Alpi Sport Pontedilegno

Alpi Sport Pontedilegno alpi sport snow&fun proshop

ฉันรู้ดีแก่ใจว่าภาสกรกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นฉันไม่เอ่ยปากขอคำอธิบายไม่คิดจะกรีดร้องอาละวาดสร้างฉากดราม่าแ...
14/09/2026

ฉันรู้ดีแก่ใจว่าภาสกรกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น
ฉันไม่เอ่ยปากขอคำอธิบาย
ไม่คิดจะกรีดร้องอาละวาดสร้างฉากดราม่า
และยอมปล่อยให้เขาเป็นคนควักเงินจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไปเชียงใหม่ให้ด้วยซ้ำ โดยที่เขาหลงคิดไปเองว่านั่นคือของขวัญวันเกิดล่วงหน้าที่เขามอบให้ฉัน
ภาสกรไม่มีทางล่วงรู้เลยว่า เที่ยวบินนั้น... จะไม่มีวันมีตั๋วขากลับ
และเขาก็คงไม่มีวันนึกฝันว่า แฟนสาวท่าทางเงียบขรึม ไร้ภูมิหลัง ไร้เส้นสาย ที่เขาจงใจซ่อนไว้ไม่ให้คนในแวดวงสังคมชั้นสูงล่วงรู้มาตลอดสี่ปี แท้จริงแล้วคือลูกสาวคนเดียวของพลเอก ผู้บัญชาการกองทัพภาค
วันรุ่งขึ้นหลังจากรู้ความจริงเรื่องละครตบตา ฉันก้าวเข้าไปในกองบัญชาการใหญ่โดยไม่ลังเล
ฉันเดินตรงเข้าห้องทำงานของผู้บัญชาการ ยืนตัวตรงทำความเคารพโต๊ะไม้สักตัวใหญ่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ร้อยเอกหญิง รดาวรรณ ขอรายงานตัวขอย้ายกลับหน่วยเดิมอย่างเป็นทางการค่ะ”
พ่อของฉันเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสาร
ท่านมองฉันนิ่งเงียบอยู่นาน แววตาของผู้นำเหล่าทัพคู่นั้นฉายทั้งประกายความภาคภูมิใจและความเจ็บปวดที่พยายามซ่อนไว้เบื้องหลังมาดทหาร
สุดท้าย พ่อเพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“กลับมาบ้านเราน่ะดีแล้ว”
บนโต๊ะทำงานมีคำสั่งย้ายด่วนพิเศษที่ลงนามและประทับตราสีชาดวางรออยู่ก่อนแล้ว ข้างๆ กันนั้นคืออินทรธนูทองคำของยศใหม่ที่เปล่งประกายเจิดจ้า... พันเอก ประจำกองเสนาธิการ
ฉันมองดาวบนบ่าผืนสีเข้ม
หลายปีก่อน ฉันละทิ้งอภิสิทธิ์เหล่านี้เพื่อพิสูจน์ตัวเองใต้เงาของตัวเอง
แต่วันนี้ ฉันเลือกที่จะกลับมาทวงคืนเกียรติและตำแหน่งที่ควรจะเป็นของฉัน
เส้นทางระหว่างฉันกับภาสกรขาดสะบั้นลงตั้งแต่วินาทีนี้
เขาจะเดินหน้าจัดงานวิวาห์หรูหราจอมปลอมต่อไป
ส่วนฉันก็จะกลับไปกุมอำนาจที่แท้จริง
ไม่มีฉากฟูมฟาย ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีกต่อไป
---
“พ่อเตรียมคำสั่งย้ายของลูกไว้นานแล้ว” พ่อเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ “รอแค่วันที่ลูกเอ่ยปากเท่านั้น”
ท่านหยุดไปชั่วครู่ แววตามีความเป็นห่วงอย่างชัดเจน
“แล้วผู้พันหนุ่มที่ค่ายนั่นล่ะ เขาจะย้ายตามมาด้วยไหม? ลูกยังไม่ได้บอกเขาใช่ไหมว่าลูกเป็นใคร?”
ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ไม่ค่ะ หนูไม่เคยบอก”
ฉันสบตาท่านอย่างเยือกเย็น “หนูจะตัดขาดกับเขา ขอเวลาหนึ่งสัปดาห์เคลียร์งานที่ค่าย แล้วหนูจะกลับมาโดยไม่เหลือพันธะใดๆ ทั้งสิ้น”
คืนนั้น ภาสกรไม่กลับมาที่ห้องพัก
ฉันไม่ได้โทรตาม ไม่ส่งข้อความถามหา
รุ่งเช้า ฉันทำเรื่องขอส่งมอบหน้าที่และเตรียมย้ายออกจากหน่วยอย่างรวดเร็วจนน่าประหลาดใจ
หลังเสร็จเรื่อง ฉันเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อนร่วมงานสนิทเพื่อบอกลา
นายทหารคนหนึ่งหัวเราะร่าด้วยความแปลกใจกับความรวดเร็วของเอกสาร
“นี่รดา ทำเรื่องย้ายเร็วขนาดนี้ ถ้านึกว่าเธอเป็นลูกสาวบิ๊กเบิ้มในกระทรวงกลาโหมที่แอบลงมาดูชีวิตทหาร ฉันก็เชื่อนะเนี่ย”
ฉันวางช้อนส้อมลง ยิ้มรับอย่างเป็นธรรมชาติ
“ใช่แล้วล่ะ คุณพูดถูกเป๊ะเลย”
โต๊ะอาหารเงียบกริบไปสองวินาที ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
“แหม ช่างฝันจริง! ถ้าเธอเป็นลูกนายพล ฉันก็เป็นหลานรัฐมนตรีแล้ว!”
ไม่มีใครเชื่อสักคน
ฉันยิ้มรับไปกับพวกเขาโดยไม่พูดอะไรต่อ
อีกไม่นาน พวกเขาก็คงได้รู้ความจริงด้วยตาของตัวเอง
---
ฉันกลับมาที่ห้องพักพร้อมกล่องใส่ของใช้ส่วนตัว
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ฉันก็เห็นภาสกรยืนอยู่ตรงโถงทางเดิน เขายังคงสวมเครื่องแบบชุดปกติขาวเต็มยศ
สายตาของเขาตกลงบนกล่องในมือฉันทันที
“ได้วันลาพักผ่อนเหรอ?”
“อืม” ฉันตอบสั้นๆ แล้วเดินตรงไปยังห้องนอน
ภาสกรก้าวขายาวเข้ามาขวางทางฉันไว้
“แปลกจัง ปกติเธอรักงานที่ค่ายจะตาย บ่นว่าเบื่อการอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ทำไมจู่ๆ ถึงขอลากะทันหันแบบนี้ล่ะ?”
ฉันสบตาเขาตรงๆ “ฉันมีธุระสำคัญกว่าต้องไปจัดการ”
“ธุระอะไร?”
ฉันยกยิ้มบางๆ “ความลับทางราชการน่ะ”
ภาสกรขมวดคิ้ว แต่ความสงสัยบนใบหน้าหายไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นรอยยิ้มเอ็นดูระคนดูแคลน
“พักผ่อนบ้างก็ดีแล้ว เธอทำงานหนักทุกวัน พี่เห็นแล้วปวดใจ”
