07/04/2025
เกมรับเละเทะที่สุด ยิ่งกว่าเกมไหนในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลพ่ายแพ้ฟูแล่มแบบไม่มีข้ออ้างอะไรเลย จริงอยู่ช่องว่างกับอาร์เซน่อล ก็ยังกว้างมากถึง 11 แต้ม และโอกาสเป็นแชมป์ก็อยู่ในมือ แต่มันไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด
ฟอร์มน่าผิดหวัง ไอเดียตื้อตัน และโค้ชไม่ยอมโรเทชั่น นี่คือบทสรุป 23 ข้อ จากเกมพรีเมียร์ลีก ที่คราเวน ค็อตเทจ เมื่อคืนนี้
1) ลิเวอร์พูลมีกำลังใจที่ดี หลังจากอาร์เซน่อล รองจ่าฝูง ทำได้แค่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน 1-1 ในวันเสาร์ จากเดิมช่องว่างที่ห่าง 12 แต้ม ก็ลดลงมาเล็กน้อยเหลือ 11 แต้ม ถือว่ายังมีช่องว่างห่างอีกเยอะ
สถิติการเจอกันของลิเวอร์พูลกับฟูแล่ม ถือว่า "ข่ม" กันอยู่ ในยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ เคยเจอฟูแล่มที่สนามคราเวน ค็อตเทจ ทั้งหมด 5 นัด ไม่เคยแพ้แม้แต่เกมเดียว
ขณะที่ผลงานในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล ไม่แพ้ใคร 26 นัดติดต่อกัน คือตั้งแต่แพ้น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในเดือนกันยายน 2024 ก็ไม่แพ้ใครอีกเลย ต่อให้ทรงบอลไม่ดี เล่นติดๆ ขัดๆ ก็ยังมักจะเอาตัวรอดได้เสมอ
2) ตั้งแต่พรีเมียร์ลีก ก่อตั้งในปี 1992 ฟูแล่มเป็นทีมที่เปลี่ยนผู้จัดการทีมบ่อยมาก ไม่ค่อยมีใครสามารถคุมทีมนี้ได้นานๆ แป้บเดียวก็โดนเด้งโดนไล่ออก มีผู้จัดการทีมแค่ 2 คนเท่านั้น ที่คุมทีมได้ถึง 4 ปี คนแรกคือคริส โคลแมน (2003-2007) คนที่สองคือ มาร์โก ซิลวา ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน (2021-2025)
มาร์โก ซิลวา เป็นโค้ชที่ชอบใช้การโจมตีที่ริมเส้น ปีกกับฟูลแบ็ก จึงเป็นคีย์แมนของฟูแล่ม โดยเฉพาะฝั่งซ้าย ที่มีแอนโทนี่ โรบินสัน กองหลังที่แอสซิสต์เยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก (10 ครั้ง) ร่วมกับ อเล็กซ์ อิโวบี้ ที่ทั้งเร็ว ทั้งแข็งแรง เป็นตัวอันตรายมากๆ ที่ลิเวอร์พูลต้องระวัง
ฟูแล่มเคยถูกเรียกว่าเป็น โยโย่คลับ เพราะเดี๋ยวเลื่อนชั้น เดี๋ยวตกชั้น ไม่ค่อยอยู่ยืด แต่พอมาร์โก ซิลวาเข้ามาคุม ทีมเริ่มมั่นคง พวกเขายืนหยัดมา 3 ฤดูกาล โดยไม่มีความเสี่ยงที่จะตกชั้น และในปีนี้ ถ้าทำผลงานได้ดีในโค้งสุดท้าย อาจได้ไปเล่นถ้วยยุโรปด้วย
3) นัดนี้ ซิลวาเปลี่ยน 5 ตำแหน่ง จากเกมแพ้อาร์เซน่อลเมื่อกลางสัปดาห์ เขากล้าหาญที่จะโรเทชั่น ให้โอกาสนักเตะสำรองได้สตาร์ทตัวจริง ขณะที่อาร์เน่อ สล้อธ ยังคงยึดมั่นแผนการเล่นของตัวเองต่อไป โดยเปลี่ยน 1 ตำแหน่งจากเกมชนะเอฟเวอร์ตันกลางสัปดาห์ โดยถอดหลุยส์ ดิอาซ ออก แล้วส่งโคดี้ กั๊กโปเป็นตัวจริง
