MaejorunnerTeam ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวิ่ง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่สนใจ

11/11/2021
28/05/2021

3 วิธี เพิ่มรอบขาเพื่อความเร็ว
วิธีที่จะวิ่งเร็วแล้วปลอดภัย
คือการเพิ่ม "รอบขา"
โดยปกติแล้ว การวิ่งเร็ว...
จะขึ้นอยู่กับ 2 อย่างคือ
1 มี stride length (ช่วงก้าว) ที่ยาว
2 มี cadence (รอบขา) ที่ไว
นักวิ่งหน้าใหม่เพิ่งเริ่มต้นวิ่ง
มักจะก้าวให้ยาวขึ้น
เมื่อต้องการเร่งความเร็ว
นั่นจะทำให้เกิดการ overstride
ก้าวที่ล้นเกิน
จังหวะเท้าวางที่พื้นเกินลำตัว
ไม่อยู่ใต้สะโพก
เพราะการเพิ่ม stride length (ช่วงก้าว)
ต้องใช้แรงกล้ามเนื้อ
จะเพิ่มได้เมื่อเราแข็งแรงขึ้น
มีประสบการณ์ในการวิ่งมานานมากขึ้น
ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มรอบขา (cadence)​ ก่อน
เพราะจะช่วยให้เราวิ่งได้เร็ว
และปลอดภัยกว่า
_________________
3 วิธีที่จะเพิ่มรอบขา
1. High- Cadence Strides
พื้นฐานเบื้องต้นที่จะสอนร่างกาย
ในการ “วิ่งเร็ว” คือ “วิ่งเร็ว”
ควรทำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
หรือหลังวิ่ง easy run
หรือหลังจากช่วง warmed up
ให้ทำ strides คือวิ่งจากช้าไปเร็ว
เพิ่มความเร็วให้รอบขาเร็วที่สุด
เท่าที่ทำได้...โดยที่ยังรู้สึกสบาย
รักษาจังหวะนั้นไว้ 8-12 วินาที
ต่อด้วย jog หรือเดิน
จนกระทั่งฟื้นตัวหายเหนื่อย
เพื่อเตรียมทำแบบนั้นต่ออีก 3-4 set
ประโยชน์ของการทำ Strides คือ
- ฝึกระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
- กระตุ้นให้สร้างการรับรู้
- ปรับกลไกร่างกายให้คุ้นชิน
กับความเร็วรอบขา
ถ้าเราคุ้นเคยแต่กับการวิ่ง easy
ร่างกายเราอาจไม่เคยรู้จัก (ขาอาจเฉื่อย)​
การกระตุ้นด้วยการวิ่งเร็วด้วยการทำ strides แบบนี้
จะสอนให้ร่างกายเรารู้จัก
และเตรียมพร้อมในการวิ่งเร็วได้
ปล. นักวิ่งหลายท่านที่เคยสัมภาษณ์
จะทำการ strides 100 เมตร สัก 5- 10 set
ก่อนจบวัน easy หรือ long run
เพื่อกระตุ้นให้ขา...รู้จักรอบความเร็ว
2. Quick arms แขนเร็วช่วยขาเร็ว
โฟกัสไปที่แขน แกว่งให้เร็ว
จะช่วยขาให้เร็วได้ดีกว่าการเพิ่มช่วงก้าว
เพราะแขนเราไม่ได้รับน้ำหนัก
ง่ายที่จะจัดการ มันจะช่วยขาเราได้
เมื่อจังหวะการแกว่งแขนเปลี่ยนไป
ขาและเท้าก็จะเปลี่ยนตาม
นักวิ่งบางคนใช้แขนในการ
สร้างจังหวะ...เพิ่มความเร็ว
เมื่อเราแกว่งแขนเร็วขึ้น
ให้แน่ใจว่า
- เราดันแขนไปด้านหลัง
- ศอกอยู่หลังสะโพก
- มือใกล้ซี่โครงส่วนล่าง - เอว
แกว่งแขนไปด้านหลัง
ช่วยให้หน้าอกยืดไปข้างหน้า
และลำตัวสมดุล

และทำให้ขาผลักไปด้านหลัง
แทนที่จะพุ่งไปด้านหน้า
การแกว่งแขนสั้นๆ
จะเพิ่มความเร็วรอบขาได้
และจะวิ่งได้เร็วและ smooth กว่า
3 RUN Tall and Dynamically balanced
เพิ่มรอบขา นั้นเพิ่มความเร็ว แต่ !!!
ความเร็วนั้นจำเป็นที่ต้องมีก้าวที่มีประสิทธิภาพ
เท้าต้องไม่เบรกตัว...เวลาแตะพื้น
ช่วงที่ก้าวแล้วเท้าสัมผัสพื้น
เท้าต้องวางไว้ใกล้กับใต้สะโพกใต้ลำตัว
ไม่ล้ำไปข้างหน้า
วางเท้า...เพื่อพร้อมในการผลักไปด้านหลัง
ไม่ใช่วางเท้าแล้วทำให้ตัวเบรก
เหมือนวิ่งแล้วแตะเบรกทุกก้าว
แบบนี้ไม่ได้
เราควรฝึกกลไกการใช้งานสะโพก
กล้ามเนื้อก้นที่ไม่ได้ถูกกระตุ้น
อาจเกิดจากการนั่งทำงานตลอดวัน..ในที่ทำงาน
ควรปรับพฤติกรรม เปลี่ยนลุกเดิน
ยืนทำงาน หรือฝึกการใช้กล้ามเนื้อสะโพกและก้น
ในขณะที่สะโพกเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว
และกล้ามเนื้อก้น active และแข็งแรง
ร่างกายเราจะสร้างรอบขาและช่วงก้าวได้.....ในทุกย่านความเร็ว.........................
ท่าทางการวิ่งนั้นสำคัญ
การ run tall คือยืดตัวสูงระหว่างวิ่ง
ก็สำคัญ !!!!
วิธีที่จะสร้างความรู้สึกแบบนี้คือ
ให้ฝึกด้วยการ ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ
ให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
คล้ายการเอื้อมจับอะไรบางอย่าง
ออกจากชั้นวางของด้านบน(ในจินตนาการ)
อย่าเขย่งปลายเท้า
ให้โฟกัสที่สะโพกและหลัง
ให้อยู่ตำแหน่งแบบนี้
นี่แหละท่าที่ใช่ของ RUN tall
จากนั้นค่อยๆ​ ลดแขนลงมา
ตอนนี้มองที่เท้า เราจะเห็นเชือกรองเท้า
ถ้ายังไม่เห็น!
ต้องยืดสะโพกและหน้าอกให้สูง
โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
จนเห็นด้านหน้าของข้อเท้า
ให้รู้สึกถึงน้ำหนักที่ย้ายจาก ส้นเท้า
ไปที่ เนินเท้า (ball of foot)
ด้วยการทำ tall posture การยืดตัวให้สูง
โน้มตัวไปข้างหน้า ทั้งตัว
คล้ายการปล่อยตัวของ "นักสกีกระโดด"
รักษาเส้นตรงจาก ส้นเท้าถึงหัว
โน้มตัวให้รู้สึกถึงน้ำหนักไปลงที่นิ้วเท้า
เหมือนกับจะล้ม
จากนั้น จึงเริ่มต้นด้วยก้าวแรก
ก้าวออกไปพร้อมแกว่งขาไปรับ
รักษาท่าทางแบบ Tall posture ยืดตัวสูง
เอนตัวไปข้างหน้าแบบนี้
ไปตลอดทุกก้าว
ข้อควรระวัง อย่าเอนตัวไปข้างหน้า
ด้วยการพับเอว!!!

