The Final Whistle - เรื่องเล่า หลังเป่านกหวีด

  • Home
  • The Final Whistle - เรื่องเล่า หลังเป่านกหวีด

The Final Whistle - เรื่องเล่า  หลังเป่านกหวีด เรื่องเล่า...หลังเป่านกหวีด ~
เพราะ “หลังเสียงนกหวีด…มีเรื่องเล่าเสมอ”

ติดต่องาน : linktr.ee/thefinalwhistle.gg (Sponsorship & Event)

เวลาสโมสรจ่ายเงินเกิน 100 ล้านปอนด์ เรามักพอเดาได้ว่าพวกเขากำลังซื้ออะไรเนย์มาร์คือหนึ่งในตัวจริงของบาร์เซโลนาคีลิยัน เอ...
04/09/2026

เวลาสโมสรจ่ายเงินเกิน 100 ล้านปอนด์ เรามักพอเดาได้ว่าพวกเขากำลังซื้ออะไร

เนย์มาร์คือหนึ่งในตัวจริงของบาร์เซโลนา

คีลิยัน เอ็มบัปเป้คือดาวรุ่งที่ระเบิดฟอร์มพาโมนาโกคว้าแชมป์ลีกเอิง

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่คือหัวใจเกมรุกของลิเวอร์พูล

เดแคลน ไรซ์คือกัปตันเวสต์แฮม

โฟลเรียน เวียร์ตซ์คือศูนย์กลางเกมรุกของไบเออร์ เลเวอร์คูเซน

เงินระดับนี้ ส่วนใหญ่เราก็จะนึกภาพประมาณว่า ทีมหนึ่งเดินไปหาอีกทีม แล้วบอกว่า

“ขอคนสำคัญของคุณมาให้ผม”

แต่ดีลของ แบรดลีย์ บาร์โคลา มันไม่เหมือนแบบนั้น

ลิเวอร์พูลสามารถจ่ายสูงสุดถึง 123 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อนักเตะที่เปแอสเชเองยังการันตีตำแหน่งตัวจริงให้ไม่ได้

ค่าตัวเบื้องต้นอยู่ที่ 106 ล้านปอนด์ และมีโบนัสตามเงื่อนไขอีกสูงสุด 17 ล้านปอนด์

แต่ถ้าเปแอสเชยังการันตีตัวจริงให้เขาไม่ได้ แล้วทำไมลิเวอร์พูลถึงยอมจ่ายเงินเกิน 100 ล้านปอนด์เพื่อเอาตัวเขามา?

อย่างแรก บาร์โคลาไม่ได้เป็นตัวสำรองที่นั่งดูเพื่อนเล่นทั้งฤดูกาลนะครับ

ฤดูกาล 2025/26 เขาลงเล่นให้เปแอสเชเยอะมาก

ในลีกเอิงลง 29 นัด เป็นตัวจริง 21 นัด ยิง 11 ประตู

ในแชมเปียนส์ลีกลงอีก 16 นัด ทำ 2 ประตูกับ 4 แอสซิสต์

ช่วงเดือนมีนาคม หลุยส์ เอ็นริเก้ยังพูดถึงเขาว่าเป็นผู้เล่นที่สำคัญมาก และเชื่อว่าตอนนั้นบาร์โคลาเป็นแนวรุกที่ลงเล่นมากที่สุดของทีมด้วย

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีพอ

แต่เปแอสเชมีตัวรุกเก่งๆ เยอะเกินไป

ในวันที่ทุกคนพร้อม บาร์โคลาต้องแย่งสามตำแหน่งแนวรุกกับ อุสมาน เดมเบเล่, ควิชา ควารัตสเคเลีย และเดซีเร่ ดูเอ้

แล้วพอถึงเกมใหญ่ เขามักเป็นคนที่หลุดจาก 11 ตัวจริง

ฤดูกาล 2025/26 รอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกกับบาเยิร์น มิวนิคทั้งสองนัด บาร์โคลาเริ่มเกมบนม้านั่งสำรอง

พอถึงนัดชิง สามแนวรุกตัวจริงก็ยังเป็น ดูเอ้, เดมเบเล่ และควารัตสเคเลีย

จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้พึ่งจะเกิดได้ปีเดียวด้วยครับ

ในนัดชิงแชมเปียนส์ลีกปี 2025 บาร์โคลาก็เริ่มเกมเป็นตัวสำรองเหมือนกัน ก่อนจะถูกส่งลงมาและทำแอสซิสต์ได้

เท่ากับว่าสองปีติดที่เปแอสเชเข้าชิงแชมเปียนส์ลีก บาร์โคลาได้ลงเล่นทั้งสองเกม แต่ไม่ได้ออกสตาร์ททั้งสองครั้ง

มันอธิบายสถานะของเขาได้ดีมาก

เขาไม่ใช่คนที่ทีมไม่ใช้

แต่ก็ไม่ใช่คนที่มีชื่ออยู่ใน 11 ตัวจริงแบบที่แทบไม่ต้องลุ้น

L'Équipe ถึงกับอธิบายบทบาทของเขาในช่วงนั้นว่าเหมือน “ผู้เล่นคนที่ 12”

คือเป็นตัวเลือกแรกที่โค้ชพร้อมเรียกใช้ ได้เล่นเยอะ และมีความสำคัญ แต่ถ้าทุกคนพร้อมและต้องเลือกชุดที่ดีที่สุดลงเกมใหญ่ เขามีโอกาสเป็นคนที่ต้องอยู่บนม้านั่งสำรอง

คือพูดง่ายๆ ว่าเขาแทบจะเป็นซุปเปอร์ซัพราคาร้อยล้านนั่นแหละครับ

ตรงนี้ยังช่วยอธิบายอีกเรื่องหนึ่ง

ก่อนย้ายทีม บาร์โคลาตัดสินใจไม่เดินหน้าคุยเรื่องต่อสัญญากับเปแอสเช ทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลือถึงปี 2028

เหตุผลหลักเป็นเรื่องฟุตบอล แม้ข้อเสนอของเปแอสเชจะมาพร้อมค่าเหนื่อยที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

พูดง่ายๆ คือ ปัญหาของเขาไม่ได้อยู่ที่เปแอสเชไม่เห็นคุณค่า

แต่บาร์โคลาไม่อยากต่อสัญญาออกไป แล้วอยู่ในสถานะเดิมต่ออีกหลายปี

หลังจากเขาย้ายออก หลุยส์ เอ็นริเก้ก็พูดตรงๆ ว่า บาร์โคลาต้องการมีบทบาทและเวลาเล่นมากขึ้น แต่เขารับประกันสิ่งนั้นให้ไม่ได้

เพราะฉะนั้น คำว่า “เปแอสเชการันตีตัวจริงให้ไม่ได้” ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เก่ง

มันแค่บอกว่า ในทีมที่มี เดมเบเล่, ควารัตสเคเลีย และดูเอ อยู่ด้วย ต่อให้คุณเก่งมาก ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเกมใหญ่คุณจะได้สตาร์ท

ทีนี้ลองเปลี่ยนมามองฝั่งลิเวอร์พูล

สถานการณ์ของพวกเขาต่างออกไปมาก

ซัมเมอร์นี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ออกจากทีมไปแล้ว

ขณะที่ อูโก้ เอกิติเก้ มีอาการเจ็บระยะยาว

ตัวเลือกในแนวรุกของลิเวอร์พูลจึงลดลง และทีมมีเหตุผลชัดเจนที่จะต้องเติมผู้เล่นในพื้นที่นี้

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเดาจากข้างนอกด้วย

หลังปิดดีล อันโดนี่ อิราโอล่าพูดเองว่า การหาผู้เล่นระดับสูงในตำแหน่งนี้คือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของลิเวอร์พูล

ตรงนี้ทำให้ดีลเริ่มเข้าใจง่ายขึ้นอีกเยอะ

เพราะลิเวอร์พูลไม่ได้เห็นนักเตะราคาแพงคนหนึ่งแล้วอยากซื้อขึ้นมาเฉยๆ

พวกเขากำลังหาผู้เล่นในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว

แล้วบาร์โคลามีอะไรที่ตอบโจทย์?

อย่างแรกคือความเร็ว

ฤดูกาลที่แล้วเขาทำความเร็วสูงสุดในแชมเปียนส์ลีกได้ 36.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเร็วที่สุดของรายการ

เขาเล่นปีกซ้ายเป็นหลัก แต่ไปเล่นฝั่งขวาหรือขยับเข้ามาตรงกลางก็ได้

อีกอย่างคือเขาไม่ได้เป็นปีกที่ต้องรอบอลมาถึงเท้าอย่างเดียว

เขาพาบอลขึ้นหน้าเองได้ และสร้างจังหวะให้ทีมได้

ฤดูกาล 2025/26 บาร์โคลาสร้างโอกาสจากการเล่นปกติได้ 72 ครั้ง มากที่สุดในทีมเปแอสเช

เวลาทีมเสียบอล เขาก็ช่วยไล่แย่งคืน

เขาแย่งบอลกลับมาได้ 30 ครั้งในพื้นที่แดนบนของคู่แข่ง มีเพียงวิตินญาที่ทำได้มากกว่าในทีม

พอเอาทุกอย่างมารวมกัน เราจะได้ปีกที่เร็ว พาบอลขึ้นหน้าเองได้ เล่นได้มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง และช่วยทีมตอนเสียบอลด้วย

นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเข้ากับลิเวอร์พูลแน่นอน หรือจะต้องประสบความสำเร็จ

แต่เมื่อทีมกำลังหาผู้เล่นคุณภาพสูงในตำแหน่งนี้อยู่พอดี ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมบาร์โคลาถึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ

แล้วก็ต้องไม่ลืมว่า ลิเวอร์พูลไม่ได้ซื้อแค่ผลงานที่เขาทำมาแล้ว

พวกเขายังซื้อสิ่งที่นักเตะคนนี้สามารถพัฒนาต่อได้ในอีกหลายปีข้างหน้า

นี่คืออีกเหตุผลที่เวลามองค่าตัวนักฟุตบอล เราเอาแค่คำว่า “ตัวจริง” หรือ “ตัวสำรอง” มาตัดสินไม่ได้

สมมติทีมหนึ่งมีปีกระดับสูงอยู่สี่คน แต่มีพื้นที่ให้ลงแค่สามคน

คนที่เป็นตัวสำรองไม่ได้แปลว่าเขากลายเป็นนักเตะธรรมดาทันที

บางทีเขาแค่อยู่ในทีมที่มีคนเก่งในตำแหน่งเดียวกันเยอะมาก

พอย้ายไปอีกทีม ซึ่งกำลังขาดสิ่งที่เขามี คุณค่าของนักเตะคนเดิมก็เปลี่ยนทันที

เรื่องราคาก็เหมือนกัน

ค่าตัวไม่ได้คิดจากฝีเท้าอย่างเดียว

ทีมซื้ออยากได้มากแค่ไหน

ในตลาดมีคนที่ทำแบบเดียวกันได้เยอะหรือเปล่า

นักเตะยังพัฒนาได้อีกไหม

สัญญาเหลือเท่าไร

แล้วทีมขายจำเป็นต้องขายแค่ไหน

ทั้งหมดมีผลต่อราคา

กรณีของบาร์โคลา เขาเหลือสัญญากับเปแอสเชถึงปี 2028

การตัดสินใจไม่ต่อสัญญาทำให้เปแอสเชรู้ว่า สถานการณ์อาจเปลี่ยนไปในอนาคต

แต่สัญญาที่ยังเหลืออีกสองปีก็หมายความว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ในจุดที่ต้องรีบขายถูกๆ

และระหว่างการเจรจา เปแอสเชก็ยืนราคาสูงมาตลอด

อีกอย่าง ตลาดพรีเมียร์ลีกช่วงซัมเมอร์ปี 2026 ก็ใช้เงินกันสูงมาก

สโมสรพรีเมียร์ลีกใช้เงินรวมประมาณ 3.46 พันล้านปอนด์ และมีถึง 4 ดีลที่เกิน 100 ล้านปอนด์

ตัวเลข 123 ล้านปอนด์ของบาร์โคลาจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากเรื่องเดียว

มันมาจากนักเตะที่มีคุณภาพสูง

ทีมซื้อที่กำลังต้องการผู้เล่นตำแหน่งนี้

นักเตะที่ยังมีโอกาสพัฒนาต่อ

สัญญาที่ยังเหลือ

รวมถึงตลาดที่ราคาผู้เล่นระดับสูงขยับขึ้นไปมากแล้ว

พอมองแบบนี้ ความย้อนแย้งตอนต้นก็ไม่ได้แปลกเท่าเดิมครับ

ที่เปแอสเช บาร์โคลาไม่ได้การันตีตัวจริง เพราะมีนักเตะระดับสูงหลายคนแย่งพื้นที่เดียวกัน

แต่ที่ลิเวอร์พูล สิ่งที่เขามีเป็นสิ่งที่ทีมกำลังตามหาอยู่พอดี

สองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้

ดีลนี้จะคุ้ม 106 ล้านปอนด์ บวกโบนัสอีกสูงสุด 17 ล้านหรือไม่ ยังตอบไม่ได้

ต้องรอดูว่าเขาจะทำอะไรกับลิเวอร์พูลได้จริง

แต่สิ่งหนึ่งที่ดีลนี้อธิบายได้ดีมากคือ

การเป็นตัวจริงหรือสำรองของทีมเก่า ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าคุณควรมีราคาเท่าไรสำหรับทีมใหม่

เพราะค่าตัวไม่ได้วัดแค่ว่า

“คุณสำคัญกับทีมเก่าแค่ไหน”

แต่มันวัดด้วยว่า

“สิ่งที่คุณมี คือสิ่งที่ทีมใหม่กำลังต้องการมากแค่ไหน”

เทรควาร์ติสต้า📍ที่มาของชื่อ: คำว่า "เทรควาร์ติสต้า" มาจากภาษาอิตาลี โดยคำว่า 'เตร ควาร์ติ' หมายถึง 'สามในสี่'ชื่อนี้มาจา...
04/09/2026

เทรควาร์ติสต้า

📍ที่มาของชื่อ:

คำว่า "เทรควาร์ติสต้า" มาจากภาษาอิตาลี โดยคำว่า 'เตร ควาร์ติ' หมายถึง 'สามในสี่'

ชื่อนี้มาจากพื้นที่ที่นักเตะเล่นครับ เพราะเทรควาร์ติสต้ามักยืนอยู่บริเวณด้านหน้ากองกลาง และด้านหลังกองหน้าของทีม

พูดง่ายๆ คือเป็น 'หมายเลข 10 แบบอิตาลี' ที่ทำหน้าที่เชื่อมเกมระหว่างแดนกลางกับแดนหน้า

📍วิธีการเล่น:

เทรควาร์ติสต้าจะพยายามหาพื้นที่ว่างระหว่างกองกลางกับกองหลังของคู่แข่ง

พื้นที่ตรงนี้รับมือยาก เพราะทีมรับต้องตัดสินใจว่าใครจะออกมาประกบ

ถ้ากองกลางตัวรับตามออกมา พื้นที่ตรงกลางอาจเปิด

ถ้าเซ็นเตอร์แบ็กดันขึ้นมาหา พื้นที่ด้านหลังก็อาจเปิดให้กองหน้าวิ่งเข้าไป

แต่ถ้าปล่อยไว้ เทรควาร์ติสต้าก็จะมีเวลารับบอล พลิกตัว และเลือกว่าจะจ่าย เลี้ยง หรือยิงเอง

เพราะฉะนั้น จุดเด่นของตำแหน่งนี้คือ การหาพื้นที่และสร้างโอกาส

ผู้เล่นต้องรับบอลในพื้นที่แคบเก่ง มีสัมผัสบอลดี มองเห็นการวิ่งของเพื่อน และจ่ายบอลในจังหวะที่แนวรับคาดไม่ถึง

พวกเขายังได้รับอิสระในการเคลื่อนที่ค่อนข้างมาก

บางจังหวะถอยลงมารับบอลจากกองกลาง

บางจังหวะขยับออกด้านข้างเพื่อหนีตัวประกบ

หรือบางครั้งก็ขึ้นไปยืนใกล้กองหน้าจนเกือบกลายเป็นกองหน้าคนที่สอง

เทรควาร์ติสต้าแบบดั้งเดิมมักได้รับภาระเกมรับน้อยกว่านักเตะคนอื่น เพราะทีมต้องการเก็บแรงและตำแหน่งของเขาไว้สำหรับสร้างเกมรุก

แต่ฟุตบอลยุคใหม่ทำให้ผู้เล่นแบบนี้หาได้ยากขึ้นครับ

เมื่อทีมส่วนใหญ่ต้องการให้นักเตะทุกคนช่วยกันเพรสซิ่งและรักษาระยะของทีม การมีผู้เล่นหนึ่งคนที่ได้รับอิสระมากเกินไป อาจทำให้ระบบเกมรับเสียสมดุลได้

แนวคิดฟุตบอลของ อาร์ริโก ซาคคี เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเขาให้ความสำคัญกับการขยับและเพรสซิ่งพร้อมกันทั้งทีม

ไม่ได้หมายความว่าตำแหน่งเทรควาร์ติสต้าหายไป แต่ผู้เล่นในบทบาทนี้ต้องช่วยเกมรับมากขึ้น และมีอิสระน้อยกว่าสมัยก่อน