เขาทำท่าจะแย่งกล่องไปจากมือฉัน
“รดา ถ้าเธออยากลาออกจากราชการก็บอกนะ เงินเดือนพี่คนเดียวเลี้ยงเธอให้อยู่สบายเหมือนเจ้าหญิงได้สบายๆ”
ฉันกำขอบกล่องกระดาษแน่นขึ้น
“ฉันไม่ต้องการให้ใครมาเลี้ยงดู และฉันไม่ใช่ของประดับบ้านของใคร”
ภาสกรชะงักไปกับน้ำเสียงเย็นชา “ทำไมพูดจาประชดประชันแบบนี้ล่ะ พี่เคยเห็นเธอเป็นแค่ของประดับตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ฉันเบื่อหน่ายกับคำหวานลวงโลกเต็มที จึงตัดบท
“วันนี้พี่ไม่มีเวรที่กองบัญชาการเหรอ?”
“มีสิ แต่ช่วงนี้พี่งานยุ่งมาก กลัวเธอจะเหงา” เขาทอดถอนใจแล้วเอื้อมแขนมาโอบเอวฉัน ก้มลงหอมแก้มอย่างอ่อนโยน “พี่ยอมเคลียร์คิวเพื่อมาอยู่กับเธอวันนี้เลยนะ อยากไปไหนหรืออยากกินอะไร บอกพี่ได้หมดเลย พี่ตามใจเธอทุกอย่าง”
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนไร้ที่ติ แววตาที่หลอกให้ฉันหลงเชื่อมาตลอดสี่ปีว่าฉันคือผู้หญิงคนเดียวในชีวิตเขา
ภาสกรคือนายทหารยศพันโทที่อายุน้อยที่สุดและมีอนาคตไกลที่สุดในกองทัพ ชายหนุ่มผู้มีตารางงานแน่นเอี้ยดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ และที่ผ่านมาฉันซาบซึ้งกับเศษเสี้ยวเวลาว่างที่เขามอบให้มาโดยตลอด
ฉันช่างโง่เง่าเหลือเกิน
ตอนนี้ เมื่อมองหน้าเขา ในหัวของฉันมีเพียงคำแสดงความยินดีลับๆ ตามระเบียงทางเดิน และสำเนาแบบฟอร์มขอจดทะเบียนสมรสที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเอกสารของเขา...
พิธีแต่งงานที่กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ กับ ‘ญาดา มงคลโสภณ’ บุตรสาวคนเดียวของท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงอิทธิพลในคณะกรรมาธิการความมั่นคง!
ยุ่งกับราชการทหารงั้นเหรอ?
หรือยุ่งอยู่กับการเลือกดอกไม้จัดงานวิวาห์ให้ผู้หญิงคนอื่นกันแน่?
ฉันเกือบจะระเบิดคำถามใส่หน้าเขา
ถ้อยคำตัดพ้อเป็นพันคำแล่นขึ้นมาจุกที่คอหอย แต่ฉันกลืนมันกลับลงไปทั้งหมด
ไม่มีประโยชน์ที่จะลดตัวลงไปเกลือกกลั้วอีกต่อไป
ฉันค่อยๆ เบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดของเขา
“ภาสกร ช่วยฉันจัดห้องหน่อยสิ มีของเก่าๆ สะสมไว้เยอะเกินไปแล้ว อะไรที่หมดประโยชน์ ฉันจะทิ้งให้หมด”
เขายิ้มอย่างสบายใจ “รับทราบครับที่รัก”
เขาหยิบถุงดำแล้วช่วยเก็บของในห้องนั่งเล่น
แต่เพียงไม่กี่นาที สีหน้าของภาสกรก็เริ่มถอดสีลงเรื่อยๆ
เขาตระหนักได้ว่าฉันไม่ได้กำลังทิ้งขยะธรรมดา... แต่ฉันกำลังโยนความทรงจำตลอดสี่ปีของเราลงถังขยะอย่างไม่ไยดี
พวงกุญแจที่ทำจากปลอกกระสุนนัดแรกตอนที่เราซ้อมยิงปืนด้วยกัน
มีดพกยุทธวิธีที่ฉันซื้อให้ในวันครบรอบปีที่สอง
เข็มทิศเงินอันเล็กจากทริปแรกที่เราเดินทางไปด้วยกัน
ทุกเศษเสี้ยวของอดีตถูกฉันเหวี่ยงลงถุงดำด้วยมือที่นิ่งสนิท
รอยยิ้มของภาสกรเลือนหายไปจนหมดสิ้น
และเมื่อฉันปลดสร้อยข้อมือทองคำขาวที่เขาเพิ่งซื้อให้เมื่อสัปดาห์ก่อนออกจากข้อมือ แล้วเตรียมจะปล่อยมันลงถุงขยะ มือหนาของเขาก็กระชากแขนฉันไว้อย่างตื่นตระหนก
“รดา!”
ฉันเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาซ่อนความหวาดผวาไว้ไม่มิด
“ใครพูดอะไรบ้าๆ ให้เธอฟังที่ค่ายงั้นเหรอ?!”
ฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาโดยไม่กะพริบ
“มีเรื่องอะไรที่พวกเขาต้องพูดด้วยล่ะคะ? หรือว่า... พี่มีความลับร้ายแรงอะไรที่ปิดบังฉันอยู่?”
นี่คือโอกาสสุดท้ายของเขา หากภาสกรมีความกล้าหาญพอที่จะสารภาพความจริงออกมาตรงๆ เขาอาจไม่ต้องเผชิญกับหายนะที่กำลังจะถาโถมใส่ชีวิต
แต่เขากลับหลบสายตาอย่างขลาดเขลา
ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เขากุมมือฉันแน่นแล้วพึมพำเสียงสั่น
“รดา... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสองสามวันนี้ สัญญาได้ไหมว่าเธอจะเชื่อใจพี่ คนเดียวที่พี่รักคือเธอนะ”
ฉันมองหน้าเขาแล้วเหยียดยิ้มเยาะ
“ได้สิคะ”
คำตอบเพียงคำเดียวตัดขาดเยื่อใยเส้นสุดท้ายในหัวใจฉันลงอย่างสิ้นเชิง
วินาทีนั้นเอง ประตูหน้าห้องพักก็ถูกไขเปิดออกด้วยกุญแจสำรองอย่างแรง
หญิงสาวร่างเพรียวระหงในชุดสูทแบรนด์เนมสีขาวเรียบหรู พร้อมถุงคลุมชุดแต่งงานสั่งตัดชั้นสูงในมือ เดินก้าวฉับๆ เข้ามาหยุดอยู่กลางห้องรับแขก
เธอคือ ญาดา มงคลโสภณ
เมื่อเห็นฉันยืนอยู่กับภาสกร ญาดาเลิกคิ้วขึ้น กวาดสายตามองเครื่องแบบทหารธรรมดาของฉันด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม ก่อนจะเอ่ยเสียงแหลมสูงขึ้นมาว่า
“พี่กรคะ ทำไมช้าจัง ไหนบอกว่าจะแวะมาไล่แม่บ้านประจำค่ายออกแค่แป๊บเดียว แล้วจะรีบไปลองคอร์สอาหารงานแต่งของเราไงคะ?!”
โปรดคลิก "ถูกใจ" และแสดงความคิดเห็นว่า "ใช่" หากคุณต้องการอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม!

