25/08/2026
P4 Learning ep. 81 : P4 Training Progression Model
“P4 Training Progression Model” หรือ กระบวนการพัฒนาความสามารถของนักกีฬา ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของการพัฒนานักกีฬาที่ต่อยอดจากเนื้อหา P4 Learning ep.79 และสรุป เป็นแนวทางปฏิบัติด้วยโมเดล ดังต่อไปนี้
Link - Relate - Transfer - PERFORM
“ทำอย่างไร - เชื่อมกับอะไร - ใช้เมื่อไรและใช้อย่างไร - ทำได้หรือไม่เมื่อมีแรงกดดัน”
Link : “ทำอย่างไร” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การเรียนรู้วิธีปฏิบัติก่อนลงมือฝึกซ้อม ในขั้นตอนแรกนี้ “ความรู้ที่ถูกต้อง” จะช่วยให้นักกีฬาพัฒนาสิ่งที่กำลังฝึกได้อย่างถูกทิศทาง และการมีพื้นฐานที่ถูกต้องจะช่วยให้การพัฒนาเทคนิคมีความก้าวหน้าได้มากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น
การฝึกฟุตเวิร์ค Fh Topspin 2 จุด (จากตัวอย่างใน ep.79) มีขั้นตอนปฏิบัติ (คร่าวๆ) ดังนี้
1. เริ่มจากตำแหน่งการยืน : นักกีฬาต้องมีพื้นฐานการวางเท้าและท่าทางที่ถูกต้อง ระยะห่างจากโต๊ะมากกว่าการตี Fh Drive พอประมาณ
2. การเคลื่อนที่ (2 จุดตามเงื่อนไข) : นักกีฬาต้องเรียนรู้และมีการฝึกการเคลื่อนที่ทางด้านข้างหรือการเคลื่อนที่แบบ “เท้าคู่” มาแล้วพอสมควร
3. การลากไม้เข้าหาลูก : นักกีฬาต้องมีพื้นฐานการตี Fh Topspin แบบจุดเดียวได้ดีพอสมควร
4. จังหวะที่ไม้สัมผัสลูก : นักกีฬามีความเข้าใจเกี่ยวกับจังหวะการกระดอนของลูก (P1, P2, P3) เพื่อการปรับองศาหน้าไม้ให้สัมพันธ์กับจังหวะหรือตำแหน่งการกระดอนของลูก ซึ่งในขณะที่หน้าไม้สัมผัสลูกแต่ละครั้งอาจมีตำแหน่งที่แตกต่างกันไปบ้าง จึงต้องมีการปรับหน้าไม้ (คว่ำหรือหงาย) ในขณะที่สัมผัสลูกอย่างเหมาะสม
5. ตำแหน่งที่ไม้กระทบลูก : นักกีฬาได้รับการฝึก “การตีลูกหน้าตัว” เพื่อการรักษาจังหวะ ท่าทางการตีให้มีความมั่นคงและตีลูกได้อย่างแน่นอนมากขึ้น
6. ทิศทางที่ต้องการตีไปยังฝั่งตรงข้าม : นักกีฬาได้รับการฝึกเรื่องการตีลูกไปยังทิศทางต่างๆ เช่น การตีเป็นเส้นตรง ทแยงมุม และตีไปบริเวณกลางโต๊ะ มาแล้วพอสมควร
7. แรงที่ใช้ในการตี : นักกีฬาเข้าใจวิธีการใช้แรงแต่ละชนิดและเลือกใช้แรงได้อย่างเหมาะสมกับเป้าหมายหรือการตีแต่ละครั้งที่ลูกอาจเคลื่อนที่มาแบบสูงบ้างต่ำบ้าง รวมทั้งการถ่ายน้ำหนักตัวและการใช้แรงจากร่างกายส่วนล่าง
8. ความต้องการให้ลูกมีคุณภาพด้านความแม่นยำ ความเร็ว การหมุน หรือความแรง : ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการควบคุมลูกให้ลงโต๊ะอย่างต่อเนื่อง จังหวะการตี การลากไม้ด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น การสัมผัสลูกด้วยการใช้แรงแบบเสียดสี การสัมผัสลูกด้วยการใช้แรงแบบกระแทก เป็นต้น
Relate : “เชื่อมกับอะไร” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การนำแต่ละเทคนิค (ที่ได้ฝึกซ้อมมาแล้วเป็นอย่างดี) ไปเชื่อมโยงกับเทคนิคอื่นๆ ซึ่งจะต้องอาศัยความสัมพันธ์และการจัดลำดับขั้นตอนอย่างเหมาะสม
ยกตัวอย่างเช่น
การนำแบบฝึกฟุตเวิร์ค Fh Topspin 2 จุด ข้างต้น ไปเชื่อมกับ “การเสิร์ฟลูกพุ่งที่มีการหมุนแบบหมุนไปหน้า” เมื่อผู้รับตีโต้กลับมาทางคอร์ทโฟร์แฮนด์ ก็สามารถใช้ Fh Topspin ตีลูกกลับไป ซึ่งต้องอาศัยการเคลื่อนที่ที่มีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่แบบ 2 จุด โดยการใช้เทคนิคต่างๆ มาประกอบกัน ดังนี้
1. เทคนิคการเสิร์ฟลูกพุ่ง (แบบหมุนไปหน้า)
2. เทคนิคการใช้ Fh Topspin
3. เทคนิคการเคลื่อนที่แบบเท้าคู่
4. เทคนิคเกี่ยวกับจังหวะการตี การสัมผัสลูก การใช้แรงต่างๆ ตามที่ต้องการ
5. การอ่านลูก : สังเกตทิศทางของลูก (ดูทิศทางของหน้าไม้ที่ฝั่งตรงข้ามตีมา) เพื่อให้เห็นว่า “ลูกเคลื่อนที่มาลงในบริเวณใดของโต๊ะ” (ถึงแม้ลูกจะมาทางคอร์ทโฟร์แฮนด์) เพื่อการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่า จะใช้วิธีการเคลื่อนที่แบบเท้าคู่ด้วยการ “ขยับไปทางขวาหรือขยับไปทางซ้าย”
6. ประยุกต์การตีไปสู่การทำคะแนนหรือตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขั้นตอนดังกล่าว เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึง “เทคนิคต่างๆ” ที่ “ซ่อนตัวอยู่” และต่างก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของการตี Fh Topspin 2 จุดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องมีการประสานงานกัน มีการปฏิบัติซ้ำและอาศัยคุณภาพของแต่ละเทคนิคที่จะต้องผ่านการฝึกซ้อมในระดับที่ทำได้ดีพอสมควรก่อน เมื่อนักกีฬาเริ่ม “เชื่อมโยง” แต่ละเทคนิคเข้าด้วยกันได้ดีขึ้นแล้ว จึงนำไปสู่การพัฒนาระดับต่อไป
Transfer : “ใช้เมื่อไร” และ “ใช้อย่างไร” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การเลือกใช้แต่ละเทคนิคให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น คู่แข่งมีความสามารถแค่ไหน เราควรเลือกใช้วิธีการเล่นแบบใด แล้วนำไปสู่ “การวางแผนการเล่น” ด้วยการสังเกตคู่แข่งขันว่ามีวิธีการเล่นอย่างไร จากนั้นจึงนำมาเป็นข้อมูลในการสร้างกลยุทธ์หรือแทคติค ให้เกิดความได้เปรียบและมีโอกาสเป็นฝ่ายชนะ
คำถามที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งของการฝึกซ้อม จึงอยู่ที่ :
“นักกีฬาจะนำสิ่งที่ฝึกไปใช้ในเกมจริงเมื่อไรหรือในสถานะการณ์แบบใด" และ “ทำอย่างไร นักกีฬาจึงสามารถนำสิ่งที่ฝึกซ้อมไปใช้ในการแข่งขันได้จริง”
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงข้อแรก จึงต้องมองไปที่ “สถานการณ์จริง” มีความแตกต่างจากการฝึกซ้อมอย่างไรบ้าง เช่น
ในขณะฝึกซ้อมตี Fh Topspin 2 จุดอยู่นั้น ลูกมักจะเคลื่อนที่มาด้วยความเร็วคงที่ ความสูงต่ำ สั้นยาว ทิศทางมีความแน่นอน นักกีฬาตีโต้ได้ต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก
“คู่ซ้อมทำหน้าที่เป็นผู้ป้อนลูกให้มากกว่า การเป็นคู่แข่งขัน”
ในการแข่งขันจริง ลูกไม่ได้เคลื่อนที่มาด้วยความเร็วแบบเดิม ความสูงต่ำ สั้นยาว ทิศทางของลูกมีความคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ และยังต้องเชื่อมโยงเทคนิคการเล่นมาจากเทคนิคอื่นๆ เช่น การเสิร์ฟหรือการรับลูกเสิร์ฟด้วย ดังนั้น การถ่ายโยงเทคนิคต่างๆ ไปสู่การแข่งขันให้ได้มากขึ้น นักกีฬาจึงต้องอาศัย
“การสังเกต การอ่านลูก อ่านเกม คาดการณ์ แล้วคิด ตัดสินใจและลงมือทำด้วยตัวเอง” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่นักกีฬา “ขาดการฝึกมากที่สุด” ก็ว่าได้
การพัฒนาเรื่อง “การใช้” แต่ละเทคนิคให้กับนักกีฬานั้น ผู้ฝึกสอนต้องทำหน้าที่เพียงแค่ “ผู้สร้างเครื่องมือ” คือ เป็นผู้สอนวิธีการปฏิบัติแต่ละเทคนิคและเป็นเพียงผู้แนะนำวิธีการใช้ เพื่อให้นักกีฬาได้เห็นเป็นแนวทางเท่านั้น ในส่วนของ “การใช้จริง-เป็นหน้าที่ที่นักกีฬาจะต้องฝึกสังเกต ฝึกการอ่านลูก อ่านเกม คาดการณ์ แล้วคิด ตัดสินใจและลงมือทำด้วยตัวเอง” นักกีฬาจึงจะพัฒนาความสามารถไปสู่การเล่นในระดับสูงได้
การฝึกซ้อมในระดับนี้
“คู่ซ้อมจึงต้องทำหน้าที่เป็นคู่แข่งขันให้มากกว่า การเป็นผู้ป้อนลูกใส่มือ”
