Tifosi corse

Tifosi corse Driven by Speed. United by Red.

)Ferrari เครื่องยังเป็นรองแต่สิ่งที่น่ากลัวจริง อาจไม่ใช่ตัวเลขแรงม้าจากการประเมินกำลัง ICE ปี 2026Mercedes ยังแรงสุดประ...
14/04/2026

)

Ferrari เครื่องยังเป็นรอง
แต่สิ่งที่น่ากลัวจริง อาจไม่ใช่ตัวเลขแรงม้า

จากการประเมินกำลัง ICE ปี 2026

Mercedes ยังแรงสุดประมาณ 576 hp
RBPT ตามมาติด ๆ ประมาณ 565 hp
Ferrari อยู่ที่ประมาณ 547 hp
Audi ใกล้เคียงกัน
Honda ตามหลังค่อนข้างเยอะ

ดูเหมือน Ferrari เสียเปรียบชัดเจน

แต่ความจริงในสนาม
มันไม่ได้ตัดสินกันที่ ICE อย่างเดียว

ความเร็วปลายที่เราเห็น
มันคือผลรวมของ

กำลังเครื่อง
แรงต้านอากาศ
และการปล่อยพลังงาน ERS

Ferrari อาจไม่ได้มีเครื่องแรงที่สุด
แต่รถทั้งคัน “efficient” มาก

นั่นคือเหตุผลที่ยังสู้ Mercedes ได้

ส่วน Red Bull
เครื่องไม่ได้มีปัญหาอย่างที่หลายคนคิด
แต่ข้อจำกัดอยู่ที่ตัวรถมากกว่า

สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ คือ

Ferrari และ Honda มีสิทธิ์ได้ 2 upgrade token
ในขณะที่ RBPT อาจไม่ได้อะไรเพิ่ม

เกมพัฒนาในฤดูกาลนี้
อาจเปลี่ยนหน้าทั้งหมด

ถ้า Ferrari เพิ่มกำลังได้อีกนิด
จากรถที่พื้นฐานดีอยู่แล้ว

มันอาจไม่ใช่แค่ “สู้ได้”
แต่มันคือ “กลับมาเป็นตัวเต็ง”

Ferrari ใน Qualifying ที่ Sepang ยังไม่ใช่ปัญหาความเร็ว แต่คือ “การใช้ศักยภาพไม่สุด”Qualifying ของ GT World Challenge As...
04/04/2026

Ferrari ใน Qualifying ที่ Sepang ยังไม่ใช่ปัญหาความเร็ว แต่คือ “การใช้ศักยภาพไม่สุด”

Qualifying ของ GT World Challenge Asia ที่ Sepang จบลงด้วยภาพที่ชัดเจนว่า Ferrari ยังไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในกลุ่มหน้าได้

รถ Ferrari 296 GT3 ที่เร็วที่สุดทำเวลา 2:04.313 ตามหลัง Porsche ที่ได้ Pole Position 2:03.287 อยู่ประมาณ 1 วินาที และรถ Ferrari ทุกคันอยู่ในช่วงกลางกลุ่ม ไม่มีคันไหนหลุดเข้า Top 10 ได้เลย

ตัวเลขนี้บอกว่า Ferrari ยังขาดอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ลักษณะของปัญหา”

ถ้ามองลึกลงไป จะเห็นว่า Ferrari ไม่ได้เริ่มต้นแย่

ใน Q1 ยังมีรถ Ferrari ขึ้นไปถึงอันดับ 4 ได้ แสดงว่าพื้นฐานของรถยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้

แต่พอเข้าสู่ Q2 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกทีมต้องรีด performance ออกมาให้สุด กลับกลายเป็นว่า Ferrari ไม่สามารถยกระดับขึ้นไปได้เหมือนคู่แข่ง

พูดง่าย ๆ คือ
Ferrari “มีความเร็ว”
แต่ยัง “ดึงออกมาใช้ไม่หมด”

ปัญหาหลักของ Ferrari ในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ทางตรง หรือกำลังเครื่องยนต์

แต่เป็นพฤติกรรมของรถในโค้ง โดยเฉพาะโค้งยาวของสนาม Sepang

ลักษณะที่เกิดขึ้นคือ
เข้าโค้งได้ดีในช่วงแรก
แต่เมื่ออยู่ในโค้งนานขึ้น รถเริ่มเสียความนิ่ง
ทำให้คนขับไม่สามารถกดต่อได้เต็มที่