มีคนเตือนสล้อธแล้วว่า "เปลี่ยนบ้าง พักบ้าง" คนไหนเล่นดร็อป เล่นน่าผิดหวัง ก็น่าจะหมุนเวียนให้โอกาสคนอื่นบ้าง แต่สล้อธยังยึดมั่นไอเดียเดิมต่อไป เขาไม่คิดจะเปลี่ยนผู้เล่น แม้ในเกมล่าสุดกับเอฟเวอร์ตัน ฟอร์มผู้เล่นหลายคน เริ่มจะออกทะเลแล้วก็ตาม
4) เกมเริ่มต้นขึ้น ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 1-0 อย่างรวดเร็วมาก จากความสามารถเฉพาะตัวของอเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ ที่เลี้ยงตะลุยแบบข้ามาคนเดียว ฝั่งฟูแล่มพยายามเบียดใช้กำลังกระแทกก็เอาไม่อยู่
แม็คอัลลิสเตอร์ ตอนแรกมองไปที่ซาลาห์ด้านขวา แต่เมื่อเห็นฟูแล่มประกบซาลาห์แน่น เขาง้างเท้ายิงเองแล้วเสียบตาข่ายแบบสวยเพอร์เฟ็กต์สุดๆ
แม็คอัลลิสเตอร์ เป็นนักเตะอาร์เจนติน่าคนที่ 4 ที่ยิงได้ 25 ลูกในพรีเมียร์ลีก ต่อจากกุน อเกวโร่ (184), คาร์ลอส เตเวซ (84) และ มานูเอล แลนซินี่ (27)
5) ในขณะที่ไรอัน กราเวนเบิร์ช โดนคู่แข่งจับทางได้ ส่วนโดมินิค โซโบสไล ก็เล่นไม่คงเส้นคงวา แต่แม็คอัลลิสเตอร์เป็นคนที่สม่ำเสมอมาก เขามีบทบาทกับเกมตลอด สมแล้วที่มีดีกรีกองกลางแชมป์โลก
ทุกครั้งที่แม็คอัลลิสเตอร์ทำผลงานดีๆ ในโลกออนไลน์ที่อังกฤษก็จะชอบหยิบประโยคว่า "เรามาเตือนคุณว่า แม็คอัลลิสเตอร์ มีราคาแค่ 35 ล้านปอนด์เท่านั้น" ก็จะเด้งขึ้นมาทุกที
6) ลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ มีสถิติคือ ขึ้นนำเมื่อไหร่ ทีมไม่เคยแพ้ ดังนั้นการนำฟูแล่มไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 14 ทุกอย่างมันเป็นใจมาก ที่จะคว้าสามแต้มในนัดนี้
7) แต่สถิติของฟูแล่ม ณ เวลานี้ มีเรื่องแปลกๆ อยู่เหมือนกัน คือนับตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ฟูแล่ม "สลับแพ้-ชนะ" แบบนัดเว้นนัด มา 6 เกมติดกันแล้ว
นัดที่ 25 ชนะฟอเรสต์, นัดที่ 26 แพ้พาเลซ, นัดที่ 27 ชนะวูล์ฟส, นัดที่ 28 แพ้ไบรท์ตัน, นัดที่ 29 ชนะสเปอร์ส, นัดที่ 30 แพ้อาร์เซน่อล
สลับชนะ-แพ้-ชนะ วนไปเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อเกมที่แล้วแพ้อาร์เซน่อล ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามสคริปต์นัดนี้ก็มีโอกาสชนะลิเวอร์พูลได้เหมือนกัน
8 ) ลิเวอร์พูลขึ้นนำก็จริง แต่พวกเขาไม่สามารถรักษาความได้เปรียบได้ โดยเฉพาะกองหลัง ที่พร้อมใจกัน "ออกทะเล" ทุกคนเล่นแย่หมด ไม่มีใครเล่นดีเลย
อิบราฮิม่า โกนาเต้ เล่นโฉ่งฉ่าง เสียบอลในเขตโทษ โดนอันเดรียส เปเรยร่า โฉบแย่งบอลดื้อๆ เกือบมากๆ ที่จะเสียจุดโทษ แต่โชคดีที่กรรมการไม่ได้ว่าอะไร
นัดนี้เขาเล่นได้น่าผิดหวัง ปะทะชนะคู่แข่งแค่ 50% เท่านั้น ในการดวลตัวต่อตัว เรียกได้ว่าผิดฟอร์มไปเยอะเลย
9) เคอร์ติส โจนส์ ในตำแหน่งแบ็กขวา ก็เห็นชัดเจนว่า สกิลเกมรับยังไม่ได้จริงๆ ประตูตีเสมอ 1-1 เขาเป็นคนสกัดไม่ขาด จนบอลเด้งมาเข้าเท้าไรอัน เซสเซยง ยิงเข้าไปได้สำเร็จ
นัดนี้เราเห็นว่าโจนส์ พยายามขยับเข้าในเล่นในบทบาทอินเวิร์ต ฟูลแบ็ก แต่เวลาเสียบอลปั๊บ เขาถอยลงไปยืนแบ็กขวาไม่ทัน จนกราเวนเบิร์ชต้องรีบฉีกออกไปประคองแบ็กขวาแทนที่
แต่เอาจริงๆ ก็ว่าไม่ได้ เพราะโจนส์ไม่ได้คุ้นเคยกับตำแหน่งนี้ตั้งแต่แรก ท้ายที่สุดครึ่งหลัง โจนส์ก็ต้องกลับไปเล่นกองกลาง แล้วใช้คอนเนอร์ แบรดลีย์ มายืนแบ็กขวาตามตำแหน่งอยู่ดี
10) ส่วนแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน นี่คือเกมที่แย่ที่สุดในซีซั่นนี้ ได้คะแนนจาก whoscored แค่ 5.3/10 ต่ำสุดในบรรดานักเตะทุกคนในสนาม โดยเฉพาะประตู 2-1 ของฟูแล่ม โรเบิร์ตสันเล่นพลาด 3 ช็อตในเพลย์เดียวจนโดนคู่แข่งยิงได้
เริ่มจากการครอสบอลขวางสนาม ผ่านหน้ากรอบเขตโทษของตัวเอง ด้วยน้ำหนักเบามาก จนโดนอเล็กซ์ อิโวบี้แย่งบอลได้ คือเอาจริงๆ มีใครบ้างเขาครอสบอลให้โดนตัดได้ง่ายๆ แบบนั้น
อิโวบี้ยิงทีแรกไปติดบล็อค บอลลอยโด่งกลางอากาศ โรเบิร์ตสันพยายามแก้ตัววิ่งทะยานมาโหม่งบอลเพื่อสกัด แต่โหม่งไม่ดีอีก ไปเข้าเท้าอิโวบี้คนเดิม
คราวนี้อิโวบี้หาช่องยิง บอลก็ไปโดนโรเบิร์ตสันแฉลบเข้าประตู หมดสิทธิ์สำหรับเคลเลเฮอร์
จังหวะนี้ โรเบิร์ตสันทำพลาดแบบชุดใหญ่สุดๆ ครอสขวางสนามโดนแย่ง แล้วโหม่งไปเข้าทางคู่แข่ง ก่อนลูกบอลจะแฉลบตัวเองเข้าประตู ไม่แปลกที่กล้องจะจับภาพมาที่เขาเพราะมันพลาดแบบแรงจริงๆ
ไม่รู้โรเบิร์ตสันดวงแตกอะไร เวลาเจอกับฟูแล่ม เกมในครึ่งซีซั่นแรกที่แอนฟิลด์ เขาก็โดนใบแดงตั้งแต่ต้นเกม จนทำให้ทีมเหลือ 10 คน ในช่วงเวลาที่เหลือ คราวนี้ก็มาเล่นพลาดอีก
11) ไม่ใช่แค่โกนาเต้, โจนส์ และ โรเบิร์ตสัน แม้แต่เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กัปตันทีมที่น่าจะไว้ใจได้มากที่สุดนัดนี้ก็พลาดเหมือนกัน
ฟาน ไดค์ มีสถิติ ชนะในการดวลกับคู่แข่งที่ 40% น้อยที่สุดตั้งแต่เขาเล่นให้ลิเวอร์พูลมา 8 ฤดูกาล คือปกติเวลาปะทะกับกองหน้าคู่แข่ง ฟาน ไดค์ชนะเสมอ แต่ช่วงนี้เขาแพ้บ่อยๆ
