Jaroon World Wide เพื่อความบันเทิง ข้อคิด คำคม

13/07/2026

ทะเล พีพี

13/07/2026
โอวาทสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่  //กราบโมทนาบุญ สาธุ สาธุ สาธุ ฝึก 8 อย่าง จะได้ไม่ "ทุกข์"1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข...
21/02/2026

โอวาทสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ องค์ใหม่ //
กราบโมทนาบุญ สาธุ สาธุ สาธุ
ฝึก 8 อย่าง จะได้ไม่ "ทุกข์"

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่อง ของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า "เรามาถูกทางแล้ว" แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจาก ความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น
กราบโมทนาบุญ สาธุ สาธุ สาธุ.

ผมบังเอิญได้ยินบทสนทนาหนึ่ง ที่เปลี่ยนความคิดผมไปทั้งหมดคุณตาพาหลานชายแวะร้านค้าซื้อของใกล้ตีนเขาพวกเขาเจอชายคนหนึ่งกำลั...
19/02/2026

ผมบังเอิญได้ยินบทสนทนาหนึ่ง ที่เปลี่ยนความคิดผมไปทั้งหมด

คุณตาพาหลานชายแวะร้านค้าซื้อของใกล้ตีนเขา
พวกเขาเจอชายคนหนึ่งกำลังขอทาน
คุณตาหันไปบอกหลานว่า

“หลานต้องตั้งใจเรียนให้ดีนะ
โตขึ้นจะได้สร้างงานให้คนเหล่านี้
พวกเขาจะได้ไม่ต้องไร้ที่อยู่แบบนี้”

ประโยคนั้นทำให้ผมอึ้งไปทันที
เพราะในสถานการณ์แบบนี้ คนส่วนใหญ่จะพูดว่า

“ต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่งั้นโตขึ้นจะเป็นขอทาน”

สถานการณ์เดียวกัน
แต่สะท้อน กรอบความคิดที่ต่างกันสุดขั้ว

อันหนึ่งคือกลัวตกต่ำ
อีกอันคืออยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น

พอขึ้นถึงยอดเขา
พวกเขามองลงไปทางร้านค้าที่เพิ่งเดินผ่านมา
คุณตาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่อ่อนโยนว่า

“เห็นไหม ไม่ว่าจะอยู่ตีนเขาหรือยอดเขา
เราก็ยังมองเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่เสมอ
การเรียนหนังสือไม่ใช่เพื่อให้เราอยู่สูงกว่าใคร
แต่เพื่อให้เรามองเห็นปัญหาของคนอื่น
เข้าใจความลำบากของเขา
และทำให้โลกนี้ยุติธรรมและอบอุ่นขึ้น
บางที วันหนึ่ง หลานอาจทำให้คนอีกมากมาย
ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแบบนี้ก็ได้”

ในวินาทีนั้น ผมก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่า

เรามักกำหนดเป้าหมายการเรียนให้เด็ก
เพื่อ "ไม่ให้เป็นคนอ่อนแอ"

แต่ระดับที่สูงกว่านั้นจริง ๆ คือ

"เรียนเพื่อเติบโตเป็นคนที่เข้มแข็งพอ
ที่จะช่วยเหลือคนอ่อนแอได้"

* * *
โลกใบนี้ แท้จริงแล้วสามารถมองได้หลายมุมมากกว่าที่เราคิด

แปลโดย : นุสนธิ์บุคส์

เชิญกดไลค์กดแชร์เพจ มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ facebook https://m.facebook.com/yorsorsor/

ความลับในสวนหลังบ้าน: เมื่อเด็กหญิงวัย 13 ต้องกลายเป็น "แม่" จำเป็น และขุดหลุมฝังศพพ่อแม่ด้วยมือตัวเอง เพื่อไม่ให้น้องๆ ...
12/02/2026