ในโค้งช้า รถอาจหมุนได้ดีจนออกอาการท้ายไว
แต่พอเป็นโค้งเร็ว กลับกลายเป็นดันหน้า

นี่คืออาการของรถที่ balance เปลี่ยนไปตามความเร็ว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจของคนขับ และทำให้เสียเวลาในช่วงกลางสนามที่สำคัญที่สุด

ในขณะที่ Porsche แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่ชัดเจน พวกเขาครองอันดับ 1 ถึง 3 ได้ทั้งหมด

จุดแข็งของ Porsche ไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือ “ความนิ่ง”

รถสามารถรักษาสมดุลได้ดีในทุกช่วงความเร็ว
คนขับสามารถกดได้ต่อเนื่อง
และสามารถใช้ยางได้เต็มประสิทธิภาพในรอบเดียว

ซึ่งเป็นสิ่งที่ Ferrari ยังทำไม่ได้ในวันนี้

คำถามคือ Ferrari แพ้เพราะ BoP หรือไม่

จากข้อมูลที่เห็น ยังไม่พบสัญญาณว่ามีปัญหาชัดเจนในเรื่องความเร็วทางตรงหรือกำลังเครื่องยนต์

ดังนั้นปัญหาหลักน่าจะอยู่ที่การตั้งค่ารถ การควบคุม platform และการใช้งานยางในช่วงที่ต้องการ performance สูงสุด

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจริงยังเปิดโอกาสให้ Ferrari กลับมาได้

เพราะรูปแบบการแข่งขันเป็น 60 นาที และมี pit window สำหรับเปลี่ยนคนขับและยาง ซึ่งทำให้กลยุทธ์มีบทบาทอย่างมาก

Ferrari Leave Suzuka With Strong Ex*****on But Clear Power DeficitFerrari completed the Japanese Grand Prix with a solid...
30/03/2026

Ferrari Leave Suzuka With Strong Ex*****on But Clear Power Deficit

Ferrari completed the Japanese Grand Prix with a solid operational result, but the race exposed a clear limitation in performance, particularly in power delivery and straight-line efficiency.

On overall race pace, Ferrari remains third fastest, with an average deficit of approximately 0.32 seconds per lap to Mercedes. While this keeps them within reach of McLaren, it is not sufficient to control the race or consistently challenge for victory.

From an ex*****on standpoint, the team delivered a clean and well-managed race. Strategy, tyre management, and consistency were all strong, with Charles Leclerc once again extracting the maximum possible result from the package.

However, a deeper look into the race data highlights a more concerning issue.

Straight-Line Performance Gap Becomes Critical

Comparison between Charles Leclerc and Lewis Hamilton reveals a significant difference in top speed and energy deployment effectiveness.

On Lap 42, Leclerc reached approximately 317 km/h without slipstream or overtake mode, while Hamilton managed only around 307 km/h. This already indicates a notable deficit of around 10 km/h in comparable conditions.

The situation became more pronounced on Lap 43.

With slipstream advantage, Leclerc reached 330 km/h, demonstrating strong energy deployment and straight-line efficiency. In contrast, when Hamilton was in a similar position, he was unable to exceed 306 km/h.

This is a critical observation. Even with slipstream and overtake conditions, Hamilton could not match the expected top speed.

The time delta confirms this trend.

Following Hamilton, Leclerc gained approximately 0.39 seconds on the main straight. Conversely, when the positions were reversed, Hamilton lost around 0.25 seconds despite having the theoretical advantage.

George Russell, starting from further back, was able to gain even more time and complete the overtake more effectively.

Interpretation

This behaviour strongly suggests that Hamilton was not able to deploy the expected level of electrical energy during key phases of the lap.

Whether this was due to deployment limitation, energy management strategy, or a system issue cannot be confirmed without internal data. However, the effect is clear:

Ferrari’s straight-line performance, particularly on Hamilton’s car, was significantly compromised.

This aligns with Hamilton’s own post-race comments, where he highlighted a lack of power as the primary issue.

Team Perspective

Leclerc’s performance demonstrates that Ferrari can still achieve competitive results through ex*****on, but also masks part of the underlying limitation.

Hamilton’s race, by contrast, exposes the full extent of the performance gap, particularly in comparison to Mercedes, where energy deployment and power output appear stronger and more consistent.

Outlook

Ferrari is expected to introduce a revised power unit package at the Miami Grand Prix. This update will be critical.

If the power deficit is reduced, Ferrari has the operational capability to immediately return to fighting at the front.

If not, they will remain dependent on perfect ex*****on to secure podium finishes, without the underlying performance required to consistently compete for wins.

Conclusion

Suzuka confirms a clear pattern.

Ferrari is operating at a very high level in terms of ex*****on and race management.