ทุกวันนี้เราจึงยังเห็นกองกลางตัวรุกที่เล่นระหว่างแดนกลางกับกองหน้าอยู่ แต่แทบไม่มีใครได้รับหน้าที่ให้ยืนรอสร้างเกมอย่างเดียวอีกแล้ว

📍ผู้เล่นในตำแหน่งนี้:

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ โรแบร์โต บาจโจ

บาจโจสามารถยืนหลังกองหน้า ถอยลงมารับบอล เลี้ยงผ่านคู่แข่ง จ่ายบอลสร้างโอกาส หรือจบสกอร์ด้วยตัวเองได้

เขาจึงอยู่กึ่งกลางระหว่างการเป็นกองกลางตัวรุกกับกองหน้า และมีอิสระในการหาพื้นที่เพื่อสร้างเกม

อีกคนคือ ดิเอโก มาราโดนา

โดยเฉพาะกับทีมชาติอาร์เจนตินาชุดแชมป์โลกปี 1986 มาราโดนาได้รับบทบาทเป็นศูนย์กลางของเกมรุก สามารถถอยลงมารับบอลจากแดนกลาง ก่อนพาบอลขึ้นหน้า จ่ายให้เพื่อน หรือเข้าไปทำประตูเอง

ส่วนผู้เล่นยุคก่อนอย่าง โอมาร์ ซิโวรี ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน

เขาไม่ได้ยืนรอบอลอยู่ในเขตโทษ แต่ชอบถอยลงมารับบอล เลี้ยงบอล และสร้างเกมด้วยตัวเอง จนกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นเกมรุกที่โดดเด่นที่สุดของยูเวนตุสในยุคนั้น

ถ้าจะอธิบายเทรควาร์ติสต้าแบบง่ายที่สุด

"นี่คือหมายเลข 10 ที่ทีมให้อิสระในการหาพื้นที่ และฝากหน้าที่สร้างโอกาสสำคัญไว้กับเขาครับ"

วันที่ 19 เมษายน 2000 เฟอร์นันโด เรดอนโด้ ได้บอลริมเส้นฝั่งซ้ายที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดตรงหน้าเขาคือ เฮนนิ่ง เบิร์ก กองหลังของ...
03/09/2026

วันที่ 19 เมษายน 2000 เฟอร์นันโด เรดอนโด้ ได้บอลริมเส้นฝั่งซ้ายที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ตรงหน้าเขาคือ เฮนนิ่ง เบิร์ก กองหลังของแมนยูฯ ยูไนเต็ด

เรดอนโด้ใช้ส้นเท้าแตะบอลลอดขาเบิร์ก วิ่งอ้อมไปเก็บบอลอีกด้าน ก่อนพาสเข้ากลางให้ ราอูล ยิงประตู

เพลย์ไม่กี่วินาทีนั้นกลายเป็นหนึ่งในภาพที่ทำให้คนจำเรดอนโด้ได้มากที่สุด

และถ้าฟังเจ้าตัวเล่าถึงจังหวะนี้ มันมีอะไรมากกว่านั้นครับ

"การเล่นเริ่มมาจากแดนของมาดริด ส่วนยูไนเต็ดก็กำลังตามกดดันอยู่ ผมรับบอลจากโรแบร์โต้ คาร์ลอส จ่ายให้ซาวิโอ ก่อนจะได้บอลกลับมาแล้วพาขึ้นมาทางซ้าย"

เมื่อถึงจังหวะดวลตัวต่อตัวกับเบิร์ก เขาตัดสินใจใช้ส้นเท้าในเสี้ยววินาที

"ผมชอบทำท่าแบบนี้ตอนอยู่ทีมเยาวชนของอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส แต่ไม่เคยใช้ในเกมฟุตบอลอาชีพมาก่อนเลย"

พอผ่านเบิร์กไปแล้ว เขาไม่ได้รีบเปิดทันที

เขาเงยหน้าขึ้น ชะลอจังหวะลงนิดนึง พอเห็นราอูลกำลังวิ่งเข้ามาทางเสาไกล

เขาค่อยบรรจงจ่ายแบบใส่พานไปให้เพื่อนยิง

ถ้าผ่านไปแล้วเลือกจังหวะต่อไปผิด ท่าตอกส้นสุดสวยก็คงไม่ได้สร้างอะไรให้กับทีม

สำหรับเรดอนโด้ เทคนิคจึงไม่ได้มีไว้เพื่อให้จังหวะหนึ่งดูสวย

มันต้องช่วยแก้ปัญหาในสนามด้วย

ย้อนกลับไปตอนเขายังเป็นเด็ก

เรดอนโด้เข้าไปอยู่กับระบบเยาวชนของอาร์เจนติโนส จูเนียร์สตั้งแต่อายุประมาณ 11 ปี

พ่อของเขาต้องพาเดินทางจากบ้านที่อาโดรเก้มาซ้อมที่ลา ปาแตร์น่า ช่วงแรกสัปดาห์ละสามครั้ง ก่อนจะกลายเป็นแทบทุกวัน

อาร์เจนติโนสในเวลานั้นขึ้นชื่อเรื่องการสร้างนักฟุตบอลที่มีเทคนิค และเรดอนโด้ก็เป็นเด็กที่มีของติดตัวมาเยอะ

บางทีเยอะเกินไปด้วยซ้ำ

ตอนอยู่ทีมเยาวชนเขามีนิสัยชอบใช้ “กัมเบต้า” หรือการเลี้ยงหลบ ใช้ทริกและลูกเล่นในบางจังหวะที่จริงๆ แล้วจ่ายบอลธรรมดาก็พอ

โค้ชเยาวชนของเขาจึงพยายามสอนว่า การเลี้ยงหลบเป็นอาวุธ แต่ต้องรู้ว่าเวลาไหนควรหยิบออกมาใช้ เวลาไหนควรเล่นง่ายๆ

ช็อตมหัศจรรย์ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดไม่ใช่ช็อตที่เขาทำบ่อยๆ ครับ เพราะเขามองว่ามันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น

ตอนขึ้นมาเล่นระดับอาชีพเรดอนโด้บอกว่าตัวเองเป็น “หมายเลข 5” มาตลอด

ในฟุตบอลอาร์เจนตินา หมายเลข 5 มักหมายถึงกองกลางที่ยืนตรงกลางสนาม เป็นคนรักษาสมดุล เชื่อมเกม และช่วยป้องกันพื้นที่หน้าแนวรับ

มันไม่ใช่ตำแหน่งพระเอกแบบหมายเลข 10

แต่เรดอนโด้มีทักษะมากพอจนช่วงหนึ่งเคยถูกลองจับไปเล่นหมายเลข 10

แต่เล่นไม่ได้นาน เพราะเจ้าตัวบอกเองว่าเขาชอบเล่นหมายเลข 5 มากกว่า

เหตุผลของเขาฟังดูเรียบง่ายมาก

ตรงกลางสนามคือจุดที่ “ทุกเส้นทางของฟุตบอลจะมาตัดกัน”

จากบริเวณนั้น เขามองเห็นเพื่อน เห็นคู่แข่ง เห็นทิศทางของเกม และมีส่วนกับทั้งตอนทีมมีบอลกับไม่มีบอล

เรดอนโด้บอกว่า คนเล่นตำแหน่งนี้ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรชะลอเกม เมื่อไหร่ควรเร่งขึ้นหน้า

ตอนทีมครองบอล เขาต้องช่วยสร้างเกม

ตอนทีมเสียบอล เขาต้องรักษาสมดุลให้ทีม

และก่อนที่จะรับบอลจากเพื่อน สิ่งสำคัญคือการมองรอบตัวไว้ก่อน ยืนให้ถูกที่ จัดลำตัวให้พร้อม และจับบอลแรกให้ดี

ทั้งหมดนี้คือการ “ซื้อเวลา” ให้ตัวเอง

ในฟุตบอลระดับสูง บางครั้งเวลาที่เพิ่มขึ้นไม่ถึงหนึ่งวินาทีก็มีค่ามาก

ถ้าเรดอนโด้รู้ก่อนว่าคู่แข่งกำลังมาจากด้านไหน เขาสามารถแตะหนีได้ตั้งแต่สัมผัสแรก

ถ้าเห็นพื้นที่ข้างหน้า เขาสามารถหมุนแล้วพาบอลขึ้นไปได้เลย

ถ้าไม่มีช่อง เขาก็เก็บบอลไว้ สวิทช์เพลย์ หรือคืนหลังแล้วเริ่มใหม่

ความสามารถในการเล่นเป็นหมายเลข 5 เขาก็มี

ช่วยตัดบอล

ปิดพื้นที่

รักษาสมดุล

ลงมารับบอลจากแนวรับ

ความสามารถในการเป็นหมายเลข 10 เขาก็มี

จับบอลแรกละเอียด เนียนตา

หมุนหนีคู่แข่งได้

เลี้ยงผ่านแรงกดดันได้

และมองเห็นช่องจ่ายได้รอบตัว

เรดอนโด้เป็นเหมือนกลางรับหมายเลข 6 สมัยนี้ ที่ต้องทำได้หมดทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ตัดบอล คุมจังหวะ

