สมาคมรุกขกรรมไทย: TAA-Thai Arboriculture Association

สมาคมรุกขกรรมไทย: TAA-Thai Arboriculture Association ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก สมาคมรุกขกรรมไทย: TAA-Thai Arboriculture Association, Bangkok.

📢 เปิดลงทะเบียนแล้ว !!  🌳 Thai Urban Forestry Conference 2026การประชุมวิชาการด้านป่าไม้ในเขตเมืองของประเทศไทย ประจำปี 25...
24/09/2026

📢 เปิดลงทะเบียนแล้ว !!
🌳 Thai Urban Forestry Conference 2026
การประชุมวิชาการด้านป่าไม้ในเขตเมืองของประเทศไทย ประจำปี 2569

วันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2569
สถานที่: ห้อง 109 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และสวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร

🌳 ลงทะเบียนได้เเล้ววันนี้ ‼️

✅ ซื้อบัตรได้ที่: https://www.socialgiver.com/en/shop/Thai-Urban-Forestry-Conference-2026

- ราคาพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า 1,500 บาท (ราคาปกติ 2,000 THB)
- นักเรียน นิสิต นักศึกษา 500 THB
- สามารถเก็บสะสมหน่วยการเรียนรู้ต่อเนื่อง CUEs ได้

--------------------------------------
✅ สิ่งที่ท่านจะได้รับ
1. ใบประกาศการเข้าร่วม
2. อาหารว่าง และอาหารกลางวัน
3. ของที่ระลึกในงาน
และของที่ระลึกสุดพิเศษจากบูธผู้สนับสนุนและเครือข่าย

--------------------------------------
🌳 หัวข้อ และวิทยากรสุดพิเศษเฉพาะกับบริบทประเทศไทย

1.บทบาทของ ISA ในการเคลื่อนไหวเพื่อการอนุรักษ์ต้นไม้ทั่วโลกและการเปลี่ยนทิศทางสู่ต้นไม้เขตร้อน
โดย คุณ CaitLyn Pollihan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร International Society of Arboriculture, สหรัฐอเมริกา

2. การจัดการต้นไม้ในพระราชวัง
โดย คุณ John Coles รุกขกรประจำราชสำนักนอร์เวย์

3. การฟื้นฟูดินในเมืองของกรุงเทพฯ: ไบโอชาร์ในฐานะเครื่องมือสำหรับรุกขกรรมอย่างยั่งยืน
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. พรเทพ เหมือนพงษ์ นายกสมาคมรุกขกรรมไทย และ ศาสตราจารย์ ดร. อภินิติ โชติสังกาศ วิศวกรปฐพีและผู้เชี่ยวชาญด้านไบโอชาร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

4.ความสำคัญของมาตรฐานและการรับรองของ ISA ต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองที่น่าอยู่
โดย คุณ Samuel Ma ประธาน International Society of Arboriculture, ฮ่องกง

5. ความร่วมมือสวีเดน–ไทยเพื่อการจัดการต้นไม้ในเมืองอย่างยั่งยืน
โดย ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสวีเดน

6. ออกแบบร่วมกับธรรมชาติ - ผสานถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าเข้ากับสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้น
โดย คุณศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกไทยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบร่วมกับธรรมชาติ

7. การจัดการต้นไม้ตามแนวสายสาธารณูปโภค
โดย คุณ Trevor Gardiner รุกขกรวิชาชีพจากนิวซีแลนด์

🌳 เวิร์คช็อปสุดพิเศษ

1. เวิร์กช็อป: การสำรวจและประเมินมูลค่าต้นไม้
โดย คุณ Henk Morgans รุกขกรวิชาชีพจากออสเตรเลีย

2. เวิร์กช็อป: การจัดการรากต้นไม้ในพื้นที่เมือง
โดย สมาคมรุกขกรรมไทย และเครือข่าย

แล้วพบกันในงานนะคะ



--------------------------------------
ติดต่อสอบถาม
Inbox หรือ
Line OA: .taa (มี @ นำหน้า)

บรรยากาศการสอบใบรับรองรุกขกร (TAA Arborist) และผู้ปฏิบัติงานบนต้นไม้ (TAA Tree Climbing) โดยสมาคมรุกขกรรมไทยณ คณะวนศาสต...
19/09/2026

บรรยากาศการสอบใบรับรองรุกขกร (TAA Arborist) และผู้ปฏิบัติงานบนต้นไม้ (TAA Tree Climbing) โดยสมาคมรุกขกรรมไทย

ณ คณะวนศาสตร์ มาหวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ฝนตกชุ่มฉ่ำมาก
ขอบคุณผู้สมัครสอบทุกท่านที่ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรฐานในครั้งนี้

เปิดสอบครั้งต่อไป ปี 2570 ติดตามได้ที่หน้าเพจนะคะ
ขอบคุณค่ะ

12/09/2026

🌳 ต้นไม้มีโพรง = อันตรายจริงหรือ?

เวลาเห็นต้นไม้มีโพรง หลายคนอาจคิดทันทีว่า
“ต้นไม้ผุแล้ว อันตราย ต้องตัดทิ้ง!”

แต่ในทางรุกขกรรม “มีโพรง” ไม่ได้แปลว่า “อันตราย” เสมอไป

แต่ก็ไม่ได้แปลว่า “ไม่อันตราย” เสมอไป อีกเช่นกัน!

ลองนึกถึงท่อ PVC หรือไม้ไผ่ที่ภายในกลวง แต่ยังแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ เพราะวัสดุรอบนอกช่วยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรับแรง

ต้นไม้ก็เช่นกัน—รูปร่างและการกระจายตัวของเนื้อไม้มีผลต่อความแข็งแรงอย่างมาก

———-

🌳 แล้วต้องเหลือเนื้อไม้แค่ไหน?

งานวิจัยของ Mattheck และคณะ (1993) เสนอแนวคิดที่รู้จักกันแพร่หลายว่า

t > R/3 [1]

หรือ ความหนาของเนื้อไม้ที่แข็งแรงควรมากกว่า *1/3 ของรัศมีลำต้น*

แต่ข้อสำคัญคือ เกณฑ์นี้ถูกศึกษาภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ เช่น ลำต้นมีหน้าตัดกลมดิ๊กและโพรงอยู่ตรงกลางเป๊ะ

ต้นไม้จริงไม่ได้เป็นทรงกระบอกสมบูรณ์แบบ..

