พี่แอ๊ะ แวะเก่ง in Japan

พี่แอ๊ะ แวะเก่ง in Japan พี่แอ๊ะ แวะเก่ง แวะชม,เที่ยว,กิน,ซื้อ,แนะนำความรู้ต่างๆในญี่ปุ่น ที่ๆน่าสนใจ

FAMIMA(FAMILY MART FLAGSHIP😐)
02/08/2026

FAMIMA(FAMILY MART FLAGSHIP😐)

29/07/2026
FAMIMA (ファミマ) คือ ชื่อแบรนด์ใหม่ของ FamilyMart ที่เปิดตัวในปี 2026 เพื่อเป็นแนวคิด "คอนบินิแห่งอนาคต (Next Convenience S...
25/07/2026

FAMIMA (ファミマ) คือ ชื่อแบรนด์ใหม่ของ FamilyMart ที่เปิดตัวในปี 2026 เพื่อเป็นแนวคิด "คอนบินิแห่งอนาคต (Next Convenience Store)" ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อแบรนด์ใหม่แยกจาก FamilyMart แต่เป็นโครงการที่ยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งให้สนุกและสร้างสรรค์มากขึ้น

จุดเด่นของ FAMiMA
🏪 พัฒนาจากร้านสะดวกซื้อ FamilyMart แบบเดิม
🎨 เน้นการออกแบบร้านให้มีเอกลักษณ์และน่าเดิน
👕 จำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น เช่น Convenience Wear
🤝 ร่วมงานกับครีเอทีฟและนักออกแบบระดับโลก เช่น NIGO® เพื่อสร้างสินค้าและประสบการณ์ใหม่ ๆ

สาขาแรก
สาขาแรกคือ FAMIMA PARK AZABUDAI เปิดที่ย่านอาซาบุได (Azabudai), โตเกียว เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 เป็นร้าน(Flagship Store) ที่รวบรวมสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ของ FamilyMart แตกต่างจาก FamilyMart ปกติอย่างไร
FamilyMart
ร้านสะดวกซื้อทั่วไป
เน้นความสะดวก
สินค้ามาตรฐาน
รูปแบบร้านทั่วไป

FAMIMA
ร้านต้นแบบ "คอนบินิแห่งอนาคต"
เน้นทั้งความสะดวกและประสบการณ์
มีสินค้าและของที่ระลึกเฉพาะ รวมถึงคอลเลกชันพิเศษ
การออกแบบร้านโดดเด่น มีพื้นที่จัดแสดงและกิจกรรม
#พี่แอ๊ะแวะเก่ง

ラ コリーナ近江八幡 (La Collina Ōmihachiman / ลา โคลลินา โอมิฮาจิมัง) ไม่ใช่เพียงร้านขายขนมธรรมดา แต่เป็น Flagship Complex ของบริ...
23/07/2026

ラ コリーナ近江八幡 (La Collina Ōmihachiman / ลา โคลลินา โอมิฮาจิมัง) ไม่ใช่เพียงร้านขายขนมธรรมดา แต่เป็น Flagship Complex ของบริษัท Taneya Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตขนมชื่อดังของจังหวัดชิงะ (Shiga) ที่มีประวัติยาวนานกว่า 150 ปี
📜 ประวัติความเป็นมา
จุดเริ่มต้นของ Taneya (1872)
บริษัท Taneya (たねや) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1872 (สมัยเมจิ ปีที่ 5) ที่เมืองโอมิฮาจิมัง จังหวัดชิงะ โดยเริ่มจากการทำขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม (和菓子) เช่นมันจูเกาลัด (栗まんじゅう)โมนากะ (最中)โดรายากิโยคัง
ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทได้ขยายมาผลิตขนมตะวันตก และก่อตั้งแบรนด์ Club Harie (クラブハリエ) ซึ่งมีชื่อเสียงระดับประเทศจาก Baumkuchen (บามคูเฮน) จนกลายเป็นหนึ่งในของฝากยอดนิยมของญี่ปุ่น
La Collina
เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า
"เนินเขา"
แนวคิดคือ
"โรงงานขนมที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ"
ไม่ใช่สร้างแค่ร้านค้า แต่เป็นพื้นที่ที่รวม
โรงงานผลิต
ร้านขายขนม
คาเฟ่
พื้นที่เกษตร
สวนธรรมชาติ
พื้นที่เรียนรู้ด้านอาหาร

🏡 สถาปัตยกรรมอันโด่งดัง
อาคารทั้งหมดออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น
Terunobu Fujimori
ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการผสมผสานสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติ
จุดเด่นที่สุดคือ
🌱 หลังคาหญ้าขนาดยักษ์
ที่ปกคลุมอาคารทั้งหลัง
เมื่อมองจากไกล ๆ จะเหมือน
บ้านที่งอกออกมาจากพื้นดิน
แรงบันดาลใจมาจาก
ภูเขารอบทะเลสาบบิวะ
นาขั้นบันได
บ้านโบราณญี่ปุ่น
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ทำไมถึงมีชื่อเสียงที่นี่คือบ้านของ
Club Harie Baumkuchen
ซึ่งหลายคนยกให้เป็น"บามคูเฮนอร่อยที่สุดในญี่ปุ่น"ความพิเศษคือ อบสดใหม่ทุกวัน
สามารถชมขั้นตอนการผลิตผ่านกระจก
ขายแบบอบใหม่ ๆ ที่หาซื้อจากสาขาอื่นไม่ได้
🌾 แนวคิด Zero Waste
Taneya ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เช่น
ปลูกต้นไม้ภายในพื้นที่เลี้ยงผึ้ง,ทำนาข้าวปลูกผัก,รีไซเคิลวัตถุดิบ,ลดของเสียจากการผลิต
แนวคิดคือ
"ขนมต้องเติบโตมาพร้อมธรรมชาติ"
🏆 รางวัลและความนิยม
ตั้งแต่เปิดในปี 2015 เป็นต้นมา La Collina กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของจังหวัดชิงะ และได้รับความนิยมทั้งจากชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้รับการยกย่องด้านการท่องเที่ยวและการออกแบบ รวมถึงได้รับ Cool Japan Award ในปี 2025
#ラコリーナ近江八幡 #พี่แอ๊ะแวะเก่ง

วัดทอง…เกียวโต…ที่เคยไฟไหม้เพราะ?
20/07/2026

วัดทอง…เกียวโต…ที่เคยไฟไหม้เพราะ?

#คืนอาทิตย์จิตต้องแข็ง
“ผมตั้งใจจะจุดไฟเผาศาลาทองและปลิดชีพตัวเองไปพร้อมกัน เพราะความอิจฉาในความงดงามของมัน…”
------------------------------

เชื่อว่าหลายคนที่เคยไปเที่ยวเกียวโต ต้องเคยไปชมความงามของ “วัดทอง” หรือวัดคินคะคุจิ ซึ่งมีศาลาสีทองอร่ามตั้งอยู่กลางบ่อน้ำ สะท้อนเงากลับด้านสวยงามวิจิตร ซึ่งอาคารศาลานั้นฉาบด้วยแผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์เงางาม

แต่ศาลาทองที่เราเห็นนี้ เป็นการบูรณะขึ้นมาใหม่ทั้งหมด…หลังเหตุไฟไหม้

วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “วัดโรคุองจิ” สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1397 เพื่อเป็นสถานพำนักตากอากาศของโชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวัดนิกายเซนตามพินัยกรรมของเขา และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO นอกจากนี้ ก็มีชื่อเสียงในฐานะวัดที่ปรากฎในการ์ตูนเรื่อง “อิคคิวซัง”

วัดคินคะคุจิเคยเกิดไฟไหม้หลายครั้งจากภัยธรรมชาติและสงครามในอดีต แต่ “ศาลาทอง” ยังรอดพ้นมาได้ทุกครั้ง จนกระทั่งครั้งหนึ่งที่มีคนลอบวางเพลิง ทำให้ศาลาทองมอดไหม้ทั้งหมด กลายเป็นเถ้าถ่าน

ซึ่งสาเหตุที่เขาอยากทำลายศาลาทอง ก็เพราะ…อิจฉาในความงามของศาลาทอง
------------------------------

คดีวางเพลิงวัดคินคะคุจิเกิดในปี 1950 ซึ่งในยุคนั้นวัดคินคะคุจิก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่โด่งดังแล้ว

ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 2 กรกฎาคม 1950 เปลวไฟลุกท่วมศาลาทอง ซึ่งโครงสร้างทั้งหมดเป็นไม้ ไฟจึงลุกโหมอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ศาลาทองก็เหลือเพียงเสาไม้ที่กลายเป็นถ่าน ตั้งอยู่ท่ามกลางเถ้าสีดำ