ฟาน ไดค์ เล่นพลาดหลายหนในช่วงหลัง เกมกับเอฟเวอร์ตันเขาก็โดนเบโต้กระชากไปยิงชนเสา ส่วนมานัดนี้ ในจังหวะที่บอลลอยกลางอากาศ โรดริโก้ มูนิซ เอาไหล่กระแทกฟาน ไดค์ให้เสียจังหวะ จากนั้นใช้ท่า Flick บอลด้วยเท้าขวา ก่อนจะหมุนตัวแล้วซัดยิงลอดขาเคลเลเฮอร์ อย่างเฉียบขาดมาก
ลูกนี้ฟาน ไดค์เสียเหลี่ยมจริงๆ เป็นภาพที่เราไม่ค่อยเห็น แต่มันก็เกิดขึ้นในนัดนี้
12) นาทีที่ 22 ลิเวอร์พูลยังนำ 1-0 ด้วยซ้ำ แต่ฟูแล่มใช้เวลาแค่ 14 นาที ในการยิง 3 ลูกรวดพลิกแซงเป็น 3-1 ทั้ง 3 ลูก เป็นการผิดพลาดส่วนบุคคล เป็นฮิวแมนเออเร่อ แต่ก็ต้องให้เครดิตฟูแล่มที่เก็บตกทุกโอกาสเอาไว้ได้หมด
ถ้าแบ็กโฟร์คุณพร้อมใจกันเล่นพลาด ไม่มีทางที่จะยันสกอร์เอาไว้ได้ คือถ้าเล่นพลาด 1-2 คน ยังพอลุ้น แต่ถ้าออกทะเลพร้อมกัน ยังไงก็รอดยาก
13) นัดนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีครึ่ง ที่ลิเวอร์พูลโดนยิง 3 ลูกในครึ่งแรก ครั้งสุดท้ายที่โดนแบบนี้ คือเกมแพ้วิลล่า 7-2 ในเดือนตุลาคม 2020 (ครึ่งแรกตามหลัง 4-1) เกมรับยุ่ยเป็นทิชชู่เปียกน้ำ
14) ครึ่งแรกจบที่สกอร์ 3-1 ลิเวอร์พูลเล่นแบบไม่มีทิศทาง มีแค่แม็คอัลลิสเตอร์คนเดียวที่สอบผ่าน กองหลังเละ กองกลางคุมเกมไม่ได้ ส่วนกองหน้าหายไปจากเกมอย่างสิ้นเชิง
15) โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้โอกาสยิงทั้งเกม 1 ครั้ง จ่อๆ ที่กรอบ 6 หลาแต่ยิงข้ามคานไปไกลมาก เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 0 ครั้ง ทำบอลเสีย 4 หน เป็นเกมที่เขาได้คะแนนต่ำที่สุดในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ 6.0/10
ซาลาห์เข้าสู่ช่วงฟอร์มแผ่วเต็มตัว เป็นครั้งแรกในซีซั่น ที่เขา Blank ไม่ยิง ไม่แอสซิสต์ มา 4 เกมติดต่อกัน (เปแอสเช, นิวคาสเซิล, เอฟเวอร์ตัน, ฟูแล่ม)
ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ฝากความหวังในเกมรุกที่ซาลาห์ วันไหนที่ซาลาห์เล่นไม่ได้ พลังเกมบุกก็หายไปครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ได้แต่ต้องภาวนาว่าซาลาห์จะกลับคืนฟอร์มได้ตอนไหน
16) สล้อธ พยายามแก้เกมอย่างเต็มที่ในครึ่งหลัง เอาหลุยส์ ดิอาซ, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ดาร์วิน นูนเยซ และ คอนเนอร์ แบรดลีย์ลง
และได้ประตู 3-2 จากจังหวะบุกตะลุยของแบรดลีย์ แอสซิสต์ให้หลุยส์ ดิอาซ ยิงเข้าไป จะเห็นว่า สองตัวสำรอง ช่วยกันสร้างสรรค์ประตูนี้
