23/01/2022
@24/01/2565
#เหลียวหลัง แลหน้าบ้านเมืองของเราสัปดาห์นี้ฯ
ช่วงปีใหม่ฯมีการวิเคราะห์ถึงทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย ว่าจะมีอะไรที่เป็นปัญหาอุปสรรคกับการทำธุรกิจหรือปากท้องการทำมาหากินบ้านกินเมือง พบว่า มีการคุยกันอยู่เเล้ว 3 เรื่อง เรื่องโรคระบาดโควิด-19 เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และเรื่องการเมือง
วันนี้ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็จะได้ยินเสียงบ่นถึงราคาสินค้าฟุ่มเฟือย "แพงหูฉี่" ซึ่งหากมองไปที่ผู้ค้าก็หันตอบว่า เหตุเพราะต้นทุนผลิตและค่าใช้จ่ายปรับราคาสูงขึ้นทุกอย่าง อั้นไม่ไหวต้องปรับราคาขายส่งขายปลีก
เมื่อหันไปถามรัฐบาลว่าดูแลอย่างไร บ้างก็อ้างกลไกตลาดสินค้ามีขึ้นเดี๋ยวก็ลง หรือไม่หากถูกกดดันหนักก็ใช้มุขเดิม ขอความร่วมมือธุรกิจตรึงราคาสินค้า ซึ่งมีข้อน่าสังเกตุคือ ครั้งนี้ใช้คำว่า ขอความร่วมมือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ไม่ชัดเจนเหมือนในอดีต ระบุให้ชัดขอตรึง 2 เดือน 3 เดือน หรือเลื่อนขั้นราคาไปก่อน 1 ปี
กะเทาะดูเหตุทำไม " หมูราคาแพง " ครั้งนี้ สังเกตุเห็นต้นเหตุที่แตกต่างไปจากอดีต ที่ผ่านๆมา ปัญหาสินค้าราคาแพงจากของขาดหรือราคาตกต่ำจากของล้นตลาด ในกลุ่มพืชหรือปศุสัตว์มักเกิดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะฝนชุก น้ำท่วม ภัยแล้ง อากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ
แต่ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องโทษ ความล่าช้าในการแก้ปัญหาและการปล่อยให้ปัญหาสะสม ปัญหาราคาสินค้าพุ่งสูงอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะหมู ไม่เชื่อ ไก่ไข่ และน้ำมันปาล์ม ถูกโยงไปเรื่องปัญหาควบคุมโรคระบาดสัตว์ไม่ได้ และวัตถุดิบที่ทำให้สัตว์และพืชเติบโตล้วนแห่ปรับราคาทั้งสิ้น ทำให้ต้องสุ่มสำรวจถึงสถาณการณ์ผลผลิตและทิศทางราคาด้านอาหาร ในอนาคตจะเจออะไรแพงฯ ขึ้นอีก!!!
การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและหน่วยงานราชการ ด้วยคำสั่งให้ควบคุมราคา หรือให้หลีกเลี่ยงการกินการใช้ของแพงแบบเดิมๆ ทำให้ผู้คนไม่เห็นความหวังว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่เผชิญวิกฤตโควิดแพร่ระบาดมา 2 ปี มีปัญหารายได้ลดลง ตกงาน ว่างงาน รายได้ไม่พอจ่าย ต้องใช้เงินกู้มาประคองการครองชีพ แต่เมื่อสถาณการณ์แพร่ระบาดเห็นแนวโน้มดีขึ้น กลับต้องมาเจอปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นอีก
เจอปัญหาชีวิตทั้งขึ้นทั้งล่อง รายได้ยังต่ำเตี้ย แต่ค่าครองชีพปากท้องสูงขึ้น แต่ยอดขายตกต่ำเพราะขาดกำลังซื้อ จะเกิดปัญหาเงินเพ้อสูงตามมา เมื่อเงินเฟ้อสูง การแก้ปัญหาตามตำราของฝรั่งก็จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ถ้าเป็นอย่างนี้เราฯ อาจจะได้เจอภาวะประหลาดทางเศรษฐกิจ ประชาชนรายได้ต่ำแต่ค่าครองชีพสูง ธุรกิจต้นทุนสูง แต่ยอดขายต่ำ และเศรษฐกิจหลังโรคระบาดที่ต้องการฟื้นตัว ก็อาจเจอเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูง พิกลพิการกลับตารปัตรกันไปหมด ตั้งแต่อำนาจรัฐ การเมืองการปกครอง จนถึงปากท้อง อย่าลืมนะว่า ปัญหาปากท้องที่หนักหน่วงรุนแรง ทำให้ผู้คนเปลี่ยนทัศนคติทางการเมืองฯ ได้รวดเร็วกว่าการรณรงค์ทางการเมืองใดๆ
@ท้ายนี้ ปัญหาทางการเมือง ณ ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างผู้กุมอำนาจทางการเมืองเก่าที่ไม่มีทีท่าประนีประนอมกับคนรุ่นใหม่ที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กับกระแสความคิดใหม่ยิ่งถูกกดดันกลับยิ่งพัฒนายกระดับแนวความคิดสูงขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับกระแสความคิดใหม่ก็ยิ่งมากขึ้นเสมือนน้ำบ่าทุ่ง ถ้าหากมาบรรจบผสมกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ไม่มีแนวโน้มว่ากลไกของรัฐราชการ ณ ปัจจุบันจะแก้ไขได้ จนกลายเป็นปัญหาทางการเมืองอีกประเด็นหนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้น ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร???
#ได้โปรดติดตามสถาณการณ์ฯ #ทัพใหญ่ฯ บุก ด้วยดวงหทัยโดยพลันนะครับ