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน นอกจากนี้ การสอนทักษะที่ซับซ้อนควรแบ่งการเคลื่อนไหวออกเป็นขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้จากทักษะง่ายไปสู่ทักษะที่ซับซ้อนมากขึ้น
บทบาทของครูและผู้ฝึกสอน ประสิทธิภาพของโปรแกรมพัฒนาทักษะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สอนในการออกแบบกิจกรรม กำหนดระดับความยาก ให้ข้อมูลย้อนกลับ และควบคุมปริมาณการฝึกอย่างเหมาะสม รูปแบบการสอนตั้งแต่รูปแบบที่ครูควบคุมและเน้นความแม่นยำ ไปจนถึงรูปแบบที่เปิดโอกาสให้เด็กสำรวจ แก้ปัญหา และตัดสินใจด้วยตนเอง ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมควรปรับให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความสามารถของเด็ก

#สรุป การพัฒนาทักษะควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเน้นการผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ผ่านเกม การกระตุ้นประสาทสัมผัสหลายด้าน การกำหนดจำนวนครั้งและช่วงพักที่เหมาะสม และการสอนทักษะที่ซับซ้อนแบบเป็นขั้นตอน โดยเฉพาะทักษะการขว้าง การรับ การตี และการเลี้ยงลูกบอล ซึ่งมีความสำคัญต่อการเข้าร่วมกีฬา นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยและมีการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานไม่ใช่เพียงการฝึกให้เด็กเคลื่อนไหวได้ถูกต้อง แต่เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงระหว่างความสามารถทางกาย การเรียนรู้ แรงจูงใจ สุขภาพ และการมีส่วนร่วมในกีฬา ความสำเร็จของการพัฒนาจึงเกิดจากการทำงานร่วมกันของตัวทักษะ คุณภาพของการจัดการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหว หากโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้ฝึกสอนสามารถสร้างโอกาสให้เด็กได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบที่สนุก มีความเหมาะสมกับวัย และมีการประเมินติดตามอย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยวางรากฐานที่ดีต่อสมรรถนะการเคลื่อนไหวและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายตลอดช่วงชีวิตได้

: Khudolii, M., Ivashchenko, O., & Khudolii, O. (2025). Fundamental Movement Skills Development in Children Aged 5–12: Theory, Evidence, and Pedagogical Models. Physical Education Theory and Methodology, 25(6), 1456-1470.




#สรุปและเรียบเรียงโดย
นายศุภวิชญ์ จันทร์เมือง
นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
กลุ่มเวชศาสตร์การกีฬา สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา
นางณัฏฐวี แสงอรุณ
ผู้อำนวยการกลุ่มเวชศาสตร์การกีฬา
สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา

ที่อยู่

อาคารกีฬานิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ 154 ถ. พระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน
Bangkok
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

022142578

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์