ปี 1990 เรดอนโด้ย้ายจากอาร์เจนติโนส จูเนียร์สไปเตเนริเฟ่

เวลานั้นเตเนริเฟ่ไม่ใช่ทีมใหญ่ครับ

เรดอนโด้เล่าว่า ก่อนเขาย้ายไป สโมสรพึ่งจะเอาตัวรอดจากการตกชั้นมา ทีมมีเป้าหมายแค่ว่าสร้างทีมที่ดีพอจะไปลุ้นพื้นที่ UEFA Cup ได้

ช่วงแรกไม่ได้ง่ายครับ

เรดอนโด้ถึงกับพูดติดตลกว่า "ช่วงที่มาสเปนใหม่ๆ บอลสเปนเป็นสไตล์แบบบอลลอยข้ามหัวไปมาจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งซะเยอะ พวกเขาไม่ค่อยเล่นบอลกับพื้นเท่าไหร่"

เรดอนโด้จำได้ว่า คนทั่วๆ ไปในสเปน จะมีความคิดกันว่าถ้าทีมเล็กออกไปเยือนแล้วได้หนึ่งแต้มกลับมา ถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ดีแล้ว

เขาไม่เข้าใจแนวคิดนั้น

เตเนริเฟ่ชุดนั้นค่อยๆ เปลี่ยนไป และเริ่มลงสนามด้วยความคิดว่าจะพยายามชนะไม่ว่าจะเล่นที่ไหน

ต่อมา ฆอร์เก้ บัลดาโน่ก็ได้เข้ามาคุมทีม

ฤดูกาล 1992/93 เตเนริเฟ่จบอันดับ 5 ของลา ลีกา และได้สิทธิ์ไปเล่น UEFA Cup ตามเป้าหมายที่เคยวางไว้

เรดอนโด้เป็นแกนกลางของทีมชุดนั้น

ความสามารถในการคุมเกม สร้างบอลจากแดนกลาง และเล่นในฐานะหมายเลข 5 ที่มีเทคนิคสูง ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น เพราะเขามีซูเปอร์สตาร์ของมาดริดอยู่รอบตัว

บัลดาโน่เห็นสกิลต่างๆ มาตั้งแต่เตเนริเฟ่

และเมื่อเขาได้งานคุมเรอัล มาดริดในปี 1994 คนๆ หนึ่งที่ติดสอยห้อยตามไปด้วยก็คือเรดอนโด้นั่นเอง

ที่มาดริด เขาสวมหมายเลข 6

แต่บทบาทในสนามยังมีรากฐานมาจากหมายเลข 5 แบบที่เขาคุ้นเคย

บอลจากแนวรับส่วนใหญ่ต้องผ่านเขา

พอคู่แข่งไล่เพรส เขาเป็นคนที่ต้องหาทางพาบอลออกมา

เมื่อทีมขึ้นเกม เขาต้องตัดสินใจว่าจะออกทางไหน เร็วหรือช้า เล่นสั้นหรือเปลี่ยนแกน

ฟาบิโอ คาเปลโล่ โคตรกุนซือที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดด้านแท็กติก ชนิดที่ต้องได้เป๊ะๆ เขาเคยเรียกเรดอนโด้ว่า “นักเตะที่สมบูรณ์แบบในทางแท็กติก”

มันเป็นคำชมที่เหมาะกับผู้เล่นแบบนี้สุดๆ ครับ

เพราะฟุตบอลของเรดอนโด้มันมีอะไรมากกว่าตอนกล้องจับเขาครับ

ในหลายจังหวะ เขายืนอยู่ถูกที่ ก่อนที่เหตุการณ์นั้นๆ จะเกิดขึ้นซะอีก

ในส่วนของเกมรุก ส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นจากเท้าของเรดอนโด้ ขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนช่วยประคองทีมในเกมรับ

ตอนแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 1997/98 เรอัล มาดริดไล่ล่าแชมป์ยุโรปที่สโมสรไม่ได้มานาน 32 ปี

ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้ถ้วยนี้คือปี 1966

ตลอดการแข่งขันบอลยุโรปปีนั้น มาดริดเล่น 11 นัด

เรดอนโด้ลงครบทั้ง 11 นัด

มีเพียงเขา, ราอูล และคลาเรนซ์ เซดอร์ฟที่ลงครบทุกเกมของทีม

ปลายทางคือนัดชิงที่อัมสเตอร์ดัมกับยูเวนตุส

ฝั่งตรงข้ามมีแดนกลางอย่าง ซีเนดีน ซีดาน, เอ็ดการ์ ดาวิดส์ และดิดิเยร์ เดส์ชองส์

นั่นไม่ใช่เกมที่เรดอนโด้จะสามารถแอบหลบ แล้วเล่นฟุตบอลแบบปิดทองหลังพระได้

เขาต้องเล่นตรงกลางสนามกับหนึ่งในแดนกลางที่แข็งแกร่งที่สุดของยุคนั้น

สุดท้ายมาดริดชนะ 1-0 จากประตูของเปรแดร็ก มิยาโตวิช

หลังจากรอคอยมา 32 ปี ถ้วยยุโรปใบที่ 7 ก็กลับมาอยู่ที่มาดริดอีกครั้ง

สองปีถัดมา เขายกสถานะของตัวเองขึ้นไปอีกระดับ

แชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 1999/2000 มีรอบแบ่งกลุ่มถึงสองรอบ

ในรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง มาดริดต้องเจอกับบาเยิร์น มิวนิค

เกมแรกที่เบอร์นาเบว บาเยิร์นชนะ 4-2

พอกลับไปเล่นที่มิวนิก มาดริดโดนอีก 4-1

สองเกม ทีมของบิเซนเต้ เดล บอสเก้เสียประตูให้บาเยิร์นรวม 8 ประตู

จากนั้นมาดริดต้องไปเจอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชมป์เก่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

เลกแรกที่เบอร์นาเบวจบ 0-0

พวกเขาต้องไปตัดสินกันที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

พวกเขาต้องเจอกับทีมที่ฤดูกาลก่อนคว้ามาทั้งพรีเมียร์ลีก เอฟเอ คัพ และแชมเปียนส์ลีก และไม่เคยแพ้เกมยุโรปในบ้านเลยตลอดฤดูกาลก่อน

แต่สุดท้ายมาดริดชนะ 3-2

เรดอนโด้สร้างประตูที่สามให้ราอูล และทำให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

คู่แข่งที่รออยู่คือทีมที่พึ่งยิงพวกเขามา 8 ประตู

บาเยิร์น มิวนิค

เลกแรกที่เบอร์นาเบว มาดริดชนะ 2-0

เลกสองที่มิวนิค บาเยิร์นชนะ 2-1

มาดริดรักษาสกอร์รวม 3-2 ไว้ได้ และผ่านเข้าชิง

เรดอนโด้ลงเล่นทั้งสองเกม

พอผ่านบาเยิร์นได้ มาดริดก็เข้าไปเจอเพื่อนร่วมลีกอย่าง บาเลนเซีย ในนัดชิงที่สต๊าด เดอ ฟรองซ์

คราวนี้เรดอนโด้ลงสนามพร้อมปลอกแขนกัปตัน

สองปีก่อน เรดอนโด้เป็นหนึ่งในตัวหลักของทีมชุดที่ไปถึงถ้วยยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี

ปี 2000 เขาลงสนามในนัดนัดชิงอีกครั้ง ในฐานะกัปตันทีม

มาดริดชนะ 3-0

เฟร์นันโด โมริเอนเตส, สตีฟ แม็คมานามาน และราอูลทำคนละประตู

ตลอดแชมเปียนส์ลีกซีซั่นนั้น เรดอนโด้ลงเล่น 15 นัด

มีเพียงโรแบร์โต้ คาร์ลอสที่ลงเล่นมากกว่าเขาในทีมมาดริด

ราอูลและอีบัน เอลเกร่าก็ลง 15 นัดเท่ากัน

หลังจบฤดูกาล UEFA เลือกเฟอร์นันโด เรดอนโด้เป็น UEFA Club Footballer of the Year

ผู้ชนะรางวัลนี้ก่อนหน้าเขาคือ R9 และเดวิด เบ็คแฮม

ปีต่อมาเป็นสเตฟาน เอฟเฟนแบร์ก

หลังจากนั้น ผู้ชนะรางวัลนี้ก็ยังมี ซีเนดีน ซีดาน, จานลุยจิ บุฟฟ่อน, เดโก้, โรนัลดินโญ่, กาก้า, คริสเตียโน โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่

ถ้าถามว่าเรดอนโด้เป็น “หนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดตลอดกาล” มั้ย?