เหตุการณ์นี้ทำให้สูญเสียสมบัติประวัติศาสตร์อายุกว่า 550 ปีไป ทั้งอาคารศาลาทอง รูปสลักไม้โบราณของโชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ รูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม รูปปั้นพระอมิตาภพุทธะ และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเก่าแก่จำนวนมาก

มีเพียงนกฟีนิกซ์ทองคำบนยอดหลังคาเท่านั้นที่ถูกถอดออกไปซ่อมแซมก่อนหน้านั้น จึงรอดพ้นจากกองเพลิงมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ในเรือนเก็บสมบัติของวัด ส่วนนกฟีนิกซ์ที่อยู่บนยอดศาลาในปัจจุบันคือตัวจำลองที่สร้างขึ้นใหม่

หลังเพลิงสงบ ตำรวจออกตามหาคนร้าย และพบเขาหนีไปบนภูเขาด้านหลังวัด

คนร้ายกลับเป็นพระฝึกหัดของวัดแห่งนี้เอง ทั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย วัย 21 ปี ชื่อ ฮายาชิ โชเคน

ตอนที่ถูกจับ เขาอยู่ในสภาพปางตาย เพราะพยายามใช้มีดสั้นแทงปลิดชีพตัวเอง และกินยานอนหลับเข้าไปปริมาณมาก แต่เจ้าหน้าที่พบตัวและนำส่งโรงพยาบาลได้ทัน แพทย์จึงสามารถยื้อชีวิตเขาไว้ได้

เมื่อถูกนำตัวไปสอบสวน ฮายาชิได้สารภาพว่า
“ผมตั้งใจจะจุดไฟเผาศาลาทองและปลิดชีพตัวเองไปพร้อมกัน เพราะความอิจฉาในความงดงามของมัน และผมเกลียดพวกคนมีเงินที่มีชีวิตสุขสบาย แล้วชอบมาเดินทอดน่องท่องเที่ยวในสถานที่ที่งดงามแห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวผมเองต้องจมอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่และต้อยต่ำ”

ฮายาชิเป็นคนติดอ่างมาตั้งแต่เด็ก มีบุคลิกเก็บตัว แปลกแยก และครอบครัวยากจนข้นแค้น

ศาลตัดสินจำคุกเขาเป็นเวลา 7 ปี แต่เนื่องจากเขาป่วยเป็นวัณโรคปอดขั้นรุนแรงบวกกับอาการป่วยทางจิต เขาจึงได้รับอภัยโทษและปล่อยตัวออกมาในเดือนตุลาคม 1955 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่วัดคินคะคุจิหลังใหม่บูรณะเสร็จพอดี

และเขาได้เสียชีวิตลงในอีกไม่กี่เดือนต่อมาด้วยวัณโรคปอดในวัย 26 ปี
------------------------------

เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้จุดประกายให้ ยูกิโอะ มิชิมะ นักเขียนชื่อดัง นำเรื่องราวนี้ไปเขียนเป็นนวนิยายเรื่อง “ศาลาทอง” (Kinkaku-ji) ตีพิมพ์ในปี 1956 โดยเขาลงทุนลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลที่บ้านเกิดของฮายาชิ และถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองของฮายาชิ

ตัวเอกเป็นเด็กหนุ่มที่มีอาการติดอ่างอย่างรุนแรง ทำให้เขาเข้ากับสังคมไม่ได้และรู้สึกแปลกแยกจากคนรอบข้าง พ่อของเขาเป็นพระยากจนที่ล้มป่วยด้วยวัณโรค ก่อนตายพ่อได้พาเขามาฝากฝังให้บวชเรียนที่วัดคินคะคุจิ โดยพร่ำบอกเขาตั้งแต่เด็กว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะงดงามไปกว่าศาลาทองอีกแล้ว”

คำปลูกฝังของพ่อทำให้ศาลาทองกลายเป็น “สัญลักษณ์แห่งความงามอันสมบูรณ์แบบ” ในใจของเขา

เขาวาดฝันถึงมันจนเกินจริง แต่เมื่อเขาได้มาเห็นวัดคินคะคุจิของจริงครั้งแรก เขากลับรู้สึกผิดหวัง เพราะมันดูธรรมดากกว่าที่คิด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความผูกพันซับซ้อนก็เกิดขึ้น เขาเริ่มมองเห็นความงามของศาลาทองในทุก ๆ มิติ ไม่ว่าจะยามต้องแสงแดด แสงจันทร์ หรือยามหิมะตก

แล้วเขาก็ค้นพบว่า “ความงามอันอมตะของศาลาทอง” กำลังทำลายชีวิตของเขา

ทุกครั้งที่เขาพยายามจะมีความสัมพันธ์กับผู้หญิง หรือพยายามใช้ชีวิต ภาพของศาลาทองอันขรึมขลังและงดงามจะลอยเข้ามาแทรกในหัวสมองของเขาเสมอ ราวกับมันกำลังจับตาดูและบอกว่า “โลกมนุษย์นั้นช่างน่ารังเกียจและต้อยต่ำเมื่อเทียบกับฉัน”

บวกกับการที่เขาได้เห็นด้านมืดและความฟอนเฟะของเจ้าอาวาสวัดที่ละโมบเงินทอง เขาไม่อาจทนเห็นศาลาทองอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องแปดเปื้อนด้วยน้ำมือของมนุษย์ที่สกปรก

เขาจึงตกผลึกความคิดอันสุดโต่งว่า วิธีเดียวที่จะปลดปล่อยตัวเขาให้เป็นอิสระจากความงามนี้ และวิธีเดียวที่จะรักษาความงามของศาลาทองให้คงอยู่ชั่วนิรันดร์โดยไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา คือ “ต้องทำลายมันทิ้งเสีย”

ในคืนเกิดเหตุ เขาลอบเข้าไปจุดไฟเผาศาลาทอง เดิมทีเขาตั้งใจจะขังตัวเองอยู่ชั้นบนสุดของศาลาเพื่อมอดไหม้ไปพร้อมกับความงามที่เขาหลงใหล ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเปลวไฟที่ร้อนระอุและประตูด้านบนที่ถูกล็อกไว้ สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้เขาเปลี่ยนใจ เขาวิ่งหนีออกมารับลมหายใจบนภูเขาด้านหลังวัด

นวนิยายปิดฉากลงด้วยภาพของเขาที่นั่งมองเปลวเพลิงกำลังลุกท่วมศาลาทองจากระยะไกล เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างผ่อนคลาย พร้อมกับความคิดในใจประโยคสุดท้าย

“เหมือนคนที่เพิ่งทำงานชิ้นใหญ่เสร็จสิ้นลงแล้วนั่งพักผ่อนโอนเอนกาย... ฉันคิดในใจว่า ฉันอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป”
------------------------------

ในประวัติศาสตร์จริง พระฝึกหัดฮายาชิตั้งใจจะปลิดชีพไปพร้อมกองเพลิง แต่พอไฟเริ่มลุกท่วมล้อมรอบตัว ความกลัวแล่นจับใจ ฮายาชิจึงเปลี่ยนใจวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกไปที่ภูเขาด้านหลังวัด

เมื่อไปถึงบนภูเขา ความคิดฟุ้งซ่านและสำนึกผิดชอบชั่วดีแล่นเข้ามา เขาจึงพยายามใช้มีดสั้นแทงหน้าอกและกินยาเพื่อหนีความผิด

แต่ในนวนิยาย ผู้เขียนอยากถ่ายทอดว่า เมื่อศาลาทองถูกทำลายทิ้ง ก็ไม่มีความงามอันสมบูรณ์แบบมาคอยหลอกหลอนเขาอีก ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
------------------------------

แต่ก็มีนักเขียนอีกคนหนึ่ง มองว่าพระฝึกหัดฮายาชิทำไปแค่เพราะ “ความยากจน ความกดดันจากชนชั้น และระบบวัดวาอารามที่กดขี่”

แล้วทุกคนล่ะ คิดว่าการเผาวัดทองของพระฝึกหัดฮายาชิ เกิดจากความหลงใหลบิดเบี้ยวในความงาม หรือความเคียดแค้นต่อโชคชะตาชีวิตกันแน่?

16/07/2026

ไปด้วยกัน

08/07/2026

Find local businesses, view maps and get driving directions in Google Maps.

住所

早良区百道浜2-3-26
Fukuoka-shi, Fukuoka
8140001

ウェブサイト

アラート

พี่แอ๊ะ แวะเก่ง in Japanがニュースとプロモを投稿した時に最初に知って当社にメールを送信する最初の人になりましょう。あなたのメールアドレスはその他の目的には使用されず、いつでもサブスクリプションを解除することができます。

ショートカット

共有する