หลังจากขับรถบรรทุกยุทธภัณฑ์ต่อเนื่องมานานกว่าสิบหกชั่วโมง ฉันกำลังมุ่งหน้ากลับค่ายทหารท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำรุนแรงจนแทบมอ...
14/09/2026

หลังจากขับรถบรรทุกยุทธภัณฑ์ต่อเนื่องมานานกว่าสิบหกชั่วโมง ฉันกำลังมุ่งหน้ากลับค่ายทหารท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำรุนแรงจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า
ทว่าบนไหล่ทางเปลี่ยวกลางป่า ฉันกลับสังเกตเห็นไฟฉุกเฉินกะพริบถี่ๆ ของรถครอบครัวคันหนึ่งที่จอดเสียอยู่
ฉันตัดสินใจเหยียบเบรก ลากรถของพวกเขาฝ่าพายุไปส่งยังที่ปลอดภัย และปฏิเสธเงินตอบแทนทุกบาททุกสตางค์
สองสัปดาห์ต่อมา หลังจากถูกลงโทษทางวินัยอย่างหนักข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง ฉันถูกเรียกตัวเข้าห้องทำงานของผู้บังคับบัญชา...
และได้พบว่า ชายผู้เป็นพ่อที่ฉันเคยช่วยไว้ในคืนนั้น กำลังนั่งรอฉันอยู่ พร้อมดาวสีทองสี่ดวงเปล่งประกายเจิดจ้าบนอินทรธนูเครื่องแบบเต็มยศ
ฉันชื่อ ร้อยโทหญิง พัทธนันท์ ประจำหน่วยส่งกำลังบำรุงและขนส่งทางบก
คืนนั้น พายุฝนกระหน่ำถนนสายเปลี่ยวแถบชานเมืองจนที่ปัดน้ำฝนแทบรับไม่ไหว ร่างกายของฉันล้าจนแทบหมดแรง เสื้อผ้าเปียกชื้น และเหลือระยะทางอีกไม่ถึงสี่สิบกิโลเมตรก็จะถึงค่ายทหาร
ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดมิด ไฟกะพริบฉุกเฉินสีส้มของรถเอสยูวีสีดำก็สะท้อนเข้าตา ฝากระโปรงหน้ารถถูกเปิดอ้าทิ้งไว้
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งถลาฝ่าสายฝนออกมายืนโบกมือขอความช่วยเหลือด้วยท่าทางสิ้นหวัง
ผ่านกระจกรถที่ขึ้นฝ้าหนา ฉันมองเห็นหญิงสาวและเด็กหญิงตัวเล็กๆ กำลังนั่งกอดกันตัวสั่นงันงกด้วยความหนาวเหน็บอยู่ตรงเบาะหลัง
ตามระเบียบปฏิบัติของกองทัพ ระบุไว้อย่างเด็ดขาด: ห้ามหยุดรถช่วยเหลือพลเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาตในระหว่างการขนส่งยุทธภัณฑ์สำคัญเป็นอันขาด
แต่เมื่อสบสายตาตื่นตระหนกคู่นั้น ฉันกลับเหยียบเบรกลงจนสุด
เครื่องยนต์ของพวกเขาดับสนิท แบตเตอรี่พัง สัญญาณโทรศัพท์มือถือกลายเป็นศูนย์ และในรัศมีหลายสิบกิโลเมตรไม่มีรถยกคันไหนสามารถฝ่าพายุออกมาได้
“พวกคุณไม่มีทางรอดไปจากตรงนี้ได้แน่ในคืนนี้” ฉันตะโกนฝ่าเสียงลมพายุ
สีหน้าของชายคนนั้นถอดสีด้วยความสิ้นหวัง “ลูกสาวผมเริ่มตัวเย็นจัดและกำลังจะไม่ไหวแล้วครับ...”
“ตราบใดที่ฉันยังอยู่ตรงนี้ ฉันจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น”
ฉันหยิบโซ่ลากจูงขนาดใหญ่ลงจากท้ายรถบรรทุกทหาร จัดการเกี่ยวกับกันชนรถของพวกเขาอย่างแน่นหนา
ตลอดสี่สิบนาทีถัดมา ฉันขับรถลากพาหนะของพวกเขาแล่นช้าๆ ฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากและลมกรรโชกแรง จนกระทั่งแสงไฟจากปั๊มน้ำมันและโมเทลริมทางปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านฝน
เมื่อปลดโซ่ออก ชายคนนั้นพยายามยัดปึกธนบัตรหนาเตอะใส่มือฉัน
“ได้โปรดรับไว้เถอะครับ อย่างน้อยก็เป็นค่าน้ำมันที่คุณเสียสละเวลาช่วยชีวิตครอบครัวผม”
ฉันดันมือเขากลับไปทันที
“พาภรรยากับลูกสาวเข้าไปหลบในที่อบอุ่นเถอะค่ะ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับหน้าที่ของฉัน”
เขามองหน้าฉันนิ่ง แววตาคู่นั้นสุขุม ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ฉันอธิบายไม่ถูก
“คุณชื่ออะไร ผู้หมวด?”
“ร้อยโทหญิง พัทธนันท์ เวชสาร ค่ะ”
เขาทวนชื่อฉันช้าๆ ทีละพยางค์ ราวกับจะสลักมันลงในความทรงจำ
“พัทธนันท์... สิ่งที่คุณทำในคืนนี้ มีความหมายมากกว่าที่คุณคิดมาก”
ฉันขับรถกลับค่ายโดยคิดว่าเขาเป็นเพียงหัวหน้าครอบครัวธรรมดาที่รู้สึกซาบซึ้งใจ
แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์
เช้าวันรุ่งขึ้น พันเอก ก้องภพ ผู้บังคับการกองพัน เรียกฉันเข้าไปพบในห้องทำงาน
บนโต๊ะมีเอกสารรายงานความผิดทางวินัยวางเด่นหรา
“ผู้หมวดพัทธนันท์! คุณกล้าดียังไงถึงฝ่าฝืนคำสั่งยุทธการ!” ก้องภพตวาดเสียงกร้าว ใบหน้าถมึงทึง “คุณทำให้ขบวนส่งกำลังบำรุงล่าช้า และทำให้ยุทธภัณฑ์มีความเสี่ยง!”
“แต่มีเด็กผู้หญิงกำลังจะหนาวตายอยู่ข้างทางนะคะผู้พัน” ฉันพยายามชี้แจง
เขาทุบโต๊ะทำงานเสียงดังสนั่น
“เด็กคนเดียวไม่มีสิทธิ์อยู่เหนือกฎระเบียบของกองทัพ!”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการลงทัณฑ์
ฉันถูกสั่งขังบริเวณ ถูกถอดชื่อออกจากภารกิจภาคสนามทั้งหมด และถูกย้ายไปนั่งทำงานเอกสารคลังพัสดุอันน่าเบื่อหน่าย
ตลอดสองสัปดาห์เต็ม ฉันต้องทนนั่งอยู่ใต้แสงไฟนีออนสลัว คอยพิมพ์บันทึกสต็อกพัสดุเก่าๆ ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นได้ออกไปทำภารกิจที่ฉันเคยเป็นผู้นำ
ผู้พันก้องภพถึงกับเอาเอกสารลงโทษของฉันมาประจานกลางที่ประชุมนายทหาร:
“นี่คือตัวอย่างของพวกที่เอาความสงสารงี่เง่ามาอยู่เหนือระเบียบวินัย!”
ฉันจำสายตาเหยียดหยามของร้อยโทศิวะ คู่แข่งคนสำคัญได้ดี เขาเดินผ่านโต๊ะฉันพร้อมรอยยิ้มเยาะ:
“คราวหน้าถ้าอยากเป็นฮีโร่กู้โลก ไว้รอไปทำวันหยุดราชการนะผู้หมวด”
ฉันได้แต่กำหมัดแน่น ก้มหน้ารับฟังโดยไม่เถียงสักคำ
แต่ทุกค่ำคืนเมื่อหลับตา ภาพใบหน้าที่หวาดกลัวของเด็กหญิงตัวน้อยยังคงชัดเจน และฉันรู้ดีแก่ใจว่า ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้อีกร้อยครั้ง... ฉันก็จะยังคงเหยียบเบรกเพื่อช่วยพวกเขาอยู่ดี
สองสัปดาห์ต่อมา นายสิบเวรวิ่งหน้าตื่นมาเคาะประตูห้องคลังพัสดุ
“ผู้หมวดพัทธนันท์ครับ! ผู้พันก้องภพสั่งให้ไปพบที่ห้องทำงานด่วนที่สุดครับ!”
หัวใจของฉันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ฉันคิดว่าคงเป็นการลงโทษรอบใหม่ หรือไม่ก็คำสั่งปลดประจำการ
ฉันสูดหายใจลึก เดินตรงไปยังห้องผู้บังคับการ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปด้วยความตึงเครียด
แต่ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ฉันต้องชะงักกึก
ผู้พันก้องภพที่เคยเย่อหยิ่ง ยืนตัวตรงแน่ว หน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาราวกับคนจับไข้
และบนโซฟารับรองแขก... ชายวัยกลางคนผู้มีเส้นผมสีดอกเลาและแววตาสงบนิ่ง กำลังนั่งจ้องมองมาที่ฉัน
ใบหน้าคมเข้มที่ฉันคุ้นเคยจากค่ำคืนใต้พายุฝนอันมืดมิด
แต่คราวนี้ เขาไม่ได้สวมเสื้อแจ็กเก็ตเปียกโชกของคนธรรมดาอีกต่อไป
เขากำลังสวมเครื่องแบบเต็มยศของนายทหารระดับสูงสุด
และบนอินทรธนูทั้งสองข้าง มีดาวสีทองสี่ดวงเปล่งประกายระยิบระยับบาดตา!
ลมหายใจของฉันสะดุดกึกในลำคอ
ผู้พันก้องภพรีบทำความเคารพด้วยมือที่สั่นระริก เสียงของเขาตะกุกตะกักจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์:
“ผู้หมวดพัทธนันท์... นี่คือ... ท่าน พลเอก ภาณุวัฒน์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด!”
นายพลสี่ดาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่าผ่าเผย
ฉันยืนตัวตรงทำความเคารพโดยสัญชาตญาณ:
“ร้อยโทหญิง พัทธนันท์ เวชสาร มารายงานตัวค่ะท่าน!”
ท่านนายพลก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน รอยยิ้มอันอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่น่าเกรงขาม:
“ผู้หมวดพัทธนันท์... ผมคิดว่าเราสองคนยังมีเรื่องที่ต้องสะสางกันอยู่นะ”
ฉันแอบชำเลืองมองผู้พันก้องภพ
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นผู้พันคนเดิมที่เคยโอหังและกดขี่ฉัน กำลังยืนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ขาสั่นพั่บๆ ด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะทรุดลงกับพื้น!
โปรดคลิก "ถูกใจ" และแสดงความคิดเห็นว่า "ใช่" หากคุณต้องการอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม!

ในงานศพของลูกสาววัยหกขวบ ฉันโน้มตัวลงเหนือโลงศพสีขาวหลังเล็กเพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย... ทว่าเสียงกระซิบที่ดังลอด...
14/09/2026

ในงานศพของลูกสาววัยหกขวบ ฉันโน้มตัวลงเหนือโลงศพสีขาวหลังเล็กเพื่อกล่าวคำอำลาเป็นครั้งสุดท้าย... ทว่าเสียงกระซิบที่ดังลอดออกมา กลับทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกึก
“แม่จ๋า... ได้โปรด... อย่าให้พ่อขังหนูไว้อีกนะ...”
ฉันเคยผ่านสมรภูมิรบและรอดชีวิตจากการซุ่มโจมตีในเขตพื้นที่สีแดง เคยสั่งการทหารนับพันนายภายใต้ห่ากระสุนจริง แต่ตลอดชีวิตราชการทหารยี่สิบปี ไม่มีบทเรียนไหนเตรียมใจให้ฉันมารับมือกับวินาทีที่ค้นพบว่า ลูกสาวของฉัน... ยังไม่ตาย
ชั่ววินาทีอันน่าสะพรึงกลัว ฉันคิดว่าความโศกเศร้าคงทำให้ฉันเสียสติจนหูแว่วไปเอง
แต่แล้ว เสียงกระซิบแผ่วเบาและสั่นระริกก็ดังขึ้นซ้ำสอง:
“แม่จ๋า... หนูหนาว...”
ฉันกระชากผ้าแพรลูกไม้และฝาครอบด้านในออกอย่างไม่ลังเล
เปลือกตาของ ‘น้องพัดชา’ ขยับอย่างยากลำบาก ผิวพรรณของแกซีดเผือดราวกับขี้ผึ้งแต่เนื้อตัวกลับร้อนจัดด้วยพิษไข้ ลมหายใจแผ่วสั้นและขาดห้วง
ทว่าเมื่อกวาดสายตามองต่ำลงไป หัวใจของฉันก็เหมือนถูกฟาดด้วยค้อนเหล็กแหลมคม
ข้อมือเล็กๆ ทั้งสองข้างของลูก ถูกรัดตรึงแน่นไว้กับพื้นโลงด้วยแถบรัดโลหะหนาและแม่กุญแจรหัสตัวเลข!
สัญชาตญาณทหารเข้าควบคุมสติก่อนที่ความตื่นตระหนกจะครอบงำ ฉันรีบแตะชีพจรที่ซอกคอของลูก... มันเต้นช้ามาก แต่ยังมีชีวิต
เมื่อเลิกแขนเสื้อลูกไม้สีขาวที่พวกเขาสวมให้เพื่อเตรียมเข้าเตาเผา ฉันก็พบรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำกระจายอยู่ทั่วท่อนแขน
รอยเข็มฉีดยาที่เพิ่งถูกแทงซ้ำๆ ไม่นานมานี้
“ใครทำหนูแบบนี้ลูก?” ฉันกระซิบถาม หัวใจบีบรัดจนเจ็บปวดไปทั้งอก
พัดชาสะอื้นแผ่วเบาจนตัวสั่น:
“พ่อบอกว่า... หนูต้องหลับไปตลอดกาล...”
เลือดในกายของฉันเย็นเยียบจนกลายเป็นน้ำแข็ง
สามปีก่อน หลังการหย่าร้างอันขมขื่นกับ ‘กฤตย์’ อดีตสามี เขาก่อศึกฟ้องร้องแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอย่างดุเดือด เขาอ้างต่อหน้าศาลว่า ตำแหน่งพันเอกหญิงหน่วยรบพิเศษของฉันต้องออกปฏิบัติการเสี่ยงตายตลอดเวลา และพัดชาควรได้เติบโตใน ‘บ้านของพลเรือนที่สงบสุข’
คุณนายจงกล แม่ของเขา ขึ้นเบิกความใส่ร้ายว่าฉันเป็นแม่ที่บกพร่องและทอดทิ้งลูก ขณะเดียวกัน ‘ชาลิดา’ ผู้หญิงที่กฤตย์แอบคบหาตั้งแต่เรายังไม่เซ็นใบหย่า ก็ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามา จนในที่สุดศาลสั่งให้สิทธิ์ดูแลลูกตกเป็นของกฤตย์แต่เพียงผู้เดียว
นับตั้งแต่วันนั้น ทุกอย่างก็กลายเป็นกำแพงสูงชัน
ทุกครั้งที่ฉันขอใช้สิทธิ์เยี่ยมลูก พวกเขามักอ้างว่าพัดชา ‘เป็นไข้’ ‘กำลังหลับ’ หรือ ‘สภาพจิตใจยังไม่พร้อมจะเจอแม่’ คุณนายจงกลคอยแก้ตัวอย่างหน้าด้านๆ และชาลิดาก็คอยรับสายโทรศัพท์แทนราวกับเป็นเจ้าชีวิตของลูกฉัน
จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อน กฤตย์โทรศัพท์มาแจ้งฉันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า พัดชาเสียชีวิตกะทันหันจากภาวะระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
พวกเขาเร่งรีบจัดพิธีศพอย่างผิดปกติ เร่งรัดจะเผาให้เสร็จสิ้นภายในสี่สิบแปดชั่วโมง
ตอนที่ฉันขอดูประวัติการรักษา กฤตย์ตวาดใส่ฉันว่าเป็นพวกหวาดระแวงไร้หัวใจ แม่ของเขาด่าทอว่าฉันลบหลู่ดวงวิญญาณของเด็ก ส่วนชาลิดาก็บอกให้ฉัน ‘หัดยอมรับความจริง’
แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้านี้ไม่ใช่ความตายจากธรรมชาติ... นี่คือการฆาตกรรมอำพราง!
ฉันควานมือสำรวจใต้เบาะผ้าซาตินในโลงอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งพบกุญแจดอกเล็กถูกเทปกาวอุตสาหกรรมแปะซ่อนไว้ใต้หมอน ฉันรีบไขแม่กุญแจปลดโซ่ตรวนออกทันที
ทันทีที่หลุดพ้นจากพันธนาการ พัดชาก็โผเข้ากอดคอฉันแน่นด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย
“หนูเป็นเด็กดีนะแม่จ๋า...” แกกระซิบแนบใบหูฉัน “ตอนเขาเอาเข็มแทงแขน... หนูไม่ร้องไห้เลยสักนิด”
ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกแน่นที่ลำคอ:
“จะไม่มีใครเอาลูกกลับไปใส่ในนั้นได้อีกแล้ว แม่สัญญาด้วยชีวิต”
ในวินาทีนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังก้องขึ้นที่บันไดหน้าศาลา
“นลินทิพย์?” เสียงของกฤตย์ตวาดก้องมาตามทางเดิน
โทรศัพท์มือถือของฉันวางลืมไว้ในรถยนต์ ฉันจึงรีบอุ้มลูกสาวแนบอก ลอบหนีเข้าไปในห้องเก็บของด้านหลังศาลา ลงกลอนเหล็กอย่างแน่นหนา แล้วยกหูโทรศัพท์บ้านประจำวัดขึ้นมากดหมายเลขฉุกเฉินด้วยมือที่นิ่งสนิท
“นี่คือพันเอกหญิง นลินทิพย์ กองทัพบก ลูกสาววัยหกขวบของฉันถูกแจ้งว่าเสียชีวิตเมื่อสองวันก่อน แต่เธอยังมีชีวิตอยู่! ฉันพบเธอถูกล่ามโซ่ซ่อนไว้ในโลงศพใต้ฤทธิ์ยานอนหลับขนาดหนัก ส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษและรถพยาบาลฉุกเฉินมาที่วัดศาลาใหญ่เดี๋ยวนี้!”
โครม!
ประตูไม้ถูกกระแทกอย่างแรงจากภายนอก
“นลินทิพย์! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!” กฤตย์แผดเสียงคำราม
ตามด้วยเสียงแหลมสูงของคุณนายจงกล:
“บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามใครเปิดผ้าคลุมหน้าจนกว่าจะเข้าเตาเผา!”
เจ้าหน้าที่ปลายสายฉุกเฉินได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน
พัดชาเริ่มตัวสั่นงันงกอยู่ในอ้อมแขนฉัน:
“พวกเขากรอกยาน้ำขมๆ ให้หนูกินตลอดเลยแม่จ๋า...”
“ใครให้ลูกกินบ้าง?”
“พ่อ... ย่า... แล้วก็น้าชาลิดา...”
ความเงียบอันหนักอึ้งเกิดขึ้นหน้าประตูชั่วขณะ
ก่อนที่เสียงกระซิบอันตื่นตระหนกของชาลิดาจะดังรอดเข้ามา:
“พี่กฤตย์... เด็กนั่นฟื้นแล้วพูดเหรอคะ?!”
“หุบปากของแกไปเลย!” แม่สามีตวาดเสียงเหี้ยม
เสียงไซเรนของรถตำรวจเริ่มดังก้องแว่วมาจากระยะไกล
พัดชาเงยหน้ามองฉันด้วยดวงตาปรือปรอย:
“พ่อบอกว่า... ถ้าหนูหลับไปนานๆ จนไม่ตื่น... พ่อก็ไม่ต้องคืนเงินกองทุนของคุณตา...”
วินาทีนั้น ชิ้นส่วนปริศนาทั้งหมดเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างน่าขนลุก
มรดกกองทุนทรัสต์ปิดตายที่คุณพ่อของฉัน—อดีตพลเอกผู้ล่วงลับ—ได้ทำพินัยกรรมคุ้มครองไว้เพื่อเป็นหลักประกันในอนาคตของพัดชา มีเงื่อนไขระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากเด็กเสียชีวิตก่อนบรรลุนิติภาวะโดยไม่มีทายาท อำนาจในการจัดการทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของผู้ปกครองตามกฎหมายที่ถือสิทธิ์ดูแลอยู่ทันที!
พวกมันไม่ได้มาจัดงานศพให้ลูกสาว...
แต่พวกมันกำลังเร่งรีบนำลูกสาวของฉันไปเผาทั้งเป็น เพื่อเปลี่ยนการฆาตกรรมให้กลายเป็นกองมรดกเลือด ก่อนที่ฤทธิ์ยาจะหมดลง!
ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยคอมมานโดบุกพังประตูศาลาเข้ามา กฤตย์พยายามแก้ตัวว่าฉันเป็นบ้ามีอาการทางจิต แม่ของเขาอ้างหน้าด้านๆ ว่าการล่ามโซ่เป็นพิธีกรรมสะกดศพ ขณะที่ชาลิดาร้องไห้ฟูมฟายซัดทอดว่าตนเองแค่ทำตามคำสั่ง
แต่ฉันพบหลักฐานเด็ดมัดแน่น: บนผิวเนื้อท่อนแขนของพัดชายังมีแผ่นแปะยาควบคุมประสาทชนิดออกฤทธิ์รุนแรงที่ใช้เฉพาะในห้องไอซียูโรงพยาบาลติดอยู่ ยาที่มีรหัสล็อตผลิตและต้องใช้ใบสั่งแพทย์ระดับสูงเท่านั้น มีใครบางคนเซ็นใบมรณบัตรปลอมและจ่ายยานี้ให้พวกมัน
ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพกำลังนำตัวพัดชาขึ้นรถพยาบาลภายใต้การคุ้มกันของสารวัตรทหาร
ผู้กองธวัชชัย หัวหน้าชุดสืบสวนพิเศษ ก็สาวเท้าเดินตรงเข้ามาหาฉันด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดและเคร่งเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ผู้พันนลินทิพย์ครับ... หมายค้นฉุกเฉินเพิ่งเข้าตรวจสอบคฤหาสน์ของอดีตสามีคุณ และในห้องใต้ดินลับที่ถูกซ่อนไว้... พวกเราพบสิ่งของบางอย่าง”
ฉันกลืนน้ำลายอันเหนียวหนืดลงคอ สังหรณ์ใจถึงความวิปริต:
“เจออะไร ผู้กอง?”
นายตำรวจนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยความจริงที่ทำให้ฉันชาวาบไปทั้งตัว:
“ห้องเก็บเสียงปิดตายที่มีลูกกรงเหล็กดัดแปลงเหมือนคุกเด็ก... ล็อกกลอนได้จากภายนอกเท่านั้น และข้างในนั้น... มีเสื้อผ้าของเด็กหญิงอีกคนที่อายุเท่ากัน ซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามเดือนก่อนครับ”
โปรดคลิก "ถูกใจ" และแสดงความคิดเห็นว่า "ใช่" หากคุณต้องการอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม!

