17/06/2026
อิตาลี 2006 จากมรสุมกัลโชโปลี สู่แชมป์โลกสมัยที่ 4
ทีมชาติอิตาลีชุดฟุตบอลโลก 2006 คือหนึ่งในทีมแชมป์โลกที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันและปัญหามากมาย แต่ท้ายที่สุด พลพรรค "อัซซูรี่" กลับรวมพลังกันจนสามารถก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 4 ได้อย่างยิ่งใหญ่
ในรอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม 5 อิตาลีจบอันดับ 1 ด้วยผลงานแข่ง 10 นัด ชนะ 7 เสมอ 2 แพ้ 1 เก็บได้ 23 คะแนน ผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกที่ประเทศเยอรมนี
มรสุมกัลโชโปลี
ก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น วงการลูกหนังอิตาลีต้องสั่นสะเทือนจากคดี "กัลโชโปลี" (Calciopoli) คดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการล็อกผลการแข่งขันและการแทรกแซงการแต่งตั้งผู้ตัดสิน ซึ่งมี ลูชาโน มอจจี อดีตผู้บริหารยูเวนตุส เป็นบุคคลสำคัญในเรื่องดังกล่าว
เรื่องราวนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทีมชาติอิตาลี เพราะนักเตะหลายคนมาจากสโมสรที่เกี่ยวข้องกับคดี จนหลายฝ่ายมองว่า "อัซซูรี่" อาจหมดโอกาสประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลกครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การนำของ มาร์เชลโล ลิปปี้ ทุกคนเลือกที่จะทิ้งความวุ่นวายเอาไว้เบื้องหลัง และรวมใจกันลงสนามเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของฟุตบอลอิตาลี
รอบแบ่งกลุ่ม
อิตาลีอยู่ในกลุ่ม E ร่วมกับ กานา, สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐเช็ก
นัดแรก พวกเขาออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเอาชนะกานา 2-0
แต่นัดที่สองกลับสะดุด เสมอกับสหรัฐอเมริกา 1-1 โดยประตูของอเมริกาเกิดจากการทำเข้าประตูตัวเองของ คริสเตียน ซัคคาร์โด ทำให้สถานการณ์ลุ้นเข้ารอบกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในนัดสุดท้าย อิตาลีเอาชนะสาธารณรัฐเช็ก 2-0 คว้าแชมป์กลุ่มและผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ
รอบ 16 ทีมสุดท้าย เฉือนออสเตรเลียแบบหืดจับ
อิตาลีพบกับออสเตรเลีย ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นงานไม่หนักนัก
แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม อัซซูรี่ต้องเหนื่อยอย่างหนัก และเกือบต้องต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 93 ฟาบิโอ กรอสโซ จะถูก ลูคัส นีลล์ ทำฟาวล์ในเขตโทษ
ฟรานเชสโก ต๊อตติ รับหน้าที่สังหารไม่พลาด ส่งอิตาลีเฉือนชนะ 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ
รอบ 8 ทีมสุดท้าย ผ่านยูเครนแบบสบายเท้า
รอบก่อนรองชนะเลิศ อิตาลีพบกับยูเครนที่มี อังเดร เชฟเชนโก้ เป็นผู้นำทีม
ผลการแข่งขันเป็นไปอย่างขาดลอย เมื่ออิตาลีเอาชนะไป 3-0 จากประตูของ จานลูก้า ซัมบร็อตตา และลูก้า โทนี่ ที่เหมาคนเดียวสองประตู พาทีมทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ
รอบรองชนะเลิศ โค่นเจ้าภาพเยอรมนี
อิตาลีต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักที่สุด เมื่อพบกับเจ้าภาพเยอรมนี
ตลอด 90 นาที ทั้งสองทีมเปิดเกมสู้กันอย่างสูสี ก่อนจะเสมอกัน 0-0 และต้องต่อเวลาพิเศษ
ขณะที่เกมกำลังจะไปถึงการดวลจุดโทษ นาทีที่ 119 อันเดรีย ปิร์โล จ่ายบอลให้ ฟาบิโอ กรอสโซ ปั่นด้วยเท้าซ้ายส่งบอลเสียบเสาอย่างสวยงาม พาอิตาลีขึ้นนำ 1-0
จากนั้นในช่วงทดเวลานาที 120+1 อัลแบร์โต จิลาร์ดิโน พาบอลสวนกลับก่อนถวายพานให้ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร แปด้วยเท้าขวาเข้าไปเป็นประตูปิดกล่อง
อิตาลีเอาชนะเยอรมนี 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อย่างสง่างาม
นัดชิงชนะเลิศ ศึกแห่งการล้างแค้น
คู่ชิงชนะเลิศคือฝรั่งเศส ทีมที่เคยเอาชนะอิตาลีในศึกยูโร 2000
ฝรั่งเศสชุดนั้นเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลก นำโดย ซีเนดีน ซีดาน, เธียร์รี อองรี, ปาทริค วิเอรา, ฟร้องค์ ริเบรี, โคลด มาเกเลเล และดาวิด เทรเซเกต์
เกมเริ่มต้นได้เพียง 7 นาที ซีดานยิงจุดโทษแบบ "ปาเนนก้า" ให้ฝรั่งเศสขึ้นนำ 1-0
แต่อิตาลีตามตีเสมอได้ในนาทีที่ 19 จากลูกโหม่งของ มาร์โก มาเตรัซซี ทำให้จบ 90 นาทีด้วยสกอร์ 1-1 และต้องต่อเวลาพิเศษ
ฝรั่งเศสเกือบได้ประตูชัยจากลูกโหม่งของซีดานในนาทีที่ 104 แต่ จานลุยจิ บุฟฟ่อน โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกไปได้อย่างเหลือเชื่อ
จากนั้น นาทีที่ 108 เหตุการณ์ที่กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกก็เกิดขึ้น เมื่อ ซีเนดีน ซีดาน ใช้ศีรษะโขกใส่ มาร์โก มาเตรัซซี หลังถูกยั่วยุด้วยคำพูด ผู้ตัดสินแจกใบแดงให้กัปตันทีมฝรั่งเศสทันที
การดวลจุดโทษแห่งการไถ่บาป
อิตาลีเคยเจ็บปวดจากการแพ้จุดโทษต่อบราซิลในฟุตบอลโลก 1994 แต่ครั้งนี้ทุกอย่างแตกต่างออกไป
อันเดรีย ปิร์โล, มาร์โก มาเตรัซซี, ดานิเอเล เด รอสซี, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร และฟาบิโอ กรอสโซ ยิงเข้าทั้ง 5 คน
ขณะที่ฝรั่งเศสพลาดตั้งแต่คนที่สอง เมื่อ ดาวิด เทรเซเกต์ ผู้เคยยิงประตูโกลเดนโกลใส่อิตาลีในยูโร 2000 ยิงไปชนคาน
สุดท้าย อิตาลีเอาชนะในการดวลจุดโทษ 5-3 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ไปครอง และเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 4 ของชาติ
จากทีมที่ถูกปกคลุมด้วยเรื่องอื้อฉาวของวงการลูกหนังประเทศตัวเอง สู่การรวมใจเป็นหนึ่งเดียวของนักเตะทั้งทีม พลพรรค "อัซซูรี่" ภายใต้การคุมทีมของ มาร์เชลโล ลิปปี้ ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ต่อให้ต้องเผชิญกับพายุลูกใหญ่เพียงใด หากยังมีความสามัคคีและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ได้
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ "อิตาลี 2006" ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในแชมป์โลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล.