17/09/2021
https://www.facebook.com/847319882047266/posts/4197114163734471/
ทำไมรองเท้าเด้งแบบ Toe Spring ถึงไม่ควรใส่ตลอดเวลา
จะเรียกแขกไหมเนี่ย แต่เพราะมันทำให้เท้าเสียค่ะ ดูจากกลุ่มนักวิ่งที่ไทยนี่แหละไม่ต้องใครบอก เทรนมามากพอที่จะ สังเกตได้ โดยเฉพาะในช่วงสองสามปีหลังนี้ ที่มักจะใส่กันตลอดเวลาจนไม่มีเวลาสลับใส่รองเท้าวิ่งแบบอื่นเลย
Toe spring อยู่ตรงที่หัวนิ้วโป้งเท้าสิ้นสุด และเป็นตรงที่รองเท้าวิ่งแบบเด้งททขึ้นกับพื้นเกือบจะเป็นโค้ง
เจ้าโค้งนี้จะทำให้เราสามารถที่จะโรลเท้าไปข้างหน้าได้ง่าย ซึ่งถ้าเราเคยใส่พวกรองเท้าเดินเขาแบบแข็งจะรู้ว่ามันมีข้อแตกต่างที่เยอะมากคนละขั้ว แล้วจะเข้าใจว่า toe spring นั้น เอาไว้ช่วยนักวิ่งอย่างไร
ซึ่งไอเดียนี้ไม่ได้ใหม่นะคะมีมาเป็นร้อยปีแล้ว ยิ่งมี toe spring มาก เท้าเราก็จะทำงานน้อยลงเท่านั้น แต่ถ้าเราจะต้องการเท้าแข็งแรงที่จะช่วยให้เราไม่บาดเจ็บง่าย การใส่รองเท้าแบบนี้ตลอดเวลาที่วิ่งก็เป็นสิ่งที่ไม่ควร (เอาไว้ใส่ตอนแข่งก็ได้ แต่ไม่ใช่ตอนเทรน)
ค่อยมีการเปรียบเทียบประโยชน์ของเจ้า toe spring เมื่อเทียบกับวิ่งเท้าเปล่า และก็เท้าประเภทอื่นรวมทั้งรองเท้าแตะวิ่งด้วย ซึ่งรองเท้าแตะพวกนี้ที่ใช้สำหรับวิ่งก็จะมีองศาการโค้งอยู่ที่ตั้งแต่ 10,20,30,40 องศาแล้วแต่ดีไซน์ ซึ่งการทดลองเปรียบเทียบนี้จงใจที่จะใช้รองเท้าแตะเพื่อที่จะได้ดูความเคลื่อนไหวของเท้าที่อยู่ในรองเท้า และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับความโค้ง โดยใช้ปากกามาร์กเกอร์ขีด ตำแหน่งเท้าและข้อเท้าและเข่า โดยใช้กล้องถ่ายความเคลื่อนไหวของกระดูกนิ้วเท้า ผสมกับข้อมูลของ force plate เพื่อดูการออกแรงของเท้าเวลาที่เราดันตัวไปข้างหน้าในช่วงเวลาต่างๆที่เหยียบพื้น ซึ่งเป็นการคาดการณ์จากกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของนิ้วเท้า ซึ่งจะอยู่ใต้เท้าบริเวณใต้อุ้งเท้า arch ถ้าอยากรู้ว่าอยู่ตรงไหนก็ลองยืนเท้าเปล่า แล้วก็เอนตัวไปข้างหน้าและข้างหลังจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อใต้ฝ่าเท้าตัวที่แข็งขึ้นมา เพื่อที่จะคุมเราไม่ให้ล้มไปข้างหน้า ตัวนั้นแหล่ะค่ะ
(Ref: Sichting’s colleague Nicholas Holowka of the University at Buffalo, New York)
สิ่งที่พบก็คือ toe spring ลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อเหล่านี้จริง ยิ่งโค้งเท่าไหร่ กล้ามเนื้อใต้ฝ่าเท้าเหล่านี้ก็ทำงานน้อยลงเท่านั้น
กล้ามเนื้อเหล่านี้มีขนาดเล็ก ยิ่งทำงานน้อยลง เป็นระยะเวลาหลายปี มันก็จะอ่อนแอลง