การเป็นคู่ซ้อมแบบทำหน้าที่การบล็อคหรือบุกที่มีความสม่ำเสมอทั้งจังหวะ การใช้แรงและทิศทางที่แน่นอน จะไม่ช่วยให้นักกีฬาเกิดการเรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นได้อีกต่อไป นักกีฬาทั้งสองฝ่าย (ฝ่ายบล็อคและฝ่ายบุก) จึงต้องมี “ความกระตือรือร้น” ในการปรับเปลี่ยนการตี เช่น ตีแรงบ้าง เบาบ้าง มีดึงจังหวะช้า เร่งจังหวะเร็ว รวมทั้งการปรับเปลี่ยนทิศทางการตีให้มีระดับความยากที่เหมาะสมกับความสามารถของนักกีฬาที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ด้วยกัน
PERFORM : “ทำได้หรือไม่เมื่อมีแรงกดดัน" เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ กระบวนการคิดวิเคราะห์ และ “ความกล้า” ในการตัดสินใจของนักกีฬาแต่ละคน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางด้าน “จิตใจ” ของนักกีฬา
จึงกล่าวได้ว่า คุณสมบัติพิเศษที่นักกีฬา (ระดับสูง) ต้องมี คือ
“ความสามารถในการควบคุมความกดดัน..ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา”
สถานการณ์การแข่งขันที่มักจะมีความกดดันสูง ได้แก่
1. ในขณะที่คะแนน 9 : 9
2. ในขณะที่เกมสูสี และกำลังจะตีลูกที่เป็น Match Point
3. การที่ต้องแข่งขันเป็นคู่ตัดสินในการแข่งขันประเภททีม
4. การแข่งขันในท่ามกลางคนดูและเสียงเชียร์ของฝั่งตรงข้าม
5. การเล่นไม่ได้ตามแผน การเสียคะแนนติดกันหลายคะแนน
6. การมีคะแนนนำหลายคะแนนแต่คู่แข่งสามารถทำคะแนนไล่มาจนคะแนนเท่ากัน
7. มีความคาดหวังเกี่ยวกับผลการแข่งขันสูง
8. การนำผลการแข่งขันไปผูกติดกับรางวัลที่จะได้รับ (แทนที่จะผูกติดกับวิธีการเล่น)
สิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้นักกีฬามีความกดดันมากกว่าในขณะฝึกซ้อม และพัฒนาได้ยากกว่าการฝึกเทคนิคหรือการฝึกด้านร่างกายอย่างมาก
การพัฒนากระบวนการคิดและการพัฒนาจิตใจ ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาเทคนิคทักษะและร่างกาย เป็นสิ่งที่มีผลต่อการต่อยอดความสามารถในระยะยาวของนักกีฬา ดังนั้น ผู้ฝึกสอนจึงต้องพัฒนาตนเองด้วยการทำความเข้าใจหลักและวิธีการต่างๆ ในการควบคุมตนเอง เพื่อจะได้ถ่ายทอดให้กับนักกีฬาได้อย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับการฝึกด้านทักษะและร่างกายด้วย
การฝึกซ้อมกีฬาเพื่อการแข่งขันจึงเป็น “กระบวนการ” ที่ประกอบด้วย การพัฒนานักกีฬาตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการฝึกซ้อมพื้นฐานแต่ละด้าน เพื่อต่อยอดไปสู่เทคนิคการเล่นหลากหลายรูปแบบ เรียนรู้การนำแต่ละเทคนิคมาใช้ร่วมกัน แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในแต่ละสถานการณ์การแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยการ “ควบคุมตนเอง” (Self Control) ให้สามารถเล่นได้ดีภายใต้สถานการณ์ที่มีความกดดัน
Link สร้างพื้นฐานและเชื่อมโยงความสามารถ
Relate เชื่อมโยงความสามารถกับสถานการณ์
Transfer ถ่ายทอดความสามารถไปสู่การเล่นจริง
PERFORM คงประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่มีความกดดัน
“การพัฒนานักกีฬาไม่ใช่การค้นหาทางลัด แต่คือการค้นหาลำดับที่ถูกต้อง”
หมายเหตุ : ความกดดัน เป็นเรื่องที่เกิดจากความคิดและจิตใจ วิธีการควบคุมหรือเอาชนะความกดดัน จึงต้องมุ่งไปที่การให้ความรู้เกี่ยวกับ การ “ฝึกคิด” เพื่อนำไปสู่การ “พัฒนาจิตใจ” ที่ต้องลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะยกตัวอย่างวิธีการฝึก “การควบคุมความกดดันของตนเอง” (Self Control) ไว้ในครั้งต่อไป ครับ
ฝึกไป คิดไป P4