แต่ให้รู้สึกถึงการใช้สะโพกนำไป
คล้ายมีเชือกจากข้างหน้าดึงเราไป
(เคซังนักวิ่งเท้าเปล่าบอกเราว่า
ให้คิดว่ามีใครผูกเชือกไว้กับสะดือ
ให้ลำตัวพาไป ไม่ใช่เท้าก้าวนำ)
ด้วยการทำ Tall posture
รักษาท่าทางการวิ่ง
จะทำให้การวิ่งก้าวขาได้ไวอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเราฝึกพัฒนาความอดทนในการทรงตัว
และกลไกลการทำงานผ่านการฝึกฝนจนรู้จำ​ เราจะสามารถรักษาจังหวะรอบขาได้เร็วต่อเนื่อง นานขึ้น
โดยใช้ความยืดหยุ่นที่มีประสิทธิภาพของร่างกาย แทนที่จะใช้กล้ามเนื้อเพื่อก้าวไปข้างหน้า
ชมเคซังสอนวิ่งได้ที่ https://bit.ly/34l6rW5
ชมสาธิตท่าวิ่งของ โทลมาฮอคได้ที่รายการชีวิตออกวิ่ง
https://bit.ly/3us30aQ
ชมสาธิตท่าวิ่งของหมอแอร์ ได้ที่รายการชีวิตออกวิ่ง
https://bit.ly/3ugs6cB
เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์นักวิ่ง
และที่มาจากบทความ
https://bit.ly/3hTnK8D

28/05/2021

10 เรื่องรอบขา น่ารู้
รอบขานั้นสำคัญมั้ย ?
ชวนคุยเรื่องรอบขาและประโยชน์ที่ได้กันครับ
1. รอบขาหรือตัวเลขจำนวนก้าวต่อ 1 นาที
เป็นข้อมูลสำคัญที่มีในนาฬิกาวิ่ง
เช่น 180 step per minute (spm)
เป็นตัวเลขที่ ลุง แจ๊ค แดเนียล โค้ชชื่อดัง
เคยสังเกตุพบตัวเลขค่าเฉลี่ยนี้
ในนักวิ่งระดับโปรในโอลิมปิกปี 1984
2. ทุกก้าวที่ลงพื้นนับหนึ่ง
ในนาฬิกาวิ่งส่วนใหญ่จะบอกจำนวนก้าว
(cadence) อยู่แล้ว หรือจะนับแบบง่ายๆก็คือ
จับเวลา 30 วินาที ได้กี่ก้าว เอาไปคูณ 2
เช่น 30 วินาที ก้าวไปได้ 80 ก้าวที่เท้าลงแตะพื้น
(ทั้งซ้ายขวานับหมด) แล้วเอาไปคูณ 2 เท่ากับ 160 ครั้ง
นั่นคือรอบขา 160 spm
3. ตัวเลข 180 เป็นรอบขามาตรฐาน magic number
เป็นค่ากลางเฉลี่ย ซึ่งไม่ได้แปลว่าทุกคนหรือการวิ่งในทุกความเร็ว
ต้องมีรอบขาเท่านี้...เท่านั้น
4. รอบขาจะขึ้นอยู่กับความเร็วของนักวิ่งด้วย
รอบขาไม่ควรเท่ากันระหว่างการวิ่งแบบ
speed workout กับ easy run
(ยกเว้นเวลาฝึกรอบขาสูงโซน 2
ที่แม้วิ่งช้าก็ให้วิ่งรอบขาสูงเข้าไว้เพื่อการฝึก)
แต่ในการวิ่งตามธรรมชาตินั้น
รอบขาจะสัมพันธ์กันความเร็วที่เราใช้
5. นักวิ่งตัวสูงช่วงขายาว มีรอบขาต่ำกว่านักวิ่งที่สูงน้อยกว่า
นักวิ่งตัวสูงขายาว ใช้จำนวนก้าวน้อยกว่าในระยะทางที่เท่ากัน
6. มี 2 วิธี ที่จะเพิ่มรอบขา คือ ก้าวสั้นลง- หรือวิ่งให้เร็วขึ้น
การก้าวสั้น คือทางเลือกที่ง่ายกว่า และปลอดภัยต่อการวิ่งกว่า
ในแง่ของการป้องกันก้าวยาวล้นเกิน (overstride)
7. ทุกคนนั้นมีรอบขาเฉพาะตัว การมีรอบสูงไม่ได้เป็นตัว
ชี้ขาดเพียงอย่างเดียว ว่าเราเป็นนักวิ่งที่ดีหรือไม่
8. อาจต้องพิจารณาคุณภาพแรงส่งของการก้าวร่วมด้วยกับรอบขา (ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาสะโพก)
9. ให้จำนวนรอบขาเป็นเพียงหนึ่งในค่าที่เราดู ไม่ต้องยึดติด
เพราะไม่ใช่ทั้งหมดที่จะตัดสินการเป็นนักวิ่งที่ดี
นักวิ่งแต่ละคนมีกลไกลเฉพาะตัวทางธรรมชาติ
ในการก้าวต่างกัน หารอบขาเฉพาะตัวให้เจอ
ที่จะช่วยให้เราประหยัดพลังงาน และป้องกันการบาดเจ็บ
10. ประโยชน์ของรอบขานอกจากช่วยเรื่องลดการใช้กล้ามเนื้อ
(คล้ายกับการปั่นจักรยานด้วยเกียร์เบารอบขาสูง -ปั่นควง
ซึ่งจะลดการใช้กล้ามเนื้อได้ดีกว่าการใช้เกียร์หนัก -แบบกดบันได)
ประโยชน์สำคัญมากๆของการเพิ่มรอบขา คือ
1. เป็นการเพิ่มความเร็วที่ปลอดภัยกว่าการเพิ่มช่วงก้าว
ช่วยให้เราวิ่งได้โดยไม่ overstride
ช่วยลดแรงกระแทกที่ข้อต่อ เข่า สะโพก ลดการบาดเจ็บ
2. การวิ่งรอบขาสูง เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดการสัมผัสพื้น
Ground Contact Time โดยใช้เวลาที่สั้นลง
และพาเราเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยรักษาโมเมนตั้ม ไว้ได้
ครั้งหน้าจะหาวิธีเพิ่มรอบขาที่เราได้ไปคุยกับนักวิ่งหลายๆท่าน
และจากแหล่งข้อมูลต่างๆมาให้กันครับ
รวบรวมเรียงเรียงจากการสัมภาษณ์นักวิ่ง
และส่วนหนึ่งจากแหล่งอ้างอิง
โดยมีที่มาจาก
https://bit.ly/3hMDPwR
https://bit.ly/3wxmJqY2

08/05/2021

L*D (Long Slow Distance Run)
คือการวิ่ง long run ด้วย easy pace
คือการวิ่งช้าโซน 2 ยาวๆ ไป
(หัวใจโซนสองคือวิ่งไปคุยไปได้ไม่หอบ)
โจเฮนเดอร์สัน...โค้ชด้านการวิ่งเป็นผู้คิดค้นแนวคิดเรื่องนี้
ในปี พ.ศ. 2512 ครับ
ตั้งแต่นั้นมาแนวคิด L*D
ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่อยู่ในแผนการฝึก
ประโยชน์สำคัญ ของ L*D
1 เพิ่มความสามารถของร่างกาย
ในการส่งออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อ
2 เพิ่มความสามารถของร่างกาย
ในการเผาผลาญไขมันเป็นแหล่งพลังงาน
การวิ่ง L*D จะใช้เปอร์เซ็นต์ของแคลอรี่ไขมัน
มากกว่ากิจกรรมที่มีความเข้มข้นสูง
และช่วยในการลดน้ำหนัก
3 การวิ่ง L*D สอนให้ร่างกายของเรา
เก็บพลังงานไว้เป็นไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ

4 L*D ช่วยปรับสภาพกล้ามเนื้อกระดูกและข้อต่อ
เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการฝึกที่เข้ม
ข้นขึ้น

5 L*D สร้างเส้นใยกล้ามเนื้อกระตุกช้ามากขึ้น
(slow-twitch muscle fibers)
ซึ่งจะช่วยลดความเมื่อยล้าและเพิ่มความ
สามารถในการรักษาการทำกิจกรรมต่างๆ
ช้าและง่าย
คือหัวใจสำคัญ
ช้าแค่ไหน ?
การวิ่งระยะช้าเป็นระยะทางคงที่
ของความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง
วิ่งคุมหัวใจโซน 2
เป็นความเร็วที่พูดคุยได้ต่อเนื่องไม่หอบ
ความยาว
ยาวแค่ไหน
ขึ้นอยู่เป้าหมายของระยะที่ลงแข่ง
สำหรับการฝึกวิ่งมาราธอน
L*D มักจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง
ความถี่
โดยทั่วไปการวิ่ง L*D จะเกิดขึ้นสัปดาห์ละครั้ง
(วันหยุดเสาร์อาทิตย์)
แต่จะลดปริมาณการวิ่งทุกๆ 2-4 สัปดาห์
คือ½ - ¾ของสัปดาห์ก่อนหน้า
(เป็นการพัก ฟื้น ร่างกาย )
หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์
ให้กลับไปใช้ไมล์สะสมก่อนหน้านี้
ข้อควรระวัง
วิ่งยาว (เป็นการยาวทั้งระยะทางหรือเวลาที่เพิ่ม)
ถึงแม้จะวิ่งช้า...ก็เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ถ้า!!!
อะไรที่มากเกินไป กว่าฐานของร่างกายแต่ละคน
ร่างกายจะเรียนรู้และปรับตามไม่ทัน เสี่ยงเจ็บ!
เช่น หน้าแข้งกระดูกหักจากความเครียด
ความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ
หรือความเจ็บปวดมากเกินไป
การบาดเจ็บเหล่านี้สามารถลดลงได้
โดยใช้กฎ 10 เปอร์เซ็นต์
ที่ระบุไว้ว่า
นักวิ่งไม่ควรเพิ่มระยะทางเกิน 10 เปอร์เซ็นต์
จากสัปดาห์ก่อนหน้า
เป้าหมายของการวิ่งระยะยาวคือ
การช่วยให้ร่างกายของคุณปรับตัวตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น
สร้างความอดทนและสร้างฐานการวิ่งที่มั่นคงเพื่อนำไปสู่การแข่งขัน
ปล. หากเรายังไม่ใช่นักวิ่ง หรือเพิ่งเริ่มต้นวิ่ง
ควรเริ่มต้นด้วยการเดินก่อน
จากนั้นค่อยพัฒนาไปสู่การวิ่งเหยาะๆ
และในที่สุดเราก็จะวิ่งช้าๆได้
ความสวยงามของการวิ่งระยะทางไกลคือ
การท้าทายร่างกายของเรา
การวิ่ง L*D ได้ในแต่ละสัปดาห์โดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน
จากการบาดเจ็บความเหนื่อยหน่าย
นั่นแหละคือเป้าหมายสำคัญ

ที่มา
https://www.beaumont.org/health-wellness

https://runninforsweets.com/long-slow-distance/

07/05/2021

อย่ามัวแต่ "ฝัน" แต่จงหมั่น "ฝึก"
เปลี่ยนความฝัน
ด้วยการลงมือทำ
"ฝัน" อยากสุขภาพดีๆ
"ฝัน" อยากวิ่งได้ไกลๆ
"ฝัน" อยากวิ่งไวๆ
"ฝัน" อยากวิ่งทนๆ
"ฝัน" แล้วอย่าลืมตื่นและลุกขึ้นมา "ฝึก"
“Don’t dream of winning, train for it!”
— Mo Farah

18/04/2021

พลังพิเศษ ของนักวิ่ง
คือความ "อดทน"
ในหนังซุปเปอร์ฮีโร่
เราจะเห็นพลังพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์
สไปเดอร์แมนนั้นปล่อยใย
ซุปเปอร์แมนนั้น เปลี่ยนชุดไว
แบทแมนนั้น พี่เค้ารวยกว่าใคร
สำหรับนักวิ่งธรรมดา ทั่วไป
พลังพิเศษที่เราจะใช้ได้
มันเรียกว่า ความอดทน
นักวิ่งทุกคน
ล้วนใช้ความอดทน
ในการไปถึงเป้าหมาย ในแต่ละวัน
เหนื่อย แต่พวกเราก็อดทน
ร้อน แต่พวกเราก็ต้องอดทน
หิว .....อันนี้ยากว่ะ แต่ก็ต้องอดทน
ก็เพราะ เราปล่อยใยไม่เป็น
บินไม่ได้ และไม่สามารถแปลงกาย
เราแค่ใช้หัวใจ และความอดทน
พวกเราล้วนมีพลังพิเศษอยู่ในตัวกันทุกคน
และกำลังใช้มันเพื่อเปลี่ยนตัวเอง
ให้ดีขึ้น ในทุกๆวัน
พลังพิเศษ ของนักวิ่งธรรมดา
คือความอดทน
#รันเนอร์เจอแน่