ความลับในสวนหลังบ้าน: เมื่อเด็กหญิงวัย 13 ต้องกลายเป็น "แม่" จำเป็น และขุดหลุมฝังศพพ่อแม่ด้วยมือตัวเอง เพื่อไม่ให้น้องๆ ต้องถูกพรากจากกัน
ลองจินตนาการดูว่า หากคุณอายุเพียง 13 ปี และต้องแบกรับความลับที่หนักอึ้งเกินกว่าผู้ใหญ่หลายคนจะรับไหว คุณจะทำอย่างไร?
นี่คือเรื่องราวของ "แอนนา โนวัค" (Anna Novak) เด็กสาวผู้เสียสละวัยเยาว์ทั้งหมดของเธอ เพื่อแลกกับสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในชีวิต... นั่นคือ "ครอบครัว"
🕰 ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1915: จุดเริ่มต้นของฝันร้าย
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 1915-1921 ช่วงเวลาที่โลกภายนอกกำลังวุ่นวาย แต่ภายในบ้านหลังเล็กๆ ของครอบครัวโนวัค กลับเงียบงันไปด้วยความโศกเศร้า
ในเดือนมีนาคม ปี 1915 "มารี" แม่ของแอนนาเสียชีวิตลงด้วยวัณโรค และเหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพียงสองสัปดาห์ต่อมา "โจเซฟ" ผู้เป็นพ่อก็ตามไปเพราะไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
วินาทีนั้น แอนนาในวัย 13 ปี กลายเป็นเด็กกำพร้าโดยสมบูรณ์ แต่เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เธอถูกทิ้งไว้พร้อมกับน้องๆ อีก 4 คน ที่มีอายุเพียง 3, 5, 7 และ 9 ขวบ
ไร้เงินทอง ไร้ญาติมิตร และไร้ที่พึ่ง...
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับแอนนาไม่ใช่ความอดอยาก แต่คือ "กฎหมาย" แอนนารู้ดีว่าหากใครรู้ว่าพ่อแม่ตายไปแล้ว ทางการจะเข้ามาจัดการ เด็กๆ จะถูกจับแยกกันส่งไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าคนละทิศคนละทาง และพวกเขาอาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิต
ด้วยเหตุนี้ เด็กหญิงวัย 13 จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญและบ้าบิ่นที่สุด...
"เธอเลือกที่จะไม่บอกใคร และจะเลี้ยงน้องทุกคนด้วยตัวเธอเอง"
🌙 ความลับใต้แสงจันทร์
ในความเงียบสงัดของยามวิกาล แอนนาคว้าจอบและเสียม ออกไปที่สวนหลังบ้าน ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเพียงริบหรี่ เด็กสาวใช้แรงทั้งหมดที่มีขุดหลุมศพ 2 หลุม
เธอฝังร่างของพ่อและแม่เคียงข้างกัน ไร้พิธีรีตอง ไร้ป้ายชื่อหลุมศพ เธอทำเพียงปลูกดอกไม้ทับไว้ด้านบนเพื่อเป็นการไว้อาลัยเงียบๆ และกลับเข้าไปในบ้านเพื่อบอกคำโกหกคำโตกับน้องๆ ว่า...
"พ่อกับแม่ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่นนะ"
แฟรงกี้ น้องคนสุดท้องวัย 3 ขวบเชื่อสนิทใจ ส่วนพี่ๆ ที่โตกว่าอาจจะระแคะระคาย แต่ด้วยความเข้มแข็งและอำนาจที่แอนนาแสดงออก พวกเขาจึงไม่กล้าเอ่ยถาม
🏭 ชีวิตสองด้าน: กลางวันเป็นแม่ กลางคืนเป็นกรรมกร
ตั้งแต่วันนั้น แอนนาสวมบทบาทเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่สาว และผู้ปกครอง เธอหุงหาอาหาร ซักผ้า ดูแลสวน และส่งน้องๆ ไปโรงเรียนโดยอ้างกับครูว่า "แม่ป่วย" ไม่สามารถมาร่วมกิจกรรมได้
เมื่อเงินเก็บก้อนสุดท้ายของพ่อหมดลง แอนนาปลอมตัวไปสมัครงานที่โรงงานทอผ้า เธอโกหกหัวหน้างานว่าเธออายุ 16 ปี (ทั้งที่จริงคือ 13) เพื่อให้ได้รับจ้าง เธอทำงานกะดึกอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้าน และกลับมาดูแลน้องๆ ในตอนกลางวัน
เป็นเวลาถึง 6 ปีเต็มๆ ที่แอนนาใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้าย เธอตอบคำถามเจ้าของบ้าน ครู และเพื่อนบ้านด้วยความเยือกเย็น ปลอมลายเซ็นแม่ในเอกสารต่างๆ และเก็บความทุกข์ระทมของการสูญเสียพ่อแม่ไว้ในใจเพียงลำพัง
น้องๆ ของเธอค่อยๆ เติบโตขึ้น และเริ่มรู้ความจริงลึกๆ ว่าพ่อกับแม่คงไม่มีวันกลับมา แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะพวกเขารู้ดีว่า "คำโกหกของพี่สาว คือเกราะป้องกันเดียวที่ทำให้พวกเขายังอยู่ด้วยกันได้"
💔 ความจริงเปิดเผย
ปี 1921 แอนนาในวัย 19 ปี ตกงานและไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า เจ้าของบ้านยื่นคำขาดขอคุยกับพ่อแม่... ฟางเส้นสุดท้ายขาดลง
แอนนาตัดสินใจสารภาพความจริงทั้งหมด: "พ่อแม่ตายไปนานแล้ว และฉันเลี้ยงน้องๆ มาโดยตลอด"
เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเตรียมจะแยกเด็กๆ ส่งสถานสงเคราะห์ตามกฎระเบียบ แต่เมื่อเรื่องราวสุดเหลือเชื่อนี้แพร่ออกไปในชุมชน ผู้คนต่างพากันสะเทือนใจและโกรธแค้นแทน รัฐจึงต้องยอมผ่อนปรน เงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือ และในที่สุด แอนนาได้รับสิทธิ์เป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของน้องๆ อย่างเป็นทางการ
👵 บทสรุปของความรักที่ยิ่งใหญ่
แอนนาส่งเสียน้องทุกคนจนจบการศึกษา บางคนได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย ทุกคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ โดยมีแอนนาเป็นศูนย์รวมจิตใจ เธอไม่เคยแต่งงาน เธอสละช่วงเวลาวัยสาวทั้งหมดเพื่อทำหน้าที่ "แม่" ให้สมบูรณ์ที่สุด และทำงานเย็บผ้าจนเกษียณ
แอนนา โนวัค จากโลกนี้ไปในปี 1979 ด้วยวัย 77 ปี ท่ามกลางน้องๆ ทั้ง 4 คนที่อยู่เคียงข้างเธอจนวินาทีสุดท้าย
ในงานศพ แฟรงกี้ น้องคนสุดท้องที่บัดนี้อายุ 73 ปี ได้กล่าวคำไว้อาลัยที่เรียกน้ำตาจากทุกคน
เรื่องราวของแอนนา โนวัค คือเครื่องพิสูจน์ว่า ความรักไม่ได้วัดกันที่อายุ ฐานะ หรือพละกำลัง แต่มันวัดกันที่หัวใจที่กล้าเสียสละ และความมุ่งมั่นที่จะรักษาคนที่รักไว้ แม้ในวันที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม
📌 ถ้าชอบเรื่องราวดีๆ แบบนี้ อย่าลืมกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตาม เพื่อเป็นกำลังใจในการหาเรื่องราวมาเล่าต่อนะครับ