จึงไม่สามารถใช้กฎ 1/3 เป็นเส้นแบ่งว่า
“ปลอดภัย” หรือ “อันตราย” ได้กับต้นไม้ทุกต้น [1,2]

———-

💨 แล้วต้นไม้จะหักหรือล้มเมื่อไหร่?

เหมือนคนที่ถูกผลัก—เราจะล้มเมื่อ แรงที่มาผลัก “มากกว่า” แรงที่เราจะสามารถต้านทานได้

ต้นไม้ก็เช่นกัน

ข้อมูลต้นไม้ในจุฬาฯ ระหว่างปี 2564–2567 พบว่า 76.92% ของกรณีต้นไม้หัก ล้ม หรือกิ่งใหญ่ฉีกหัก เกิดขึ้นในช่วงที่มีลมพายุ [3]

แรงผลักที่เกิดกับต้นไม้ไม่ได้มีเพียงแรงลม แต่รวมถึงแรงโน้มถ่วง น้ำหนักจากน้ำฝนที่เกาะบนเรือนยอด ลำต้น กิ่ง ใบ ดอก และผล ล้วนมีส่วน

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้ต้านแรงได้มากแค่ไหน?

งานวิจัย Meta-analysis ของ van Haaften และคณะ พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการหักและโค่นล้มของต้นไม้มากถึง *142 ปัจจัย* !! [4]

———-

🌱 ความแข็งแรงของต้นไม้ = เรื่องของทั้งโครงสร้างและชีววิทยา

ความสามารถในการต้านทานแรงไม่ได้ขึ้นกับปริมาณเนื้อไม้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับ..

📏 สัดส่วนความสูงต่อลำต้น
🪵 ความหนาแน่นและคุณสมบัติของเนื้อไม้
🌳 รูปทรงลำต้นและเรือนยอด
💨 ความสามารถในการปรับตัวรับแรงลม
🌱 ระบบรากและพื้นที่ปลูก

รวมถึง ชนิด อายุ สุขภาพ ประวัติการตัดแต่ง และสภาพแวดล้อม

ต้นไม้แต่ละชนิดวิวัฒนาการมาให้เหมาะกับถิ่นอาศัยของตัวเอง ทั้งภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ธรณี ไฟป่า ปฐพี และภูมิอากาศ ซึ่งหมายรวมถึงลม ปริมาณน้ำฝน ความชื้นในอากาศ และฤดูกาล [5]

———-

🏙️ ปัญหาคือ ต้นไม้ในเมืองอาจไม่ได้อยู่ใน “บ้าน” ของมัน

ต้นไม้บางชนิดมาจากพื้นที่แห้ง แต่ถูกปลูกในพื้นที่น้ำขัง
บางชนิดมาจากป่าดิบ แต่ต้องเติบโตอยู่บนพื้นที่คอนกรีต

*หางนกยูงฝรั่ง (Delonix regia)* ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในพื้นที่ป่าแล้งของมาดากัสการ์ และชอบดินที่ระบายน้ำดี [7–9] ในขณะที่ ชุดดินอยุธยา (Ay) มีลักษณะเป็นดินเหนียวและมีการระบายน้ำเลว [10]

เมื่อถูกนำมาปลูกในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบ้าน มีแนวโน้มจะเกิดภาวะเครียดเรื้อรังและปัญหาสุขภาพซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการต้านทานแรงผลักตามมา

รวมถึงปัญหาแก่นไม้ผุ (Heart rot) ที่มีรายงานในประเทศฟิลิปปินส์ [6] ซึ่งมีความชื้นในดินและอากาศสูงไม่ต่างจากไทย

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่การเลือกชนิดต้นไม้ควรคำนึงถึง ความเหมาะสมระหว่างต้นไม้กับพื้นที่ปลูก

———-

🌍 แต่ “ไม้พื้นถิ่น” ก็อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

เพราะสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง

งานวิจัยของ Esperon-Rodriguez และคณะพบว่า 76% ของต้นไม้และไม้พุ่ม 3,129 ชนิด ใน 164 เมืองทั่วโลก อาจมีความเสี่ยงจากการอุณหภูมิที่สูงขึ้นสืบเนื่องมากจากภาวะโลกรวน [11]

ต้นไม้ที่เหมาะกับเมืองในวันนี้ อาจไม่เหมาะกับเมืองนั้นในอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้า

การวางแผนต้นไม้ในระยะยาวจึงต้องคิดถึง *Climate-Ready Trees* ไปพร้อมกับความเหมาะสมของถิ่นอาศัยด้วย

———-

🌳 ดังนั้น...อย่าเพิ่งตัดสินต้นไม้จาก “โพรง”

คำถามที่สำคัญไม่ใช่เพียง

❌ “มีโพรงหรือไม่?”
❌ “เหลือเนื้อไม้เกิน 1/3 หรือเปล่า?”

แต่ควรถามว่า

✅ โพรงเกิดจากอะไร อยู่ตรงไหน?
✅ โครงสร้างลำต้นและกิ่งเป็นอย่างไร?
✅ สุขภาพและการดูแลต้นไม้เป็นอย่างไร?
✅ ระบบรากและสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร?
✅ มีสิ่งสำคัญหรือผู้คนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่?
✅ และแรงที่อาจมากระทำ – สัมพันธ์กับ – ความสามารถในการต้านทานแรงของต้นไม้อย่างไร?

เพราะการประเมินต้นไม้ที่ดี ไม่ใช่การมองหาตัวเลขเพียงตัวเดียว แต่คือการทำความเข้าใจ “ต้นไม้ทั้งต้น” 🌳

ต้นไม้มีโพรง ≠ ต้นไม้อันตราย
และต้นไม้ไม่มีโพรง ≠ ต้นไม้ปลอดภัยเสมอไป

———-

แหล่งอ้างอิง

[1] C. Mattheck, K. Bethge and D. Erb, 2012
https://www.tandfonline.com/doi/pdf/10.1080/03071375.1993.9746963

[2] Frank Rinn @ HEIDELBERG @ GERMANY & ST. CHARLES/IL @ USA | www.RINNTECH.com | 2023 | ArboSpectrum
Breakage Safety of Defective Stems of Mature Urban Trees: From VTA And SIA To ASR

[3] รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการจัดทำผังแม่บทต้นไม้และวางแผนการจัดการต้นไม้มรดกในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธันวาคม 2567

[4] van Haaften et al., 2021
https://www.researchgate.net/publication/349360145_Understanding_tree_failure-A_systematic_review_and_meta-analysis