ฉันรู้ดีแก่ใจว่า ‘ธนาธิป’ กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับทายาทตระกูลดังฉันไม่คิดจะเอ่ยปากคาดคั้นหาความจริงไม่คิดจะกรีดร้องสร้าง...
14/09/2026

ฉันรู้ดีแก่ใจว่า ‘ธนาธิป’ กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับทายาทตระกูลดัง
ฉันไม่คิดจะเอ่ยปากคาดคั้นหาความจริง
ไม่คิดจะกรีดร้องสร้างฉากดราม่าให้เสียเกียรติ
และฉันยังยอมรับตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไปภูเก็ตที่เขาจองให้ด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย โดยที่เขาหลงลำพองใจคิดว่านั่นคือรางวัลและของขวัญพักผ่อนที่เขามอบให้คนรักลับๆ อย่างฉัน
ธนาธิปไม่มีทางระแคะระคายเลยว่า เที่ยวบินนั้น... จะไม่มีวันมีตั๋วขากลับมาหาเขาอีก
และเขาก็คงไม่มีวันจินตนาการออกเลยว่า ผู้หมวดสาวแผนกสื่อสารท่าทางซื่อๆ ไร้เส้นสาย ไร้ปากเสียง ที่เขาแอบซ่อนไว้ในเงามืดตลอดสี่ปีเต็ม แท้จริงแล้วคือแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียวของ พลเรือเอก ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากตาสว่างจากภาพลวงตา ฉันก้าวขาเข้าไปยังกองบัญชาการใหญ่ของกองทัพเรือโดยไม่ลังเล
ฉันผลักประตูห้องทำงานของผู้บัญชาการ ยืนตัวตรงตบเท้าทำความเคารพอย่างผึ่งผายต่อหน้าโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ แล้วเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ร้อยตำรวจเอกหญิง ภัทรวดี ขอรายงานตัวขอย้ายกลับหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือค่ะ”
พ่อของฉันวางปากกาหมึกซึมลง
ท่านเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวนิ่ง แววตาของผู้นำเหล่าทัพเปี่ยมล้นไปด้วยประกายแห่งความภูมิใจและความเจ็บปวดที่พยายามกดทับไว้ภายใต้มาดทหารแกร่ง
สุดท้าย พ่อเพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“กลับมาทำหน้าที่ของเราน่ะดีที่สุดแล้ว”
บนโต๊ะมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายด่วนพิเศษประทับตราครุฑสีชาดเตรียมไว้พร้อมแล้ว เคียงข้างกันนั้นคืออินทรธนูทองคำส่องประกายวาววับของยศใหม่... พันตำรวจเอกหญิง ประจำฝ่ายเสนาธิการ
ฉันจ้องมองดาวบนบ่าผืนใหม่
เมื่อสี่ปีก่อน ฉันถอดปีกและอำนาจทิ้งไว้เบื้องหลังเพื่อพิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเองและเลือกความรัก
แต่วันนี้ ฉันขอกลับมาทวงคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์เหยียบย่ำ
เส้นทางชีวิตระหว่างฉันกับธนาธิปขาดสะบั้นลงตั้งแต่วินาทีนี้
เขาจะเดินหน้าเข้าสู่งานแต่งงานจอมปลอมเพื่อผลประโยชน์
ส่วนฉันก็จะกลับไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจที่แท้จริง
ไม่มีน้ำตา ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก
---
“พ่อร่างคำสั่งย้ายไว้รอเกือบปีแล้ว” พ่อเอ่ยพลางถอนหายใจ “รอแค่วันที่ลูกตาสว่างเท่านั้น”
ท่านชะงักไปเล็กน้อย แววตาฉายแววห่วงใย
“แล้วนายตำรวจหนุ่มคนนั้นล่ะ เขาจะย้ายตามมาด้วยไหม? ลูกยังไม่ได้บอกความจริงใช่ไหมว่าพ่อของลูกคือใคร?”
ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ไม่ค่ะ หนูไม่เคยบอก”
ฉันสบตาท่านอย่างเยือกเย็น “หนูจะตัดขาดกับเขาทุกทาง ขอเวลาสามวันจัดการส่งมอบงานที่สถานี แล้วหนูจะกลับมาโดยไม่เหลือพันธะใดๆ ทั้งสิ้น”
คืนนั้น ธนาธิปไม่กลับมาที่บ้านพัก
ฉันไม่ได้โทรตาม ไม่ได้ส่งข้อความถามไถ่
รุ่งเช้า ฉันเร่งทำเรื่องส่งมอบเอกสารและหน้าที่ทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนผู้กำกับยังแปลกใจ
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ ฉันชวนเพื่อนร่วมงานสนิทไปทานมื้อเที่ยงเพื่อเลี้ยงอำลา
ร้อยเวรหนุ่มคนหนึ่งแซวขึ้นมาอย่างติดตลก
“นี่หมวดภัทร ย้ายสังกัดสายฟ้าแลบแบบนี้ ถ้าบอกว่าเธอเป็นลูกสาวบิ๊กใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่แอบลงมาหาประสบการณ์ ฉันก็เชื่อนะเนี่ย”
ฉันวางช้อนส้อมลง คลี่ยิ้มบางๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
“ใช่แล้วล่ะค่ะ คุณทายถูกเผงเลย”
โต๊ะอาหารเงียบกริบไปสองวินาที ก่อนที่ทุกคนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“แหม ช่างเพ้อเจ้อจริง! ถ้าเธอเป็นลูกนายพล ฉันคงเป็นลูกนายกรัฐมนตรีแล้ว!”
ไม่มีใครเชื่อแม้แต่คนเดียว
ฉันยิ้มรับคำล้อเลียนเหล่านั้นโดยไม่แก้ต่างอะไร
อีกไม่กี่วัน ความจริงทั้งหมดจะเปิดเผยต่อสายตาพวกเขาเอง
---
ฉันกลับมาถึงบ้านพักพร้อมกล่องกระดาษใส่ข้าวของส่วนตัว
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ฉันก็พบธนาธิปยืนกอดอกอยู่ตรงทางเดิน เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบเต็มยศเตรียมออกงาน
สายตาของเขาจับจ้องมาที่กล่องในมือฉันทันที
“ได้วันลาพักร้อนแล้วเหรอ?”
“ค่ะ” ฉันตอบสั้นๆ แล้วเดินเลี่ยงจะเข้าห้องนอน
ธนาธิปก้าวขายาวๆ มาขวางหน้าฉันไว้
“แปลกจัง ปกติเธอทุ่มเทกับงานสอบสวนจะตาย บ่นว่าเบื่อเวลาต้องหยุดอยู่เฉยๆ ทำไมจู่ๆ ถึงยื่นขอลากะทันหันแบบนี้ล่ะ?”
ฉันเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ “ฉันมีเรื่องสำคัญกว่าต้องรีบไปจัดการค่ะ”
“เรื่องสำคัญอะไร?”
ฉันเหยียดยิ้มบางเบา “ความลับทางราชการค่ะ”
ธนาธิปขมวดคิ้วมุ่น แต่ความสงสัยก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว แปรเปลี่ยนเป็นสายตาเอ็นดูปนดูแคลน
