10/02/2024
Audi E-Tron GT Performance : แฝดเหลี่ยมจัดของ Taycan สุดหล่อสะกดทุกสายตา
ถ้าเราจะมาดูรถไฟฟ้าจาก Audi ค่ายสี่ห่วงชาวเยอรมัน ทุกคนคงคุ้นชื่อกับตระกูล E -Tron ซึ่งเปิดตัวมาครั้งแรกในปี 2019 ในตัวถังแบบ SUV มาก่อน และมีการเพิ่มเติมตัวถังแบบ SUV Coupe ตามสมัยนิยมมาภายหลัง ในส่วนของตัวถังแบบสปอร์ตซีดานนั้น Audi เลือกที่จะใข้ชื่อ GT ต่อท้ายคำว่า Etron เข้าไป และเปิดตัวมาช่วงปลายปี 2020 โดยเปิดตัวมาสองรุ่น ได้แก่ E-tron GT Quattro (บ้านเราเรียก Performance) แรงม้า ประมาณ 470 ตัว ซึ่งเมื่อเข้า Boost mode จะพุ่งไปได้ถึง 523 แรงม้ากันเลยทีเดียว ส่วตัว Top นั้นจะได้รับ badge ‘RS’ อันจัดเป็นรุ่นตัวแรงของ Audi ซึ่งถ้าเทียบกับ Mercedes Benz ก็จะเป็น AMG ส่วน BMW ก็จะเป็นตระกูล M นั่นเอง โดยในส่วนของตัว RS E-Tron GT นั้นจะมีกำลังมากถึง 590 แรงม้า และกระโดดขึ้นไปเป็น 637 แรงม้าใน Boost Mode ครับ
อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น เจ้า E-Tron GT นี่แขร์ Platfrom กับ Porsche Taycan จนจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นแฝดก็ย่อมได้ แต่ตัวถังภายนอก รวมทั้งการตบแต่งภายในนั้นก็จะมีความแตกแต่างกันอยู่พอสมควร เส้นสายตัวถังของ E-Tron GT นั้นจะออกมาในแนวเหลี่ยมคมสันในขณะที่ Taycan จะออกมาในแนวโค้งมนดูลื่นไหล ซึ่ง คหสต. ผม เจ้าE-Tron GT ดูหล่อเหลากว่าเพราะความเหลี่ยมสัน ออกแบนๆ เหมือนปลากระเบนนี่ล่ะครับ บวกกับความแบนต่ำเตี้ยเรี่ยดินของตัวรถ ทำให้มี stance ที่เป็นสปอร์ตซีดานกึ่งคูเป้ยิ่งเด่นชัดขึ้นมามากๆครับ ซึ่งคงไม่ใช้แอดคนเดียวที่คิดแบบนี้ ขับไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนมอง แม้กระทั่งฝรั่งต่างชาติยังยกนิ้ว (โป้ง) ให้เป็นระยะๆ เลยครับ
แต่ให้ความแบน ความเตี้ยเรี่ยดินของรถนี่ก็ทำให้การเข้าออกรถเป็นเรื่องที่ลำบากพอตัวเลยครับ กับการกะระยะของรถนี่ก็ต้องระวังกันอยู่บ้างเพราะตัวรถนั้นบานมากๆ และก็ยังเตี้ยอีกด้วย แต่ยังดีที่ยังสามารถยกสูงขึ้นได้ประมาณนึงเพื่อข้ามสิ่งกีดขวางได้ครับ
ไฟหน้าตัวนี้ได้มาเป็นแบบ full matrix เวลาขับตอนกลางคืนนี่ วิบวับๆ ส่องตรงนั้น หลบตรงนี้ ดูสนุกสนานเชียวครับ
ภายในเป็นอีกจุดนึงที่มีความแตกต่างกับแฝด Taycan เพราะ Layout การจัดวางปุ่มควบคุมต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ลูกเล่นต่างๆ ใน คหสต. แอดคิดว่าค่อนข้างทั่วไปไม่มีอะไรโดดเด่นมาก และยังดูไม่ค่อยจะหรูหราสมราคาค่าตัวราวๆ เจ็ดล้านสักเท่าไหร่นัก ระบบช่วยเหลือการขับขี่ก็เห็นจะมีแต่ Cruise Control แบบธรรมดาเหมือนรถเมื่อ 20 ปี ก่อน (ไม่มี Adaptive ไม่ต้องพูดถึง assist แบบอื่นๆ) ยังดีที่มี Lane Keeping มาให้ (แต่ไม่มี Centering ไม่เลี้ยวตามเลน) แต่ถ้าพูดในแง่ของ ergonomic แล้ว การนั่งขับขี่จะกระชับมาก เรียกว่าออกแบบมา focus กับการขับขี่มากกว่าการนั่งสบายๆ ครับ
ว่าถึงเรื่องการขับขี่ แอดคิดว่าเป็นสิ่งที่เงินทั้งหมดที่คุณจ่ายไปมาลงกับตรงนี้แหละครับ สิ่งที่เหนือกว่าเรื่องพละกำลัง 4-500 กว่าม้า (ซึ่งในปัจจุบันสามารถหาได้จากรถไฟฟ้าอื่นๆ ได้ง่ายๆ ในราคาที่ถูกกว่าเยอะมาก) คือเรื่องของการขับขี่ และการทรงตัว โดยช่วงล่างของ E-Tron GT คันนี้เป็นแบบถุงลม ที่สามารถปรับเป็นแบบ comfort ที่ออกไปทางนุ่มนวลมาก ๆ แบบชนิดไม่รู้ว่ารถใส่ล้อ 21 นิ้วมา เป็น setting ที่เหมาะกับการเดินทางไกลที่เป็นทางตรงยาวๆ ที่ใช้ความเร็วสูงๆ แบบสบายๆ มากๆ ทำเวลาได้ดีสุดดดด แต่ถ้าไปเจอทางโค้งที่แคบหน่อยอาจจะรู้สึกว่ารถมันเอียงไปสักนิด แบบนั้น ปรับช่วงล่างไปเป็น Dynamic ช่วงล่างจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ต้องแลกกับการซับแรงกระแทก พวงมาลัยที่มีความรู้สึกเฉียบคม ประกอบกับท่านั่งที่เข้าที่ ทำให้เป็นรถที่ขับสนุกมากๆ ครับ
ส่วนในตัวคันเร่งเอง มีการเซ็ทไว้แบบหนักนิดหน่อยทำให้การออกตัวไม่พุ่งจนเกินไป สามารถออกตัวแบบนุ่มนวลได้ แต่ถ้ากระทืบคันเร่งออกไปเราจะได้เจอกับอาการวืดเล็กน้อยตามด้วยความพุ่งแบบเกาะๆ ออกไปเหมือนช้างถีบครับ
ในส่วนของอัตราการสิ้นเปลืองไฟฟ้า E-Tron GT มากับแบตเตอรี่ไซส์บิ๊กเบ้ม 93.4 kWh ใช้งานจริงจะเปลืองอยู่ประมาณ 19-21 kWh/100km วิ่งได้ราวๆ 400++ กิโลเมตรครับ ซึ่งเอาจริงๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของรถไฟฟ้าทั่วไปในสมัยนี้ จุดเด่นเห็นจะเป็นเรื่องของระบบไฟในรถที่เป็น 800V ทำให้ชาร์จกับตู้จ่ายไฟ DC บางรุ่น เช่นของตู้ ปตท. ซึ่งเป็นระบบ 1000V ได้ไวมากๆ ในระดับ 100 kW+ ไปจนถึง 80% เลยครับ
กล่าวโดยสรุป E-Tron GT แม้ว่าจะมีความแรงในระดับเดียวกับรถไฟฟ้าหลายๆ รุ่นที่ราคาถูกกว่า แต่สิ่งที่รถเหล่านั้นไม่สามารถให้ได้คือเสถียรภาพในการทรงตัว และ Driving Dynamic ระดับรถสปอร์ตชั้นนำ บวกกับความหล่อเหลาของหน้าตา ถือได้ว่าน่าจะเป็นรถที่ถูกใจเศรษฐีที่ชอบขับรถเองเป็นชีวิตจิตใจครับ