[5] สราวุธ สังข์แก้ว, 2562
หนังสือรุกขวิทยาภาคสนาม

[6] Joemar Villalobos, 2025
https://urbangoesgreen.com/plant-guide/ornamental/fire-tree/

[7] Missouri Botanical Garden
https://plantfinder.mobot.org/PlantFinderDetails.aspx?taxonid=280567&isprofile=0&hf=30&ht=200&pt=14

[8] Virtual Library of Phoenix Landscape Plants, Arizona State University
https://www.asu.edu/lib/camartin/plants/Plant%20html%20files/delonixregia.html #1

[9] RHS Charity
https://www.rhs.org.uk/plants/69290/delonix-regia/details

[10] สำนักสำรวจและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
https://www.ldd.go.th/thaisoils_museum/pf_desc/central/Ay.htm

[11] Esperon-Rodriguez et al., 2022
https://www.researchgate.net/publication/363661629_Climate_change_increases_global_risk_to_urban_forests

#โรงเรียนต้นไม้ #รุกขศาสตร์ #ต้นไม้ในเมือง

Register now !!
10/09/2026

Register now !!

การแข่งขันปีนต้นไม้ประเทศไทย ประจำปี 2569
Thailand Tree Climbing Championship 2026 (TTCC2026) 🌳🌳

6-8 พฤศจิกายน 2569
สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

🎉 การสมัคร
1. ค่าสมัครรอบพิเศษ 2,500 บาท
(ราคาปกติ 3,500 บาท)
ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2569
- ผู้สมัครจะได้รับอีเมลล์ตอบกลับเพื่อชำระเงิน หลังตรวจสอบคุณสมบัติเเล้ว

2. พิเศษ 📍สำหรับนักแข่งที่สนใจเข้าร่วม การประชุมวิชาการด้านป่าไม้ในเขตเมืองของประเทศไทย ประจำปี 2569 (Thai Urban Forestry Conference 2026) 9-10 พฤศจิกายน 2569
ซื้อบัตรในราคาพิเศษ 3,800 บาท
ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2569

✅ สิ่งที่ได้รับ
- เข้าร่วมการแข่งขันปีนต้นไม้ประจำปี 2569 (TTCC2026)
- เข้าร่วมการประชุมวิชาการด้านป่าไม้ในเขตเมืองของประเทศไทย ประจำปี 2569 (Thai Urban Forestry Conference 2026)

🌳 การแข่งขันปีนต้นไม้ประจำประเทศไทย
โดยใช้กติกาการแข่งขันของ International Society of Arboriculture (ISA)

5 ประเภทการแข่งขันดังนี้
1.Aerial Rescue
2.Belayed Speed Climb
3.Ascent
4.Work Climb
5.Throwline

✅ คุณสมบัติผู้สมัคร *(มีอย่างน้อย 1 ข้อ)
1.มีประสบการณ์ทำงานด้านรุกขกรรม การปีนที่สูงด้วยอุปกรณ์เซฟตี้ที่ได้มาตรฐาน หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป
2.เคยผ่านการอบรมด้านการปีนต้นไม้ ด้านรุกขกรรม หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
3.ใบรับรองการทำงานจากต้นสังกัด หรือหลักฐานการทำงานด้านรุกขกรรมที่เกี่ยวข้อง (Log book/ใบเสนอราคา/รายงานสรุปการทำงาน/อื่นๆ)
4.เคยผ่านการอบรมกู้ภัยบนต้นไม้
* ส่งใบสมัครของคุณพร้อมรายละเอียดที่จำเป็น:
แนบหลักฐานประสบการณ์การทำงานหรือการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องตามรายละเอียดข้างต้น (เอกสารหรือคลิปวิดีโอ)

✅ สิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับ ดังนี้
1.ใบประกาศ (สำหรับผู้ที่เข้าแข่งขัน)
2. เสื้อสำหรับแข่งขัน
3. ของที่ระลึก TTCC

------------------------------------------------------------------------
Thailand Tree Climbing Chapionship 2026
6-8 November 2026
at Benchakitti Park, Bangkok, Thailand

1. For applicants who pass the first-round selection
Early birds: 2,500 THB
(Regular price: 3,500 THB)
until 15 October 2026
- Applicants will receive a confirmation email with payment instructions after their eligibility has been reviewed.

2. Special Package
Special Package: Join both activities for only 3,800 THB
(Thai Urban Forestry Conference + TTCC : 6-10 November)
until 15 October 2026

What’s Included:
Participation in the Thailand Tree Climbing Championship 2026 (TTCC2026)
Attendance at the Thai Urban Forestry Conference 2026"
"Thailand Tree Climbing Championship 2026 (TTCC2026)

✅ Register
Thailand Tree Climbing Championship 2025 (TTCC 2025)
Following tree climbing competition rules of International Society of Arboriculture (ISA)

🌳 Competition events
1. Aerial Rescue
2. Belayed Speed Climb
3. Ascent
4. Work Climb
5. Throwline

✅ Requirements:
TO PARTICIPATE IN THIS EVENT, YOU MUST HAVE:
1. At least one-year experience in tree care, tree climbing and other related fields with safety equipment
2. Certificate of training in arboriculture, tree climbing and other related fields
3. Certificate or other proof of employment in tree care, tree climbing such as log books, job quotations, tree care report
* SUBMIT YOUR APPLICATION WITH THE REQUIRED DETAILS:
Attach proof of relevant work experience or training as detailed above (documents or video clip)

✅ Competition registration fee inclusive of
1. Certificate (for competitors)
2. Competition t-shirt
3. Souvenir"

Line OA: .taa ( https://lin.ee/pB6JQOR )
E-mail: [email protected]
Inbox เพจสมาคมรุกขกรรมไทย: TAA-Thai Arboriculture Association .