However, a measurable deficit in power and straight-line performance is limiting their overall competitiveness.

Leclerc continues to maximise results.
Hamilton, through both performance and feedback, has highlighted the core issue.

The next phase of the season will depend heavily on whether Ferrari can resolve this limitation.

Ferrari ไม่ได้ช้าแต่ยังไม่เร็วพอP3ช้ากว่า Mercedes 0.32 วินาทีต่อรอบใกล้ แต่ไม่เคยคุมเกมได้Leclerc ทำทุกอย่างถูกต้องไม่ม...
29/03/2026

Ferrari ไม่ได้ช้า
แต่ยังไม่เร็วพอ

P3
ช้ากว่า Mercedes 0.32 วินาทีต่อรอบ
ใกล้ แต่ไม่เคยคุมเกมได้

Leclerc ทำทุกอย่างถูกต้อง
ไม่มี error
จัดการยางสมบูรณ์
ดึง performance เต็มที่

นี่คือระดับ top driver
เวลารถไม่ดีพอ

Hamilton คือภาพจริงของรถ

P6
ไม่ได้ลุ้น podium
โดน Norris แซง

และประเด็นหลักคือ

Ferrari ขาด power

ไม่ใช่นิดเดียว
แต่เสียหลายในสิบต่อรอบ

ทั้ง data และ driver พูดตรงกัน

แพ้ทางตรง
แพ้ acceleration
แพ้ deployment

นี่ไม่ใช่ setup
ไม่ใช่ balance

แต่มันคือ performance ของรถ

Leclerc กำลังกลบปัญหา
Hamilton กำลังเปิดปัญหา

นี่คือความจริง

Ferrari ตอนนี้

ทีมที่ ex*****on ดีที่สุด
แต่ไม่ใช่รถที่เร็วที่สุด

Safety car ไม่ช่วย
แต่ถึงไม่มี
ก็ยังยากจะชนะ

ทุกอย่างไปอยู่ที่ Miami

เครื่องใหม่

นี่ไม่ใช่แค่ upgrade
แต่มันคือโอกาสสุดท้าย

ถ้าดี
Ferrari กลับมา

ถ้าไม่
แชมป์ยากมาก

Ferrari ก่อนแข่ง Suzukaพูดกันตรง ๆ แบบไม่อ้อมFerrari ไม่ได้ช้าทุกจุดรถดีมากในโค้งนักขับกดคันเร่งได้เร็ว และทำความเร็วใน ...
29/03/2026

Ferrari ก่อนแข่ง Suzuka

พูดกันตรง ๆ แบบไม่อ้อม

Ferrari ไม่ได้ช้าทุกจุด
รถดีมากในโค้ง
นักขับกดคันเร่งได้เร็ว และทำความเร็วใน sector 1 ได้ดี

แต่ปัญหาชัดมาก

เสียทุกอย่างบนทางตรง

ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของนักขับ
ข้อมูลก็ออกมาแบบเดียวกัน

Top speed ต่ำกว่าคู่แข่ง
การใช้พลังงานไฟฟ้าไม่แรงพอ
แบตหมดในจังหวะที่ไม่ควรหมด

พอออกจาก Spoon เข้าทางตรงยาว
รถคันอื่นยังเร่งต่อได้
แต่ Ferrari เริ่มช้าลง

นี่คือเหตุผลที่ Leclerc พูดว่า
ในโค้งผมเร็วกว่า แต่เสียทุกอย่างบนทางตรง

ภาพรวมตอนนี้

Mercedes คือรถที่ดีที่สุดในสนามนี้
ทั้งเครื่องยนต์และการใช้พลังงานสมดุลมาก

McLaren ก็แรงมาก
ทางตรงดีและใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพ

Ferrari อยู่ประมาณอันดับสาม

สำหรับการแข่งขัน

จุดแข็ง
ความเร็วในโค้งดี
traction ดี
มีโอกาสจัดการยางได้ดีกว่า

จุดอ่อน
ความเร็วปลายต่ำ
โดนแซงง่ายบนทางตรง
แซงคนอื่นยาก

แนวโน้มการแข่งขัน

Ferrari ยังไม่ใช่รถที่ลุ้นชนะด้วยความเร็วล้วน
น่าจะสู้ในกลุ่มอันดับ 3 ถึง 5

ถ้าจะทำผลงานให้ดีขึ้น

ต้องใช้พลังงานให้ฉลาดขึ้น

เก็บพลังงานช่วงต้นรอบ
ไปใช้เต็มที่บนทางตรงยาว
ใช้ความเร็วในโค้งช่วยป้องกันตำแหน่ง