แต่เราก็จะชอบใช้มันเพราะว่าทำให้เราไม่เหนื่อยมากแต่เร็วขึ้น แล้วก็สบายขึ้น (ref: Harvard University researcher Dan Lieberman-book Born to Run)
เมื่อ toe spring ลดภาระของกล้ามเนื้อที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับข้อนิ้วของเราในขณะที่เราดันตัว เราก็อยากจะใช้มันตามธรรมชาติมนุษย์ นี่คือสาเหตุที่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้คนบาดเจ็บที่เท้ามากขึ้นเยอะ
ไม่ได้บอกว่าไม่ควรใช้รองเท้าเหล่านี้เลยนะคะ เพราะในเวลาแข่งจะช่วยเราได้เยอะมาก และอีกอย่างหนึ่งคือกล้ามเนื้อเท้าของเราก็ไม่ได้เป็นกล้ามเนื้อหลักที่จะใช้พลังงานขณะวิ่ง แต่ถ้าเราวิ่งเป็นหมื่นก้าว หรือซ้อมวิ่งเป็นเดือน โดยใช้แต่รองเท้าเหล่านี้มันก็ไม่ไหว เราใช้เพราะว่าเราไม่อยากที่จะแข่งโดยที่ปวดเท้าหรือมีเท้าเป็นภาระขณะวิ่ง
เทรนให้ยาก แข่งให้ง่าย ดีกว่าค่ะ
Toe spring ทำให้กล้ามเนื้อที่คุมนิ้วเท้าที่อยู่ใต้อุ้งเท้ายืดตัวออก ไม่เกร็งหรือหดตัวในทุกก้าว ก็แปลว่านอกจากอ่อนแอแล้วมันก็ไม่สามารถที่จะช่วยสนับสนุนป้องกันแรงกดดันที่เอ็นใต้เท้าได้ (plantar fascia) อีกอย่างหนึ่ง toe spring นี้ทำให้เอ็นที่อยู่บนเท้าเกร็งตัวบ่อยขึ้น เอ็นนี้โดยปกติแล้วจะช่วยยกนิ้วเท้าของเราขึ้น ซึ่งสองสิ่งนี้ก็ส่งผลให้เรามีปัญหาเกี่ยวกับเอ็นใต้เท้าอักเสบได้ค่ะ
เจ้าแผ่นไขมันที่อยู่ใต้เท้า ซึ่งควรจะอยู่ตรงใต้ข้อนิ้วเท้าจะโดนดันไปอยู่ตรงใต้นิ้วแทนที่จะอยู่ตรงบริเวณฝ่าเท้าโคนนิ้ว ซึ่งก็จะทำให้ตรงจมูกเท้าของเราเจ็บและบาดเจ็บได้ เพราะไม่มีไขมันปกป้องแล้ว
ดังนั้นหากเดินเท้าเปล่าในชีวิตประจำวันให้เยอะขึ้น สลับรองเท้าวิ่งที่ไม่ใช่แบบเด้งบ้าง การเดินเท้าเปล่าไม่ได้เหมือนกับการวิ่งเท้าเปล่านะคะ เดี๋ยวจะคิดว่าวิ่งเท้าเปล่าแล้วการเดินทางเปล่าในแต่ละวันก็ไม่จำเป็น
แล้วก็ออกกำลังกายที่หัวแม่เท้าบ้าง ซึ่งทำได้ทั้งวัน อันที่จริงเคยเขียนในเพจหลายหนแล้ว ในเรื่องของการสร้างความแข็งแรงให้กับนิ้วเท้า การออกกำลังกายนิ้วเท้าก็ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าการ squeeze งอนิ้วเท้าก็มาให้สุด การแผ่นิ้วออกไปให้สุด การใช้นิ้วเท้าหยิบจับสิ่งที่อยู่บนพื้นขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งเล็กน้อยที่เราทำได้ประจำวัน และควรจะทำบ่อยๆ
การวิ่งในรองเท้าแบบมินิมอลล์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6- 12 อาทิตย์ก็สามารถที่จะเห็นข้อแตกต่างถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้าได้ค่ะ
โค้ชเอิน xx