#สมาคมรุกขกรรมไทย

08/09/2026

“ชวน” โชว์รูปต้นไม้ประจานผลงานรัฐ กลางสภา ตัดแต่งกิ่งไม้ริมถนนทางหลวง “ตัดกุดหัว” เหลือแต่ต้นเตี้ย ซัดหน่วยงานรัฐมักง่ายตัดแบบ “ประหารชีวิต” แนะตั้งงบฯ อบรมใช้ “รุกขกร” ดูแลการตัดแต่ง ย้ำเป็น “สมบัติชาติ”

https://www.thairath.co.th/news/politic/2958286

#ข่าวการเมือง #ไทยรัฐออนไลน์

ขอบคุณมากค่ะ      #รุกขกร
07/09/2026

ขอบคุณมากค่ะ #รุกขกร

หากเรามองไปยังต้นไม้ใหญ่ในเมือง “ร่มเงาและความร่มรื่น” คือ คุณูปการของต้นไม้ใหญ่ที่เราสัมผัสได้ทันที ทว่า เราเคยตั้งคำถามกันต่อไปหรือไม่ว่า แล้วเราจะดูแล รักษาต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ให้มีสุขภาพดี ทำหน้าที่เป็น “ปอดของเมืองใหญ่” อย่างไรให้นานเท่านาน
ด้วยความเป็น “ต้นไม้ใหญ่” การดูแลรักษาจึงไม่ใช่แค่การรดน้ำหรือตัดแต่งกิ่งก้านแบบต้นไม้ทั่วไปเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว “ภารกิจกู้ชีพต้นไม้ใหญ่” ต้องอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และวิศวกรรมขั้นสูง ที่มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อต่อลมหายใจให้กับ ต้นไม้ใหญ่ที่เปรียบไปแล้วก็เหมือนสิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้
เพื่อสร้างความเข้าใจในความสำคัญของ ภารกิจกู้ชีพต้นไม้ใหญ่ ที่มีอยู่ไม่น้อย กระจายอยู่ทั่วประเทศ มูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่หรือ BIG Trees จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดกิจกรรม “Adopt A Tree Talk ภารกิจกู้ชีพต้นไม้ใหญ่” ขึ้น เพื่อชวนผู้เชี่ยวชาญด้านรุกขกรรมของไทยมาบอกเล่าถึงการกู้ชีพต้นไม้ใหญ่ทั่วไทย โดยทุกเรื่องราวเน้นย้ำให้เห็นว่า “ต้นไม้ใหญ่” ไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ แต่เป็นทั้งร่มเงา ระบบนิเวศ และชีวิตที่ต้องการการดูแลอย่างเข้าใจ ไม่เพียงเท่านั้น กิจกรรมเสวนายังเปิดเผยให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการดูแลต้นไม้ใหญ่อย่างถูกวิธีด้วย
เริ่มจาก ดร.วรงค์ วงศ์ลังกา จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มาบอกเล่าเรื่องราวของ “ต้นยางนาหลวง” ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความเชื่อและวัฒนธรรม เพราะต้นไม้ใหญ่คือศูนย์รวมจิตใจของผู้คน การดูแลรักษาจึงต้องอาศัยมากกว่าหลักวิชาการ แต่เป็นการผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมความเชื่อผ่านพิธีบวงสรวงและการปรับพฤติกรรมและความเข้าใจในการดูแลต้นไม้จากการผูกผ้าสามสีสู่การรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ
“ต้นยางนาหลวง วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้นไม้อายุเก่าแก่กว่า 200 ปี ปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2339 เคียงคู่กับหออินทขีลอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักษ์รักษาเมือง จนมาในปี พ.ศ. 2563 ช่วงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นฤดูฝน ต้นยางนาหลวงต้นนี้กลับเริ่มทิ้งใบและกิ่งแห้งอย่างผิดปกติ นอกจากนี้บนเรือนยอดยังมีกาฝากต้นไทรขนาดใหญ่เกาะกินอยู่”
“นอกจากนั้น ทีมนักวิจัยและรุกขกรยังพบว่าบริเวณโคนต้นถูกล้อมปิดทับด้วยคอนกรีตจนไม่เห็นคอราก เมื่อทีมงานสังเกตรอยแตกของคอนกรีตและลองงัดออกดู ก็พบรากอ่อนพยายามดันขึ้นมาหนาแน่นเพื่อหาช่องทางหายใจและรับน้ำ เนื่องจากพื้นคอนกรีตปิดกั้นน้ำและอากาศทั้งหมด อย่างไรก็ดี เราพบว่าความทรุดโทรมของต้นไม้ไม่ได้เกิดจากความเจตนาทำร้าย แต่เกิดจากความรักและความศรัทธาของมนุษย์ เช่น การเทคอนกรีตทับซ้อนกันถึง 6 ชั้นในแต่ละยุคสมัยเพื่อทำแท่นบูชาและวางของเซ่นไหว้ ซึ่งกลายสภาพเป็นรังหนูขนาดใหญ่ และมีการฝังเทวรูปหัก พระหัก หรือยันต์ต่าง ๆ ไว้ใต้ดิน”
“เมื่อรู้ถึงปัญหาอย่างที่กล่าวมานี้แล้ว จึงนำมาสู่แนวทางการวางแผนกระบวนการทำงาน ที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ให้ทางวัดเข้าใจ โดยเรานำลูกยางนาจากต้นอื่นมาเปรียบเทียบกับลูกยางของต้นยางนาหลวงที่ลีบเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้นไม้อ่อนแอและขาดสารอาหารอย่างวิกฤต จนท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสอนุมัติให้ดำเนินการ แต่เนื่องด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นโบราณสถาน การรื้อถอนคอนกรีตจึงเป็นเรื่องที่ยากและไม่เคยทำมาก่อน”
“แต่ในที่สุดทีมงานสามารถทำแบบเสนอแผนงานเปลี่ยนลานคอนกรีตเป็นสนามหญ้า จนผ่านการอนุมัติจากกรมศิลปากรได้สำเร็จ จากนั้นเราใช้กลไกทางวัฒนธรรมเป็นตัวนำ เพราะในชุมชนที่มีความเชื่อท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น การนัดประชุมเพื่อชี้แจงมักไม่ค่อยได้รับความสนใจ ทางทีมงานจึงจัด “พิธีบวงสรวง” ขึ้นมาก่อนทำงาน ซึ่งกลไกความเชื่อนี้ทำให้ชุมชนและผู้เกี่ยวข้องหันมาตั้งใจฟังคำอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการกู้ชีพต้นไม้อย่างสงบและเกรงอกเกรงใจ”
“อุปสรรคต่อมาที่เราต้องก้าวข้าม คือ การบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัด เพราะพื้นที่จัดงานอยู่ติดกับโรงเรียนจึงทำงานได้เฉพาะวันหยุด และมีกฎห้ามส่งเสียงดังเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน ทางทีมงานจึงแก้ปัญหาโดยใช้คนขับรถกระแทกคอนกรีตที่เป็นผู้พิการทางการได้ยิน (หูหนวก) จำนวน 2 คน สลับกันทำงานตามสัญญาณมือ ทำให้สามารถทำงานเจาะคอนกรีตได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดพักหู”
“จากนั้น เป็นขั้นตอนทางเทคนิค ที่ต้องรื้อคอนกรีต เปิด “บ่าราก” และฟื้นฟูดิน หลังจากใช้เครื่องจักรและ “เสียมลม” (Air Spade) เป่าเปิดหน้าดินเพื่อเคลียร์เศษปูนออกจนเห็นคอรากและบ่ารากที่สมบูรณ์แล้ว ทีมงานใช้กระสอบคลุมรากเพื่อพ่นน้ำให้ชุ่มชื้น ป้องกันไม่ให้รากที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาคอนกรีตมานานโดนแดดเผาโดยตรงจนแตกเสียหาย”
“และเนื่องจากวัดยังจำเป็นต้องใช้พื้นที่ใต้โคนต้นจัดงานบวงสรวงประจำปี ทีมงานจึงออกแบบปรับปรุงระบบระบายน้ำใต้ดิน (Sub-drain) เหมือนในสนามกีฬา เพื่อไม่ให้ดินเฉอะแฉะหรืออัดแน่นเมื่อมีคนมาเหยียบย่ำ และปูหญ้าทับด้านบน จากขั้นตอนนี้ ได้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีร่วมกับการวิจัยโดยใช้เครื่องสแกนสามมิติ (3D Laser Scanner/Lidar) เพื่อเก็บข้อมูลทางกายภาพของต้นไม้ ขณะเดียวกัน ในโอกาสนี้ เรายังได้ร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นไปเก็บตัวอย่างศึกษา “จุลินทรีย์โบราณบนยอดไม้” ซึ่งพบว่ายังคงมีจุลินทรีย์โบราณตั้งแต่ยุคก่อนตั้งเมืองเชียงใหม่อาศัยอยู่”
ที่สุดแล้ว อาจารย์วรงค์ ได้ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญที่ทุกคนได้เรียนรู้จากภารกิจกู้ชีพต้นยางนาหลวง ซึ่งมีหลากหลายมิติ

• ความสำเร็จของกิจกรรมเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือร่วมใจ เพราะการรื้อเศษปูนชิ้นเล็กชิ้นน้อยออกจากซอกรากต้องใช้แรงมือและเวลาอย่างมาก ทีมงานจึงทำกิจกรรมชื่อ “หอมฮักหอมแพง” ดึงดูดคนในชุมชน พนักงานโรงแรม ทหาร และสามเณร มาร่วมกันหยิบเศษปูนออก ซึ่งสร้างการมีส่วนร่วมและความหวงแหนร่วมกัน

• อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในโบราณสถาน ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติของสังคม สิ่งที่อาจารย์ ดร.วรงค์ ต้องการแสดงให้เห็น คือ การรักต้นไม้ที่แท้จริงคือการดูแลรดน้ำ ไม่ใช่การนำผ้าแพรไปมัดรัดลำต้นจนขัดขวางการเติบโต และนี่ก็เป็นที่มาของการจัดแคมเปญ “ทิพยธาราบูชาใจหลวง” ที่เปลี่ยนจากการถวายผ้าแพรมาเป็นการส่งน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญต่าง ๆ มาร่วมกันรดน้ำให้ต้นยางนาหลวงแทน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม

• การอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่มีส่วนในการฟื้นคืนระบบนิเวศในเมือง หลังจากรื้อคอนกรีตออกจนดินเย็นขึ้น สัตว์ตามธรรมชาติอย่าง "ผึ้ง" ที่เคยหายไปนานก็บินกลับมารวมตัวทำรังที่ต้นยางนาอีกครั้ง

• ความสำเร็จที่ต้องต่อยอด คือ การสืบสานและเก็บรักษาพันธุกรรม นอกจากกู้ชีพต้นแม่แล้ว ยังได้มีการเก็บเมล็ดของต้นยางนาหลวงไปเพาะพันธุ์เพื่อรักษาพันธุกรรมเดิมไว้ที่สวนพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ด้วย
ดังนั้น บทเรียนจากการกู้ชีพยางนาหลวงของอาจารย์วรงค์จึงเป็นต้นแบบที่เปลี่ยนมิติการอนุรักษ์ไม้ใหญ่ในเมืองจากการปีนตัดแต่งกิ่งธรรมดา ไปสู่การใช้สหวิทยาการที่ผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์รุกขกรรม เทคโนโลยี วิศวกรรม และที่สำคัญที่สุดคือการใช้ “กลไกทางวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
มาถึงเรื่องราวการกู้ชีพ ต้นไม้ใหญ่ ในเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานคร นั่นคือ การอนุรักษ์ “ต้นประดู่แดง” ณ อุทยานเบญจสิริ และ “ต้นจามจุรี” ณ สวนเบญจกิติ ที่เผชิญหน้ากับเส้นแบ่งระหว่างการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีและการตัดทิ้งเพื่อพัฒนาเมือง โดยในเรื่องนี้ คุณศศิมา ดีสร้อย รุกขกรจากมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ เป็นผู้มาบอกเล่าและถอดบทเรียนให้เราฟัง
“พื้นที่ของสวนเบญจกิติเดิมเคยเป็นโรงงานยาสูบ ซึ่งมีแทงค์น้ำใต้ดินขนาดใหญ่ฝังอยู่ เมื่อมีการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสวนป่า ได้มีการนำเครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขนดินและรถแบคโฮเข้ามาทำงาน ส่งผลให้ดินเดิมอัดแน่นอย่างรุนแรง ดินที่อัดแน่นนี้เองที่กลายเป็นการทำร้ายระบบรากของต้นไม้ทางอ้อมในระยะยาว เพราะรากขาดน้ำ สารอาหาร และไม่มีอากาศหายใจ ทำให้ต้นไม้เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนมีโรคและแมลง (หนอน) เข้ามาเจาะทำลายซ้ำเติม”
“ดังนั้น แนวทางในการรักษาฟื้นฟู ต้องทำหลายวิธีร่วมกัน ทั้งตัดแต่งเรือนยอด เพื่อลดน้ำหนักและจัดการกับกิ่งที่เสื่อมโทรมจากนั้นจึงฟื้นฟูระบบรากด้วย “เสียมลม” โดยทีมงานหลีกเลี่ยงการใช้เสียมเหล็กขุดดินเพราะจะทำให้ระบบรากขาดเสียหายหนัก แต่เลือกใช้เทคโนโลยีเสียมลมพ่นลมแรงดันสูงเพื่อเป่าเปิดหน้าดินที่อัดแน่นออกอย่างละเอียด แล้วกำจัดดินเสียและเป่าจนตัวหนอนศัตรูพืชที่กัดกินรากปลิวหลุดออกมาได้ โดยที่โครงสร้างรากเดิมยังคงอยู่ครบถ้วนและไม่ฉีกขาด”
“ส่วนปัญหาที่เกิดกับดิน ทีมงานได้ปรับปรุงโครงสร้างดินด้วย “ถ่านชีวภาพ” หรือ Biochar โดยได้เปลี่ยนดินและใส่วัสดุบำรุงดินที่ผสมถ่านชีวภาพที่ผ่านกระบวนการเผาในระบบปิดที่มีออกซิเจนต่ำ ทำให้ถ่านมีความพรุนสูงเปรียบเสมือนฟองน้ำกักเก็บความชื้น นำไปหมักร่วมกับกรดฮิวมิก และสารชีวภาพเพื่อช่วยดูดซับสารอาหารให้ต้นไม้ดูดซึมไปใช้ได้ในระยะยาว และป้องกันไม่ให้ดินกลับมาอัดแน่นอีก”
“อย่างไรก็ดี เพื่อดูแลต้นไม้ใหญ่นี้อย่างต่อเนื่อง ทีมงานได้กั้นอาณาเขตเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนเดินเข้าไปเหยียบย่ำดินบริเวณโคนต้นซ้ำๆ เพราะน้ำหนักตัวของมนุษย์ที่เหยียบย่ำเป็นจำนวนมากจะทำให้ดินกลับมาอัดแน่นและทำลายจมูกหายใจของรากไม้ได้อีก”
“สำหรับการรักษา “ต้นประดู่แดง” ณ อุทยานเบญจสิริ จำนวน 2 ต้น เราพบก่อนว่าต้นประดู่แดงคู่นี้เป็นต้นไม้ทรงปลูกอันทรงคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งอยู่บริเวณซ้าย-ขวาใกล้กับน้ำพุกลางสวน”
“ในช่วงที่ทีมงานเข้าไปดูแล ต้นประดู่แดงตกอยู่ในภาวะวิกฤต ใบแทบไม่เหลือ มีอาการทิ้งใบและกิ่งแห้งตายจากปลายยอดลงมาเรื่อยๆ (Dieback) อีกทั้งในอดีตยังเคยถูกตัดแต่งกิ่งอย่างรุนแรง แนวทางการรักษาฟื้นฟู จึงต้องใช้วิธีการเดียวกับการฟื้นฟูต้นจามจุรีที่สวนเบญจกิติ โดยการวางโครงสร้างกิ่งใหม่ ฟื้นฟูระบบราก และฟื้นฟูดินรอบโคนต้นผ่านการใช้เสียมลมเปิดหน้าดินเพื่อรักษารากเดิมให้ปลอดภัยที่สุด แล้วบำรุงด้วยดินผสมถ่านชีวภาพเพื่อให้ต้นไม้ทรงปลูกกลับมาแข็งแรงและยืนหยัดได้อย่างสง่างาม”
ต่อมาเป็น “ต้นไม้ใหญ่” ที่ในปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี ที่ไม่ว่าใครที่ไปเที่ยวเมืองกาญก็มักจะปักหมุดเพื่อมาถ่ายรูปกับ “ต้นจามจุรียักษ์” นี้ โดยหารู้ไม่ว่า ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้านี้กำลังส่งเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือว่าตนเองกำลังป่วยอยู่ โดยในภารกิจนี้ เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่าง รศ.ดร.พรเทพ เหมือนพงษ์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านงานรุกขกรรม และ ดร.นครินทร์ ศรีสุวรรณ อาจารย์ด้านวิศวกรรม ที่มาจับมือกันกู้ชีพต้นจามจุรียักษ์ จ.กาญจนบุรี
“ต้นจามจุรียักษ์ ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหนึ่งในตัวอย่างของต้นไม้ใหญ่ที่กำลังประสบปัญหาจากความเชื่อเดิม ๆ ว่าการจัดการต้นไม้เท่ากับการตัดทิ้ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากต้นไม้ใหญ่ ซึ่งนี่เป็นระบบความคิดที่เกิดมาจากการสื่อสารคาดเคลื่อน การเชื่อมโยงผู้คน มนุษย์ เข้ากับต้นไม้อีกครั้งจึงเป็นแนวทางการสื่อสารที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลและตัดแต่งต้นไม้ใหญ่”
“นอกจากนั้น ต้นจามจุรียักษ์ ที่เมืองกาญ ยังเผชิญหน้ากับวิกฤตและความชราภาพของต้นไม้ โดยต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าต้นจามจุรีไม่ใช่ไม้ท้องถิ่นของไทย แต่ถูกนำเข้ามาจากอเมริกาใต้เมื่อประมาณ 130 ปีก่อน และต้นจามจุรียักษ์นี้ก็คือกลุ่มแรกๆ ที่ถูกนำมาปลูกในประเทศ ตามธรรมชาติในป่าดิบสมบูรณ์ไม้ชนิดนี้จะมีอายุขัยเฉลี่ยได้ถึง 300 ปี แต่เมื่อต้องมาเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ถูกรบกวนหรือมีความเป็นเมือง อายุขัยมักจะสั้นลงเหลือเพียง 1 ใน 3 (ประมาณ 100 ปี) ดังนั้นจามจุรียักษ์ต้นนี้ในวัย 130 ปี จึงถือว่าอยู่ใน "วัยชรามาก" และต้องการการประคับประคองเป็นพิเศษ”
“และที่ผ่านมา เมื่อผู้คนเห็นว่านี่เป็นต้นไม้ใหญ่ ก็มักจะคิดว่ามีรุกขเทวดาอยู่ และแสดงความเคารพด้วยการนำผ้า 7 สีไปผูกมัดรอบโคนต้น ซึ่งส่งผลเสียอย่างมากเนื่องจากต้นไม้จะเติบโตและขยายขนาดออกด้านข้าง การรัดตรึงจึงทำลายการเจริญเติบโตของเขา”
“สำหรับ ต้นจามจุรียักษ์ นี้ เรายังพบว่ามีภัยเงียบจากกิ่งยักษ์ของต้นจามจุรีที่มีน้ำหนักถึง 3 ตัน เทียบเท่ารถกระบะ 1 คัน ที่กำลังโน้มต่ำลงและสุ่มเสี่ยงที่จะฉีกขาดทิ้งตัวลงมา ซึ่งจุดนั้นอยู่ตรงบริเวณสะพานทางเดินที่นักท่องเที่ยวชอบเข้าไปยืนถ่ายรูปเช็คอินพอดี หากปล่อยให้กิ่งหักโค่นลงมาจะสร้างอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์”
“ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งต้องหักและไม่ต้องตัดกิ่งที่สวยงามทิ้ง รุกขกรจึงต้องการความรู้ด้านแรงและน้ำหนัก จึงได้เข้าไปจับมือกับวิศวกรโครงสร้างจนเกิดเป็นศาสตร์การทำงานร่วมกันที่เรียกว่า “รุกขวิศวกร” เพื่อออกแบบนวัตกรรมและโครงสร้างค้ำยันขึ้น”
โดยในส่วนนี้ ดร.นครินทร์ ให้ข้อมูลว่า “หลังจากที่คณะกรรมการร่วมตัดสินใจเลือกแนวทางค้ำยันเพื่อรักษาชีวิตต้นไม้แทนการตัด โดยกิ่งยักษ์ที่ต้องการค้ำยันมีความยาวถึง 20 เมตร และมีน้ำหนักกดทับมากเกือบ 10 ตัว ทีมงานทำการคำนวณเชิงลึกทั้งเรื่องการกระจายน้ำหนักของกิ่งไม้ การทดสอบความหนาแน่นของชั้นดินในพื้นที่ และการคำนวณแรงลม (Wind Load) ที่อาจพัดโบกจนเกิดแรงบิดขณะฝนตกหนัก”
“และในการติดตั้งเสาค้ำยัน ทีมงานหลีกเลี่ยงการขุดดินเทปูนแบบดั้งเดิมที่น้ำปูนจะไปอุดตันเส้นเลือดรากไม้ แต่เลือกใช้ฐานราก เข็มเหล็กสำเร็จรูปจำนวน 4 จุด ขันสกรูลงไปในชั้นดิน ซึ่งมีความแข็งแรงรับน้ำหนักได้สูงโดย ไม่มีแรงสั่นสะเทือน ไม่มีฝุ่น และไม่ทำลายระบบรากใต้ดิน ทั้งยังใช้หัวค้ำยันปรับระดับได้ (Fixy 3) เพื่อให้บริเวณจุดสัมผัสระหว่างเหล็กค้ำยันกับเปลือกไม้ ได้รับการออกแบบให้ใช้แผ่นพลาสติกรองเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อไม้เกิดบาดแผลเรื้อรัง ซึ่งตัวอุปกรณ์สามารถปรับระยะสูง-ต่ำ รวมถึงยืดหดทิศทางได้ เพื่อให้สอดรับกับการขยายตัวและเติบโตของเนื้อไม้ในแต่ละปี”
“และจากการตรวจพบล่าสุดพบว่ารอยฉีกที่โคนกิ่งเริ่มขยับกว้างขึ้น จึงจำเป็นต้องย้ายจุดค้ำยันขยับจากปลายกิ่งเข้ามาใกล้โคนกิ่งมากขึ้น ซึ่งจุดนี้จะใกล้ชิดกับระบบรากหลักใต้ดิน ทีมงานจึงต้องใช้ เครื่องสแกนรากใต้ดิน เพื่อตรวจหาตำแหน่งพิกัดของรากที่ชัดเจน ป้องกันไม่ให้การเจาะฝังเข็มเหล็กใหม่ไปรบกวนระบบรากเดิมด้วย”
ที่สุดแล้ว เรื่องราวที่บอกเล่ามานี้ เป็นแค่เพียงการบอกกล่าวให้เห้นถึงความพยายามของคนกลุ่มเล็กๆ ทว่ามีพลังยิ่งใหญ่ ที่สามารถกอบกู้ต้นไม้ใหญ่ได้ทั้งต้น พลังนี้ไม่ได้เกิดจากซูเปอร์ฮีโร่แต่อย่างใด ทว่า ภารกิจกู้ชีพต้นไม้ใหญ่เหล่านี้จะสำเร็จและยั่งยืนได้ ต้องอาสัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนที่สนับสนุนทุน และคนเมืองที่ร่วมสละแรงกาย ความรู้ หรือสละเวลาช่วยกันดูแลคนละไม้คนละมือเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเมืองร่วมกันนั่นเอง
----------
The Changemaker says :

จากการฟัง “Adopt a Tree Talk ภารกิจกู้ชีพต้นไม้ใหญ่” มีบางช่วงบางตอน ที่เราสงสัยว่าแล้วการกู้ชีพต้นไม้ใหญ่ หรือการอนุรักษ์ ดูแล รักษาต้นไม้ในเมืองใหญ่นั้น จะมีความหมายในเชิงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติได้เลยหรือไม่ ต่อความสงสัยนี้ คุณศศิมา รุกขกรจากมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ ได้ให้คำตอบเป็นการสรุปประเด็นสำคัญและข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมว่าจากการสำรวจข้อมูลทางสถิติด้วยการใช้ซอฟต์แวร์สำรวจสุขภาพและจัดเก็บข้อมูลต้นไม้ใหญ่ ชี้ให้เห็นว่า การตัดต้นไม้ใหญ่เดิมทิ้งแล้วปลูกต้นเล็กทดแทน หรือการตัดต้นไม้เพื่อพัฒนาเมืองนั้นไม่คุ้มค่ากันเลย โดยเปรียบเทียบค่าการกักเก็บคาร์บอนให้เห็นภาพชัดเจน
ต้นไม้ทั้งหมดในอุทยานเบญจสิริ ที่มีอยู่ประมาณ 300-400 ต้น สามารถกักเก็บคาร์บอนสะสมทั้งหมด (เทียบเท่าเงินออมในธนาคาร) สามารถทดแทนการปล่อยคาร์บอนจากการขับรถยนต์ใช้น้ำมันเดินทางรอบโลกได้ถึง 72 รอบ หรือเทียบเท่าการเปิดเครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 BTU ทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อเนื่องกันยาวนานถึง 86 ปี ส่วนประสิทธิภาพการกักเก็บคาร์บอนรายปี (เทียบเสมือนดอกเบี้ยรายปี) เทียบเท่ากับการขับรถยนต์เดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ได้ถึง 60 รอบต่อปี หรือชาร์จสมาร์ทโฟนได้สูงถึง 2.6 ล้านครั้งต่อปี
ขณะที่ ต้นจามจุรี เพียง 1 ต้น ณ สวนเบญจกิติ สามารถกักเก็บคาร์บอนต่อปี ทดแทนการขับรถยนต์ระยะทาง 460 กิโลเมตรต่อปี สามารถทดแทนการเปิดแอร์ขนาด 12,000 BTU ตลอด 24 ชั่วโมงได้ต่อเนื่อง 120 ชั่วโมงต่อปี ชดเชยคาร์บอนจากการชาร์จสมาร์ทโฟนได้ถึง 14,000 ครั้งต่อปี (เพียงพอสำหรับความต้องการใช้งานของคน 10-15 คน ตลอดทั้งปี)
จากข้อมูลข้างต้นนี้ คงทำให้ใครหลายคนได้คล้อยตามว่าการอนุรักษ์หรือการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา “ต้นไม้ใหญ่” นั้น มีผลดีอย่างไร ซึ่งในฐานะประชาชนทั่วไป เราก็สามารถมีส่วนร่วมในภารกิจนี้ได้ ทั้งในแง่การปรับพฤติกรรมส่วนตัว การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน และการสนับสนุนเชิงนโยบาย เช่น
• ระมัดระวังกิจกรรมบริเวณโคนต้นไม้ หลีกเลี่ยงการเข้าไปเหยียบย่ำ หรือตั้งโต๊ะปิกนิก/ที่นั่งใต้บริเวณโคนต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก เพราะน้ำหนักตัวและการเหยียบย่ำจะทำให้ดินอัดแน่น ส่งผลให้รากขาดอากาศและน้ำจนอ่อนแอ รวมถึงไม่เทปูนคอนกรีตหนาทับถมโคนต้นไม้