FIA เปลี่ยนอะไรสำหรับ Qualifying Japanese GP 2026 เท่านั้น • ลดพลังงานที่ “ชาร์จกลับได้ (recharge)”จาก 9.0 MJ → 8.0 MJคื...
26/03/2026

FIA เปลี่ยนอะไร

สำหรับ Qualifying Japanese GP 2026 เท่านั้น
• ลดพลังงานที่ “ชาร์จกลับได้ (recharge)”
จาก 9.0 MJ → 8.0 MJ

คือพลังงานที่ระบบ ERS เก็บกลับเข้ามาในแบตระหว่างรอบ
รถปี 2026:
พึ่งพา พลังงานไฟฟ้า (ERS) มากขึ้น
• Performance ใน Quali = การบริหาร
• เก็บพลังงาน (harvest)
• ปล่อยพลังงาน (deploy)

พอลด recharge:
• พลังงานที่มีไว้ “deploy” น้อยลง
• Boost จากไฟฟ้าลดลง

ทำไม FIA ถึงทำแบบนี้

เหตุผลตรง ๆ:

👉 Qualifying เริ่มกลายเป็น “เกมบริหารพลังงาน” มากเกินไป
ไม่ใช่ pure performance ของนักขับ

Feedback จากทีมและนักขับ:
• ต้อง lift and coast เยอะ
• ต้องคิด strategy เยอะเกินไปใน 1 lap

👉 FIA เลยปรับ:

✔ ให้ขับแบบ push มากขึ้น
✔ ลดเทคนิคการเก็บพลังงานเกินจำเป็น
✔ ให้ skill คนขับเด่นขึ้น

ผลกับพฤติกรรมรถ

ก่อน (9 MJ)
• เก็บพลังงานได้เยอะ
• เอาไป deploy ช่วง straight ได้แรง
• Lap มี strategy สูง

หลัง (8 MJ)
• พลังงานรวมลดลง
• ต้องใช้ให้ “คุ้ม” มากขึ้น
• ลดช่วง harvest

👉 นักขับจะ:
• กดต่อเนื่องมากขึ้น
• compromise น้อยลง

สิ่งที่วิศวกรต้องทำ

1 ปรับ energy map ใหม่
• จะเก็บตรงไหน
• จะปล่อยตรงไหน

2 ปรับ lap strategy
• ใช้ deploy แบบกระจาย
• ไม่ใช่ไปทุ่มท้าย lap

3 ปรับ driver instruction
• ลด lift and coast
• เน้น smooth + push

อันนี้ “ตัวเลขเล็ก แต่ impact ใหญ่”
• 1 MJ = ไม่เยอะบนกระดาษ
• แต่ใน quali = ต่างเป็น km/h ปลายทางตรง

👉 ทีมที่:
• efficiency ดี
• deployment เนียน

จะได้เปรียบทันที

1. Reality check — Pace Mercedes vs Ferrari • Mercedes เร็วกว่าประมาณ 0.5–0.6 วินาทีต่อรอบ • ช่องว่างในเรซประมาณ 25 วินา...
18/03/2026

1. Reality check — Pace Mercedes vs Ferrari

• Mercedes เร็วกว่าประมาณ 0.5–0.6 วินาทีต่อรอบ
• ช่องว่างในเรซประมาณ 25 วินาที
• Ferrari = P2 ชัดเจน แต่ยังไม่พอจะสู้

นี่ไม่ใช่ gap เล็ก
ในมุมวิศวกรรม = คนละคลาส ไม่ใช่แค่ setup

ข้อได้เปรียบของ Mercedes น่าจะมาจาก:
• Energy deployment efficiency ดีกว่า (ใช้ ERS ได้เต็มรอบมากกว่า)
• Top speed / efficiency บนทางตรงดีกว่า
• Race pace เสถียรกว่า

Ferrari:
• Chassis ดี
• Traction ออกจากโค้งดี
• แต่เสียเวลาใน energy cycle ทั้งรอบ

สรุป:

Ferrari ไม่ได้อ่อน แต่ “ยังไม่ครบ”

2. ทำไม Ferrari ยังดู “อันตราย”

จุดนี้สำคัญ

Ferrari สร้างปัญหาให้ Mercedes ได้ — และมันมีผลจริง

Launch + low-speed performance

Ferrari ใช้:
• Turbo ขนาดเล็กกว่า
→ inertia ต่ำ
→ spool เร็ว
→ ออกตัวดีกว่า

นี่คือ trade-off ทางวิศวกรรม:
• เสีย efficiency ตอนปลาย
• แต่ได้ response ต้น

ผลลัพธ์:
• ออกตัวแรงมาก
• ออกจากโค้งช้าดี

เลยเห็นว่า:
• Hamilton แซง Mercedes ได้ตอนสตาร์ท
• Leclerc บุก T1 ได้
• Ferrari มักขึ้นนำช่วงแรก