ผมว่าตลอดอาชีพของเขาก็พอจะเป็นคำตอบได้แล้ว

เขาเป็นกัปตันของทีมแชมป์ยุโรป เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลสโมสรยุโรปในฤดูกาลนั้น

เป็นนักเตะที่ยิงให้เรอัล มาดริดเพียง 5 ประตูจาก 228 นัด

5 ประตูที่ทำให้เข้าใจบทบาทของเขามากขึ้น

เพราะเรดอนโด้ไม่เคยสร้างชื่อจากการเป็นคนจบการบุก

งานของเขาอยู่ก่อนหน้านั้น

บอลจะออกจากแนวรับยังไง

ทีมจะผ่านการไล่เพรสได้มั้ย

เมื่อไรควรเร่ง

เมื่อไรควรพัก

เมื่อเสียบอลใครจะปิดพื้นที่ตรงกลาง

และถ้ามีสเปซเปิดขึ้น ใครจะเป็นคนพาบอลไป

จุดเด่นทางเทคนิคของเขาไม่ได้แยกออกจากงานแท็คติก

การจับบอลดีช่วยให้เขาไม่เสียบอลตอนถูกบีบ

การเลี้ยงบอลช่วยทำให้ทีมของเขาได้เปรียบ

การใช้ร่างกายบังบอลซื้อเวลาให้เพื่อนขยับ

การมองรอบตัวก่อนรับบอลช่วยให้เขาออกบอลได้เร็วขึ้น

ส่วนความสามารถในการอ่านเกมช่วยให้เขาอยู่ในพื้นที่ที่บอลกำลังจะมา ไม่ใช่วิ่งตามหลังจุดบอลตกตลอดเวลา

หลังเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันถึงกับพูดติดตลกว่า "ผมสงสัยจริงๆ ว่าในรองเท้าของเรดอนโด้มีแม่เหล็กอยู่มั้ย?"

เพราะหลายครั้งที่ลูกบอลหลุดจากการเล่นของยูไนเต็ด มันเหมือนลูกบอลเด้งกลับไปหาเรดอนโด้ด้วยตัวเอง

ฟังดูเหมือนมุกนะครับ

แต่จริงๆ แล้วมันคือสกิลอีกอย่างที่กองกลางต้องมี

ถ้าอยากเก็บบอลจังหวะสองได้บ่อย คุณต้องอ่านก่อนว่าบอลมีแนวโน้มจะตกที่ไหน

แล้วต้องไปถึงตรงนั้นก่อนคนอื่น

ความสง่างามของเรดอนโด้ไม่ได้หมายความว่าเขาเล่นฟุตบอลโดยไม่มีการปะทะ หรือโชว์แต่จังหวะสวยๆ

เขาต้องแย่งบอล ต้องบังบอล ต้องรักษาพื้นที่ และต้องรับผิดชอบตรงกลางสนามเหมือนกองกลางคนอื่น

เพียงแต่วิธีที่เขาแก้สถานการณ์พวกนั้นมันดูง่ายครับ

แต่พอผ่านช่วงพีคที่สุดไป กราฟอาชีพเขาก็ดิ่งลงทันที

หลังคว้าแชมป์ยุโรปและรางวัลจาก UEFA ในปี 2000 เรดอนโด้ก็ย้ายไปเอซี มิลาน

ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เจอปัญหาเข่าอย่างหนัก

กว่าจะกลับมาลงสนามได้ ต้องใช้เวลามากกว่าสองปี

ปลายปี 2002 เขาเริ่มกลับมาเล่นได้อีกครั้ง

และแล้วในเดือนมีนาคม 2003 โปรแกรมแชมเปียนส์ลีกก็พามิลานมาเยือนเรอัล มาดริด

หมายความว่าเรดอนโด้ต้องกลับไปที่ซานติอาโก เบอร์นาเบว

แต่ครั้งนี้ใส่เสื้อของทีมเยือน

เกมนั้นไม่ได้มีความหมายมากนัก เพราะมิลานผ่านเข้ารอบไปแล้ว

แต่สำหรับเรดอนโด้ เขาไม่รู้ว่าแฟนมาดริดจะต้อนรับเขายังไง

แต่สุดท้าย ก่อนเกมเริ่ม

ผู้ชมหลายหมื่นคนในเบอร์นาเบวก็เริ่มร้องเรียกชื่อ

“เรดอนโด้ เรดอนโด้”

เจ้าตัวเล่าย้อนว่า "ผมไม่ได้คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เลยสักนิด"

เขาหันมองไปรอบๆ

เพื่อนร่วมทีมมิลานกำลังปรบมือ

นักเตะเรอัล มาดริดก็ปรบมือด้วย

เขาถึงกับพูดติดตลกภายหลังว่า "นั่นน่าจะเป็นหนึ่งในเกมที่ผมเล่นได้แย่ที่สุดเลย เพราะบางทีผมจะเผลอส่งบอลให้คนที่ใส่ชุดสีขาว" (หัวเราะ)

นาทีที่ 79 เขาถูกเปลี่ยนออก

แฟนมาดริดปรบมือให้อีกครั้ง

คนดูจำนวนมากยังคงอยู่หลังเกมเพื่อแสดงความรักต่ออดีตกองกลางของพวกเขา

บนแสตนด์มีป้ายหนึ่งเขียนว่า

“God returns to paradise”

"พระเจ้าได้กลับสู่สรวงสวรรค์"

เหตุผลที่เฟอร์นันโด เรดอนโด้ถูกจดจำด้วยคำว่า “สง่างาม” ทั้งที่ตำแหน่งของเขาเต็มไปด้วยงานที่ไม่ได้สวยงามนัก

เพราะความสวยงามของฟุตบอลของเขาไม่ได้อยู่ที่การทำเรื่องยากตลอดเวลา

แต่อยู่ที่การรู้ว่าเมื่อไรต้องทำเรื่องยาก

และเมื่อไรแค่เลือกอะไรง่ายๆ ก็พอแล้ว

เมซซาล่า📍ที่มาของชื่อ: คำว่า 'เมซซาล่า' มาจากภาษาอิตาลี โดยเป็นการรวมคำว่า mezzo หรือ mezza ที่แปลว่า ครึ่ง และ ala ที่แ...
03/09/2026

เมซซาล่า

📍ที่มาของชื่อ:

คำว่า 'เมซซาล่า' มาจากภาษาอิตาลี โดยเป็นการรวมคำว่า mezzo หรือ mezza ที่แปลว่า ครึ่ง และ ala ที่แปลว่า ปีก แปลตรงตัวได้ว่า "ฮาล์ฟวิงเกอร์" หรือปีกกึ่งกลาง

ในฟุตบอลอิตาลียุคก่อน คำนี้ใช้เรียกผู้เล่นที่ยืนอยู่ระหว่างกองหน้าตัวกลางกับปีก ทำหน้าที่เชื่อมเกมและช่วยสร้างเกมรุก

เมื่อระบบฟุตบอลเปลี่ยนไป ความหมายของเมซซาล่าก็ค่อยๆ เปลี่ยนตาม ปัจจุบันใช้เรียกกองกลางที่ยืนด้านซ้ายหรือขวาของแผงกองกลาง และชอบเคลื่อนออกไปเล่นบริเวณช่องด้านข้างระหว่างกองกลางกับริมเส้น หรือที่เรียกว่าพื้นที่ 'ฮาล์ฟสเปซ' นั่นเองครับ

พูดง่ายๆ คือ เป็นกองกลางที่ไม่ได้ยืนอยู่ตรงกลางตลอด แต่จะขยับออกด้านข้างเพื่อช่วยสร้างเกมรุกครับ

📍วิธีการเล่น:

เมซซาล่ามักอยู่ในระบบที่มีกองกลางสามคน เช่น 4-3-3 โดยมีกองกลางตัวรับยืนต่ำหนึ่งคน และเมซซาล่าอยู่ทางซ้ายหรือขวา

จุดเด่นของตำแหน่งนี้คือการเคลื่อนออกจากตรงกลางไปเล่นบริเวณฮาล์ฟสเปซ หรือบางจังหวะออกไปเกือบถึงริมเส้น

