03/11/2021
Facebooks Ads คิดค่าโฆษณายังไง?
มีตัวแปรในการคำนวนมากมายที่ส่งผลต่อค่าโฆษณาใน Facebook ของเรา มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง
1.Ad placement
ในการลงโฆษณาหรือการ Set Facebook campaign แต่ละครั้ง เราสามารถเลือกวิธีการจ่ายเงินหลักๆได้ว่าจะจ่ายเป็น Impression หรือ Link clicks
Impression จะเป็นการชาร์จเงินเมื่อโฆษณาของเราถูกเห็น แม้ว่าจะไม่มีคน click ที่โฆษณาของเราก็ตาม โดยการคิดค่าโฆษณาแบบ impression ถูกคิดคำนวนต่อการเห็น 1,000 ครั้ง (CPM)
ในขณะที่ Link click จะเป็นการคิดเงินต่อการ click แต่ละครั้ง
ถึงตรงนี้หลายๆคนคงคิดว่าการลงโฆษณาแบบ Link clicks ดูคุ้มกว่าใช่มั้ยครับ … หลายๆแบรนด์ก็คิดเช่นนั้นครับ แต่จริงๆแล้วมันมี Objective ที่ต่างกัน นักการตลาดถึงต้องเข้าใจวิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง
เช่นกรณีที่ Budget น้อย หรือเน้นการวัดยอดขายต่อหน่วยที่ชัดเจน การเลือกแบบ Link Clicks เพื่อการันตีผลการ Click เข้าถึงสินค้าเราได้ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ในกรณีที่เรามีเวลา Monitor ผล คอยปรับยอดการ Bidding (การคำนวนให้โฆษณาของเราแสดงผล จะเป็นลักษณะการ Bidding ลองอ่านที่นี่ได้ เร็วๆนี้ครับ) การเลือก Impression ก็อาจทำให้ได้ผลดีกว่ามากครับ
ใน Marketing ไม่มีสูตรตายตัว บางครั้งการทำ Ads แบบ Link clicks ก็มีโอกาสที่จะได้ยอดขายน้อยกว่าแบบ Impression ก็ได้
วิธีการนำโฆษณาไปเสนอ… Facebook จะทำการคาดคะเนว่าลูกค้าที่คาดว่าจะมีพฤติกรรมนั้นๆ เช่นมีพฤติกรรมการกด Link click และนำโฆษณานั้นๆส่งไปยังกลุ่มที่คาดว่าจะการ Action นั้นๆ ซึ่งหลายๆครั้งก็ไม่ถูก
ข้อดีข้อเสียของการใช้โฆษณาแบบ Link Clicks
เราจะถูกชาร์จค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อลูกค้ากด Click ที่โฆษณา ดังนั้นแล้วหากลูกค้าไม่กด Click ที่โฆษณา ก็จะไม่ถูกชาร์จเงิน ถือว่าได้ Awareness ไปฟรีๆ แต่ก็ต้องแลกด้วย Relevance score ที่ลดลงตามด้วยอัตราการ Click ที่ลดลง [Click through rate – CTR]ในกลุ่มที่เราเลือก Target และค่าโฆษณา Campaign นั้นๆก็จะแพงขึ้น เป็นสาเหตุว่าทำไมบางครั้งค่าโฆษณาของเราถึงแพงเอาๆครับ
ข้อดีข้อเสียของการใช้โฆษณาแบบ Impression
การซื้อโฆษณาแบบ Impression อาจทำให้เราเสียเงินแบบไม่เกิดยอดขายขึ้นมาเลยก็ได้ แต่ในทางกลับกัน หากโฆษณาของเรามีประสิทธิภาพ เราจะได้จ่ายในเรตของ Impression ซึ่งมักจะเกิดการ Reach คนได้มากกว่าในราคาที่เท่ากับ Link click แปลได้ว่า Budget รวมๆที่เราต้องจ่ายจะถูกกว่าครับ
2.Relevance score
เคยมั้ยครับเวลาลงโฆษณาแล้วมีคะแนนนี้ขึ้นมา (ข่าวปี 2019 ทาง Facebook จะเอาสูตรตัวนี้ออกแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังเจออยู่นะครับ) “Relevance score” คือตัววัดความเกี่ยวข้องระหว่างโฆษณาของเรา กับ Target Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกครับ
สูตรง่ายๆคือถ้ากลุ่มเป้าหมายของเรามี Engage ได้แก่ คลิก , like , comment , share กับเราเยอะขึ้น Facebook ก็จะตีว่าโฆษณาของเรา Relevance มากก็ได้คะแนนมาก
ผลดีของ Relevance score ที่มากคือค่าโฆษณาของเราก็จะถูกลงด้วย
ในทางกลับกันถ้า Relevance score น้อย Facebook จะมองว่าสินค้าเราไม่เกี่ยวกับกลุ่มนั้นๆ ถ้าอยากให้ Facebook ฝืนลงให้ก็ต้องจ่ายแพง และโฆษณาก็จะแสดงผลยากขึ้นเรื่อยๆด้วย
3.Bidding Strategy
วิธีการ Bidding (การคำนวนให้โฆษณาของเราแสดงผล จะเป็นลักษณะการ Bidding ลองอ่านที่นี่ได้ เร็วๆนี้ครับ) คือเรายอดจะจ่ายเท่าไหร่ต่อการให้ลูกค้าเห็นต่อครั้ง น้อยไปโฆษณาไม่แสดง มากไปล้มละลาย อาจดูเหมือนไกลตัวแต่เคยมีแบรนด์ที่ผมเคยไปช่วย Consult แล้วลูกค้าเอาไป Set จาก 3.00 ต่อคลิก ดันทำจุดหายกลายเป็น 300 บาทต่อคลิกแล้วไม่ Monitor ไม่ดู Report กัน ผลที่ออกมาบันเทิงมากๆครับ ได้ลูกค้ามานิดเดียวแต่เงินหมดไปแล้ว
ที่นักการตลาดควรทำคือทดลองทำ เรียนรู้ผลโดยการใส่ใจกับ Report และปรับให้เหมาะกับ campaign นั้นๆครับ
ไม่มีสูตรสำเร็จในการทำแผนการตลาด อย่าลืมลองวิธีใหม่ๆ หาไอเดียเพิ่มเติมแล้วทดลองกันไปนะครับ
ที่มา marketingjookjig