13/07/2026
ประกาศตามหา ฉลามหาย! สืบรอยจากอาหารในงานเลี้ยง
ในช่วงระยะเวลาราว 10 ปีที่ผ่านมา เราได้รับเบาะแสเกี่ยวกับจำนวนประชากรของ “ฉลาม” ในธรรมชาติกำลังลดลงอย่างน่าตกใจ! จากสถิติของกรมประมงพบการจับฉลามในไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นไปในทิศทางเดียวกับทรัพยากรฉลามทั่วโลก ซึ่งนั่นไม่ใช่ข่าวดี แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าฉลามหลาย ๆ ชนิดกำลังจะหมดไปจากท้องทะเล
เมื่อแกะรอยตามเบาะแสสุดท้ายที่นำไปสู่การหายตัวอย่างปริศนา ข้อมูลทั้งหมดกลับถูกพบอยู่ใกล้ตัวจนคาดไม่ถึง นั่นคือบน “จานอาหาร” ในงานเฉลิมฉลองของมนุษย์เรานี่เอง ซ้ำร้ายรายงานทั่วโลกยังชี้ว่า ในแต่ละปีมีฉลามมากกว่า 80 ล้านตัวถูกฆ่า โดยจำนวน 1 ใน 3 ที่ถูกจับนั้นเป็นชนิดฉลามและกระเบนที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการทำประมงเกินขนาด
วันนี้ฉลามไม่ได้หายไปแค่เพราะเมนู "หูฉลาม" เท่านั้น แต่พวกมันกำลังเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบไหนอีกบ้าง?
ร่วมสืบค้นเบาะแสและเปิดเผยความจริงหลังเมนูฉลาม พร้อมชวนทุกคนเปลี่ยนมาปักหมุดเคียงข้างฉลามใน เพื่อปกป้องระบบนิเวศมหาสมุทรที่สมบูรณ์ไปด้วยกัน
เบาะแส 1: ประกาศตามหา ฉลามหาย!
ปริศนาจำนวนประชากรฉลามที่ลดฮวบจนน่าตกใจ รู้ไหมว่า “ฉลาม” คือ สิ่งมีชีวิตสุดแข็งแกร่งที่อยู่บนโลกตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์กว่า 450 ล้านปีและมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยทุกวันนี้ทั่วโลกมีฉลามแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรมากกว่า 500 ชนิด และในน่านน้ำไทยเองก็ถูกค้นพบว่ามีเพื่อนพ้องฉลามอาศัยอยู่ร่วมกันหลากหลายกว่า 89 ชนิด
แต่ในวันนี้สถานการณ์ใต้ท้องทะเลกลับน่าเป็นห่วง เราได้รับเบาะแสว่าจำนวนประชากรของ “ฉลาม” ในธรรมชาติกำลังลดลงอย่างน่าตกใจ สถิติการประมงทะเลของกรมประมงในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาพบว่าการจับฉลามจากเครื่องมือประมงพาณิชย์ทุกชนิดมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยจับได้ 2,873 ตัน ในพ.ศ. 2555 เหลือเพียง 628 ตัน ใน พ.ศ. 2559 และยังลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 545 ตัน ใน พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา
ข้อมูลตัวเลขนี้อาจกำลังส่งสัญญาณเตือนกับเราว่า ในอนาคตท้องทะเลอาจไม่เหลือฉลามอีกต่อไป โดยเฉพาะการศึกษาเรื่อง‘Catch composition and aspects of the biology of sharks caught by Thai commercial fisheries in the Andaman Sea’ ช่วง พ.ศ. 2548-2558 ที่พบว่า ภาคการประมงพาณิชย์ของไทยในทะเลอันดามันจับฉลามได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะฉลามชนิดที่มีขนาดใหญ่ และการสูญเสียความหลากหลายของชนิดฉลามที่จับได้มากกว่า 60% ในช่วงระยะเวลาราว 10 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องของประชากรปลาที่ลดลง แต่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมใต้ท้องทะเลทั้งหมดตามมา
เบาะแส 2: ทำไมเราต้องตามหาฉลาม สำคัญขนาดไหน
คนทั่วไปอาจมีภาพจำว่า “ฉลาม” เป็นสัตว์ที่ดุร้าย น่ากลัว และคอยไล่กินปลาอื่น รวมถึงมนุษย์ แต่ความเป็นจริงแล้ว สถิติที่มนุษย์ถูกฉลามทำร้ายนั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ฉลามมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศมากทีเดียว เนื่องจากฉลามหลายชนิดเป็นผู้บริโภคระดับสูงของห่วงโซ่อาหาร เปรียบเหมือนผู้พิทักษ์ที่คอยควบคุมจำนวนประชากรปลาและสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ ไม่ให้มีมากหรือน้อยเกินไปจนเสียสมดุล หากวันใดที่ฉลามหายไป สัตว์ทะเลที่เป็นผู้บริโภคลำดับรองลงมาจากฉลามบางชนิดอาจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สัตว์น้ำบางชนิดมีจำนวนลดลง ผลกระทบอาจลุกลามเป็นลูกโซ่จนกระทบต่อแนวปะการังและแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์ทะเลและที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลอีกนับแสนชนิดและยังเป็นแหล่งสำคัญในการกักเก็บคาร์บอนของโลกได้
ยกตัวอย่างจากผลงานวิจัยเรื่อง Interaction strength combinations and the overfishing of a marine food web ของ Bascompte และคณะ ปี 2548 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่า เมื่อฉลามในแนวปะการังทะเลแคริบเบียนถูกจับมากเกินไปจนจำนวนน้อยลง จะเกิดผลกระทบแบบโดมิโนทั้งสายใยอาหารที่กระทบต่อสิ่งมีชีวิตกว่า 250 ชนิด โดย “ปลาหมอทะเล” ซึ่งเป็นผู้ล่าลำดับรองลงมาจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและตรงเข้าล่าปลากินพืชอย่าง “ปลานกแก้ว” จนประชากรลดลงอย่างมาก และเมื่อปลากินพืชที่คอยควบคุมสาหร่ายทะเลอย่างปลานกแก้วมีน้อยลง สาหร่ายทะเลก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็วจนปกคลุมแนวปะการังทั้งหมด ส่งผลให้แนวปะการังรังเสื่อมโทรมและฟื้นตัวได้ยาก
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่าฉลามเสือยังมีบทบาทลดโลกร้อนอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง จากงานวิจัยเรื่อง State-dependent risk-taking by green sea turtles mediates top-down effects of tiger shark intimidation in a marine ecosystem ของ Wirsing และคณะ ปี 2007 จากวารสาร Journal of Animal Ecology เผยว่า เต่าทะเลและพะยูนมีความระแวงต่อฉลามเสือ ทำให้สัตว์เหล่านี้มีการกระจายตัวกันหากิน ไม่กระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งช่วยปกป้องไม่ให้แนวหญ้าทะเลถูกกัดกินจนเสียหายมากเกินไป ส่งผลให้หญ้าทะเลยังคงทำหน้าที่เป็นบ้านของสัตว์น้ำวัยอ่อน และช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้เร็วกว่าป่าฝนเขตร้อนถึง 35 เท่า ซึ่งการมีอยู่ของฉลามเสือช่วยชะลอวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลกในทางอ้อมเช่นเดียวกัน
เบาะแส 3: แกะรอย “หลักฐานสำคัญ” ความจริงที่คาดไม่ถึงบนจานอาหาร
เมื่อแกะรอยตามเบาะแสที่นำไปสู่การหายตัวอย่างปริศนาของฉลาม ข้อมูลทั้งหมดกลับถูกพบอยู่ใกล้ตัวบน “จานอาหาร” ในงานเฉลิมฉลองของมนุษย์เรานี่เอง ในแต่ละปีมีฉลามมากกว่า 80 ล้านตัวทั่วโลกถูกฆ่า จนทำให้ 1 ใน 3 ของชนิดฉลามและกระเบนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการทำประมงเกินขนาด และความต้องการนำทุกชิ้นส่วนไปบริโภค
ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้เราไม่ได้สูญเสียพวกมันไปแค่กับเมนู “หูฉลาม (ครีบ)” เท่านั้น แต่เกือบทุกชิ้นส่วน ทั้งเนื้อก็ถูกนำมาปรุงเสิร์ฟ และกระดูกอ่อนยังถูกนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างขนมสัตว์เลี้ยง ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย พ.ศ. 2566 โดยองค์กรไวล์ดเอด ยังเผยความจริงที่ว่า คนเมืองกว่า 1 ใน 3 ให้ความสนใจที่จะบริโภค “เนื้อฉลาม” ทั้งตามร้านอาหาร งานจัดเลี้ยงธุรกิจ กินระหว่างท่องเที่ยว หรือแม้แต่สั่งไปกินที่บ้านเพียงเพราะความอยากลอง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้กำลังทำให้ตลาดเนื้อฉลามมีแนวโน้มเติบโต
หากสืบย้อนกลับไปในสมัยก่อนเคยมีค่านิยมการกินฉลาม เป็นสัญลักษณ์ถึงความมั่งคั่งและสถานะทางสังคม รวมถึงความเชื่อผิด ๆ ว่า “กินฉลามจะช่วยต้านโรคร้ายและบำรุงข้อต่อได้” ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่เป็นความจริง ทั้งที่ความจริงแล้ว ฉลามหลายชนิดเป็นสัตว์ผู้ล่าระดับสูงของห่วงโซ่อาหาร ร่างกายของมันจึงเป็นแหล่งสะสมโลหะหนักในปริมาณที่เข้มข้นจากเหยื่อของมัน ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ หากบริโภคต่อเนื่องในระยะยาว และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ แม้คนเมืองกว่า 88% จะทราบดีว่าฉลามมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล แต่การสืบสวนกลับพบร่องรอยของตลาดใหม่อย่าง “ขนมขบเคี้ยวและขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยง” ที่ทำจากชิ้นส่วนฉลาม นี่คืออุปสรรคสำคัญที่สร้างความต้องการใหม่ในตลาดและอาจกระตุ้นให้เกิดการทำประมง ที่ทำให้ฉลามเป็นสัตว์น้ำเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่พวกเราทุกคนต้องรู้เท่าทันและช่วยกันหยุดยั้งวงจรนี้ร่วมกัน
ส่งผู้พิทักษ์กลับบ้าน เลิกสั่ง เลิกกินฉลาม มาเป็น ด้วยกัน
เราเชื่อว่า มหาสมุทรยังคงต้องการผู้พิทักษ์และฉลามก็ควรได้ทำหน้าที่นั้นต่อไปในท้องทะเล มากกว่าอยู่บนจานอาหาร ซึ่งผลสำรวจจาก WildAid พ.ศ. 2566 ได้จุดประกายความหวังครั้งใหม่ เมื่อพบว่าความต้องการบริโภคหูฉลามในไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มลดลง โดยเหตุผลหลักมาจากความรู้สึกผิดที่จะบริโภค เมื่อมีความตระหนักมากขึ้นถึง ความสำคัญ ภัยคุกคาม ความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ รวมถึงการจับฉลามในอดีตเพื่อตัดครีบอย่างโหดร้าย
สัญญาณที่ดีเหล่านี้แสดงถึงพวกเราทุกคนมีพลังมากพอ ที่จะเซฟชีวิตฉลามและคืนความสมบูรณ์ให้ท้องทะเลได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมมือกันยุติใบประกาศตามหานี้ ด้วยการตัดสินใจ “ไม่กิน” และ “ไม่สั่ง” เมนูฉลาม ทั้งในชีวิตประจำวันและงานเลี้ยงฉลองทุกเทศกาล แล้วเปลี่ยนมาปักหมุดเคียงข้างฉลามเป็นหนึ่งใน เพื่อปกป้องเพื่อนร่วมโลกที่มีความสำคัญต่อความสมดุลของระบบนิเวศมหาสมุทรไปด้วยกัน
‘เลิกกิน-เลิกสั่ง-เลิกสนับสนุน’
ทุกเมนูและทุกผลิตภัณฑ์จากฉลาม
แล้วมาเป็น ด้วยกัน
ติดตามข้อมูลแคมเปญได้ที่:
Website: www.wildaidthai.org
Facebook: www.facebook.com/WildAidThailand
TikTok: www.tiktok.com/
WildAid x CreativeMove (2026)
#ฉลองไม่ฉลาม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- wildaid.org/wp-content/uploads/2024/07/Final-Report_version-1.1.pdf
- www.wildaidthai.org/wp-content/uploads/2025/01/Shark-fin-DNA-report_final_EN.pdf
- besjournals.onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1111/1365-2656.13424-https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/jfb.13605
- scripps.ucsd.edu/news/research-shows-overfishing-sharks-key-factor-coral-reef-decline
- www.wildaidthai.org/2025/11/10/unsafe-arsenic-found-in-sharks-based-pet-treats
https://www.pnas.org/doi/abs/10.1073/pnas.0501562102
- https://besjournals.onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1111/j.1365-2656.2007.01260.x