09/04/2021

ชีวิต ที่มีชีวิต
อาจจะไม่เรียบนัก
ขรุขระ สูงชันและเหนื่อยหนัก
แต่รสชาติของการเอาชนะ
หอมหวานติดใจใครๆที่ได้ลอง
บรรยากาศพิเศษที่คนรวมตัวกัน
ออกจากจุดสตาร์ทพร้อมกัน
แต่ถึงเส้นชัยไม่พร้อมกัน
ระหว่างทางมีเกมให้เล่น ลอง
ข้ามด่านอุปสรรค
เกมที่ใช้พลังความเพียร
ครั้งแล้วครั้งเล่า
ข้ามเขา ลูกแล้วลูกเล่า
ขึ้นว่ายาก
ลงลำบากกว่านัก
ภาพนี้เกิดขึ้นที่โป่งแยงร้อย ปี 2018
คนนับพันรวมตัวกัน มีแสงไฟที่คาดหัว
ส่องเป้าหมายข้างหน้า แล้วพากันวิ่งไป
ไปทั้งๆที่รู้ว่าต้องเจออุปสรรค
ภูเขาหลายลูกรออยู่
พวกเราต่างวิ่งตรงไป
เพื่อเจอมัน
ก็นี่แหละที่เรียกว่า...ชีวิต
อาจไม่เรียบนัก
แต่รสชาติของการเอาชนะ อุปสรรค
มันหอมหวานติดใจ
ให้ใครๆต้องกลับไปลอง
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การเอาชนะเรื่องยาก
นั้นสนุกกว่าเรื่องง่าย มากมายนัก
และความท้าทายของเทรล
ก็ทำให้ชีวิต...นั้นมีชีวิต

วิ่งช้าลง เพราะจะได้คิดมากขึ้น
26/03/2021

วิ่งช้าลง เพราะจะได้คิดมากขึ้น

ช้าลง
เพื่อรู้สึก
ให้มากขึ้น
วิ่ง หรือ เดิน เพื่อสมาธิ
หาความสงบในใจ
วิ่ง สลับ เดิน
ช่วยเพิ่มการ Recovery
ระหว่างวิ่งอัลตร้าหรือมาราธอนได้
เดิน
เป็นวิธีช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
ช้าลง...เพื่อรู้สึกให้มากขึ้น
จดจ่อในแต่ละก้าว
เพื่อรู้สึก - รู้ตัว
อยู่กับปัจจุบัน - ขณะก้าว
ช้าลง รู้สึกมากขึ้น

26/03/2021

เรามาไกลกว่าตัวเรา ตอนเริ่มต้น

เจอกันไหม
23/03/2021

เจอกันไหม

วิ่งเพื่อคุยกับ
ข้างใน
ตัวเอง

21/03/2021

การซ้อม
ไม่เคยโกหก
ผลการแข่งขัน
มันซื่อตรง ชัดเจน
และแม่นยำ
ซ้อมเพื่อผลงาน
ซ้อมเพื่อเหนื่อย
แบบสนุกไม่ทรมาน
ลงแข่งในระยะซ้อม
อย่าแข่งโดยไม่ได้ซ้อมเลยสักระยะ

15/03/2021

มาราธอน
สนามจำลอง
ของชีวิต
ชีวิตเรา ก็คล้ายมาราธอน
ระยะทางไกล...ที่ต้องใช้ความอดทน
เตรียมตัวมาพร้อม
ใช่ว่าจะไม่เจอ...เรื่องไม่คาดฝัน
เรียนรู้เพื่อ..เฉลี่ยแรง
เพื่อไม่ให้...หมดใจ...ไปซะก่อน
เราต่างไม่รู้ว่า
เรานั้นกำลังวิ่งอยู่บนกิโลเมตร...ที่เท่าไหร่
ในสนามมาราธอน....ชีวิต
เฉลี่ยแรง เผื่อใจ
ให้กับทางยาวไกล
ใน "มาราธอน-ชีวิต"
#เพราะชีวิตเรียนรู้ได้ด้วยการวิ่ง

ที่อยู่

Amphoe San Sai
50290

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MaejorunnerTeamผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท