19/10/2026
บางครั้ง บางเรื่องราวก็ไม่ใช่เรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับนักกีฬา เพียงแต่ในสังคมปัจจุบันคงยังไม่มีใครกล้าขึ้นมาพูด หญิงอยากสนับสนุนให้ผู้ฝึกสอนทุกท่านเล็งเห็นความสำคัญของ Safeguarding มากขึ้น มารวมแชร์และคอมเม้นกันนะคะ
5 เรื่องที่เราอาจเคยคิดว่า “ปกติ” ในกีฬา แต่จริง ๆ แล้ว…มันเป็นเรื่องปกติจริงหรือ?
กีฬาเป็นพื้นที่ที่สร้างได้ทั้งวินัย ความมั่นใจ มิตรภาพ สุขภาพ และโอกาส
แต่ในเวลาเดียวกัน บางพฤติกรรมที่เราเห็นซ้ำ ๆ จนคุ้นเคย อาจกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “เรื่องปกติของกีฬา” และบางครั้ง สิ่งที่คุ้นเคยมากที่สุด ก็อาจเป็นสิ่งที่เราควรถามมากที่สุด
1. โค้ชตะคอกเด็ก = สร้างวินัย?
กีฬาแน่นอนว่าต้องมีวินัย ต้องมีมาตรฐาน และบางครั้งโค้ชก็จำเป็นต้องเข้มงวด แต่ความเข้มงวดกับการทำให้อับอายไม่ใช่เรื่องเดียวกัน การตั้งกติกา การเรียกร้องความรับผิดชอบ หรือการผลักให้นักกีฬาพัฒนาตัวเอง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกได้ แต่ถ้าเด็กถูกตะคอก ลดคุณค่า ข่มขู่ หรือทำให้อับอายต่อหน้าคนอื่น จนกลัวที่จะผิดพลาด กลัวที่จะถาม หรือไม่กล้าบอกว่าเจ็บ เราควรถามว่า นี่คือการสร้างวินัย หรือกำลังใช้ความกลัวเพื่อควบคุม?
2. เด็กไม่กล้าปฏิเสธ = เชื่อฟังดี?
ความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชกับนักกีฬาไม่ได้มีอำนาจเท่ากันตั้งแต่แรก
โค้ชอาจมีอิทธิพลต่อการเลือกตัว เวลาลงสนาม โอกาสแข่งขัน หรืออนาคตของเด็กในกีฬา เพราะฉะนั้น การที่เด็ก “ทำตามทุกอย่าง” อาจไม่ได้แปลว่าเขามีวินัยหรือเชื่อฟังดีเสมอไป คำถามสำคัญคือ เขาทำตามเพราะเข้าใจและเลือกทำ หรือทำเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าปฏิเสธ? การที่เด็กมีเสียง ไม่ได้หมายความว่าเด็กต้องเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง แต่มันหมายถึงว่า เด็กควรสามารถพูดว่า
“ผมเจ็บ” “หนูไม่สบายใจ” “ขอหยุดก่อน” หรือ “ช่วยอธิบายได้ไหมครับ?” โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษหรือเสียโอกาสเพราะพูดออกมา
3. พ่อแม่กดดัน เพราะอยากให้ลูกได้ดี?
พ่อแม่ส่วนใหญ่อยากเห็นลูกประสบความสำเร็จ และหลายครอบครัวลงทุนทั้งเวลา เงิน การเดินทาง และพลังอย่างมากเพื่อสนับสนุนลูก เจตนาอาจมาจากความรักเต็มร้อย แต่ เจตนาดี ไม่ได้แปลว่าเด็กจะไม่รู้สึกกดดัน
คำพูดอย่าง
“ซ้อมมาตั้งเยอะ ทำไมเล่นได้แค่นี้?”
“ครั้งหน้าต้องชนะนะ”
“พ่อแม่เสียเงินไปตั้งเท่าไรแล้ว”
สำหรับผู้ใหญ่อาจคิดว่าเป็นการกระตุ้น แต่สำหรับเด็ก มันอาจถูกแปลเป็นว่า
“ถ้าฉันแพ้ ฉันกำลังทำให้คนที่รักผิดหวัง”
ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า ลูกยังมีสิทธิเลือกไหม? ลูกยังกล้าพูดว่าอยากพักไหม? และหลังการแข่งขัน ลูกยังกล้าเล่าเรื่องที่ผิดพลาด โดยไม่ต้องกลัวปฏิกิริยาของเราหรือเปล่า?
4. ถ้าไม่มีการแตะตัว ก็ไม่ใช่ Safeguarding?
เวลาพูดถึง Safeguarding หลายคนอาจนึกถึงการทำร้ายร่างกายหรือการล่วงละเมิดทางเพศก่อน แต่ความปลอดภัยของเด็กในกีฬาไม่ได้มีแค่นั้น เด็กอาจไม่ได้ถูกแตะต้องตัวเลย และก็ยังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยได้ เช่น
Bullying — ล้อรูปร่าง ล้อความสามารถ ตั้งฉายาที่ทำให้อับอาย หรือจงใจกีดกันออกจากกลุ่ม
Emotional harm — ตะคอก ข่มขู่ ลดคุณค่า หรือทำให้เด็กรู้สึกว่า ถ้าเล่นไม่ดี เขาไม่มีคุณค่า
Neglect — เด็กบอกว่าเจ็บ แต่ไม่มีใครประเมิน หรือถูกปล่อยให้ฝึกต่อโดยไม่ดูความเสี่ยง
Coercion — การใช้อำนาจหรือแรงกดดันจนเด็กแทบไม่มีทางเลือก เช่น
“ถ้าไม่ทำ ก็ไม่ต้องลงแข่ง”
ดังนั้น เวลาเราถามว่าเด็ก “ปลอดภัยไหม” อาจต้องมองมากกว่าแค่คำถามว่า “มีใครทำร้ายร่างกายหรือเปล่า?”
5. ถ้าเด็กไม่พูด = ไม่มีปัญหา?
บางครั้ง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งที่เด็กพูดออกมา
แต่คือสิ่งที่เด็ก ไม่กล้าพูด ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการซ้อม เขารู้ว่ามีช่องทางให้แจ้งได้ แต่คนที่เขาจะพูดถึง อาจเป็นคนที่เลือกตัว เลือกคนไปแข่ง หรือมีอิทธิพลต่ออนาคตของเขา คำถามในหัวเด็กจึงอาจไม่ใช่แค่ “สิ่งนี้ผิดหรือเปล่า?” แต่อาจเป็น “ถ้าพูด พรุ่งนี้ผมยังได้ซ้อมไหม?” “จะยังได้ลงแข่งไหม?” “เพื่อนจะมองยังไง?” “โค้ชจะปฏิบัติกับเราเหมือนเดิมหรือเปล่า?” เพราะฉะนั้น การมีช่องทางร้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เด็กต้องรู้ด้วยว่าใครจะรับฟัง
เรื่องจะถูกจัดการอย่างไร ข้อมูลจะถูกเปิดเผยกับใครบ้าง และเขาจะได้รับการปกป้องจากผลกระทบหลังจากพูดหรือไม่
สำหรับผม Safe Sport ไม่ได้หมายถึงการทำให้กีฬาอ่อนลง ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ต้องซ้อมหนัก ไม่ต้องมีวินัย ไม่ต้องเผชิญความผิดหวัง
หรือไม่ต้องเรียนรู้จากความพ่ายแพ้ แต่มันหมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กและเยาวชนสามารถ ฝึกหนักได้ แข่งขันได้ ผิดพลาดได้เรียนรู้ได้ และเติบโตได้
โดยไม่ต้องแลกกับ ความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และสิทธิในการมีเสียงของตัวเอง นี่คือหนึ่งในเรื่องที่เราจะคุยกันต่อในพื้นที่ของ Sport for Better Society by Dr. Jay ไม่ใช่เพื่อหา “ใครผิด” แต่เพื่อชวนกันถามว่า เราจะทำให้กีฬาเป็นพื้นที่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนได้อย่างไร
🎁 แล้วคุณคิดอย่างไร?
ถ้าต้องเลือก 1 เรื่องจาก 5 ข้อนี้ ที่วงการกีฬาควรหยุดมองว่าเป็น “เรื่องปกติ” คุณจะเลือกข้อไหน และเพราะอะไร? คอมเมนต์ หมายเลข 1–5 พร้อมเหตุผลหรือมุมมองของคุณ
เปิดรับความคิดเห็นตั้งแต่ วันนี้ – 20 ตุลาคม 2569 เวลา 23.59 น.
ทีมงานจะคัดเลือก 2 ความคิดเห็นที่โดนใจและชวนคิดมากที่สุด รับ
IMANE OBSIDIAN BAG จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 1 ใบ 🎒
เรามองหาความคิดเห็นที่
มีเหตุผล • ชวนคิด • เป็นประโยชน์ต่อการสนทนา • และเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด อยากให้บทสนทนาแรกของพื้นที่นี้ เริ่มจาก “การฟังกัน”
Sport for Better Society by Dr. Jay
หมายเหตุ: ของรางวัลไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ และคำตัดสินของทีมงานถือเป็นที่สิ้นสุด