3. สนามรบจริง — Energy management

ตรงนี้คือจุดตัดสินฤดูกาล

F1 ยุคนี้ (โดยเฉพาะแนว 2026):

ใครคุมพลังงานไฟฟ้าทั้งรอบได้ดีที่สุด = ชนะ

Ferrari ตอนนี้:
• Deploy ออกจากโค้งดี
• แต่ harvest + deploy ต่อเนื่องยังไม่ดีพอ

Mercedes:
• ระบบพลังงาน สมดุลกว่า
• Deploy ได้นานกว่า → lap time เสถียรกว่า

ที่ Russell พูดว่า:

“เร็วในจุดที่ควรเร็ว”

แปลแบบวิศวกร:
• Ferrari ชนะ “exit corner”
• Mercedes ชนะ “ทั้งรอบ”

4. ทำไม Ferrari เล่นการเมืองหนัก

นี่ไม่ใช่ drama แต่คือ strategy

Ferrari รู้ว่า:
• จุดแข็ง = start + traction + deploy สั้น
• จุดอ่อน = energy cycle ยาว

ดังนั้นเวลา FIA คุยเรื่อง:
• กฎ recharge
• ขั้นตอนการสตาร์ท
• ข้อจำกัดการ deploy

Ferrari จะยืนจุดนี้:

“อย่าเปลี่ยนอะไรที่ทำให้ทีมอื่นดีขึ้น”

เพราะถ้า:
• Harvest ดีขึ้น
→ ทีมอื่นได้ประโยชน์มากกว่า Ferrari

→ ความได้เปรียบ Ferrari จะหาย

5. Pattern ของเรซ (สำคัญมากสำหรับ engineer)

ที่จีนเห็นชัด:

Phase 1 — Start
Ferrari แรง → ได้ตำแหน่ง

Phase 2 — Stint แรก
Mercedes pace ดีกว่า → ไล่กลับ

Phase 3 — Restart
Ferrari แรงอีก → แซงกลับ

Phase 4 — Long run
Mercedes ดึงหนี → ชนะเรซ

นี่คือ behavior ของรถ:

Traction vs Energy efficiency

6. ทำไม Russell แซง Ferrari ยาก

จุดนี้ subtle แต่สำคัญ

Ferrari:
• Exit โค้งสุดท้ายดีมาก (เช่น T13 China)
• ทำให้ slipstream ใช้ได้ไม่เต็ม

แม้ Mercedes:
• Top speed ดีกว่า
• ทางตรงเร็วกว่า

แต่:
→ เริ่มทางตรง “ห่างเกินไปแล้ว”

เลยเกิด:

ไล่ไม่ทันในจุดแซง

นี่คือปัญหา:

corner exit delta ไม่ใช่ top speed

7. Ferrari ต้องแก้อะไร (ของจริง)

เป้าหมาย:
→ ลด gap ประมาณ 0.5 วินาที

ต้องหาใน:
1. Energy management

• harvest ตอนเบรก
• deploy ให้ smooth

2. Aero efficiency

• ลด drag แต่ไม่เสีย traction

3. Tyre degradation

• ตอนนี้แย่กว่า Mercedes

4. High-speed balance

• ลดการ “ฝืนรถ” ในโค้งเร็ว

8. ภาพใหญ่ — ทำไม Ferrari ยังน่ากลัว

Paradox:
• Ferrari ไม่เร็วสุด
• แต่ “สร้างความปั่นป่วนได้มากสุด”

พวกเขา:
• ทำลายจังหวะเรซ
• บุกตอนสตาร์ท
• ทำ strategy ยากขึ้น
• บังคับ Mercedes ให้ต้องตอบโต้

และในสงครามพัฒนา:

ทีมที่ยังมี potential เหลือ มักอันตรายกว่าทีมที่เร็วสุดตอนนี้

Hamilton พูดว่า:

“Great platform to develop”

แปลตรง ๆ:

“พื้นฐานดี แต่ยังไปได้อีก”

สรุปสุดท้าย
• Mercedes = package สมบูรณ์
• Ferrari = อาวุธคม แต่ยังไม่สุด

ตอนนี้:
→ Mercedes ชนะเรซ
→ Ferrari คุม “moment” ของเกม

และถ้ากฎ energy เปลี่ยนเล็กน้อย…

gap 0.5 วินาที อาจหายเร็วมาก

การแข่งขัน Chinese Grand Prix 2026 ที่เซี่ยงไฮ้ จบลงด้วยชัยชนะของ Mercedes หลังจากทั้งสองคันสามารถควบคุมจังหวะการแข่งขัน...
15/03/2026