Credit: Ancient History Explore

#เรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ #ความรักของพี่สาว #แรงบันดาลใจ #ครอบครัว #เสียสละ #เรื่องจริงผ่านจอ #ลุงตี่

บันทึกเรื่องราวของพ่อ โดย ดร.วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์……วันนี้ผมไปหาพ่อที่บ้านพี่สาว ครั้งนี้ผมไปหาพ่อแบบไม่ได้โทรไปบอกก่อน พ่อ...
21/08/2025

บันทึกเรื่องราวของพ่อ
โดย ดร.วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์

……วันนี้ผมไปหาพ่อที่บ้านพี่สาว
ครั้งนี้ผมไปหาพ่อแบบไม่ได้โทรไปบอกก่อน

พ่อผมอายุ 91 ปีแล้ว ร่างกายแข็งแรงตามวัย เดินได้ช้าลง กินน้อยลง ผมขาวทั้งศรีษะ เจอกันทีไรชอบเล่าเรื่องเก่าๆ เจอทีไรก็เล่าเรื่องเดิมๆ วนไปเวียนมา

ทุกครั้งผมนั่งฟังอย่างเข้าใจ แม้จะฟังเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้ แต่พ่อก็มีความสุขที่จะเล่า ผมฟังทุกครั้งก็รู้ว่าพ่อเหงามากจริงๆ พ่อเป็นแบบนี้ตั้งแต่แม่จากไปก่อนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พ่อชอบนั่งที่เตียงแม่และนอนที่เตียงแม่ที่จากไป พ่อบอกว่าพ่อก็จะตายที่เตียงนี้ ผมรู้ได้เลยว่าพ่อคิดถึงแม่มาก พ่อมีแม่คนเดียวที่คิดถึงตอนนี้ ผมเข้าใจอย่างนั้น

ผมมีพี่น้องรวม 6 คน เราทุกคนถือได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เรามาไกลกว่าเดิมมากแล้ว ผมคิดว่าตัวผมเองมาไกลเกินใจฝันแม้จะยังไม่หยุดฝันใหม่ในตอนนี้ แต่ถ้านับจากจุดเริ่มต้นเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วจากหมู่บ้านเล็กๆ ในป่าท่ามกลางไร่นาที่ขาดแคลน มุมหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช

มาวันนี้ผมมีชีวิตที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้หลายอย่างแล้ว หลายคนเรียกผมว่ามนุษย์มหัศจรรย์ แต่ทุกคนไม่รู้ว่าผมผ่านอะไรมาบ้าง ผมแลกกับอะไรมาบ้าง และไม่ค่อยมีคนรู้ว่าผมกล้าฝันใหญ่อย่างนั้นได้อย่างไร ผมมีวันนี้เพราะผมมีความฝันในวันวาน ผมกล้าฝันในวันที่ไม่มีใครคิดว่าเป็นไปได้ แปลกที่ว่าอะไรที่เราฝันสิ่งนั้นจะเป็นจริงเสมอ

วันนี้ผมไปหาพ่อโดยไม่ได้โทรไปบอกก่อน เพราะหากผมโทรไป พ่อจะนั่งคอยมองออกนอกบ้าน คอยจ้องอยู่อย่างนั้น รอคอยว่าเมื่อไหร่ลูกคนไหนจะมา หลายครั้งที่ผมบอกว่าจะไปหาแต่ติดธุระกระทันหันแล้วไม่ได้ไป พ่อก็ได้แต่รอแล้วพูดอยู่อย่างนั้นว่าวันนี้ผมจะมาหาภายหลังผมจะไม่บอกก่อนว่าจะไปหา พ่อเป็นแบบนี้กับลูกทุกคนที่บอกจะไปหา พ่อจะนั่งรอมองเหม่อลอยมาที่ประตู รอว่าเหมื่อไหร่ลูกจะมาหา แต่วันแล้ววันเล่าลูกจะมาหาได้จริงๆ ก็เป็นวันหยุด หรือบางทีก็หลายสัปดาห์ถึงได้ไปหาที ชีวิตเราก็เป็นอย่างนี้ ภาระกิจส่วนตัว เรื่องของครอบครัว เรื่องของการงานที่ต้องจัดการ วันเวลาไปหาพ่อแม่ช่างหายากจริงๆ ผมรู้ว่าวันหนึ่งชีวิตผมก็จะเป็นแบบพ่อ ทุกคนก็จะเข้าแทนที่วงจรคนรุ่นก่อนจะต้องเจอกับวันที่เหงา เปล่าเปลี่ยวสุดหัวใจ

