KickTalk เพราะ ฟุตบอลมีเรื่องราว

KickTalk เพราะ ฟุตบอลมีเรื่องราว เพจ เกี่ยวกับ เรื่องราวของนักฟุตบอลในอดีต และ ปัจจุบัน

“มาติอัส เฟร์นานเดซ-ปาร์โด จะเข้ามาเปลี่ยนเกมรุกของนิวคาสเซิลอย่างไร”บทความโดย สาลิกาบีบอย “คนดีคนเดิม”การคว้าตัว มาติอั...
03/09/2026

“มาติอัส เฟร์นานเดซ-ปาร์โด จะเข้ามาเปลี่ยนเกมรุกของนิวคาสเซิลอย่างไร”

บทความโดย สาลิกาบีบอย “คนดีคนเดิม”

การคว้าตัว มาติอัส เฟร์นานเดซ-ปาร์โด ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มนักเตะดาวรุ่งเข้าสู่ทีม แต่เป็นการเติมผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างด้วยความเร็ว การเลี้ยงบอล และการเคลื่อนที่ได้หลายตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม เขายังต้องพัฒนาเรื่องการตัดสินใจและปรับตัวให้เข้ากับความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีก

1️⃣ ตัวรุกที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงริมเส้น

แม้ เฟร์นานเดซ-ปาร์โด จะถูกเรียกว่าเป็น “ปีก” แต่รูปแบบการเล่นของเขาไม่ได้ยึดติดกับการยืนชิดเส้นข้าง เขาสามารถเล่นได้ทั้ง

* ปีกซ้าย

* กองหน้าตัวกลาง

* กองหน้าคู่

* กองหน้าต่ำหรือหมายเลข 10

ความยืดหยุ่นนี้ทำให้นิวคาสเซิลสามารถเปลี่ยนโครงสร้างเกมรุกได้ระหว่างการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่น เช่น เริ่มต้นจากริมเส้น ก่อนขยับเข้ามาเล่นใกล้กองหน้าตัวเป้า หรือ สลับตำแหน่งกับนักเตะคนอื่น เพื่อทำให้แนวรับคู่แข่งเกิดความสับสน

สื่อ The Guardian⁠ ระบุว่า รอสส์ วิลสัน ผู้อำนวยการกีฬาของนิวคาสเซิล ยืนยันว่าความสามารถในการเล่นทั้งหมายเลข 9 หมายเลข 10 และ ฝั่งซ้าย เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สโมสรพยายามคว้าตัวเขาอย่างต่อเนื่อง

2️⃣ จุดเด่นที่สุด คือ ความเร็วระเบิด

อาวุธสำคัญของเฟร์นานเดซ-ปาร์โด คือ อัตราเร่งในระยะสั้น เขาไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่กว้าง เพื่อเอาชนะคู่แข่ง เพราะ สามารถชะลอจังหวะให้กองหลังหยุดนิ่ง ก่อนเปลี่ยนความเร็วอย่างฉับพลัน และ พาบอลผ่านไปได้ภายในระยะเพียงหนึ่งหรือสองเมตร

สือ Sky Sports⁠ ระบุว่า อาร์นาร์ วิดาร์สสัน อดีตโค้ชของเขาที่เกนท์ มองว่า ปาร์โด มีรูปแบบความคล้ายคลึง กับ เฌเรมี โดกู โดยเฉพาะการใช้พลัง ความเร็ว และ การเลี้ยงผ่านผู้เล่นในพื้นที่แคบ

ความสามารถดังกล่าวจะช่วยนิวคาสเซิลได้หลายด้าน ทั้งการเล่นสวนกลับ การโจมตีแนวรับที่ยืนดันสูง และการสร้างโอกาสในเกมที่คู่แข่งตั้งรับลึก เพราะ เขาสามารถสร้างความได้เปรียบแบบหนึ่งต่อหนึ่งได้ด้วยตัวเอง

3️⃣ จากปีกสู่กองหน้าที่ทำประตูได้

พัฒนาการสำคัญของเขาเกิดขึ้นที่เกนท์ เมื่อทีมเปลี่ยนจากการใช้งานเขาเป็นปีก มาเป็นกองหน้าตัวกลาง ผลที่ตามมา คือ เขาทำได้ถึง 8 ประตูจาก 11 นัด จนได้รับความสนใจจากหลายสโมสร และ ย้ายไปลีลล์ในเวลาต่อมา

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่ปีกที่มีหน้าที่เพียงเลี้ยงบอล หรือ เปิดบอล แต่มีสัญชาตญาณในการหาพื้นที่และ จบสกอร์ด้วย จุดเด่นของเขาจะปรากฏชัดเมื่อได้อิสระให้วิ่งเข้าไปในช่อง ระหว่าง เซ็นเตอร์แบ็กกับฟูลแบ็ก แทนที่จะถูกกำหนดให้ยืนอยู่ริมเส้นตลอดเวลา

สื่อ Sky Sports⁠ รายงานว่า อดีตโค้ชของเขามองว่าตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดอาจเป็นพื้นที่ตรงกลาง หรือการยืนเป็นหนึ่งในกองหน้าสองคน เพราะ จะเปิดโอกาสให้เขาใช้ความเร็วโจมตีพื้นที่ว่างได้เต็มที่

4️⃣ เหตุใดเขาจึงเหมาะกับฟุตบอลของ แมททิอัส ไยสเลอร์

ฟุตบอลของ แมททิอัส ไยสเลอร์ ให้ความสำคัญกับการเล่นแนวตั้ง การเปลี่ยนจากรับเป็นรุกอย่างรวดเร็ว และ การพาบอลไปข้างหน้าโดยไม่ใช้จังหวะมากเกินไป ซึ่งเข้ากับความสามารถของ เฟร์นานเดซ-ปาร์โดอย่างชัดเจน

เมื่อทีมแย่งบอลกลับมาได้ เขาสามารถทำได้ทั้ง

1. วิ่งโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับ

2. รับบอลแล้วพาขึ้นหน้าด้วยตัวเอง

3. ดึงกองหลังออกจากตำแหน่ง

4. สลับจากด้านข้างเข้ามาเล่นตรงกลาง

5. สร้างโอกาสยิงหรือจ่ายบอลจังหวะสุดท้าย

สื่อ The Guardian⁠ เคยรายงานว่า แมททิอัส ไยสเลอร์ กล่าวถึง นักเตะรายนี้ว่าเป็นผู้เล่นเทคนิคดี มีความรวดเร็ว กล้าเผชิญหน้ากับคู่แข่ง และสามารถทำได้ทั้งประตู และ แอสซิสต์ คุณสมบัติเหล่านี้บ่งบอกว่าเขาถูกนำเข้ามา เพื่อเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างเกมรุก ไม่ใช่เพียงตัวสำรอง สำหรับ เพิ่มความเร็วช่วงท้ายเกม

5️⃣ เขาจะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้นิวคาสเซิล?

ประโยชน์สำคัญที่สุด คือ การเพิ่มความสามารถในการสร้างโอกาสโดยไม่ต้องพึ่งระบบเพียงอย่างเดียว ในบางนัด แผนการเล่นของทีมอาจถูกคู่แข่งอ่านออกหรือพื้นที่จ่ายบอลถูกปิด แต่ผู้เล่นที่สามารถเลี้ยงผ่านคู่แข่งหนึ่งคนได้ จะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนทันที

ตัวอย่างเช่น เมื่อ เฟร์นานเดซ-ปาร์โด เลี้ยงผ่านฟูลแบ็ก คู่แข่งอาจต้องส่งเซ็นเตอร์แบ็กหรือกองกลางเข้ามาช่วย สิ่งนี้จะเปิดพื้นที่ให้กองหน้าตัวเป้าและผู้เล่นจากแถวสอง นอกจากนี้ ความสามารถในการเล่นหลายตำแหน่งยังช่วยให้นิวคาสเซิลคาดเดาได้ยากขึ้น เพราะ คู่แข่งไม่รู้ว่าเขาจะรับบอลบริเวณริมเส้น ระหว่าง ไลน์ หรือวิ่งเข้าไปจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ

6️⃣ ตำแหน่งที่อาจดึงศักยภาพออกมาได้ดีที่สุด

แม้เขาจะเล่นปีกซ้ายได้ แต่การวางไว้ริมเส้นตลอดทั้งเกมอาจลดความอันตรายของเขา เพราะ กองหลังสามารถบังคับทิศทางให้เล่นไปทางเดียวได้ง่ายกว่า

บทบาทที่น่าสนใจที่สุดจึงอาจเป็น กองหน้าฝั่งซ้ายในระบบสองกองหน้า หรือ ผู้เล่นที่เริ่มจากด้านซ้ายแล้วเคลื่อนเข้าสู่ตรงกลาง เพราะ เขาจะมีพื้นที่วิ่งโจมตีแนวรับ และ อยู่ใกล้ประตูมากขึ้น

นิวคาสเซิล อาจใช้งานเขาในลักษณะดังนี้:

* ให้กองหน้าตัวหลักพักบอล แล้วเฟร์นานเดซ-ปาร์โดวิ่งทะลุด้านหลัง

* ให้เขาถอยลงมารับบอลก่อนหมุนโจมตีแนวรับ

* ให้เขาสลับตำแหน่งกับปีกและหมายเลข 10

* ใช้เขาเป็นตัวพาบอลในจังหวะสวนกลับ

* ดึงตัวประกบออกไปเพื่อเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีม

7️⃣ สิ่งที่ยังต้องพัฒนา

เฟร์นานเดซ-ปาร์โด ยังไม่ใช่นักเตะที่สมบูรณ์แบบ จุดที่ต้องพัฒนา คือ การตัดสินใจในจังหวะสุดท้าย เช่น ควรเปิดบอลเมื่อใด ควรตัดเข้าในตอนไหน หรือควรจ่ายให้เพื่อนแทนการเลี้ยงต่อ

อดีตโค้ชของเขายอมรับว่า ในช่วงที่เป็นนักเตะเยาวชน เขาเคยเลี้ยงผ่านคู่แข่งได้แต่ยังเลือกจังหวะต่อไปได้ไม่ดีนัก รวมถึงยังต้องพัฒนาเรื่องการวิ่งช่วยทีม อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่สามารถดีขึ้นได้จากประสบการณ์ และ การฝึกสอน

สื่อ Sky Sports⁠ รายงานว่า อีกหนึ่งความท้าทาย คือการปรับตัวเข้าสู่พรีเมียร์ลีก ซึ่งมีจังหวะการแข่งขันรวดเร็วและใช้พละกำลังมากกว่าลีกเอิง วิดาร์สสันประเมินว่าเขาอาจต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งฤดูกาล ก่อนแสดงศักยภาพระดับสูงสุดออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ

8️⃣ บทสรุป

มาติอัส เฟร์นานเดซ-ปาร์โด สามารถเปลี่ยนเกมรุกของนิวคาสเซิลได้ เพราะเขามอบทั้งความเร็ว การเลี้ยงบอล การเคลื่อนที่ และความยืดหยุ่นทางแท็กติก สิ่งสำคัญคือทีมต้องใช้งานเขาในพื้นที่ที่สามารถวิ่งเข้าหาประตูได้ ไม่ควรจำกัดให้อยู่ริมเส้นเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ค่าตัวระดับ 51 ล้านปอนด์ ย่อมนำมาซึ่งความคาดหวังสูง แฟนบอลอาจต้องอดทนในช่วงแรก เพราะเขายังเป็นนักเตะอายุ 21 ปีที่ต้องพัฒนาการตัดสินใจ และ ปรับตัวเข้ากับพรีเมียร์ลีก หากได้รับเวลา และ บทบาทที่เหมาะสม เขามีศักยภาพที่จะกลายเป็นตัวรุกคนสำคัญของนิวคาสเซิลในระยะยาว

9️⃣ คำถามที่น่าสนใจ …

1. นิวคาสเซิล ควรใช้ เฟร์นานเดซ-ปาร์โด เป็นปีกซ้าย หรือ ให้เล่นใกล้ประตูในตำแหน่งกองหน้าคู่ เพื่อดึงศักยภาพของเขาออกมาได้มากที่สุด?

2. ด้วยค่าตัว 51 ล้านปอนด์ สโมสรควรคาดหวังให้เขาสร้างผลงานทันที หรือ ควรให้เวลาอย่างน้อยหนึ่งฤดูกาลในการปรับตัว?

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

“20 ปีที่ผ่านมา: นิวคาสเซิล, แอสตัน วิลลา และสเปอร์ส แตกต่างกันอย่างไร“ภาพนี้เปรียบเทียบผลงาน และ สถานะทางธุรกิจของสามสโ...
03/09/2026

“20 ปีที่ผ่านมา: นิวคาสเซิล, แอสตัน วิลลา และสเปอร์ส แตกต่างกันอย่างไร“

ภาพนี้เปรียบเทียบผลงาน และ สถานะทางธุรกิจของสามสโมสรในช่วง 20 ปี ได้แก่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, แอสตัน วิลลา และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ โดยพิจารณาจาก 4 ด้านสำคัญ คือ การตกชั้น อันดับเฉลี่ยในพรีเมียร์ลีก จำนวนครั้งที่เล่นฟุตบอลยุโรป และ รายได้ต่อปีสูงสุด

บทความโดย สาลิกาบีบอย “คนดีคนเดิม”

1️⃣ สถานะในลีก และ ความสม่ำเสมอ

ในช่วงเวลาดังกล่าว นิวคาสเซิล ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกถึง 2 ครั้ง ขณะที่ แอสตัน วิลลา เคยตกชั้น 1 ครั้ง ส่วน ท็อตแนม ไม่เคยตกชั้นเลย

ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าสเปอร์สมีความมั่นคงมากที่สุด แม้บางฤดูกาลอาจทำผลงานต่ำกว่าความคาดหวัง แต่ยังสามารถรักษาสถานะในพรีเมียร์ลีกได้ตลอด ต่างจากนิวคาสเซิลและแอสตัน วิลลาที่เคยต้องลงไปแข่งขันในแชมเปียนชิป

อย่างไรก็ตาม การตกชั้นของนิวคาสเซิลไม่ได้ทำให้สโมสรหายไปจากพรีเมียร์ลีกเป็นเวลานาน เพราะทั้งสองครั้งทีมสามารถคว้าแชมป์แชมเปียนชิปและเลื่อนชั้นกลับมาได้ทันทีในฤดูกาลต่อมา สะท้อนว่าสโมสรยังมีขนาดและศักยภาพสูงกว่าทีมในลีกรองอย่างชัดเจน

2️⃣ อันดับเฉลี่ยในพรีเมียร์ลีก

เมื่อคำนวณเฉพาะฤดูกาลที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ภาพระบุอันดับเฉลี่ยดังนี้

* นิวคาสเซิล: อันดับ 11.5

* แอสตัน วิลลา: อันดับ 10.5

* ท็อตแนม: อันดับ 6.45

ตัวเลขยิ่งน้อยหมายถึงอันดับเฉลี่ยที่ดีกว่า ดังนั้นท็อตแนมจึงมีผลงานเหนือกว่าอีกสองทีมอย่างชัดเจน โดยเฉลี่ยแล้วสโมสรจบฤดูกาลอยู่บริเวณอันดับ 6–7 ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ้นสิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลยุโรป

แอสตัน วิลลามีค่าเฉลี่ยดีกว่านิวคาสเซิลอยู่หนึ่งอันดับ แต่ความแตกต่างไม่ได้มากนัก ทั้งสองทีมมีช่วงที่สามารถแข่งขันในครึ่งบนของตาราง แต่ก็มีหลายฤดูกาลที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้น

อย่างไรก็ตาม ภาพมีหมายเหตุสำคัญว่า ค่าเฉลี่ย 6.45 ของสเปอร์สรวมสองฤดูกาลล่าสุดที่ทีมจบอันดับ 17 หากตัดสองฤดูกาลดังกล่าวออก ค่าเฉลี่ยจะดีขึ้นเป็น 5.28 แสดงให้เห็นว่าก่อนผลงานตกลง สเปอร์สมักจบฤดูกาลอยู่ใกล้พื้นที่ท็อปโฟร์หรือท็อปซิกซ์อย่างสม่ำเสมอ

3️⃣ ประสบการณ์ในฟุตบอลยุโรป

ด้านจำนวนฤดูกาลหรือรายการที่ได้ลงแข่งขันฟุตบอลยุโรป ภาพให้ข้อมูลว่า

* นิวคาสเซิล: 5 ครั้ง

* แอสตัน วิลลา: 6 ครั้ง

* ท็อตแนม: 17 ครั้ง

นี่คือช่องว่างที่ชัดเจนที่สุด สเปอร์สได้สัมผัสฟุตบอลยุโรปถึง 17 ครั้ง จากช่วงเวลา 20 ปี หมายความว่าทีมมีคุณภาพอยู่ในกลุ่มบนของอังกฤษอย่างต่อเนื่อง และเคยเข้าแข่งขันทั้งยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก, ยูโรปาลีก และ รายการระดับยุโรปอื่น ๆ

นิวคาสเซิลและแอสตัน วิลลามีตัวเลขใกล้เคียงกัน โดยวิลลามากกว่าหนึ่งครั้ง ทั้งสองสโมสรจึงยังขาดความต่อเนื่องในระดับยุโรป แม้จะมีบางช่วงที่ทำผลงานโดดเด่นก็ตาม

ตัวเลขนี้ยังส่งผลต่อชื่อเสียง การดึงดูดนักเตะ รายได้จากการแข่งขัน และประสบการณ์ของทีม การลงเล่นในยุโรปสม่ำเสมอจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้สเปอร์สเติบโตเหนืออีกสองสโมสรในช่วงที่ผ่านมา

4️⃣ รายได้ต่อปีสูงสุด

ภาพแสดงสถิติรายได้ต่อปีสูงสุดของแต่ละสโมสรดังนี้

* นิวคาสเซิล: 335 ล้านปอนด์

* แอสตัน วิลลา: 378 ล้านปอนด์

* ท็อตแนม: 565 ล้านปอนด์

สเปอร์สมีรายได้สูงสุดมากกว่านิวคาสเซิลถึง 230 ล้านปอนด์ และมากกว่าแอสตัน วิลลา 187 ล้านปอนด์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลงเล่นฟุตบอลยุโรปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายได้จากสนามแข่งขัน สปอนเซอร์ ค่าลิขสิทธิ์ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์

ในภาพมีข้อความว่า “Thanks Beyoncé” ซึ่งสื่อถึงความสามารถของสนามท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียมในการจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมนอกเหนือจากฟุตบอล เช่น คอนเสิร์ตของบียอนเซ่ สิ่งนี้ช่วยให้สโมสรสามารถสร้างรายได้แม้ในช่วงที่ไม่มีการแข่งขัน

แอสตัน วิลลา มีรายได้สูงสุด 378 ล้านปอนด์ มากกว่านิวคาสเซิล 43 ล้านปอนด์ แสดงให้เห็นว่าวิลลาเริ่มขยายตัวทั้งด้านกีฬาและธุรกิจ โดยเฉพาะจากการกลับไปแข่งขันในระดับยุโรป

5️⃣ ภาพรวมของทั้งสามสโมสร

หากพิจารณาตลอดช่วง 20 ปี ท็อตแนมเป็นสโมสรที่มีความสม่ำเสมอและแข็งแกร่งทางการเงินมากที่สุด ทีมไม่เคยตกชั้น มีอันดับเฉลี่ยดีที่สุด ได้เล่นฟุตบอลยุโรปมากที่สุด และสร้างรายได้สูงสุดอย่างชัดเจน

แอสตัน วิลลามีผลงานโดยรวมเหนือกว่านิวคาสเซิลเล็กน้อยจากอันดับเฉลี่ย จำนวนครั้งในฟุตบอลยุโรป และรายได้สูงสุด ขณะที่นิวคาสเซิลมีช่วงตกต่ำรุนแรงกว่า เพราะตกชั้นถึงสองครั้ง

แต่ข้อมูลในอดีตไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะต้องเหมือนเดิม นิวคาสเซิลและแอสตัน วิลลากำลังพยายามลดช่องว่างจากสเปอร์ส ทั้งด้านคุณภาพทีม การลงทุน และรายได้ หากสามารถรักษาการเล่นฟุตบอลยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งสองทีมก็มีโอกาสพัฒนาไปอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือแซงหน้าสเปอร์สได้ในอนาคต

6️⃣ บทสรุปบทความนี้

ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จของสโมสรไม่ได้วัดจากอันดับในฤดูกาลเดียวเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาความสม่ำเสมอในระยะยาว การแข่งขันฟุตบอลยุโรป และความสามารถในการสร้างรายได้ด้วย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สเปอร์สประสบความสำเร็จเหนือกว่านิวคาสเซิลและแอสตัน วิลลาในเกือบทุกด้าน แต่ผลงานในช่วงหลังของสเปอร์สก็แสดงให้เห็นว่า ความได้เปรียบที่สะสมมาอาจลดลงได้ หากอีกสองสโมสรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ: บทวิเคราะห์นี้อ้างอิงตัวเลขตามที่ปรากฏในภาพ โดยคำว่า “European campaigns” และช่วงเวลาที่ใช้คำนวณควรตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลต้นฉบับอีกครั้ง หากต้องการนำไปอ้างอิงอย่างเป็นทางการ

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

03/09/2026

ใคร คือ World Class ???