การแข่งขัน Chinese Grand Prix 2026 ที่เซี่ยงไฮ้ จบลงด้วยชัยชนะของ Mercedes หลังจากทั้งสองคันสามารถควบคุมจังหวะการแข่งขันได้ตลอดเรซ ขณะที่ Ferrari ไล่กดดันอย่างต่อเนื่องและสามารถขึ้นโพเดียมได้สำเร็จ

ผลการแข่งขัน (Top 5)

1️⃣ Kimi Antonelli – Mercedes
2️⃣ George Russell – Mercedes
3️⃣ Lewis Hamilton – Ferrari
4️⃣ Charles Leclerc – Ferrari
5️⃣ Pierre Gasly – Alpine

การแข่งขันครั้งนี้กลายเป็นการต่อสู้โดยตรงระหว่าง Mercedes และ Ferrari หลังจาก McLaren ไม่สามารถออกสตาร์ตการแข่งขันได้ ทำให้การลุ้นชัยชนะกลายเป็นเกมของสองทีมนี้เป็นหลัก

Race Pace จากข้อมูลการแข่งขัน(เฉลี่ยเวลาต่อรอบ)

1️⃣ Mercedes
2️⃣ Ferrari +0.64 วินาที/รอบ
3️⃣ Alpine +1.32
4️⃣ Haas +1.43
5️⃣ Racing Bulls +1.81
6️⃣ Audi +1.83
7️⃣ Williams +2.47
8️⃣ Cadillac +3.51

Ferrari ช้ากว่า Mercedes เฉลี่ยประมาณ
0.64 วินาทีต่อรอบ

ถ้าเรซมีประมาณ 56 รอบ
ช่องว่างนี้เท่ากับประมาณ 35–36 วินาทีตลอดการแข่งขัน

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เห็นในสนาม

Ferrari สามารถ ไล่กดดัน Mercedes ได้
แต่ยังไม่เร็วพอที่จะต่อสู้เพื่อชัยชนะจริง

จุดแข็งของ Mercedes

ข้อมูล lap time distribution แสดงให้เห็นว่า

Antonelli และ Russell มี

• pace ที่เสถียร
• tyre degradation ต่ำ
• lap time กระจายตัวน้อย

ซึ่งหมายความว่า Mercedes มี package ที่สมบูรณ์

ประกอบด้วย

• aerodynamic efficiency ดี
• power unit แข็งแรงบนทางตรง
• tyre management ดี

นี่คือเหตุผลที่ Mercedes สามารถควบคุมการแข่งขันได้

Ferrari – รถที่ดีที่สุดอันดับสอง

Ferrari อยู่ในตำแหน่งที่เรียกว่า

No-Man’s Land

เร็วเกินกว่ากลุ่มกลาง
แต่ยังไม่เร็วพอจะเอาชนะ Mercedes

ค่าเฉลี่ย lap time ของ Ferrari อยู่ที่ประมาณ

97.1 วินาที

ช้ากว่า Mercedes ประมาณ 0.6 วินาที

แต่เร็วกว่า Alpine และ Haas ชัดเจน

พฤติกรรมยางของ Ferrari

• pace ดีช่วงต้น stint
• lap time เริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงกลาง

ซึ่งเป็นลักษณะของ tyre degradation ปานกลาง

สาเหตุหลักมาจาก

Ferrari มี top speed ต่ำกว่า Mercedes

ดังนั้นนักขับต้อง

• push มากขึ้นในโค้ง
• ใช้ grip ของยางหนักขึ้น

ทำให้

• ยางร้อนเร็ว
• degradation เพิ่มขึ้น

Lewis Hamilton กล่าวหลังการแข่งขันว่า

เขามีความสุขกับโพเดียมครั้งนี้มาก เพราะ Ferrari กำลังเริ่มเข้าใจรถมากขึ้น และทีมเริ่มเข้าใกล้การต่อสู้กับทีมหน้าได้จริง

เขายังกล่าวขอบคุณทีมวิศวกรที่ช่วยกันพัฒนารถและทำให้ Ferrari สามารถแข่งขันกับ Mercedes ได้อย่างสูสี

สำหรับ Hamilton โพเดียมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของฤดูกาล และเป็นสัญญาณว่า Ferrari กำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

Mercedes
แพ็กเกจรถสมบูรณ์ที่สุดในสนาม
ทั้ง power unit, aero efficiency และ tyre management