17) ในรอบ 17 ปีที่ผ่านมา มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ที่ลิเวอร์พูลตามหลัง 2 ลูกในช่วงครึ่งแรก แล้วพลิกกลับมาชนะได้ (โดนแมนฯ ซิตี้ นำ 2-0 ในครึ่งแรก แล้วพลิกชนะ 3-2 ตอนจบเกม) จากนั้นมา ถ้าโดนนำ 2 ลูกครึ่งแรกก็หมดหวังเรื่องชนะได้เลย
แต่ตอนนี้หงส์แดงคงไม่หวังชนะ เอาแค่เสมอก็พอ จะได้ยืดแต้มเพิ่มเป็น 12 แต้มเท่าเดิม สล้อธส่งตัวสำรองคนสุดท้าย เฟเดริโก้ เคียซ่าลงเล่น แล้วปรับแผนใช้ 3 เซ็นเตอร์แบ็ก คือบุกแหลกสุดๆ แล้ว
18) แต่สุดท้ายก็เจาะไม่ได้ ฟูแล่มชนะ 3-2 ลิเวอร์พูลสิ้นสุดการไร้พ่ายในพรีเมียร์ลีกแค่ 26 นัดเท่านั้น นอกจากนั้นยังพ่ายแพ้เกมเยือนนัดแรกในซีซั่นนี้อีกด้วย
ขณะที่แต้มนำอาร์เซน่อลก็หยุดอยู่แค่ 11 แต้ม ไม่สามารถทำเพิ่มไปกว่านี้ได้ ซึ่งก็ถือว่าน่าเสียดาย เพราะอุตส่าห์ขึ้นนำก่อนแท้ๆ
19) สิ่งที่น่ากังวลใจมากๆ ของลิเวอร์พูล คือ "สมาธิ" ของผู้เล่นที่ดูใจลอยมาก พวกเขาเล่นเหมือนคนที่ได้แชมป์ไปแล้ว ไม่ใช่คนที่กำลังลุ้นไล่ล่าแชมป์อยู่ อาจจะเพราะแต้มที่ห่างมากจนเกินไป มั่นใจว่ายังไงคู่แข่งก็ไล่ไม่ทันแล้ว 11 แต้มจาก 7 เกม อาร์เซน่อลต้องระเบิดซูเปอร์ท็อปฟอร์มจริงๆ ถึงจะสร้างปาฏิหาริย์ได้
พอล จ๊อยซ์ นักข่าวจากเดอะ ไทมส์ เขียนว่า "ลิเวอร์พูลเล่น 45 นาทีแรก เหมือนคนที่กำลังพักร้อนอยู่ที่ชายทะเล เหมือนว่าได้แชมป์ลีกไปเรียบร้อยแล้ว"
ขณะที่บาร์นีย์ โรเนย์ จากเดอะ การ์เดี้ยน วิจารณ์นักเตะว่า "พวกเขาเล่นกันแบบไร้ใจ เล่นเหมือนคนที่กำลังเบื่อหน่าย บางทีพวกเขาคงเหนื่อยกับฤดูกาลที่ต้องต่อสู้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บี้กันจนถึงนัดสุดท้าย พอนานๆ ที ได้นำคู่แข่งแบบมีช่องว่างห่างขนาดนี้ก็เลยเล่นแบบปล่อยเบลอ"
20) หลังจบเกมนักข่าวถามว่า สล้อธไม่คิดจะโรเทชั่นจริงๆ หรือ เขายึดผู้เล่นชุดนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ก็เห็นอยู่ว่า นักเตะแทบจะหมดน้ำมันในถังอยู่แล้ว หลายคนตื้อตัน คิดอะไรไม่ออก บางคนปล่อยเบลอ เพราะใกล้จะจบซีซั่น ทำไมไม่เอาตัวสำรองที่กระหายอยากพิสูจน์ตัวเอง พวกเคียซ่า, เอลเลียตต์ หรือ เอ็นโด ลงตัวจริงบ้าง
สล้อธตอบว่า "ผู้เล่นไม่ได้เหนื่อยล้าอะไร เรามีช่องว่าง 4 วัน ก่อนเตะนัดนี้ และเราก็แสดงให้เห็นหลายครั้งในซีซั่นแล้ว ว่าการใช้ผู้เล่นชุดเดิมไม่ได้มีปัญหาอะไร นักเตะสามารถเล่นได้ ผมไม่คิดว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จะเกี่ยวอะไรกับร่างกายอ่อนล้า"
สล้อธยืนยันว่า เขาจัดตัวอย่างรอบคอบแล้ว ก็จะไม่โรเทชั่นเสียอย่าง จะใช้นักเตะชุดเดิมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วใครจะทำไม