การขยับแบบนี้ทำให้แนวรับคู่แข่งตัดสินใจยาก

ถ้ากองกลางคู่แข่งตามออกไป พื้นที่ตรงกลางจะเปิดให้เพื่อนร่วมทีมเข้ามาเล่น

ถ้ากองกลางไม่ตาม เมซซาล่าก็จะมีพื้นที่รับบอลและหันหน้าเข้าหาประตู

ถ้าแบ็กคู่แข่งขยับขึ้นมาประกบ พื้นที่ด้านหลังแบ็กก็จะเปิดให้ปีกหรือกองหน้าวิ่งเข้าไปโจมตีได้

เมซซาล่าจึงเหมาะมากกับทีมที่ใช้ปีกตัดเข้าใน เพราะเมื่อปีกขยับเข้ากลาง เมซซาล่าสามารถออกไปใช้พื้นที่ด้านข้างแทน หรือสลับตำแหน่งกันเพื่อทำให้คู่แข่งตามประกบลำบาก

ผู้เล่นตำแหน่งนี้ต้องรับบอลในพื้นที่แคบได้ดี จ่ายบอลแม่น และอ่านการเคลื่อนที่ของเพื่อนร่วมทีมเก่ง

บางคนเด่นเรื่องเล่นชิ่งกับปีกและแบ็ก

บางคนพาบอลขึ้นไปเอง

บางคนชอบเปิดบอลหรือตบบอลกลับเข้ากลางจากด้านข้าง

และบางคนจะวิ่งสอดจากแถวสองเข้าไปทำประตูในเขตโทษ

เรื่องเกมรับไม่ได้มีกฎว่าเมซซาล่าต้องเล่นเกมรับน้อยครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับระบบของทีม

สิ่งที่ทำให้เมซซาล่าต่างจากกองกลางทั่วไปจริงๆ คือ 'ทิศทางการเคลื่อนที่' นั่นเองครับ

กองกลางแบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์มักวิ่งขึ้นลงตามแนวสนาม

แต่เมซซาล่าจะขยับเฉียงออกด้านข้าง เข้าไปเล่นในฮาล์ฟสเปซ เชื่อมกับผู้เล่นริมเส้น และหาพื้นที่บุกจากด้านข้างของแผงกองกลาง

📍ผู้เล่นในตำแหน่งนี้:

ตัวอย่างที่ชัดในฟุตบอลยุคใหม่คือ นิโคโล บาเรลลา

ตอนเล่นให้กับอินเตอร์ มิลาน เขามักเริ่มจากกองกลางฝั่งขวา ก่อนขยับออกไปเชื่อมกับวิงแบ็ก วิ่งสอดขึ้นหน้า หรือเข้าไปสร้างเกมในพื้นที่ด้านข้าง

อีกตัวอย่างคือ ดาบิด ซิลบาในช่วงที่เล่นให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขามักยืนเป็นกองกลางฝั่งซ้าย รับบอลในฮาล์ฟสเปซ เชื่อมเกมกับปีกและแบ็ก ก่อนหาจังหวะจ่ายบอลเข้าเขตโทษ

แบร์นาร์โด ซิลวาก็สามารถเล่นในลักษณะนี้ได้เช่นกัน ด้วยความสามารถในการรับบอลในพื้นที่แคบ พาบอล และเชื่อมเกมระหว่างตรงกลางกับด้านข้าง

แต่แบร์นาร์โดเป็นนักเตะที่เล่นได้หลายบทบาทมาก เราอาจจะบอกว่าเขาเป็นเมซซาล่าได้ไม่ถนัดปากนัก

ถ้าพูดถึงกุนซือระดับตำนานในช่วง 30–40 ปีที่ผ่านมา ชื่ออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์, โชเซ่ มูรินโญ่, ...
02/09/2026

ถ้าพูดถึงกุนซือระดับตำนานในช่วง 30–40 ปีที่ผ่านมา ชื่ออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์, โชเซ่ มูรินโญ่, คาร์โล อันเชล็อตติ หรือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า มักถูกพูดถึงขึ้นมาก่อนเสมอ

ส่วนชื่ออย่าง ฟาบิโอ คาเปลโล่ หลายคนคงจำเขาได้จากช่วงคุมทีมชาติอังกฤษ หรือเป็นภาพของกุนซืออิตาเลียนรุ่นเก่าที่เข้มงวด และเล่นฟุตบอลแบบเน้นผลการแข่งขัน

และถ้าย้อนกลับไปดูช่วงพีกๆ ผลงานของเขาก็สุดยอดมาก

คาเปลโล่คว้าแชมป์ลีกอย่างเป็นทางการ 7 สมัยกับเอซี มิลาน, โรม่า และเรอัล มาดริด

รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกกับมิลานในปี 1994

เพียงแค่ห้าฤดูกาลแรกกับมิลาน เขาพาทีมคว้าเซเรีย อาได้ถึง 4 ครั้ง และเข้าชิงฟุตบอลยุโรป 3 ฤดูกาลติดต่อกัน

เขายังได้รางวัล Panchina d’Oro ที่แปลว่า 'เก้าอี้ทองคำ' ซึ่งมอบให้กับผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดของเซเรีย อาถึง 3 ครั้ง

ครั้งแรกมาจากฤดูกาล 1991/92 ซึ่งตอนนั้นรางวัลยังตัดสินโดยผู้สื่อข่าวและมอบให้กุนซือยุโรปยอดเยี่ยม

ส่วนครั้งที่สองในฤดูกาล 1993/94 นั้นต่างออกไป

เพราะนับตั้งแต่ปีนั้น คนเลือกผู้ชนะไม่ใช่นักข่าวอีกแล้ว แต่เป็นหัวหน้าโค้ชของทีมอื่นๆ ในเซเรีย อาและเซเรีย บีที่ลงคะแนนเลือกกันเอง

คาเปลโล่ชนะการโหวต โดยมีซเดเน็ค ซีแมนเป็นคู่แข่งจนถึงการลงคะแนนรอบสุดท้าย

จากนั้นฤดูกาล 2000/01 เขาได้รางวัลนี้อีกครั้งหลังพา 'หมาป่าแห่งกรุงโรม' อาเอส โรม่าเป็นแชมป์อิตาลี

ในช่วงพีก คาเปลโล่ไม่ได้มีแค่ถ้วยรางวัลเป็นหลักฐานครับ คนทำงานในสายอาชีพเดียวกันเองก็ยอมรับว่าเขาเป็นกุนซือระดับสูง

แต่ถ้าจะหาคำตอบว่า 'ดอน ฟาบิโอ' เก่งยังไง รางวัลพวกนี้คงบอกเราได้ไม่มากเท่ากับเกมๆ หนึ่งในปี 1994 ครับ

วันที่ 18 พฤษภาคม

เอซี มิลาน ต้องเจอกับบาร์เซโลนาของโยฮัน ครัฟฟ์ ในนัดชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกที่เอเธนส์

บาร์เซโลนาชุดนั้นคือ 'ดรีมทีม' ที่มีทั้ง โรนัลด์ คูมัน, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, ฮริสโต สตอยช์คอฟ และโรมาริโอ

ขณะที่มิลานต้องประสบปัญหา ไม่มีสองเซ็นเตอร์ตัวหลักอย่าง ฟรังโก้ บาเรซี่ และอเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า เพราะติดโทษแบน

ถ้ามองก่อนเกม ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในเชิงแท็คติก น่าจะเป็นการถอยลงไปรับให้แน่น แล้วพยายามเอาตัวรอดจากแนวรุกของบาร์เซโลนาให้ได้

แต่คาเปลโล่กลับเลือกอีกทางครับ

มิลานเดินเกมเข้าใส่เจ้าบุญทุ่มตั้งแต่เริ่มเกม

คริสเตียน ปานุชชี่เกือบทำประตูได้ ก่อนที่ดานิเอเล่ มัสซาโร่จะยิงให้ทีมขึ้นนำ

ก่อนหมดครึ่งแรก มัสซาโร่ยิงอีกครั้ง ขยับสกอร์เป็น 2-0

จากนั้นเพียงไม่กี่นาทีหลังจากเริ่มครึ่งหลัง เดยัน ซาวิเซวิชเห็นว่าอันโดนี่ ซูบิซาร์เรต้าออกมาจากเส้นประตู มิดฟิลด์อัจฉริยะเลยจัดการชิพบอลข้ามหัวเข้าไปอย่างสวยงาม

มาร์เซล เดอไซญี่เป็นคนยิงปิดท้าย

4-0

มิลานคว้าแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ และคาเปลโล่ก็เรียกผลงานของทีมในคืนนั้นว่า “ความสมบูรณ์แบบ”

เกมนั้นทำให้โลกรู้ว่าคาเปลโล่ไม่ได้มีฟุตบอลอยู่รูปแบบเดียว คือรับให้แน่นแล้วรอผลการแข่งขัน

เพราะเมื่อเจอสถานการณ์ที่เหมาะสม เขาก็จะเลือกให้นักเตะเดินหน้าเล่นงานคู่แข่งได้เต็มที่

