29/05/2026
Sport Science Weekly S.4
EP.29 #ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนความยาวนิ้วมือ (2D:4D) กับการตอบสนองของระดับแลคเตทในเลือด ระหว่างการทดสอบสมรรถภาพแบบสลับช่วงในนักกีฬาฟุตบอลหญิง
แลคเตท (Lactate) เคยถูกมองว่าเป็นของเสียที่เกิดจากระบบพลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic) ระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแลคเตทได้รับการยอมรับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบเผาผลาญ โดยสามารถถูกสร้างและนำไปใช้เป็นพลังงานได้ แม้ในสภาวะที่มีออกซิเจนเพียงพอ นอกจากนี้ แลคเตทยังทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างกระบวนการสลายน้ำตาล (glycolytic system) และระบบพลังงานแบบใช้ออกซิเจน (oxidative system) อีกด้วย
แลคเตทมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ หัวใจ และระบบประสาทส่วนกลาง อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นโมเลกุลส่งสัญญาณ หรือที่เรียกว่า exerkine ซึ่งเป็นสารที่หลั่งระหว่างการออกกำลังกายและมีผลดีต่อระบบหลอดเลือด หัวใจ และปอด ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของแลคเตทระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนักอาจสะท้อนถึงกลไกการตอบสนองของร่างกายในการปรับตัวต่อความเครียดทางสรีรวิทยา
อัตราส่วนนิ้ว (2D:4D) คือสัดส่วนระหว่างความยาวของนิ้วชี้ (2D) ต่อความยาวของนิ้วนาง (4D) ซึ่งใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางอ้อมของการได้รับฮอร์โมนในช่วงพัฒนาการก่อนคลอด โดยผู้ที่มีค่า 2D:4D ต่ำ (นิ้วนางยาวกว่านิ้วชี้) มักมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงและเอสโตรเจนต่ำ ซึ่งลักษณะดังกล่าวพบได้บ่อยในนักกีฬาประเภทความทนทาน เช่น นักวิ่งระยะไกล ทั้งในเพศชายและเพศหญิง
#วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อ
1.ดูความสัมพันธ์ระหว่าง 2D:4D และ การตอบสนองของแลคเตทในเลือดระหว่างการทดสอบวิ่งแบบ 30-15 IFT ในนักฟุตบอลหญิง ในช่วงการวิ่งที่ความเร็วสูง
2.การประเมินว่าตัวแปรด้านขนาดร่างกาย (เช่น ส่วนสูง, ความยาวนิ้ว, และค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด หรือ VO₂max) มีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของแลคเตทหรือไม่รวมถึงเพื่อพิจารณาว่า ค่า 2D:4D ของมือขวา ยังคงเป็นตัวบ่งชี้ (Predictor) ที่แม่นยำที่สุดในการทำนายระดับแลคเตท ภายใต้สภาวะที่ร่างกายออกแรงอย่างเต็มที่ (Maximal exertion) หรือไม่
#วิธีการวิจัย
1.ผู้เข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลหญิง อายุระหว่าง 18-24 ปี จำนวน 28 คน จากสโมสรฟุตบอลหญิงระดับสมัครเล่นที่ทำการแข่งขันในลีกภูมิภาค
2.วัดองค์ประกอบร่างกาย – น้ำหนัก, ส่วนสูง, %fat, BMI)
3.สแกนมือ (2D:4D)
#การทดสอบ 30-15 Intermittent fitness test (30-15 IFT) เป็นการวิ่งไป-กลับ 40 เมตร โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน (0–20–40 เมตร) และมีเขตพักระยะ 3 เมตรต่อจากเส้น 0 และ 40 เมตร ทำการวิ่งเป็นเวลา 30 วินาที สลับกับการพักแบบอยู่กับที่ 15 วินาที โดยเริ่มต้นที่ความเร็ว 8 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วทีละ 0.5 กม./ชม. ในแต่ละรอบ (stage) การควบคุมจังหวะการวิ่งใช้สัญญาณเสียง (beep) เพื่อกำหนดเวลาที่ผู้ทดสอบต้องวิ่งให้ถึงเส้นในแต่ละช่วง
ก่อนการทดสอบ ผู้เข้าร่วมทำการอบอุ่นร่างกายแบบไดนามิก (dynamic warm-up) จำนวน 5 ท่า ได้แก่ leg swings, walking lunges, lateral lunges, ankle bounces และ single-leg bounces
การทดสอบดำเนินการเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน โดยมีการกระตุ้นด้วยคำพูดเพื่อให้ผู้เข้าร่วมออกแรงอย่างเต็มที่ การทดสอบจะสิ้นสุดเมื่อเกิดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง ดังนี้
1.นักกีฬาหยุดวิ่งเองเนื่องจากความเหนื่อยล้า
2.นักกีฬาไม่สามารถวิ่งเข้าสู่เขตพักระยะ 3 เมตร ได้ทันเสียงสัญญาณติดต่อกัน 3 ครั้ง
ระหว่างการทดสอบ มีการวัดระดับแลคเตทเป็นระยะเพื่อประเมินการตอบสนองทางสรีรวิทยาต่อความหนักของการออกกำลังกาย โดยเก็บตัวอย่างเลือดเมื่อสิ้นสุดการเพิ่มความเร็วในทุก ๆ 2 กม./ชม. เริ่มตั้งแต่ความเร็ว 8 กม./ชม. ทำให้มีการเก็บข้อมูลที่ความเร็ว 8, 10, 12, 14, 16, 18 และ 20 กม./ชม. ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมบางรายอาจไม่สามารถทำการทดสอบได้ครบทุกช่วงความเร็ว ตัวอย่างเลือดถูกเก็บในช่วงพัก 15 วินาทีทันทีหลังสิ้นสุดแต่ละช่วงความเร็ว
#ผลการทดสอบ
จากการทดสอบ 30–15 Intermittent Fitness Test (30–15 IFT) ของนักกีฬา 28 คน มีค่า VO2max เฉลี่ยอยู่ที่ 57.96 ในส่วนของระดับแลคเตทมีการเพิ่มขึ้นตามความเร็วในการวิ่งที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนของความสัมพันธ์ของระดับแลคเตทกับตัวแปรต่าง ๆ พบว่า
1. คนที่มีอัตราส่วนนิ้วมือข้างขวา (Right 2D:4D) สูง
มีแนวโน้มที่จะมีระดับแลคเตทในเลือดสูง โดยจะเห็นชัดเมื่อวิ่งเร็วมาก (16–18 km/h)
2. คนที่มีน้ำหนักตัวหรือค่า BMI สูง
มักจะมีระดับแลคเตทสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อออกกำลังกายในระดับปานกลางถึงหนัก
3. คนที่มีระบบพลังงานแบบใช้ออกซิเจนดี (VO₂max สูง)
จะมีระดับแลคเตทต่ำกว่า แสดงว่าร่างกายจัดการความเหนื่อยได้ดีกว่า
#สรุปผล
เมื่อเพิ่มความหนักของการวิ่ง ระดับแลคเตทในเลือดจะสูงขึ้น และมีการหลั่งสาร exerkine มากขึ้นตามไปด้วย ผู้ที่มีอัตราส่วนนิ้วมือข้างขวา (Right 2D:4D) สูง มักมีแนวโน้มที่จะมีระดับแลคเตทสูง โดยจะเห็นชัดในช่วงที่วิ่งด้วยความเร็วสูงมาก นอกจากนี้ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวหรือค่า BMI สูง มักมีแนวโน้มเกิดแลคเตทสูงขึ้น ขณะที่ผู้ที่มีความฟิตดี (VO₂max สูง) จะสามารถควบคุมระดับแลคเตทได้ดีกว่า และมีความทนทานต่อความเหนื่อยล้าได้มากกว่า
: Nobari, Hadi, Mainer-Pardos, Elena, Lozano, Demetrio, Manning, John T., Parpa, Koulla orcid icon, Mason, Laura, Michaelides, Marcos orcid icon and Roso-Moliner, Alberto (2025) Digit Ratio (2D:4D) and lactate response during a football-specific intermittent field fitness test in women. Early Human Development, 211 . p. 106414. ISSN 0378-3782
#สรุปและเรียบเรียงโดย
นายศิรวิชญ์ ถมยา
เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การกีฬา
นายธิติวัฒน์ น้อยคำเมือง
นักพัฒนาการกีฬาชำนาญการ
กลุ่มวิจัยและพัฒนา สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา