19/03/2022
การเพาะเลี้ยงปลากัด
ปลากัด มีชื่อสามัญว่า Siamese Fighting Fish เป็นปลาสวยงามที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมานานแล้ว เนื่องจากเป็นปลาสวยงามที่นอกจากจะมีสีสันสดเข้มสวยงามสะดุดตามากแล้ว ยังเป็นปลาที่จัดว่าเป็นยอดนักสู้ตัวฉกาจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปลากัดที่ไปจากประเทศไทยจัดว่าเป็นปลาที่กัดเก่งและมีความทรหดมากที่สุด ทำให้ได้รับความนิยมจากประเทศต่างๆทั่วโลก ในประเทศไทยนิยมเลี้ยงปลากัดมานานแล้ว และได้เน้นเป็นการเลี้ยงเพื่อเกมกีฬาโดยเฉพาะมีการจัดตั้งเป็นบ่อนการพนัน ทางราชการจะมีการอนุญาตให้เปิดสถานที่สำหรับเดิมพันการกัดปลา เรียก บ่อนปลากัด หรือ บ่อนกัดปลา มาตั้งแต่โบราณจนกระทั่งปัจจุบัน
การเลี้ยงปลากัดเป็นปลาสวยงามมักนิยมเลี้ยงในขวดหรือโหลขนาดเล็ก ไม่นิยมเลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่น เพราะเป็นปลาที่ชอบสร้างอาณาเขตและมักจะไล่กัดปลาที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน ซึ่งในช่วงนี้ปลาจะมีสีสดเข้มสวยงาม แต่ถ้านำไปเลี้ยงกับปลาขนาดใหญ่ปลาจะตื่นตกใจ เหมือนกับการแพ้คู่ต่อสู้ ในช่วงนี้ปลาก็จะสีซีดดูไม่สวยงาม จึงจำเป็นต้องเลี้ยงปลากัดไว้เพียงตัวเดียวในภาชนะที่ไม่ใหญ่มากนัก ปลาก็จะมีความรู้สึกว่าสามารถสร้างอาณาเขตของตัวเองไว้ได้ก็จะมีสีสันสดใสสวยงาม จัดว่าเป็นปลาที่ติดตลาด ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ สามารถจำหน่ายได้ดีตลอดปี โดยเฉพาะเด็กจะชอบหาซื้อปลากัดไปเลี้ยง เพื่อนำไปกัดแข่งขันกัน แล้วก็หาซื้อปลาตัวใหม่อยู่เสมอ
ปลากัดที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยมานานแล้วนั้นถูกจัดให้เป็นชนิด splendens หรือมีชื่อวิทยาศษสตร์ว่า Betta splendens, Regan, 1910 ปัจจุบันได้มีการสำรวจพบชนิดของปลากัดประมาณ 50 - 60 ชนิด โดยจัดแบ่งกลุ่มตามลักษณะการวางไข่ออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1 กลุ่มแรก เป็นปลากัดที่ก่อหวอดวางไข่ เป็นปลากัดที่ผู้เพาะเลี้ยงปลากัดส่วนใหญ่ดำเนินการกันมานานแล้ว ปลาเพศผู้จะสร้างรัง เรียกว่าหวอดที่บริเวณผิวน้ำและจะติดอยู่ใต้ใบพันธุ์ไม้น้ำชายฝั่ง เพื่อใช้ในการฟักไข่ ตัวอย่างปลากัดในกลุ่มนี้ เช่น Betta coccina B. brownorum B. burdigala B. livida B. rutilans B. tussyae
2 กลุ่มที่สอง เป็นปลากัดอมไข่ เป็นปลากัดที่ถูกนำมาเลี้ยงยังไม่นานนัก เป็นปลาที่มีพฤติกรรมการแพร่พันธุ์วางไข่คล้ายกับปลาหมอสีกลุ่มที่อมไข่ เพื่อให้ไข่ฟักตัวภายในปาก ตัวอย่างปลากัดในกลุ่มนี้ เช่น Betta akarensis B. patoti B. anabatoides B. macrostoma B. albimarginata B. channoides
การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลากัดไทย
ปลากัดที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเป็นปลากัดที่พัฒนามาจาก ปลากัดป่าภาคกลาง ที่มี
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens แต่เดิมที่พบในธรรมชาติจะมีสีน้ำตาลขุ่นหรือสีเทาแกมเขียว ครีบต่าง ๆสั้น
ปลาตัวผู้จะมีครีบยาวกว่าตัวเมีย จากอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดจนได้สีที่สวยงาม ครีบที่ยาวและแผ่กว้างกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มีการเรียกปลากัดเป็นชื่อต่างๆ หลายชื่อ เช่น ปลากัดป่า ปลากัดทุ่ง ปลากัดหม้อ และปลากัดจีน เป็นต้น แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่าปลากัดที่มีครีบยาวและครีบสั้นต่างมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกัน แสดงว่าเป็นชนิดเดียวกัน
ปลากัดป่าภาคกลาง (Betta splendens)เพศผู้
ปลากัดป่าภาคกลางเพศเีมีย
การเลี้ยงและดูแลปลากัด
ปลากัดเป็นปลาที่มีนิสัยก้าวร้าวและชอบต่อสู้กันเมื่อมีอายุประมาณ 1 เดือนครึ่งถึงสองเดือน ดังนั้นจึง
จำเป็นต้องแยกปลากัดไปเลี้ยงในภาชนะที่เตรียมไว้ภาชนะละ 1 ตัว ภาชนะที่เหมาะที่สุดสำหรับการเลี้ยงปลากัดได้แก่ ขวด (สุรา) ชนิดบรรจุน้ำได้ 150 ซีซี เพราะสามารถเรียงกันได้โดยไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่ ส่วนการแยกเพศ
จะสังเกตได้จากปลาตัวผู้จะมีลำตัวสีเข้ม ครีบยาวลายบนลำตัวมองเห็นชัดเจนและขนาดมักจะโตกว่าตัวเมีย ส่วนปลาตัวเมียจะมีสีซีดจาง มีลายพาดตามขวางลำตัว 2-3แถบ และมักจะมีขนาดเล็กกว่าปลาตัวผู้
น้ำที่ใช้เลี้ยงปลากัดต้องสะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด-ด่าง(pH) ประมาณ 6.5-7.5 มีความ กระด้าง 75-100 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีความเป็นด่าง(alkalinity) 150-200 มิลลิกรัมต่อลิตร ควรบรรจุน้ำลงในขวดที่ใช้เลี้ยงเพียงเศษ 3 ส่วน 4 ของขวด เพื่อให้เหลือช่องว่างของอากาศเหนือผิวน้ำให้ปลาได้หายใจหรือฮุบอากาศ
สถานที่เลี้ยงปลากัดไม่ควรที่จะเป็นที่ที่โดนแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้ปลาตายได้เนื่องจาก
ความร้อนที่มากเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง 25-28 องศาเซลเซียส