Are THESE players World Class? 🤔

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

03/09/2026

รายการ Stick to Football เป็นพูดคุย เกี่ยวกับ ลูอิส ฮอลล์ (Lewis Hall)

แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville):

"ก็นะ ในเมื่อคุณก็รู้ว่าทุกคนพูดถึงเรื่องแบ็กซ้ายกันตลอดทั้งซัมเมอร์ แล้วเหลือเวลาอีกแค่ 2 ชั่วโมงก็เริ่มลุยกันนิดหน่อย..."

รอย คีน (Roy Keane):

"เรื่องจริงเหรอ?"

เจมี คาร์ราเกอร์ (Jamie Carragher):

"ไม่ได้เข้าเป็นตัวเลือกแรก หรือ..."

แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville):

"ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ต่อให้ไม่ใช่ มันก็ยังดูเหมือน..."

รอย คีน (Roy Keane):

"คุณกำลังสิ้นหวัง พวกเขากำลังสิ้นหวัง... แต่สำหรับสโมสรอย่างยูไนเต็ด การสิ้นหวังตอนเหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงเนี่ย... แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ดีลบ้าๆ มันก็เคยเกิดขึ้นในนาทีสุดท้ายมาก่อนแล้ว และมันก็ลงเวย์ได้ดีสำหรับบางสโมสร แต่ไม่ใช่กับยูไนเต็ด ซึ่งผมคิดว่านั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาของวงการนี้แหละ ผมไม่อยากจะซ้ำเติมมากนัก แต่ปัญหาก็คือเวลาคุณเริ่มสิ้นหวัง..."

แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville):

"เห็นได้ชัดว่าลองพยายามแล้ว พยายามดึงตัว ลูอิส ฮอลล์ แต่ก็ไม่ได้ผล แล้วก็พยายามยื่นข้อเสนอจีบ ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ผลอีก..."

รอย คีน (Roy Keane):

"ผมชอบฮอลล์นะ ชอบมากเลยล่ะ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดี อย่าเข้าใจผิดล่ะ แต่สิ่งที่ผมพิจารณาเป็นอันดับแรกสำหรับ กองหลังหรือแบ็กซ้ายของยูไนเต็ดก็ คือ..."

แกรี่ เนวิลล์ (Gary Neville):

"โอ้ ผมก็ชอบเขานะ เขามีสมดุลที่ดีมากในการเกมรุกและเกมรับ"

รอย คีน (Roy Keane):

"แน่นอนว่าคุณอยากให้พวกเขาเล่นกับบอลได้อย่างมั่นใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขาต้อง 'เกมรับแน่น' เพราะไม่ว่าเกมรุกของคุณจะเป็นยังไงก็ตาม..."

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

“เจาะเกมรับพรีเมียร์ลีก : ใครดันสูง ใครตั้งรับลึก และ นิวคาสเซิลอยู่ตรงไหน”การเล่นเกมรับไม่ได้หมายถึงการถอยไปอุดหน้าประต...
03/09/2026

“เจาะเกมรับพรีเมียร์ลีก : ใครดันสูง ใครตั้งรับลึก และ นิวคาสเซิลอยู่ตรงไหน”

การเล่นเกมรับไม่ได้หมายถึงการถอยไปอุดหน้าประตูเสมอไป บางทีมเลือกดันขึ้นไปขัดขวางคู่แข่งตั้งแต่แดนบน ขณะที่บางทีมรอปิดพื้นที่กลางสนาม หรือถอยลงมาป้องกันใกล้เขตโทษ

ภาพที่แนบมาเป็น หนึ่งภาพซึ่งแบ่งข้อมูลออกเป็นสามด้าน จาก Opta Analyst ระบุพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025–26 โดยแสดงสัดส่วนเวลาที่แต่ละทีมใช้รูปแบบการตั้งรับต่าง ๆ ระหว่างที่คู่แข่งกำลังขึ้นเกม ไม่ใช่สัดส่วนเวลาตลอดทั้งการแข่งขัน

บทความโดย สาลิกาบีบอย “คนดีคนเดิม”

1️⃣ High Block: ตั้งรับสูง ขัดขวางการขึ้นเกมตั้งแต่ต้นทาง

High Block คือ การจัดแนวรับของทีมขึ้นไปอยู่สูงในสนาม เพื่อจำกัดพื้นที่การขึ้นเกมของคู่แข่งตั้งแต่แดนหลัง อย่างไรก็ตาม การยืนสูงไม่ได้หมายความว่าทีมกำลังวิ่งเพรสอย่างหนักตลอดเวลา

ทีมที่ใช้รูปแบบนี้มากที่สุดในภาพ ได้แก่

* แมนเชสเตอร์ ซิตี้ — 46%

* ไบรท์ตัน — 36%

* ลิเวอร์พูล — 33%

* อาร์เซนอล และ เชลซี — 32%

แมนฯ ซิตี้โดดเด่นที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงกว่าไบรท์ตันถึง 10 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าทีมเลือกจัดแนวรับในพื้นที่สูงบ่อยกว่าสโมสรอื่นอย่างชัดเจน

ข้อดีของแนวทางนี้คือ หากแย่งบอลกลับมาได้ ทีมจะอยู่ใกล้ประตูคู่แข่งและมีโอกาสโจมตีต่อทันที แต่หากคู่แข่งผ่านแนวรับชุดแรกออกมาได้ ก็อาจมีพื้นที่ด้านหลังให้เล่นงาน

นิวคาสเซิลอยู่ที่ 28% จึงไม่ได้เป็นทีมที่ตั้งรับสูงสุดขั้ว แต่ยังใช้วิธีนี้เป็นส่วนสำคัญของเกมรับ

2️⃣ Mid Block: ปิดพื้นที่กลางสนาม เป็นแนวทางหลักของเกือบทุกทีม

Mid Block คือการจัดแนวรับบริเวณกลางสนาม ยอมให้คู่แข่งมีพื้นที่ขึ้นเกมบางส่วน ก่อนปิดช่องทางจ่ายบอลและรอจังหวะเข้ากดดัน

จากภาพ 19 ใน 20 ทีมใช้ Mid Block มากกว่ารูปแบบอื่น โดยมีเพียงแมนฯ ซิตี้ที่ใช้ High Block มากกว่า

ทีมที่ใช้ Mid Block สูงที่สุด ได้แก่

* คริสตัล พาเลซ — 59%

* วูล์ฟส์และเวสต์แฮม — 57%

* เบิร์นลีย์และฟูแล่ม — 56%

* เอฟเวอร์ตันและน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ — 55%

จุดเด่นของรูปแบบนี้คือการรักษาระยะห่างระหว่างผู้เล่น ไม่เปิดพื้นที่ด้านหลังมากเท่าการดันสูง และไม่ถอยจนคู่แข่งเข้ามากดดันใกล้ประตูได้ง่ายเกินไป

นิวคาสเซิลใช้ Mid Block 51% มากกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาที่ถูกจัดประเภทในกราฟ จึงถือเป็นรูปแบบเกมรับหลักของทีมตามข้อมูลชุดนี้

3️⃣ Low Block: ถอยป้องกันพื้นที่อันตรายใกล้ประตู

Low Block คือการถอยแนวรับลงมาในแดนตัวเอง โดยเน้นลดพื้นที่บริเวณหน้าประตูและช่องว่างระหว่างแนวรับ

ทีมที่ใช้มากที่สุดในภาพ ได้แก่

* ซันเดอร์แลนด์ — 25%

* วูล์ฟส์และเวสต์แฮม — 22%

* เบรนท์ฟอร์ด แมนฯ ยูไนเต็ด เบิร์นลีย์ และ นิวคาสเซิล — 21%

ส่วนแมนฯ ซิตี้ใช้น้อยที่สุดที่ 13% ตามด้วยเชลซีและฟูแล่มที่ 15%

การตั้งรับลึกช่วยให้มีผู้เล่นคอยป้องกันพื้นที่อันตรายมากขึ้น แต่ก็เปิดโอกาสให้คู่แข่งพาบอลเข้ามาใกล้เขตโทษ และอาจทำให้ทีมต้องรับแรงกดดันต่อเนื่อง หากเก็บบอลหรือสวนกลับออกไปไม่ได้

ถึงแม้ซันเดอร์แลนด์จะใช้ Low Block มากที่สุด แต่รูปแบบหลักของพวกเขายังเป็น Mid Block ที่ 50% จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นทีมที่ “อุดตลอดเกม”

4️⃣ เจาะนิวคาสเซิล: เน้นรับกลางสนาม พร้อมปรับระดับตามเกม

ตัวเลขของนิวคาสเซิลแบ่งออกเป็นสามส่วนดังนี้

รูปแบบเกมรับ : สัดส่วน

High Block — ตั้งรับสูง 28%

Mid Block — ตั้งรับกลางสนาม 51%

Low Block — ตั้งรับลึก 21%

ภาพรวมชี้ว่า นิวคาสเซิลใช้การตั้งรับกลางสนามเป็นฐาน โดยมีทั้งช่วงที่ขยับขึ้นสูงและช่วงที่ถอยลงลึก

เมื่อเทียบกับแมนฯ ซิตี้ นิวคาสเซิลใช้ High Block น้อยกว่า 18 จุดเปอร์เซ็นต์ และใช้ Low Block มากกว่า 8 จุดเปอร์เซ็นต์ จึงเห็นความแตกต่างของระดับพื้นที่ตั้งรับได้ค่อนข้างชัด

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวยังบอกไม่ได้ว่าการถอยลงลึกเป็นแผนที่ตั้งใจไว้ หรือเกิดจากการถูกคู่แข่งกดดัน ต้องดูเหตุการณ์ในเกมประกอบด้วย

5️⃣ ตัวเลขบอก “วิธีรับ” แต่ยังไม่บอกว่า “ใครรับดีที่สุด”

สิ่งสำคัญ คือ ตั้งรับสูงมาก ไม่ได้แปลว่าเล่นเกมรับดีกว่า และตั้งรับลึกมากก็ไม่ได้แปลว่าเล่นแย่กว่า

การตัดสินประสิทธิภาพต้องพิจารณาข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น โอกาสยิงที่เสีย คุณภาพโอกาสของคู่แข่ง ความสำเร็จในการแย่งบอล และจำนวนครั้งที่ถูกเจาะผ่านแนวรับ

นอกจากนี้ สกอร์ระหว่างเกม ความแข็งแกร่งของคู่แข่ง และการเล่นในบ้านหรือนอกบ้าน ล้วนมีผลต่อรูปแบบที่ทีมเลือกใช้ อีกทั้งภาพไม่ได้ระบุว่าครอบคลุมกี่นัด จึงไม่ควรเหมารวมว่าเป็นข้อสรุปของทั้งฤดูกาล

6️⃣ บทสรุป

ข้อมูลชุดนี้แสดงให้เห็นว่า Mid Block เป็นรูปแบบหลักของเกือบทุกทีม ขณะที่แมนฯ ซิตี้โดดเด่นเรื่องการตั้งรับสูง และซันเดอร์แลนด์มีสัดส่วนการตั้งรับลึกมากที่สุด

สำหรับ นิวคาสเซิล จุดเด่น คือ การใช้ Mid Block เป็นหลักที่ 51% ผสมกับ High Block 28% และ Low Block 21% แต่คำตอบว่าแนวทางนี้มีประสิทธิภาพแค่ไหน ต้องดูคุณภาพการป้องกันและผลงานในสนามเพิ่มเติม ไม่ใช่ดูระดับพื้นที่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

“วิเคราะห์ตลาดซื้อขาย : นิวคาสเซิล ทุ่มหนัก แต่บริหารรายรับ – รายจ่ายได้สมดุล”เจาะตลาดนิวคาสเซิลผ่าน 3 ด้าน ทั้งยอดซื้อ ...
03/09/2026

“วิเคราะห์ตลาดซื้อขาย : นิวคาสเซิล ทุ่มหนัก แต่บริหารรายรับ – รายจ่ายได้สมดุล”

เจาะตลาดนิวคาสเซิลผ่าน 3 ด้าน ทั้งยอดซื้อ ยอดขาย และยอดใช้จ่ายสุทธิ แม้ลงทุนเสริมทัพถึง 279 ล้านปอนด์ แต่ขายนักเตะได้ 248 ล้านปอนด์ สะท้อนการปรับขุมกำลังครั้งใหญ่ที่ต้องวัดความคุ้มค่ากันต่อในสนาม

ภาพทั้งสามแสดงตัวเลขการซื้อ การขาย และ ยอดใช้จ่ายสุทธิของแต่ละสโมสรในช่วงตลาดนักเตะฤดูร้อน โดยนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งในทีมที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุด แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว พวกเขาไม่ได้ใช้เงินเกินสมดุลอย่างที่ยอดซื้ออาจทำให้เข้าใจในตอนแรก

บทความโดย สาลิกาบีบอย “คนดีคนเดิม”

1️⃣ นิวคาสเซิลซื้อนักเตะมากเป็นอันดับ 5

นิวคาสเซิลใช้เงินซื้อนักเตะรวมประมาณ 279 ล้านปอนด์ สูงเป็นอันดับ 5 รองจาก

1. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ — 472 ล้านปอนด์

2. เชลซี — 351 ล้านปอนด์

3. ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ — 334 ล้านปอนด์

4. แอสตัน วิลลา — 297 ล้านปอนด์

5. นิวคาสเซิล — 279 ล้านปอนด์

ตัวเลขนี้สะท้อนว่านิวคาสเซิลต้องการยกระดับขุมกำลังอย่างจริงจัง ทั้งการเพิ่มคุณภาพของผู้เล่นตัวจริงและสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมในระยะยาว

2️⃣ รายได้จากการขายนักเตะสูงถึง 248 ล้านปอนด์

แม้จะซื้อผู้เล่นด้วยเงินจำนวนมาก แต่นิวคาสเซิลก็หาเงินกลับมาได้ถึง 248 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นรายรับจากการขายนักเตะสูงเป็นอันดับ 4 รองจาก

* เชลซี — 451 ล้านปอนด์

* แมนเชสเตอร์ ซิตี้ — 345 ล้านปอนด์

* แอสตัน วิลลา — 294 ล้านปอนด์

* นิวคาสเซิล — 248 ล้านปอนด์

จุดนี้แสดงให้เห็นว่าสโมสรไม่ได้เน้นซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถปล่อยนักเตะออกไปด้วยมูลค่าที่สูง เพื่อนำเงินกลับมาหมุนเวียนในตลาด

3️⃣ ใช้เงินจริงสุทธิเพียง 31 ล้านปอนด์

เมื่อนำเงินซื้อมาหักกับรายได้จากการขาย นิวคาสเซิลมียอดใช้จ่ายสุทธิประมาณ 31 ล้านปอนด์

279 ล้านปอนด์ − 248 ล้านปอนด์ = 31 ล้านปอนด์

แม้ยอดซื้อจะสูงถึงอันดับ 5 แต่ยอดสุทธิกลับอยู่เพียงอันดับ 14 เท่านั้น แตกต่างจากลิเวอร์พูลที่ใช้สุทธิสูงสุด 218 ล้านปอนด์ เนื่องจากซื้อ 250 ล้านปอนด์ แต่ขายออกเพียง 32 ล้านปอนด์

4️⃣ ตลาดของนิวคาสเซิลสะท้อนการปรับโครงสร้างทีม

ตัวเลขทั้งสามภาพบอกว่านิวคาสเซิลมีการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ สโมสรลงทุนกับผู้เล่นใหม่จำนวนมาก พร้อมขายผู้เล่นออกไปด้วยมูลค่าใกล้เคียงกัน จึงดูเหมือนเป็นการหมุนเวียนขุมกำลังมากกว่าการนำเงินก้อนใหม่มาใช้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายที่สูงอาจหมายถึงการเสียผู้เล่นสำคัญบางคนเช่นกัน ดังนั้นความสำเร็จของตลาดครั้งนี้จะไม่ได้วัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าผู้เล่นใหม่สามารถทดแทนคนที่ย้ายออกและช่วยให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นได้มากแค่ไหน

5️⃣ เปรียบเทียบกับสโมสรอื่น

ลิเวอร์พูลมีรายจ่ายสุทธิสูงที่สุดที่ 218 ล้านปอนด์ ขณะที่อิปสวิชและฮัลล์มีตัวเลขสูงถึง 193 และ 161 ล้านปอนด์ตามลำดับ เพราะได้รับเงินจากการขายผู้เล่นค่อนข้างน้อย

ในทางตรงกันข้าม เชลซีขายนักเตะได้ถึง 451 ล้านปอนด์ มากกว่ายอดซื้อ 351 ล้านปอนด์ จึงมีกำไรสุทธิประมาณ 100 ล้านปอนด์ ส่วนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้ใช้เงินซื้อสูงที่สุดถึง 472 ล้านปอนด์ แต่มีรายรับกลับมาถึง 345 ล้านปอนด์ ทำให้ยอดสุทธิอยู่ที่ 127 ล้านปอนด์

6️⃣ บทสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้

ตลาดครั้งนี้ถือเป็นการบริหารที่น่าสนใจของนิวคาสเซิล สโมสรซื้อผู้เล่นสูงถึง 279 ล้านปอนด์ แต่ชดเชยด้วยรายรับจากการขาย 248 ล้านปอนด์ ทำให้ใช้เงินจริงสุทธิเพียง 31 ล้านปอนด์

จึงสามารถสรุปได้ว่า นิวคาสเซิล ไม่ได้แค่ “ทุ่มเงินซื้อ” แต่กำลังปรับโครงสร้างทีมครั้งใหญ่ พร้อมควบคุมยอดรายจ่ายสุทธิให้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ส่วนตลาดครั้งนี้จะประสบความสำเร็จจริงหรือไม่ ต้องตัดสินจากผลงานของผู้เล่นใหม่ในสนามต่อไป

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

03/09/2026

⚽️ Gonzalez และ Fernandez ฝึกซ้อมด้วยกันครั้งแรกที่ วันนี้ 🇪🇸 🇧🇪

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

“กลัวโดนป๊าด - เดวิด ฮอปกินสัน”ที่มา: เคร็ก โฮป — เดลี่ เมล รายงานว่า ลุ้นจนวันสุดท้าย! บอร์ดนิวคาสเซิลถึงขั้นสบถ หวั่นล...
03/09/2026

“กลัวโดนป๊าด - เดวิด ฮอปกินสัน”

ที่มา: เคร็ก โฮป — เดลี่ เมล รายงานว่า ลุ้นจนวันสุดท้าย! บอร์ดนิวคาสเซิลถึงขั้นสบถ หวั่นลิเวอร์พูลปาดคว้า “เฟร์นานเดซ-ปาร์โด”

เบื้องหลังการปิดดีล มาติอัส เฟร์นานเดซ-ปาร์โด ของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เห็น เมื่อเหล่าผู้บริหารต้องลุ้นกันตลอดช่วงโค้งสุดท้ายของตลาด พร้อมความกังวลว่า ลิเวอร์พูล อาจเข้ามาชิงตัวแนวรุกจากลีลล์ไปเสียก่อน

เคร็ก โฮป รายงานต่อว่า รอสส์ วิลสัน และ เดวิด ฮอปกินสัน สองผู้บริหารของทัพสาลิกาดง เดินทางด้วยรถไฟยูโรสตาร์ไปยังลีลล์ ตั้งแต่ เช้าวันศุกร์ เพื่อเจรจาคว้าตัวดาวเตะวัย 21 ปี หลังวางโครงสร้างข้อตกลงล่วงหน้าไว้หลายวัน ก่อนตกลงค่าตัวกันได้ที่ 51 ล้านปอนด์

ถึงอย่างนั้น การตกลงเรื่องค่าตัวก็ยังไม่ได้หมายความว่าดีลจะเสร็จสมบูรณ์ เพราะ ลีลล์จำเป็นต้องหาตัวแทนให้ได้ก่อนเปิดทางให้นักเตะย้ายทีม ทำให้ทั้งสองคนต้องรออย่างกระวนกระวายตลอดสุดสัปดาห์ ขณะเดียวกันก็หวั่นว่าจะมีสโมสรอื่นเข้ามาแทรกกลาง

ชื่อที่ทำให้ฝั่งนิวคาสเซิลกังวลเป็นพิเศษ คือ “ลิเวอร์พูล” โดยรายงานระบุว่า ความตึงเครียดถึงขั้นทำให้มีคำสบถว่า “ไอ้ลิเวอร์พูลแม่งเอ๊ย” หรือ “F***ing Liverpool” หลุดออกมา สะท้อนความกลัวว่าจะถูกปาดหน้าคว้าเป้าหมายไปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เรื่องราวส่วนนี้เป็นความกังวลของฝั่งนิวคาสเซิล ไม่ใช่การยืนยันว่าลิเวอร์พูล ได้ยื่นข้อเสนอเข้ามาแต่อย่างใด

นอกจากต้องรอสัญญาณจากลีลล์แล้ว ทีมงานนิวคาสเซิลยังต้องโน้มน้าวคนรอบตัวบางส่วนของ เฟร์นานเดซ-ปาร์โด ให้เชื่อว่า การย้ายมาเล่นบนไทน์ไซด์ คือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด สำหรับ อนาคตของเขา ทำให้ดีลนี้ยังมีเรื่องให้จัดการมากกว่าการเจรจาระหว่าง สองสโมสร

ฮอปกินสัน ถึงกับตัดสินใจอยู่ในลอนดอนต่อในวันอาทิตย์ เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางไปยังตอนเหนือของฝรั่งเศส และ พร้อมดำเนินการทันทีหากสถานการณ์ต้องการ

กระทั่งเช้าวันจันทร์ ทุกอย่างจึงเริ่มส่งสัญญาณบวก ก่อนที่ เฟร์นานเดซ-ปาร์โด จะขึ้นเครื่องเดินทางสู่นิวคาสเซิลในช่วงเย็น และ ปิดการย้ายทีมได้สำเร็จในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขาย เป็นบทสรุปของดีลที่ทำให้ผู้บริหารสาลิกาดงต้องลุ้นกันจนแทบวางใจไม่ได้

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

02/09/2026

“พวกเขาน่าจะมีฤดูกาลที่ดีมากๆ -GeoffShreeves“

คำพูดเชิงบวกจาก เกี่ยวกับตลาดซื้อขายนักเตะของเรา...และ เขาก็ชื่นชอบ แมททิอัส ไยสเลอร์ มากเช่นกัน

"ให้กับหลายๆ คลับ แมนฯ ซิตี้ ผม... ผมคิดว่าพวกเขาเป็นผู้ชนะที่แท้จริงของ ตลาดซื้อขายรอบนี้ อย่างไม่ต้องสงสัยเลยในพรีเมียร์ลีก ไม่คิดว่าจะมีใครตั้งตั้งข้อสงสัยตรงนี้ได้ เชลซี เชื่อหรือไม่ก็ตาม ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าพวกเขาไม่ได้กองกลางตัวตัดเกมอย่างที่ต้องการ แต่พวกเขาก็ไม่ได้พยายามยื้อเพื่อเก็บตัว เฟอร์นานเดซ ไว้สักเท่าไหร่ นอกเหนือจากเรื่องราคา ดังนั้น ผมคิดว่าเชลซีก็มีตลาดซื้อขายที่ดีนะ"

"แต่ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด... ตรงนี้แหละที่ผมต้องใช้อุปกรณ์ทางเทคนิคหน่อย ปากกาต้องนำกลับออกมาใช้แล้ว (หัวเราะ) เพราะ ผมเคยพูดที่นี้ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพราะ ตอนที่คุณดู... ดูสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ในสามคนนี้ โอเคไหม? คนนี้ คนนี้ และ คนนี้ เหล่านี้ คือ ผู้เล่นระดับบิ๊กทั้งนั้น แล้วดูจำนวนเงินที่พวกเขาได้รับสิ ผมแค่วิตกกังวลแทนพวกเขามากๆ จริงๆ คุณก็เห็นว่าดูยุ่งเหยิงไปหมด"

"แต่แล้ว ลองดูสิ่งที่พวกเขาดึงเข้ามาสิ และ ธุรกิจที่พวกเขาทำ พวกเขายังลดภาระค่าจ้างมหาศาลออกจากบัญชีได้ด้วย และ ที่สำคัญ เมื่อคุณดึงดูดอายุของผู้เล่นเหล่านี้ ผู้เล่นที่ย้ายเข้ามามีอายุเฉลี่ย ผมคิดว่าประมาณ 22 หรือ อาจจะ 23 ปี พวกเขาดึงโครงสร้างอายุนักเตะลดลงมาเยอะมาก และ เมื่อคุณ... คุณได้เห็นประตูแรกในนัดเจอกับสเปอร์สแล้ว มันยอดเยี่ยมมาก และ กุญแจสำคัญอีกอย่าง คือ โค้ชคนใหม่"

"ผมชอบสไตล์การทำทีมของเขาจริงๆ นะ เอาจริงๆ เขาเอานิ้วชี้ที่ปากให้แฟนบอลสเปอร์สเงียบ เขาชอบมันมาก เขาชอบการได้รับความสนใจ ไม่ใช่คนขี้อายเลยสักนิด ดังนั้น จู่ๆ ปากกาวิเศษของผมก็ออกมา ผมกำลังเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ และ ผมคิดว่าเมื่อดูจากตลาดซื้อขายรอบนี้ นิวคาสเซิล น่าจะมีฤดูกาลที่ดีมากๆ"

"ผมรู้สึกว่านิวคาสเซิลเป็นหนึ่งในทีมเหล่านั้นเหมือนกับ แอสตัน วิลล่า ที่คุณเห็นศักยภาพใช่ไหม? วิลล่าผ่าโครงสร้างทีมใหม่ทั้งหมด และ รู้สึกเหมือนนิวคาสเซิลก็ผ่าตัดทีมใหม่ทั้งหมดเหมือนกัน ผมมีความเชื่อมั่นใน อูไน เอเมรี มากกว่า แมททิอัส ไยสเลอร์ นะ บอกไว้ก่อน... ใช่ 100% และ นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ แค่ผ่านไป 2 นัดเอง อย่าง เดดิช เราเห็นช่วงเวลาที่ดีจากเขาตอนอยู่เบนฟิกา, มัธยัส เฟอร์นานเดซ-ปาร์โด ย้ายมาจากทีมชาติเบลเยียม ผมชอบตอนเห็นเขาเล่นให้ลีลล์, นีโก กอนซาเลซ ก็โอเค แต่ผมไม่เคยเห็น บาซูมานา ตูเร เล่นเลย ดังนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มันรู้สึกเหมือนยังไม่มีผู้เล่นที่พิสูจน์ตัวเองแล้วเข้ามาย้ายแทนที่คนเดิมๆ อย่าง บรูโน่ ตำแย กีมาไรส์ ที่เป็นหัวใจ และ วิญญาณของนิวคาสเซิลเลย"

"คุณพูดไม่ได้หรอก นิโก้ คุณพูดไม่ได้หรอกว่าแต่ละคนเหล่านั้นเป็นการยกระดับจากคนเดิมๆ พวกนี้ ผมไม่คิดว่าการเสียเขาไปจะเป็นการสูญเสียเลยสักนิด นั่น คือ การทดลองที่ไม่ได้ผล มันเป็นการซื้อด้วยความตื่นตระหนก... ดังนั้น ผมแค่รู้สึกมั่นใจมากกว่าตอนที่..."

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

“สำหรับเราเขา คือ โลกทั้งใบ - สตีเวน เจอร์ราร์ด”บทความโดย สาลิกาบีบอย “คนดีคนเดิม”เมื่อ สตีเวน เจอร์ราร์ด อายุแปดขวบ เขา...
02/09/2026

“สำหรับเราเขา คือ โลกทั้งใบ - สตีเวน เจอร์ราร์ด”

บทความโดย สาลิกาบีบอย “คนดีคนเดิม”

เมื่อ สตีเวน เจอร์ราร์ด อายุแปดขวบ เขา และ จอน-พอล กิลฮูลีย์ ลูกพี่ลูกน้องของเขา เป็นเด็กคลั่งฟุตบอลสองคนที่เติบโตมาในฮุยตันด้วยความหลงใหลในทีมเดียวกัน

ลิเวอร์พูล

“เหมือนกับผมเลย”

“แฟนลิเวอร์พูล จากชุมชนแออัด รักฟุตบอลมาก ชอบเตะบอลเล่นตามท้องถนน”

จอน-พอล อายุสิบขวบ มากกว่า สตีเวน เพียงปีเดียว ทั้งคู่มักใช้เวลาเตะบอลเล่นตามท้องถนน และ ฝันถึงนักเตะที่พวกเขาดูอยู่ที่แอนฟิลด์

เช้าวันที่ 15 เมษายน 1989 ลิเวอร์พูล กำลังเล่นกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพที่ฮิลส์โบโรห์

จอน-พอล ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ไป

ไบรอัน ลุงของเขาบังเอิญเจอตั๋วเหลือในเช้าวันนั้นและ ตัดสินใจให้หลานชายวัยสิบขวบของเขาได้มีโอกาสดูลิเวอร์พูลในเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกมหนึ่งของฤดูกาล

“เขาไปดูเกมที่แอนฟิลด์บ่อยมาก แต่รอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพถือเป็นเรื่องพิเศษ”

“และ เขาอยากไปดู”

ที่ฮุยตัน เจอร์ราร์ด กำลังดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางโทรทัศน์

เกมหยุดลง หลังจากผ่านไปหกนาที เนื่องจาก แฟนบอลพากันวิ่งลงไปในสนาม และ ผู้คนเริ่มถูกหามออกจากฝั่งเลปปิงส์เลน

ด้วยวัยเพียงแปดขวบ เจอร์ราร์ด สามารถเห็นเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นโดยที่ยังไม่เข้าใจถึงขนาดของมัน

คืนนั้น เจอร์ราร์ด เข้านอนโดยหวังว่าไม่มีใครในครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เขาเห็น

เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวร้ายก็มาถึงพวกเขา

“น่าเสียดาย สำหรับ ตัวผม และ ครอบครัว เราได้รับข่าวร้ายในเช้าวันรุ่งขึ้น”

จอน-พอล ไม่เคยได้กลับบ้านอีกเลย

“น้ำตา ความโกรธ และ ความสับสนถาโถมเข้ามาในใจพวกเราทุกคน”

จอน-พอล กิลฮูลีย์ อายุเพียงสิบขวบ

เขาเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่เสียชีวิตในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรห์

สำหรับ เจอร์ราร์ด มีรายละเอียดหนึ่งที่ติดอยู่ในใจเขามากกว่าสิ่งอื่นใด

จอน-พอล ออกจากลิเวอร์พูลในเช้าวันเสาร์ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ชมสโมสรที่พวกเขาทั้งสองรักลงแข่งรอบรองชนะเลิศเอฟเอคัพ

“เขาไม่กลับมาอีกเลย”

“คำพูดเหล่านั้นจะหลอกหลอนผมไปตลอดกาล”

แจ็กกี้ แม่ของจอน-พอล รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติก่อนที่ใครจะยืนยัน

“ฉันรู้ก่อน 3.30 น. ในวันที่เกิดเหตุฮิลส์โบโรห์ว่าจอน-พอล จากไปแล้ว”

ลูกชายของเธอเป็นที่จดจำในฐานะเด็กชายที่น่ารักและ อ่อนโยน ผู้ซึ่งรักครอบครัวของเขามาก รอนนี่ พี่ชายของเขาอายุสิบสี่ปี เมื่อ จอน-พอล เสียชีวิต และไม่เคยฟื้นตัวจากความสูญเสียครั้งนี้อย่างแท้จริง

ต่อมา แจ็กกี้ ได้พูดถึงทุกสิ่งที่ลูกชายของเธอพลาดไปเพราะ เสียชีวิตตอนอายุสิบขวบ

การเติบโต

อาชีพการงาน

การพบปะผู้คนใหม่ๆ

บางทีอาจจะเป็นการแต่งงาน และ มีลูกของตัวเอง

“สำหรับ คนทั่วไป จอน-พอล เป็นเพียงแฟนฟุตบอล แต่สำหรับเรา เขา คือ โลกทั้งใบของเรา”

ในเวลานั้น เจอร์ราร์ด อยู่ในระบบเยาวชนของลิเวอร์พูลแล้ว เริ่มต้นเส้นทางที่ จอน-พอล ใฝ่ฝัน เช่นกัน

เมื่อเวลาผ่านไป และ เจอร์ราร์ด ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ฮิลส์โบโรห์ไม่เคยเป็นเพียงเรื่องราวในวัยเด็กของเขาเท่านั้น

จอน-พอล ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมัน

“มันยากที่จะรู้ว่าญาติคนหนึ่งของคุณเสียชีวิต”

แต่ เจอร์ราร์ด ก็เห็นว่าการสูญเสียครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อครอบครัวของจอน-พอลอย่างไร

“การเห็นปฏิกิริยาของครอบครัวเขาเป็นแรงผลักดันให้ผมกลายเป็นนักฟุตบอลอย่างที่ผมเป็นในวันนี้”

ในที่สุด เด็กชายตัวเล็ก ๆ จากฮุยตันก็กลายเป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูล

เขาชูถ้วยยูโรเปียนคัพ คว้าแชมป์เอฟเอคัพ ลงเล่นให้สโมสรหลายร้อยนัด และ ใช้ชีวิตแบบนักฟุตบอลที่เขาและ จอน-พอล เคยใฝ่ฝันในวัยเด็ก

แต่ทุกครั้งที่ เจอร์ราร์ด ขับรถเข้าไปในแอนฟิลด์ ก็จะมีบางสิ่งรออยู่ข้างนอกสนาม ที่ทำให้เขาหวนนึกถึงญาติของเขาเสมอ

“ทุกครั้งที่ผมเห็นชื่อของ จอน-พอล สลักอยู่บนหินอ่อนเย็นๆ ด้านนอกประตูแชงคลีย์ ผมก็รู้สึกเศร้า และโกรธ”

“ผมไม่เคยบอกใครเรื่องนี้มาก่อน แต่เป็นเรื่องจริง”

“ผมเล่นเพื่อ จอน-พอล”

#นิวคาสเซิล #พรีเมียร์ลีก #ข่าวฟุตบอล #คลิปบอล #ฟุตบอล

Address

Greenwich Notting Hill
London
B376HE

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when KickTalk เพราะ ฟุตบอลมีเรื่องราว posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share