คือแน่นอน มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา คนเป็นโค้ชสามารถทำอะไรก็ได้ แล้วเอาจริงๆ สล้อธก็สามารถคิดได้ ว่าด้วยวิธีการของเขา ทำให้ลิเวอร์พูลนำคู่แข่งอยู่ถึง 11 แต้มในตาราง นำห่างขนาดนี้ จ่อแชมป์ขนาดนี้ แล้วยังไม่ดีพออีกหรือ ดังนั้นแม้จะแพ้ แต่ก็ควรเคารพในการตัดสินใจของเขาบ้าง
อย่างไรก็ตาม แฟนบอลแนะนำด้วยความปรารถนาดี ว่าการโรเทชั่นไม่ได้เกี่ยวกับร่างกายอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับจิตใจด้วย การโรเทชั่นทำให้นักเตะมีความขยันเสมอ เพื่อรักษาตำแหน่งเอาไว้ และทำให้ตัวสำรองมีกำลังใจว่าถ้าตัวจริงพลาด ก็จะได้ลงเล่น แต่ถ้าโค้ชยึดตัวหลักตลอดเวลา ไม่มีสลับ ไม่มีเปลี่ยน มันก็จะไม่เป็นผลดีกับใครเลย
21) สถานการณ์ ณ เวลานี้ บนตารางคะแนน ลิเวอร์พูลนำอาร์เซน่อล 11 แต้ม เหลือเกมให้แข่งอีก 7 นัด เอาจริงๆ ไม่มีอะไรน่าห่วงขนาดนั้น โอกาสคว้าแชมป์อยู่ในมือแล้ว
ลิเวอร์พูลอาจจะฟอร์มสะดุดก็จริง แต่อาร์เซน่อลเองก็ไม่ได้เล่นดีเหมือนกัน โอกาสถูกแซงมี แต่ก็น้อยมากๆ
22) ยังไงลิเวอร์พูลก็เป็นแชมป์แน่ๆ ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ไม่มีทีมไหนพลิกแซงได้ ถ้ามีแต้มตามหลังเกิน 2 หลัก ในขณะเหลือการแข่งอีก 7 นัด ดังนั้นถ้าอิงจากสถิตินี้ เกมน่าจะโอเวอร์ไปแล้ว อาร์เซน่อลจะไปโฟกัสในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกที่พวกเขามีลุ้นมากกว่า
23) การพ่ายแพ้ฟูแล่ม เป็นแค่การสะดุดเล็กๆ ระหว่างทางเท่านั้น อาจเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก แค่ความพลาดพลั้งที่เกิดขึ้น ขอแค่ไม่ทำซ้ำในเกมที่เหลือ แชมป์ก็คงไม่หนีหงส์แดงไปไหน
ข่าวดีของลิเวอร์พูลคือแบรดลีย์เล่นได้แล้ว อย่างน้อยก็มีแบ็กขวาตัวจริง รวมถึงอลิสซอน เบ็คเกอร์ จิตวิญญาณในแนวรับ ก็จะลงเล่นได้ในเกมหน้ากับเวสต์แฮม เชื่อว่าโมเมนตั้มคงพอจะกลับมาได้บ้าง
ตอนนี้ จริงอยู่ว่าน้ำมันของหงส์ใกล้หมดถังแล้ว รถยนต์ไม่สามารถเร่งได้เต็มสปีดอีกแล้ว แต่โชคดีที่คู่แข่งตามห่างมาในระยะที่ไกลเกินไป ดังนั้นขอแค่ประคับประคองใช้น้ำมันลิตรสุดท้ายเข้าถึงเส้นชัยให้ได้ ฤดูกาลนี้ก็ถือว่าสมหวังแล้ว สำหรับอาร์เน่อ สล้อธ
นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า หงส์ตอนนี้เหมือนกระต่ายที่ทำแต้มทิ้งห่างไปไกลมาก ขอแค่เจ้ากระต่ายไม่ไปแอบหลับกลางทาง ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ทีละก้าว ก็คงถึงเส้นชัยก่อนเต่าได้สำเร็จครับ