Ferrari
chassis แข็งแรงมากในโค้ง
แต่เสียเปรียบ straight line efficiency

บทสรุปสุดท้าย

Chinese Grand Prix ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า

Ferrari ยังไม่ใช่รถที่เร็วที่สุด

แต่เป็น รถที่ดีที่สุดอันดับสองของสนาม

และถ้า Ferrari สามารถเพิ่ม

• straight line efficiency
หรือ
• power unit performance

ได้อีกเล็กน้อย

Ferrari จะมีศักยภาพพอที่จะ

เปลี่ยนจากทีมลุ้นโพเดียม → เป็นทีมลุ้นชัยชนะ

ในสนามต่อไป

Forza Ferrari 🐎

Pole Antonelli1:32.064Russell +0.222Hamilton +0.351Leclerc +0.364Piastri +0.486Norris +0.544รถ 6 คันแรกอยู่ใน 0.544 วินา...
14/03/2026

Pole Antonelli
1:32.064

Russell +0.222
Hamilton +0.351
Leclerc +0.364
Piastri +0.486
Norris +0.544

รถ 6 คันแรกอยู่ใน 0.544 วินาที

สำหรับสนามที่ใช้เวลาประมาณ 92 วินาทีต่อรอบ
ช่องว่างระดับนี้ถือว่า เล็กมากในเชิงวิศวกรรม

พูดง่าย ๆ คือ
ยังไม่มีทีมไหนเหนือกว่าแบบชัดเจน

ทุกทีมอยู่ใน performance window ใกล้กันมาก

ตอนนี้เอาไปเทียบกับ Top Speed

ความเร็วสูงสุดใน speed trap

343 km/h

แต่ Ferrari อยู่ที่

Leclerc 330
Hamilton 329

ช้ากว่าประมาณ 13–14 km/h

ใน F1 ความต่างระดับนี้
ไม่ได้เกิดจากเครื่องยนต์เป็นหลัก

มันแทบจะบอกได้เลยว่า

Ferrari ใช้ setup downforce สูงกว่า

Wing มากขึ้น
drag มากขึ้น
top speed ลดลง

แต่สิ่งที่ได้กลับมา

• corner grip มากขึ้น
• braking stability ดีขึ้น
• traction ออกจากโค้งดีขึ้น
• tyre sliding น้อยลง

แม้ Ferrari จะช้าบนทางตรง
แต่ยัง ได้ P3 และ P4

แปลว่า Ferrari กำลังได้เวลาใน

• entry speed
• mid corner speed
• traction zone

หรือพูดอีกแบบ

Ferrari ทำเวลาในโค้ง ไม่ใช่ทางตรง

ฝั่ง Mercedes ก็มี pattern คล้ายกัน

Antonelli 332
Russell 333

ไม่ได้เร็วมากใน speed trap

แต่กลับได้ Pole และ P2

แปลว่า Mercedes ก็ใช้ philosophy คล้าย Ferrari

เน้น

corner stability มากกว่า straight line

McLaren ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

Piastri 330
Norris 331

นั่นหมายความว่า

ทีม front running ส่วนใหญ่

เลือก setup แบบ

medium to high downforce

Ferrari จะมีข้อดีบางอย่าง

Downforce สูง = tyre sliding น้อย
tyre temperature stable กว่า

ดังนั้น

Ferrari มีโอกาส

• tyre life ดี
• pace ช่วง stint กลางและท้ายดี
• consistency สูง

แต่ก็มี downside

Shanghai มี straight ยาวมากก่อน hairpin

ถ้ารถหลัง

• drag น้อยกว่า
• top speed สูงกว่า
• อยู่ใน DRS

Ferrari อาจจะ ป้องกันยาก

Mercedes
รถ balance ดี
corner efficiency สูง
ได้ pole จาก lap ex*****on ที่ดีมาก

Ferrari
corner performance ดีมาก
downforce สูง
straight line speed ต่ำกว่า
แต่ lap efficiency ดีมากเพราะเสียแค่ 0.35s จาก pole

McLaren
อยู่ใกล้มาก
พร้อม capitalize ถ้ามี strategy error

สนามนี้ไม่มีรถที่ dominant

แต่เป็นการแข่งของ

aero philosophy ต่างกัน

บางทีม
ลด wing เพื่อ straight speed

บางทีม
เพิ่ม downforce เพื่อ corner pace

Ferrari และ Mercedes ดูเหมือนจะเลือกทางเดียวกัน

คือ

ชนะเวลาในโค้ง แทนที่จะไล่ top speed

และเมื่อ field ห่างกันไม่ถึง 0.5 วินาที

ผลของ race มักจะตัดสินจาก

• tyre degradation
• pit strategy
• traffic management

มากกว่าความเร็วล้วน ๆ

พูดแบบสั้น ๆ

นี่คือ race ที่
setup + strategy จะสำคัญกว่า raw pace.

Lewis Hamilton พอใจกับ P3 ใน Qualifying ที่จีน แม้เจอลมแรงเล่นงานผลควอลิฟายศึก Chinese Grand Prix 2026 ออกมาค่อนข้างสูสี...
14/03/2026

Lewis Hamilton พอใจกับ P3 ใน Qualifying ที่จีน แม้เจอลมแรงเล่นงาน

ผลควอลิฟายศึก Chinese Grand Prix 2026 ออกมาค่อนข้างสูสี โดย Kimi Antonelli (Mercedes) คว้าโพลโพซิชันด้วยเวลา 1:32.064

ขณะที่ Ferrari ทำผลงานได้ดี โดยมีรถทั้งสองคันอยู่ในกลุ่มหน้า

ผล Qualifying Top 10
1. Kimi Antonelli – Mercedes
2. George Russell – Mercedes
3. Lewis Hamilton – Ferrari
4. Charles Leclerc – Ferrari
5. Oscar Piastri – McLaren
6. Lando Norris – McLaren
7. Pierre Gasly – Alpine
8. Max Verstappen – Red Bull
9. Isack Hadjar – Racing Bulls
10. Oliver Bearman – Haas Ferrari

หลังจบเซสชัน Lewis Hamilton เปิดเผยว่าการควอลิฟายครั้งนี้ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเพราะสภาพลมที่แรงและกระโชกตลอดทั้งรอบ

แฮมิลตันอธิบายว่า ลมที่เปลี่ยนทิศตลอดเวลาทำให้การประกอบรอบให้สมบูรณ์เป็นเรื่องยากมาก นักขับหลายคนก็ทำเวลาที่ดีได้เช่นกัน ทำให้การแข่งขันใน Q3 ค่อนข้างสูสี

อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกพอใจกับผลงานที่สามารถพา Ferrari ขึ้นมาอยู่ใน Top 3 ได้

แฮมิลตันยังกล่าวชื่นชมทีมวิศวกรของ Ferrari ที่ทำงานกันอย่างหนักในช่วงพักระหว่างเซสชัน และช่วยให้รถมีพัฒนาการดีขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทีมสามารถขยับเข้าใกล้กลุ่มหน้ามากขึ้น

แม้จะยังยอมรับว่าการแข่งขันในวันพรุ่งนี้ยังคงเป็นความท้าทาย เพราะทีมคู่แข่งยังคงมีความเร็วที่ดีมาก แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่ Ferrari ได้เรียนรู้จาก Sprint Race ก่อนหน้านี้จะช่วยให้ทีมวางแผนสำหรับการแข่งขันหลักได้ดีขึ้น

เป้าหมายของ Ferrari ในวันพรุ่งนี้คือพยายามลดช่องว่างจากทีมหน้า และใช้โอกาสทุกอย่างในการต่อสู้เพื่อผลการแข่งขันที่ดีที่สุด

การออกสตาร์ตจาก P3 และ P4 ทำให้ Ferrari ยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีสำหรับการลุ้นเกมกลยุทธ์ในเรซวันพรุ่งนี้

สรุป Sprint Race – Chinese GP1️⃣ George Russell – Mercedes ชนะ2️⃣ Charles Leclerc – Ferrari3️⃣ Lewis Hamilton – FerrariF...
14/03/2026

สรุป Sprint Race – Chinese GP

1️⃣ George Russell – Mercedes ชนะ
2️⃣ Charles Leclerc – Ferrari
3️⃣ Lewis Hamilton – Ferrari

Ferrari ขึ้นโพเดียม 2 คันพร้อมกัน

ช่วงต้นเรซ Hamilton สู้กับ Russell เพื่อแย่ง P1 แต่สุดท้าย Mercedes ยังเร็วกว่าเล็กน้อย
ช่วงท้าย Leclerc แซง Hamilton ขึ้น P2

Ferrari race pace ดี แต่ Mercedes ยังเหนือกว่าเล็กน้อยในเรื่องความเร็วรวมและการใช้พลังงาน

住所

Sunto-gun, Shizuoka

ウェブサイト

アラート

Tifosi corseがニュースとプロモを投稿した時に最初に知って当社にメールを送信する最初の人になりましょう。あなたのメールアドレスはその他の目的には使用されず、いつでもサブスクリプションを解除することができます。

共有する

カテゴリー