และถ้าเราลองย้อนกลับไปดูว่ามิลานยุคนั้น เดินทางมาถึงเกมๆ นั้นได้อย่างไร เราจะยิ่งเห็นวิธีการทำงานของเขาชัดขึ้นครับ

คาเปลโล่รับงานมิลานในปี 1991 ต่อจาก 'ศาสดาแห่งฟูซิญาโน่' อาร์ริโก้ ซาคคี่

ซาคคี่วางโครงสร้างเอาไว้แข็งแรงมาก ทั้งเกมเพรสซิ่ง การยืนตำแหน่ง วิธีเล่นเกมรับ และกลุ่มนักเตะระดับโลกที่ได้รับสืบทอดมา

เพราะฉะนั้น คาเปลโล่ไม่ใช่คนสร้างมิลานยุคนั้นขึ้นมาทั้งหมด ข้อนี้ต้องจำไว้ครับ

สิ่งที่เขาต้องทำคือรับช่วงต่อทีมระดับโลก แล้วทำให้ทีมยังชนะได้เมื่อโค้ช และผู้เล่นเริ่มเปลี่ยน

ฤดูกาลแรกของเขา มิลานคว้าแชมป์เซเรีย อาโดยไม่แพ้เลยตลอด 34 นัด

ชนะ 22 เสมอ 12 และยิงถึง 74 ประตู

อีกสองปีต่อมา มิลานก็เปลี่ยนไป

รุด กุลลิทออกจากทีม

แฟรงก์ ไรจ์การ์ดก็ออกไป

มาร์โก ฟาน บาสเท่นแทบไม่ได้เล่น เนื่องจากปัญหาข้อเท้าที่รุนแรงจนสุดท้ายต้องแขวนสตั๊ดไปอย่างน่าเสียดาย

จานลุยจิ เลนตินี่ ซึ่งเคยถูกซื้อเข้ามาด้วยค่าตัวมหาศาล ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างหนักและหายไปจากทีมเป็นเวลานาน

ส่วนซโวนิเมียร์ โบบันต้องผ่าตัดหมอนรองเข่า

ทีมที่เคยเต็มไปด้วยตัวเลือกเกมรุก จึงต้องมองหาวิธีใหม่ๆ

คาเปลโล่เองก็ไม่ได้พยายามทำให้ผู้เล่นชุดใหม่เล่นเหมือนชุดเก่า

หนึ่งในการแก้ปัญหาสำคัญ คือการที่มิลานไปดึง มาร์เซล เดอไซญี่ เข้ามา

ทุกวันนี้หลายคนคงจำเดอไซญี่ว่าเป็นหนึ่งในกองหลังระดับสูงของยุคนั้น

แต่ที่มิลาน คาเปลโล่เห็นว่าเขาสามารถแก้ปัญหาอีกตำแหน่งได้

พอโบบันต้องผ่าตัด คาเปลโล่ก็เอาเดอไซญี่ขึ้นมาเล่นแดนกลางกับเดเมทริโอ อัลแบร์ตินี่

อัลแบร์ตินี่ช่วยคุมจังหวะบอลและการออกบอล

เดอไซญี่เติมความแข็งแรง ช่วยปะทะ เก็บกวาดพื้นที่ คล้ายๆ จะทำหน้าที่เป็นกองกลางตัวรับ

ผลคือมิลานเปลี่ยนจากทีมที่ยิง 74 ประตูในลีกเมื่อสองปีก่อน มาเป็นทีมที่มีจุดแข็งอยู่ที่การไม่เสียประตูแทน

ตลอดฤดูกาล 1993/94 ในลีกพวกเขาเสียเพียง 15 ประตูจาก 34 นัด

ผู้รักษาประตูอย่างเซบาสเตียโน่ รอสซี่ก็สร้างสถิติไม่เสียประตูติดต่อกันถึง 929 นาที

มันเป็นมิลานคนละแบบกับฤดูกาลแรกของคาเปลโล่

แต่ผลสุดท้ายก็เหมือนเดิม

แชมป์ลีก

เดอไซญี่กองหลังที่ถูกดันขึ้นมาเล่นในแดนกลาง ก็เป็นคนวิ่งขึ้นไปยิงประตู 4-0 ใส่บาร์เซโลนาในนัดชิงยุโรปอีกด้วย

นอกจากเรื่องการจัดตำแหน่งผู้เล่นแล้ว คาเปลโล่เองก็มีวิธีจัดการนักเตะนอกสนามเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น...

เดยัน ซาวิเซวิช

ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้ไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่ต้นครับ

ในแชมเปียนส์ลีกช่วงหนึ่ง มิลานต้องไปเยือนอันเดอร์เลชท์ แต่ซาวิเซวิชไม่มีชื่อเดินทางไปกับทีมด้วยซ้ำ

ตอนนั้นมีข่าวเรื่องความตึงเครียดระหว่างนักเตะกับตัวคาเปลโล่เอง

ถ้าดูจากบุคลิกของคาเปลโล่ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเด็ดขาดกับเรื่องวินัย เรื่องคงจะจบด้วยการที่นักเตะถูกลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ แล้วก็หายออกจากทีมไป

แต่มันไม่ได้จบแบบนั้น

หลังมิลานแพ้ปาร์มาในยูโรเปียน ซูเปอร์คัพ คาเปลโล่เอาซาวิเซวิชกลับมาใช้ในช่วงสำคัญของฤดูกาล

จากคนที่เคยหลุดจากทีม เขาค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในตัวรุกที่สำคัญที่สุด

ก่อนเดินทางไปเล่นอินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ ซาวิเซวิชทำถึง 3 แอสซิสต์ในเกมที่มิลานชนะปอร์โต้ 3-0

และในแชมเปียนส์ลีก เขายิ่งมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

จนมาถึงนัดชิงกับบาร์เซโลนา

ประตูแรกเริ่มมาจากการที่ซาวิเซวิชพาบอลไปทางฝั่งขวา และเล่นงานเป๊ป กวาร์ดิโอล่าได้อยู่หมัด ก่อนบอลไปถึงมัสซาโร่ที่ยิงเข้าไป

จากนั้นต้นครึ่งหลัง ซาวิเซวิชก็เป็นคนยิงลูกชิพที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของรอบชิงปี 1994

คนที่ไม่ได้เล่นเกมยุโรปตอนช่วงต้นของฤดูกาล จบฤดูกาลในฐานะหนึ่งในตัวเอกของนัดชิง

มิลานจบฤดูกาล 1993/94 ด้วยแชมป์เซเรีย อาและแชมเปียนส์ลีก

แต่ต่อให้คาเปลโล่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม บางคนก็อาจจะยังมองว่าก็เขาคุมมิลานอะ

แล้วถ้าออกจากมิลานล่ะ?

ปี 1996 เขาไปเรอัล มาดริด

ทีมมีผู้เล่นอย่าง ราอูล, เฟอร์นันโด เอียร์โร่ และเฟอร์นันโด เรดอนโด้ ก่อนเสริม คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, ดาวอร์ ซูเคอร์, เปแดร็ก มิยาโตวิช และโรแบร์โต คาร์ลอสเข้ามา

ฤดูกาลแรก คาเปลโล่พามาดริดคว้าลา ลีกาได้ทันที

จากนั้นปี 1999 เขากลับมาอิตาลีเพื่อรับงานกับโรม่า

ปีแรกไม่ได้จบสวยเหมือนทุกทีมครับ

โรม่าออกตัวเหมือนมีโอกาสลุ้นแชมป์ แต่ช่วงท้ายฟอร์มตก และจบเพียงอันดับ 6

คาเปลโล่จึงต้องแก้ทีมอีกครั้ง

ช่วงซัมเมอร์ โรม่าได้กาเบรียล บาติสตูต้าเข้ามาเพิ่มความเด็ดขาดในแดนหน้า

วอลเตอร์ ซามูเอลเข้ามาเสริมแนวรับ

เอแมร์ซอนถูกนำมาเพิ่มคุณภาพในแดนกลาง แม้จะได้รับบาดเจ็บจนต้องรอถึงช่วงกลางฤดูกาลกว่าจะกลับมาช่วยทีมได้เต็มที่

เมื่อทุกอย่างลงตัว โรม่า 2000/01 กลายเป็นทีมที่แตกต่างจากมิลาน 1993/94 อย่างมาก

คาเปลโล่ใช้ระบบกองหลังสามคน

ริมเส้นฝั่งขวามีคาฟู

ริมเส้นฝั่งซ้ายมีแวงซองต์ กองเดล่า

สองคนนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ถอยลงไปช่วยกองหลัง

คาเปลโล่ต้องการใช้ความสามารถในเกมรุกของทั้งคู่ให้เต็มที่

คาฟูมีความเร็ว พาบอลขึ้นหน้า สร้างโอกาสและเติมเกมได้ตลอดฝั่งขวา

กองเดล่าก็มีอิสระเติมขึ้นทางซ้าย

เมื่อโรม่าเสียบอล ทั้งคู่สามารถถอยกลับหลังไปจนระบบดูเหมือนมีแนวรับห้าคน

แต่เมื่อได้บอล พวกเขาก็ขยับขึ้นสูง และทำให้ทีมมีผู้เล่นโจมตีริมเส้นทันที

คาเปลโล่เคยอธิบายระบบ 3-5-2 ของตัวเองว่า

"มันสามารถเป็นระบบที่เน้นเกมรับได้เพราะมีผู้เล่นห้าคนอยู่ด้านหลัง แต่ในเวลาเดียวกันวิงแบ็กสองคนก็สามารถสร้างอันตรายได้ทันทีจากด้านข้าง"

ข้างหน้าก็ไม่ได้มีแค่บาติสตูต้ารอทำประตู

ฟรานเชสโก้ ต็อตติก็ทำหน้าที่เชื่อมเกม และสร้างสรรค์โอกาส

วินเชนโซ่ มอนเตลล่ามีความเร็ว และการจบสกอร์

มาร์โก เดลเว็คคิโอถูกใช้ในบางเกมเพื่อช่วยทางด้านซ้าย และรักษาสมดุลของทีม

คาเปลโล่เคยบอกในตอนหลังว่า เดลเว็คคิโอมีความสำคัญมากทางแท็กติก เพราะงานของเขาช่วยให้ทีมสมดุล และยังสามารถเติมเข้าไปสร้างความอันตรายในเขตโทษได้

ส่วนบาติสตูต้า คือกองหน้าที่คาเปลโล่มองว่าทีมต้องการเพื่อก้าวไปอีกระดับ

ฤดูกาลนั้นเขายิง 20 ประตูในลีก

ต็อตติยิง 13

มอนเตลล่ายิงอีก 13

เพียงสามคนนี้รวมกัน 46 ประตู

ตลอด 34 เกม โรม่ายิงทั้งหมด 68 ประตู

มากที่สุดในเซเรีย อาฤดูกาลนั้น และเท่ากับเฉลี่ยสองประตูต่อเกมพอดี

นี่คือทีมของฟาบิโอ คาเปลโล่เหมือนกัน

แต่แทบไม่มีหน้าตาเหมือนมิลานที่เสียเพียง 15 ประตูเมื่อปี 1994

โรม่าไม่ได้มีเพียงแนวรุกที่ดี

ข้างหลังยังมีวอลเตอร์ ซามูเอล, อัลดาอีร์ และอันโตนิโอ คาร์ลอส ซาโก้

แดนกลางมีดามิอาโน่ ตอมมาซี่คอยทำงานหนัก และเอแมร์ซอน ที่หายเจ็บกลับมาก็มาเพิ่มทั้งพลัง และความสามารถในการอ่านเกม

ระบบของคาเปลโล่ไม่ได้ปล่อยให้คาฟูกับกองเดล่าบุกอย่างเดียวโดยไม่มีคนคุมพื้นที่ด้านหลัง

เขาพยายามจัดทีมให้จุดอ่อนของคนหนึ่ง ถูกชดเชยด้วยจุดแข็งของอีกคน

จนถึงเกมสุดท้าย โรม่าเข้าสู่สนามโดยรู้ว่าชัยชนะเหนือปาร์มาจะทำให้พวกเขาเป็นแชมป์ทันที

คาเปลโล่ใช้ 3-4-1-2 ตามที่ทีมเล่นมาตลอด

บาติสตูต้า, มอนเตลล่า และต็อตติลงพร้อมกันในแนวรุก

คาฟูกับกองเดล่าอยู่สองข้าง

ซามูเอลยืนในแนวรับ

โรม่าเอาชนะปาร์มา 3-1 และคว้าสคูเด็ตโต้ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1983

พวกเขาจบฤดูกาลด้วย 75 คะแนน มากกว่ายูเวนตุสสองคะแนน

และหลังจากพาโรม่าเป็นแชมป์ คาเปลโล่ก็ได้รับ Panchina d’Oro อีกครั้ง

เป็นครั้งที่สามของเขา

จากมิลานที่ไร้พ่าย

สู่มิลานที่สร้างกำแพงเกมรับ

จนมาถึงโรม่าที่ยิงประตูมากที่สุดในลีก

สามทีมที่ไม่ได้เล่นฟุตบอลแบบเดียวกัน

เช่นเดียวกับเรื่องแท็คติก ถึงเขาจะขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดกับนักเตะ แต่เขาเป็นคนปรับตัวเก่งเหลือเชื่อ

ตอนเรื่องซาวิเซวิช เกิดเรื่องตอนยุคมิลาน

อีกสิบกว่าปีต่อมา เรื่องคล้ายๆ กันเกิดขึ้นกับเดวิด เบ็คแฮมที่เรอัล มาดริด

ช่วงต้นปี 2007 เบ็คแฮมตกลงว่าจะย้ายไปแอลเอ แกแล็กซีหลังหมดสัญญากับมาดริด

คาเปลโล่ประกาศว่าจะไม่ใช้งานเขาอีก

มันเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดมาก

แต่เบ็คแฮมไม่ได้ลดการฝึกซ้อมลง แล้วนอนหงอมือหงอเท้ารอย้าย

เมื่อคาเปลโล่เห็นว่าเบ็คแฮมยังทำงานกับทีมเหมือนเดิม เขาก็เปลี่ยนใจครับ

ภายหลังคาเปลโล่ยอมรับเองว่า เมื่อรู้ว่าตัดสินใจผิด สิ่งที่ฉลาดกว่าคือการแก้ไขมัน

เบ็คแฮมถูกเรียกกลับมา

แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมในช่วงท้ายฤดูกาลที่มาดริดกำลังไล่ตามแชมป์

สุดท้ายเรอัล มาดริดก็คว้าลา ลีกา 2006/07 ได้สำเร็จ

แม้ตลอดอาชีพ เขาจะมีความขัดแย้งกับนักเตะดังๆ หลายคนครับ

แต่เรื่องของซาวิเซวิซ กับเบ็คแฮมก็บอกว่า ความเข้มงวดของเขาไม่ได้แปลว่าจะยึดติดกับการตัดสินใจเดิมไปจนสุดทางเสมอ

ถ้าผู้เล่นยังสามารถช่วยทีมได้ เขาพร้อมเอากลับมาใช้

ถ้าตัวเองมองสถานการณ์ผิด เขาก็พร้อมเปลี่ยน

และนี่อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้ฟุตบอลของเขาเปลี่ยนไปตามทีมที่คุม

คาเปลโล่ไม่ได้พยายามเอาชนะด้วยการรักษาภาพว่าตัวเองต้องถูกเสมอ

เขาพยายามหาวิธีที่ใช้ได้กับสถานการณ์ตรงหน้า

แน่นอน วิธีของเขาไม่ได้สำเร็จทุกที่

เรอัล มาดริดปลดเขาหลังคว้าแชมป์ปี 2007 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องรูปแบบการเล่น

ช่วงคุมทีมชาติอังกฤษ รัสเซีย และงานคุมทีมในจีน ก็ไม่ได้มีผลงานระดับเดียวกับช่วงพีกในฟุตบอลสโมสรยุโรป

แต่ถ้าย้อนกลับไปถามว่า "อ้าว แล้วฟาบิโอ คาเปลโล่เก่งแค่ไหนละ?"

คำตอบไม่ใช่ว่าเขาได้แชมป์มาเยอะครับ

มันอยู่ที่วิธีที่เขาพาทีมเหล่านั้นไปถึงแชมป์ค่างหา่ก

คาเปลโล่ไม่ได้มีฟุตบอลสูตรเดียวที่เอาไปใช้ได้กับทุกทีม

จุดแข็งของเขาคือมองให้ออกว่า ทีมตรงหน้ามีอะไร ขาดอะไร และต้องเปลี่ยนอะไรเพื่อให้ทีมชนะ

นั่นคือเหตุผลที่ ฟาบิโอ คาเปลโล่ไม่ได้เป็นเพียงกุนซือที่เก่ง

แต่เขาเป็นหนึ่งในกุนซือแถวหน้าของฟุตบอลยุโรปในยุคหนึ่งเลยละครับ

Address

กรุงเทพมหานคร

Telephone

+66899365641

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when The Final Whistle - เรื่องเล่า หลังเป่านกหวีด posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to The Final Whistle - เรื่องเล่า หลังเป่านกหวีด:

Shortcuts

  • Want your business to be the top-listed Gym/sports Facility?

Share