ผมเข้าไปในบ้านพี่สาว วันนี้ไม่เจอพ่อนั่งในห้องรับแขก ผมเดินไปหลังบ้าน มองเห็นด้านหลังชายชราผมชาวโพลนนั่งเหม่อลอยไม่ไหวติง ผมยืนมองด้านหลังพ่อเงียบๆ ครู่หนึ่งสะท้อนใจยิ่งนัก

คนเราทุกคนเมื่อแก่ตัวลง ย่อมต้องเจอกันสภาวะแบบนี้ เป็นสภาวะที่เหงา เหม่อลอย ไร้เป้าหมาย พ่อนั่งมองไปข้างหน้าที่ม้าหินหลังบ้าน ผมรู้ว่าพ่อมองไปอย่างเลื่อนลอยไร้ความหมาย มันไม่มีความหมายใดๆ เหลืออยู่ในวันข้างหน้าของพ่ออีกแล้ว แม่ก็จากไปแล้ว พ่อก็เดินไม่ค่อยไหว กินข้าวมื้อละ 3 คำ

คนอายุขนาดนี้ไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้แล้ว ผมพยายามเข้าใจความรู้สึกที่ว่าเหว่ของพ่อ พ่อคงคิดถึงแม่มาก ตอนนี้พ่อไม่ค่อยๆได้พูดกับใครแล้ว วันๆ ได้แต่นั่งนิ่ง เงียบ พ่อเป็นแบบนี้มานานแล้วแล้ว ผมคิดแล้วว่าวันหนึ่งผมก็คงเป็นแบบนี้ เราทุกคนคงเป็นแบบนี้ เป็นวันที่เรามีแค่ลมหายใจ มีดวงตาที่ฝ้าฟาง กินอาหารได้แค่สองสามคำ ความสามารถในการเคลื่อนไหวและลิ้มรสลดลงเกือบสิ้นเชิง เราเกิดมาเพื่อเจอกันวันแบบนี้อย่างนั้นหรือ

ผมเรียกพ่อ พ่อหันมา จ้องมองผมครู่หนึ่ง ตกใจว่าผมมาจริงหรือเปล่า

พ่อดีใจ พ่อยิ้ม บอกว่าทำไมโทรมาก่อน พ่อมีความสุขที่ได้เห็นลูก พ่อถามว่ากินข้าวหรือยัง สบายดีหรือลูก ผมก็ทักทายพ่อตามปกติ เราพ่อลูกพูดกันไม่กี่เรื่อง แล้วพ่อก็เล่าเรื่องเดิมๆ ให้ผมฟัง มีเรื่องหลายเรื่องที่เล่า เช่นชีวิตในวันเด็กของผม ชีวิตที่พ่อกับแม่เจอกันแล้วแต่งงานกัน แล้วเล่าถึง
เรื่องอื่นๆ ที่เคยเล่า ผมฟังพ่อ เห็นใจพ่ออย่างยิ่ง แต่ผมไม่รู้จะทำอย่างไร พ่อได้แต่พูดถึงแม่วนเวียนไปมา คนเราอยู่ด้วยกัน 60 ปี แม้จะมีปากเสียงกันบ้าง แต่เมื่อจากกันก็เหมือนขาดกันไม่ได้ พ่อพูดถึงแม่ทุกครั้งที่ผมไปหา

ผมคุยกับพ่อเบาๆ ถามถึงการเดิน การกิน บอกให้ระวังตอนเข้าห้องน้ำ แล้วผมก็ลากลับบ้านตามสูตร ผมคงเป็นลูกที่ไม่ดีนัก แต่ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ผมรู้แค่ว่าวันหนึ่งผมก็คงเป็นแบบพ่อ ในวันที่ไม่มีใคร ในวันที่มีทรัพย์สินทุกอย่าง แต่อยู่ตัวคนเดียว วันที่เราอายุมาก แล้วคนใกล้ชิดจากไปก่อน ในวันที่ร่างกายอ่อนล้า ทำอะไรไม่ไหว เงินทองมากมายก็ไม่ต้องใช้เท่าใดนัก วันๆ ขอแค่เดินอย่าหกล้ม ยังหายใจได้ ยังพอมองเห็น อย่างอื่นไม่มีอะไรที่ต้องการอีก คนอายุเกือบร้อยปี ยังต้องการอะไรอีกเล่า

ทุกครั้งที่ไปหาพ่อ ผมเกิดความคิดซ้ำๆ เหมือนเดิม 3 เรื่อง

1 ตอนมีเรี่ยวแรง พึงมีความฝัน ขยันทำงาน และเก็บหอมรอบริบ (เรื่องนี้ผมน่าจะสอบผ่านแล้ว)

2 ตอนมีเรี่ยวแรง ต้องหมั่นทำความดี สะสมบุญบริจาคทาน (ผมเชื่อเรื่องบุญ ผมกลัวว่าเมื่อตายไปแล้วจะไม่มีคนทำบุญไปให้ สู้ทำตอนมีชีวิตเองดีกว่า ทำให้เต็มที่ เรื่องนี้ผมกำลังปฏิบัติอยู่ คิดว่าน่าจะสอบผ่านในระดับหนึ่ง)

3 ตอนยังมีสติ พึงหมั่นฝึกสมาธิ ฝึกวิปัสนา เริ่มต้นควรทำสมาธิวันละ 30 นาทีทุกวัน เป้าหมายคือหากโชคดีก็อาจบรรลุธรรมได้ ผมไม่อยากมาเกิดอีกแล้ว ผมไม่อยากเกิดมาแก่ เกิดมาตายอีกแล้ว ผมคิดว่าถึงมาเกิดอีก ผมก็แก่อีก ตายอีก แล้วก็คงเป็นคนแก่ที่วันหนึ่งต้องนั่งเฝ้ารอวันสุดท้ายของชีวิต ไม่มีความหมายอะไรเลย มันเป็นการวนเวียนที่ไร้แก่นสารเสียจริง (เรื่องนี้ผมกำลังปฏิบัติชั้นอนุบาล คงอีกนานกว่าจะสอบได้)

ทุกท่านที่รัก หากท่านอ่านมาถึงจุดนี้ขอให้รู้ไว้เถิดว่า

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรมากหรอก

อย่าโกรธใครแค้นใครนานเกินไป

ความสุขนั้นสั้น ความทุกข์มักยาวนาน

ฝึกให้อภัย อย่าบ่น อย่านินทาคน อย่าแก้ตัว และอย่าโทษคนอื่น

รักษาจิตให้ดีมีอุเบกขาเข้าไว้ วางความรู้สึกให้กลางๆ เข้าไว้

จิตใจเราสำคัญที่สุด ถ้าจิตดีจิตจะมีพลังดึงดูด ถ้าจิตดีแล้วคุณขยันจดจ่อกับสิ่งที่ต้องการ คุณจะได้สิ่งนั้น คุณจะได้ครอบครองทุกอย่าง

แต่อย่างหนึ่งที่คุณควรให้ความสำคัญคือ การฝึกจิต การปล่อยวาง การให้อภัย การไม่ยึดติด

ทุกอย่างมันกำลังเดินทางไปสุ่จุดเดียวกันคือ การปิดฉากชีวิต ให้คิดอยู่เสมอว่า ทำอย่างไร เราจะปิดฉากชีวิตให้สวยงาม ซึ่งเราออกแบบเองได้ อยู่ที่การตัดสินใจและลงมือทำ

ที่สำคัญอย่าลืมแสดงความรักแก่คนใกล้ตัวให้มากที่สุด เพราะถึงอย่างไรวันหนึ่งเราก็ต้องจากกัน ❤️

ขอบคุณที่มา
Cr: สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
ภาพจาก :Pinterest

เกาะพีพี ครั้งนี้ ไม่มีแอลกอฮอล์
02/06/2025

เกาะพีพี ครั้งนี้ ไม่มีแอลกอฮอล์

แม่ขอกินกล้วยบวชชีได้ไหม? สุขภาพในช่วงสุดท้าย… ต้องเลือกแค่รอด หรือมีความสุข? โดย หมอเก่งคุณแม่วัย 78 ปี ป่วยมะเร็งปอดระ...
27/05/2025

แม่ขอกินกล้วยบวชชีได้ไหม?

สุขภาพในช่วงสุดท้าย… ต้องเลือกแค่รอด หรือมีความสุข? โดย หมอเก่ง

คุณแม่วัย 78 ปี ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย มีโรคเบาหวานร่วมด้วย ลูกสาวจดอาหารทุกมื้อแบบเป๊ะ งดหวานทุกคำ งดของโปรดทุกอย่าง… เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด

วันหนึ่งแม่เอ่ยเบา ๆ
“หมอ… ขอกินกล้วยบวชชีได้ไหม?”

ลูกสาวเงียบ… น้ำตาซึม แต่ลังเล เพราะกลัว “ผิดหลักการแพทย์”

ผมตอบว่า
“แม่กินได้ครับ แต่เราจะกินด้วยความเข้าใจ และมีแผน”

เพราะในช่วงท้ายของชีวิต

“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ร่างกายที่อยู่รอด

แต่คือ ‘หัวใจที่ได้รู้สึกว่าเป็นมนุษย์’

อย่างเต็มที่ !!!

วันนี้หมอขอแบ่ง 3 เทคนิค

สำหรับคนที่มีพ่อแม่ป่วย หรืออยู่ในช่วงเวลาสุดท้าย
เพื่อให้การดูแล ไม่ใช่แค่การห้าม แต่เป็น การเติมเต็มชีวิต:

1. ฟังเสียงใจของคนป่วย

บางครั้งเขาไม่ได้ต้องการชีวิตที่ยาว แต่ต้องการ “วันธรรมดา” ที่คุ้นเคย แค่ถามว่า “แม่อยากกินอะไร” อาจทำให้วันที่เหลือ มีค่ามากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

2. หาจุดสมดุลระหว่างสุขภาพกับความสุข

แทนที่จะ “ห้ามทุกอย่าง” ลอง “ลดบางอย่าง” ใช้วัตถุดิบที่ดีขึ้น แบ่ง portion เล็ก ๆ ปรับสูตรให้เบาลง และอยู่ในความดูแลของหมอ – เราจะให้แม่ได้ชื่นใจแบบปลอดภัยได้จริง

3. ดูแลหัวใจมากกว่าตัวเลขในผลแล็บ

ในบางช่วงของชีวิต
“ขนมถ้วยเล็ก ๆ” ที่แม่โปรด อาจดีกว่า “ยาถุงใหญ่” ที่แม่ไม่อยากกิน
เพราะการให้เขาได้ “ยิ้ม” มีค่ากว่าการบังคับให้เขา “รอด”แต่ไม่เหลือความรู้สึกใดเลย

วันนั้น…
กล้วยบวชชีถ้วยเล็ก ถูกป้อนเข้าปากแม่

แม่พูดเบา ๆ ว่า
“อร่อยที่สุดเลยลูก”

ลูกสาวยิ้มทั้งน้ำตา

และผมรู้ว่า… เราดูแลกันได้ดีที่สุดแล้ว

ขอให้เราทุกคนได้เป็นลูกที่ “เข้าใจ” ไม่ใช่แค่ “ทำตามคำสั่ง” เพราะบางที… กล้วยบวชชีคำเดียว อาจช่วยเยียวยาได้มากกว่ายาใดในโลก

ด้วยความห่วงใย....

เหนือฮวงจุ้ยมีเศรษฐีคนหนึ่ง ได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งสร้างเป็นที่พักตากอากาศ ในช่วงที่ตกแต่งซ่อมแซมนั้นเพื่อนของเขาได้แนะนำ...
23/04/2025

เหนือฮวงจุ้ย

มีเศรษฐีคนหนึ่ง ได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง
สร้างเป็นที่พักตากอากาศ
ในช่วงที่ตกแต่งซ่อมแซมนั้น
เพื่อนของเขาได้แนะนำให้
หาอาจารย์ฮวงจุ้ยมาดู เพื่อที่จะได้สร้างไม่ผิด

เดิมทีเศรษฐี ก็ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้มากนัก
แต่ครั้งนี้กลับเห็นด้วย
จึงเจาะจงเดินทางไปฮ่องกง
เพื่อเชิญอาจารย์ฮวงจุ้ยท่านหนึ่ง
อาจารย์แซ่เต๋อ ทำอาชีพนี้มามากกว่า 30 ปี ในวงการนี้จัดว่ามีชื่อเสียงมาก
รับอาจารย์เต๋อที่สถานีรถไฟ
และร่วมรับประทาน อาหารกลางวันแล้ว
ท่านเศรษฐีก็ขับรถพาอาจารย์มายังบ้านของตน

ระหว่างทาง ถ้ามีรถพยายามจะแซง
ท่านก็จะหลีกทางให้เสมอ
อาจารย์เต๋อหัวเราะ แล้วพูดว่า
คุณขับรถได้มั่นคง นุ่มนวลดี

เศรษฐีหัวเราะ แล้วพูดว่า
ผู้ที่ต้องการจะแซงรถ ย่อมมีธุระเร่งด่วน
ไม่ควรทำให้เขาเสียเวลา !!

เมื่อรถเข้าสู่ตัวเมือง ถนนก็เริ่มแคบลง
เศรษฐีก็ลดความเร็วลง
มีเด็กคนหนึ่งหัวเราะร่าวิ่งออกมาจากซอย
เศรษฐีก็สามารถ เหยียบเบรกรถได้ทัน
เด็กๆหัวเราะคิกๆวิ่งผ่านหน้ารถไป
แต่เขาก็ยังไม่เหยียบคันเร่งเพื่อออกรถ
แต่ได้มองไปที่ปากซอย เหมือนกำลัง...รออะไรสักอย่างหนึ่ง
สักครู่ ก็มีเด็กอีกคนหนึ่งวิ่งออกมา
วิ่งไล่ตามเด็กคนที่วิ่งไปก่อนหน้านั้น !!

อาจารย์เต๋อ ถามด้วยความแปลกใจว่า
คุณรู้ได้อย่างไร ว่าข้างหลัง ยังมีเด็กอีกคน
เศรษฐีบอก เด็กๆล้วนแต่เล่น ไล่ๆตีๆ กัน
ถ้ามีคนเดียว จะไม่หัวเราะเริงร่า เช่นนี้หรอก
อาจารย์เต๋อ ยกหัวแม่โป้งขึ้น หัวเราะพูดว่า
คุณช่างมีน้ำจิตน้ำใจจริงๆ

มาถึงบ้านพัก ลงจากรถ
หยิบกุญแจเตรียมจะเปิดเข้าบ้าน
ทันใดนั้น ที่ลานหลังบ้าน
พลันมีนกบินขึ้นมา 7-8 ตัว

เมื่อเห็นดังนั้น เศรษฐีหยุดอยู่หน้าประตู
กล่าวขอโทษกับอาจารย์เต๋อว่า
รบกวนให้ท่าน รอสักครู่หนึ่ง

มีเรื่องอะไรหรือ?
อาจารย์เต๋อรู้สึกแปลกใจอีกครั้ง

ที่ลานหลังบ้าน ต้องมีเด็กมาขโมย
เด็ดลิ้นจี่ของเราแน่นอน
ถ้าเราเข้าไปขณะนี้ เด็กๆ ก็จะตกใจ
อาจตกลงมา ก็จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น !!
ปล่อยให้พวกเขา เด็ดไปสักครู่หนึ่งก่อน
พวกเรายืนดูอยู่ข้างนอกนี้แหละ
เศรษฐีกล่าวยิ้มๆ

อาจารย์เต๋อ นิ่งเงียบไปสักครู่..
และกล่าวว่า คุณส่งผม กลับไปสถานีรถไฟเถอะ
บ้านหลังนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องดูฮวงจุ้ยแล้ว !!

แต่ครั้งนี้ เศรษฐีเป็นผู้แปลกใจ
ถามว่า ท่านอาจารย์ทำไมพูดเช่นนี้ ?

อาจารย์บอกว่า "สถานที่ที่มีท่านอยู่
ล้วนเป็นสถานที่ที่มี
ฮวงจุ้ยดีเลิศ"

#แท้จริงแล้ว ความประพฤติของคน
ก็คือฮวงจุ้ยและโชคชะตา

บุคคลที่ไม่มีคุณธรรม มีแต่เห็นแก่ตัว
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน
ถึงแม้จะพากเพียร พยายามวิ่งเต้นไป
ก็อาจจะเป็นเพียง ความเหนื่อยเปล่าเท่านั้น

#เพราะตัวคุณเอง คือต้นกำเนิดของทุกสิ่ง
#ความดีงามของคุณ ก็คือ ใบเซียมซีที่ดี
ชั่วนิรันดร์
: เรื่องนี้สุดยอดมาก

“อังเกลา แมร์เคิล” ผู้นำหญิงตัวอย่างแห่งโลก: ซื่อสัตย์ เรียบง่าย ทุ่มเทเพื่อประชาชน19 มกราคม 2568  "อังเกลา แมร์เคิล"  #...
22/01/2025

“อังเกลา แมร์เคิล” ผู้นำหญิงตัวอย่างแห่งโลก: ซื่อสัตย์ เรียบง่าย ทุ่มเทเพื่อประชาชน

19 มกราคม 2568 "อังเกลา แมร์เคิล" #อดีตนายกรัฐมนตรีของเยอรมัน ได้รับยกย่อง #ผู้นำแบบอย่างของโลก นักการเมืองในอุดมคติที่มีอยู่จริง เยี่ยงอย่างวิถีผู้นำที่เรียบง่าย พอเพียง เก่ง ฉลาด ทำมากกว่าพูด พูดแล้วทำตามคำพูด ถ่อมตัว สุภาพ ไม่ก้าวร้าว ยะโสโอหัง....ซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์ รักประชาชนทุกชาติพันธ์ ทุกผิวสี...
เยอรมนีอำลา ด้วยเสียงปรบมืออันอบอุ่น 6 นาที
ชาวเยอรมันเลือกให้เธอเป็นผู้นำพวกเขา และเธอนำชาวเยอรมัน 80 ล้านคนเป็นเวลา 18 ปี ด้วยความสามารถทักษะ ความทุ่มเทและความจริงใจ
ในช่วงสิบแปดปีที่เธอเป็นผู้นำของผู้มีอำนาจในประเทศของเธอ ไม่มีการล่วงละเมิดกล่าวหาใด ๆ ต่อเธอ ..
เธอไม่ได้แต่งตั้งให้ญาติ หรือลูกหลานของเธอเป็นเลขานุการ หรือรับตำแหน่งสูงๆในรัฐบาล..
เธอไม่เคยอ้างว่าเธอเป็นผู้สร้างความรุ่งโรจน์ ความมั่งคั่ง หรือความเจริญให้กับประเทศ...
เธอไม่ได้รวยเงินล้านเมื่อพ้นตำแหน่ง
เธอไม่สร้างภาพที่ไร้สาระเพื่อให้ดูดี
เธอไม่ใช้กระเป๋าถือ นาฬิกาข้อมือ หรือเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพง
เธอไม่ได้รับปากว่าจะทำแล้วไม่ทำตามสัญญา
เธอไม่ต่อสู้ คุกคามฝ่ายค้าน หรือฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยกับเธอ หรือยกมือสวนทางนโยบาย
เธอไม่ปรากฏตัวในตรอกซอกซอยของเบอร์ลิน เพื่อมีภาพถ่ายว่าเป็นคนของประชาชน แต่ช่วยด้วยการลงมือทำ
.
เธอ คือ (Angela Merkel) ผู้หญิงที่ถูกขนานนามว่า "The Lady of the World" และได้รับการอธิบายว่าเทียบเท่ากับผู้ชายหกล้าน
วันที่ Merkel ออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และส่งมอบให้กับคนที่ตามหลังเธอ เยอรมนีและคนเยอรมันอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
ปฏิกิริยาของชาวเยอรมันนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาวเยอรมัน .. ผู้คนทั้งหมดออกไปที่ระเบียงบ้านและปรบมือให้เธออย่างเป็นธรรมชาติเป็นเวลา 6 นาทีด้วยเสียงปรบมืออันอบอุ่นต่อเนื่องโดยไม่หยุด
ชาวเยอรมันนียืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวในการอำลาผู้นำเยอรมัน ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์เคมีที่ไม่ยอมถูกล่อลวงให้หลงใหลในแฟชั่น หรือแสงสี
และไม่สะสมซื้ออสังหาริมทรัพย์ รถยนต์เรือยอซ์ก และเครื่องบินส่วนตัว โดยตระหนักรู้ว่าเธอมาจากเยอรมนีตะวันออก ในอดีตที่ยากจน..
.
เธอออกจากตำแหน่งที่สูงสุดของประเทศ.. ในช่วง 18 ปีไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเก่าของเธอ ใส่ซ้ำของที่มีอยู่แล้วสลับสีกันไปมา..จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเชย เมื่อเทียบกับผู้นำสตรีของโลกคนอื่นๆที่เน้นแต่ความสวยงาม และภาพลักษณ์ แต่ไร้สมองเมื่อเทียบกับเธอ!!
.
พระเจ้าอยู่เหนือผู้นำที่สงบเสงี่ยมนี้
ขอให้พระเจ้าอยู่เหนือความยิ่งใหญ่ของเยอรมนี ..
ในงานแถลงข่าวมีนักข่าวหญิงคนหนึ่งถาม Merkel: เราสังเกตเห็นว่าชุดของคุณใส่ซ้ำแล้วซ้ำอีกใช่ไหม?

เธอตอบว่า: ฉันเป็นพนักงานราชการ ไม่ใช่นางแบบ!!

ในงานแถลงข่าวอีกครั้งพวกเขาถามเธอว่า: คุณมีแม่บ้านที่ทำความสะอาดบ้าน เตรียมอาหารและอื่น ๆ หรือไม่?

คำตอบของเธอคือ..'ไม่'

ฉันไม่มีแม่บ้านหญิง และฉันไม่ต้องการพวกเขา ฉันและสามีทำงานบ้านทุกวัน

นักข่าวอีกคนถามว่าใครเป็นคนซักเสื้อผ้า คุณหรือสามีของคุณ?

คำตอบของเธอ: ฉันจัดเสื้อผ้าและสามีของฉันเป็นคนนำไปใส่เครื่องซักผ้าและโดยปกติจะเป็นเวลากลางคืน เนื่องจากมีไฟฟ้าราคาถูก และไม่มีแรงกดดันใดๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องคำนึงถึงเวลาที่ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน ความไม่สะดวก และกำแพงกั้นอพาร์ตเมนต์ของเรากับเพื่อนบ้าน

เธอกล่าวว่า: สำหรับคุณฉันคาดหวังว่าคุณจะถามฉันเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลวในการทำงานของเราในรัฐบาลมากกว่าคำถามเรื่องส่วนตัวข้างต้น
Merkel อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ธรรมดา เหมือนพลเมืองคนอื่นๆ ..
อพาร์ทเมนต์แห่งนี้เธออาศัยอยู่ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของเยอรมนีและเธอไม่ได้ย้ายออกไปและไม่ได้ซื้อบ้าน ไม่มีคนรับใช้ สระว่ายน้ำและสวน ..

นี่คือ Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมนีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป !!

นี่คือวิถีชีวิตของผู้นำประเทศที่เจริญแล้ว ! ไม่มีคนใช้ อยู่บ้านแบบสามัญชนทั่วไป...

บริหารประเทศนานถึง 18 ปี สร้างประเทศให้รุ่งเรือง ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป หรือ อาจจะเรียกว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ! ...

นี้คือความจริง ! ที่สมควร ยกย่อง นำไปแบบอย่างในโรงเรียน ,มหาวิทยาลัย ....
เธอเป็นผู้หญิง ...เธอบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไม่ด่างพร้อย เก่งยิ่งกว่าชายอกสามศอก....น่าทึ่งเอามากๆ

ตลอดเวลาการบริหารราชการแผ่นดิน ...เธอไม่รู้จัก คำว่า
#คอร์รัปชั่น ...เงินพิเศษใต้โต๊ะ ...เล่นพรรค เล่นพวก วางอำนาจ...

ใช้ความอยุติธรรม ลำเอียง ใช้โทสะ ฯลฯ อันเป็นปัญหาอย่างร้ายแรงอย่างยิ่ง ที่ไม่เคยเปลี่ยนในประเทศที่ด้อยพัฒนา

ที่อยู่

Amphoe Muang Krabi

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Jaroon World Wideผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์