“พักบ้างก็ดีแล้ว ทำงานงกๆ ทุกวันพี่เห็นแล้วเหนื่อยแทน”
เขาเอื้อมมือจะมาช่วยยกกล่อง
“ภัทร ถ้าอยากลาออกจากราชการก็บอกพี่ยื่นเรื่องให้นะ เงินเดือนตำแหน่งรองสารวัตรแบบพี่ เลี้ยงดูเธอให้อยู่สุขสบายได้ทั้งชาติ”
ฉันกระชับขอบกล่องกระดาษในมือแน่นขึ้น
“ฉันไม่เคยคิดจะเกาะใครกิน และฉันไม่ใช่สิ่งของที่จะให้ใครเลี้ยงไว้ดูเล่นในบ้าน”
ธนาธิปชะงักไปกับน้ำเสียงที่เย็นชาผิดปกติ “ทำไมต้องพูดจาประชดประชันกันด้วย พี่เคยเห็นเธอเป็นแค่สิ่งของตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ฉันเหนื่อยหน่ายกับคำโกหกพกลมเต็มทน จึงเอ่ยตัดบท
“วันนี้พี่ไม่มีเวรที่กองบังคับการเหรอคะ?”
“มีสิ แต่ช่วงนี้พี่งานยุ่งมาก กลัวเธอจะเหงา” เขาถอนหายใจพลางรวบตัวฉันเข้าไปกอด ก้มลงจูบหน้าผากอย่างอ่อนโยน “พี่ยอมโดดประชุมช่วงบ่ายเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเธอเลยนะ อยากไปไหนหรืออยากกินอะไรบอกพี่ได้เลย พี่ตามใจเธอทุกอย่าง”
สัมผัสของเขาเต็มไปด้วยความทะนุถนอมจอมปลอม แววตาคู่นี้ที่หลอกให้ฉันเชื่อใจมาตลอดสี่ปีว่าฉันคือผู้หญิงคนเดียวของเขา
ธนาธิปคือนายตำรวจหนุ่มไฟแรงที่อนาคตไกลที่สุด ผู้ที่มีตารางงานแน่นเอี้ยดจนแทบไม่มีเวลาว่าง และที่ผ่านมาฉันเฝ้าขอบคุณเศษเสี้ยวเวลาที่เขาสละมาให้อย่างซาบซึ้งใจ
ฉันช่างโง่เง่าเหลือเกิน
ตอนนี้ เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ในหัวของฉันกลับมีแต่ภาพกำหนดการพิธีมงคลสมรสลับๆ และสำเนาแบบฟอร์มขอพระราชทานน้ำสังข์ที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเอกสารของเขา...
พิธีแต่งงานที่กำลังจะจัดขึ้นอย่างหรูหราในวันอาทิตย์นี้ กับ ‘พิมพ์ดาว ศิริวัฒนากุล’ ลูกสาวคนเดียวของนายทุนใหญ่ผู้กุมเครือข่ายบ่อนกาสิโนและสัมปทานเหมืองแร่!
ติดราชการด่วนงั้นเหรอ?
หรือกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมขบวนขันหมากและตัดชุดสูทเจ้าบ่าวกันแน่?
ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ แต่ฉันเลือกที่จะกลืนมันลงไป
ไม่มีประโยชน์ที่จะโวยวายให้เสียราคา
ฉันค่อยๆ ถอยห่างออกจากอ้อมแขนของเขา
“ธนาธิป ช่วยฉันเก็บห้องหน่อยสิคะ ข้าวของเก่าๆ รกเต็มไปหมด อะไรที่หมดประโยชน์แล้ว ฉันจะกวาดทิ้งให้หมด”
เขายิ้มรับอย่างอารมณ์ดี “ได้เลยครับที่รัก”
เขาคว้าถุงดำใบใหญ่แล้วเริ่มช่วยเก็บกวาดห้องนั่งเล่น
แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมา สีหน้าของธนาธิปก็เริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆ
เขาเริ่มตระหนักได้ว่าฉันไม่ได้กำลังเก็บขยะ... แต่ฉันกำลังโยนเศษซากความทรงจำตลอดสี่ปีของเราทิ้งลงถังอย่างไม่ไยดี
ปลอกกระสุนสลักชื่อนัดแรกที่เราช่วยกันซ้อมยิงปืน
ไฟแช็กสลักลายที่ฉันซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดปีแรก
นาฬิกาคู่เรือนโปรดที่เขาบอกให้ฉันใส่ติดตัวไว้เสมอ
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกฉันปล่อยหลุดมือลงสู่ถุงขยะดำด้วยใบหน้านิ่งสนิท
รอยยิ้มของธนาธิปเลือนหายไปจนหมดสิ้น
และเมื่อฉันกำลังจะปลดสร้อยคอทองคำขาวพร้อมจี้เพชรที่เขาเพิ่งมอบให้เมื่อวันก่อนเพื่อเตรียมทิ้งลงไป มือหนาของเขาก็พุ่งเข้ามากระชากข้อมือฉันไว้อย่างตื่นตระหนก
“ภัทร!”
ฉันเงยหน้าขึ้นสบตา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่ไม่อาจซ่อนมิด
“มีใครเอาเรื่องไร้สาระอะไรมาเป่าหูเธอที่ทำงานใช่ไหม?!”
ฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของเขาโดยไม่หลบสายตา
“จะมีเรื่องอะไรที่คนอื่นต้องพูดเหรอคะ? หรือว่า... พี่มีความลับดำมืดอะไรที่กำลังปกปิดฉันอยู่?”
นี่คือโอกาสสุดท้ายของเขา หากเขากล้าพอที่จะยอมรับความจริงออกมาตรงๆ เขาอาจไม่ต้องพบกับจุดจบอันแสนอัปยศที่กำลังรออยู่
แต่เขากลับเลือกที่จะเบือนหน้าหนีอย่างคนขลาด
ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก เขากุมมือฉันแน่นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“ภัทร... ไม่ว่าอีกสองสามวันนี้เธอจะได้ยินข่าวอะไร สัญญาได้ไหมว่าเธอจะเชื่อใจพี่ คนเดียวที่พี่รักคือเธอนะ”
ฉันมองดูใบหน้าอันน่าสมเพชนั้นแล้วเค่นยิ้มเยาะ
“ได้สิคะ”
คำตอบเรียบเฉยเพียงคำเดียว ตัดขาดสายใยเส้นสุดท้ายในหัวใจของฉันลงอย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้นเอง ประตูหน้าห้องพักก็ถูกไขเปิดออกอย่างแรงด้วยกุญแจสำรอง!
หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเดรสแบรนด์เนมสีแดงเพลิง ใบหน้าสวยเฉี่ยวเชิดรั้น ก้าวฉับๆ เข้ามาหยุดอยู่กลางห้องรับแขก พร้อมกับถุงคลุมชุดแต่งงานปักคริสตัลระยิบระยับในมือ
เธอคือ พิมพ์ดาว ศิริวัฒนากุล
เมื่อสายตาของเธอเหลือบมาเห็นฉันยืนเคียงข้างธนาธิป พิมพ์ดาวก็ตวัดสายตามองเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ ของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม ก่อนจะแผดเสียงแหลมสูงขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้าว่า
“พี่ธิปคะ! ทำไมถึงชักช้าอยู่ตรงนี้ ไหนบอกดาวว่าจะแวะมาไล่เด็กรับใช้ไร้หัวนอนปลายเท้าออกจากบ้านพักแค่ห้านาที แล้วจะรีบไปลองแหวนแต่งงานเพชรห้ากะรัตของเราไงคะ?!”
โปรดคลิก "ถูกใจ" และแสดงความคิดเห็นว่า "ใช่" หากคุณต้องการอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม!

06/05/2026

ญาติจอมงกคุกเข่าอ้อนวอน หลังโกงส่วนแบ่งเหลือแค่ 3 หมื่น

06/05/2026

EP03_The end: ไข่ฟักออกมาเป็นทารกน่ารัก

06/05/2026

ข้ามสองยุค เปลี่ยนชะตา พร้อมลูกน้อยทั้งสี่เคียงข้าง

06/05/2026

EP02: ไข่ฟักออกมาเป็นทารกน่ารัก

05/05/2026

EP02_The end: เมื่อ “คู่หมั้นบ้านๆ” กลายเป็นนักกีฬาระดับเหนือความคาดหมาย! เขาวิ่งส่งของ 5 กิโลเมตรใน 3 นาที… เพื่อหาเงินจ่ายค่าเช่าให้ว่าที่เจ้าสาว

05/05/2026

เมียสวมเขา เพื่อนทรยศ... แต่โชคชะตาลิขิตให้ข้ากลายเป็นพระเจ้า!

Indirizzo

IV Novembre, 60
Ponte Di Legno
25056

Orario di apertura

Lunedì 10:00 - 13:00
16:00 - 20:00
Mercoledì 10:00 - 13:00
16:00 - 20:00
Giovedì 10:00 - 13:00
16:00 - 20:00
Venerdì 10:00 - 13:00
16:00 - 20:00
Sabato 08:30 - 13:00
14:30 - 20:00
Domenica 08:30 - 13:00
14:30 - 20:00

Notifiche

Lasciando la tua email puoi essere il primo a sapere quando Alpi Sport Pontedilegno pubblica notizie e promozioni. Il tuo indirizzo email non verrà utilizzato per nessun altro scopo e potrai annullare l'iscrizione in qualsiasi momento.

Contatta L'azienda

Invia un messaggio a Alpi Sport Pontedilegno:

Scelte rapide

Condividi