• เปลี่ยนวิธีการแสดงความรักและความศรัทธา หลีกเลี่ยงการนำผ้าเจ็ดสีไปมัดรัดรอบลำต้นไม้ใหญ่ เพราะต้นไม้เติบโตขยายออกด้านข้าง การรัดตรึงจะขัดขวางการเติบโต

• หยุดพฤติกรรมทำร้ายต้นไม้สาธารณะ ไม่ใช้โคนต้นไม้ใหญ่เป็นที่ทิ้งขยะ หรือห้ามเทน้ำร้อน น้ำแกง และน้ำมันเหลือใช้จากการปรุงอาหารลงบนโคนต้นไม้ริมทางเท้าเด็ดขาด และไม่นำไม้ค้ำไปตอกตะปูยึดติดกับเนื้อลำต้นไม้โดยตรง เพราะจะทำให้เกิดแผลเรื้อรังที่ไม่มีวันหาย

• ร่วมระดมทุนผ่านแคมเปญ Adopt a Tree เนื่องจาก “งบประมาณ” เป็นอุปสรรคสำคัญในการดูแลกู้ชีพต้นไม้ใหญ่ โดยเฉพาะต้นไม้ทั่วไปในชุมชนที่ไม่ได้เป็นไอคอนเด่นของเมือง ประชาชนจึงสามารถมีส่วนร่วมโดยการร่วมสมทบทุนผ่านแพลตฟอร์ม Socialgiver เพื่อกระจายทรัพยากรไปใช้ในการตรวจสุขภาพ ประเมินความเสี่ยง และจ้างรุกขกรมืออาชีพเข้ามาดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นระยะยาว

• ช่วยกันส่งเสียงเพื่อผลักดันนโยบายเมือง เพราะในปัจจุบัน ต้นไม้ใหญ่มักจะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในอันดับความสำคัญแรกๆ ของการพัฒนาเมือง เสียงและพลังสนับสนุนจากประชาชนทุกคนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยกันพูดคุย สื่อสาร และเรียกร้องให้ผู้บริหารเมืองเห็นความสำคัญและกำหนดนโยบายดูแลสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องอย่างยั่งยืน
---------
#ภารกิจกู้ชีพต้นไม้ใหญ่

05/09/2026

Adopt a Tree Project

Adopt a Treeภารกิจกู้ชีพต้นไม้ที่ทุกคนต้องร่วมมือกันในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปีมานี้ถึงแม้มนุษย์จะพัฒนาโลกให้ก้าวหน้าได้...
05/09/2026

Adopt a Tree
ภารกิจกู้ชีพต้นไม้
ที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน

ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปีมานี้ถึงแม้มนุษย์จะพัฒนาโลกให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว ทว่าขณะเดียวกันยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองนี้มนุษย์ก็กลับเร่งอัตราทำลายธรรมชาติได้อย่างว่องไวที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน วิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคนี้ต่างก็ทำกิจกรรมปลดปล่อยคาร์บอนมหาศาลตลอดเวลาจนทำให้โลกเข้าขั้นวิกฤต แล้วสิ่งที่จะช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไว้ได้ดีที่สุดก็คือธรรมชาตินั่นเอง

แน่นอนว่าต้นไม้เป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญของกระบวนการนี้ โดยเฉพาะบรรดาต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นไม้ใหญ่กว่าจะเติบโตจนให้ประโยชน์กับเราได้ต้องใช้เวลานานหลายปี การที่มันตายลงกระทันหันนั้นก็ไม่สามารถหาต้นไม้แบบเดียวกันมาทดแทนได้แบบทันทีทันใด หนึ่งในทางที่เราสามารถร่วมกันช่วยแก้ปัญหาได้ดีที่สุดก็คือการดูแลรักษาให้ดี ต้นไม้ก็เหมือนมนุษย์ที่ควรหมั่นตรวจสุขภาพและฟื้นฟูให้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นเราอาจต้องสูญเสียคุณค่าทางธรรมชาติตลอดจนประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถประเมินค่านี้ได้ไปอย่างถาวร

สถานการณ์ต้นไม้ใหญ่ในเมือง

ในอดีตหากจะเกิดเมืองก็ต้องตัดไม้ถางพงให้โล่งเตียน แต่ปัจจุบันเมืองใหญ่หลายเมืองเริ่มกลับมาเห็นความสำคัญของธรรมชาติและต้นไม้ในเขตเมืองมากขึ้น ในเมืองไทยเองก็เช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นต้นไม้ใหญ่ไปจนถึงต้นไม้ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์จำนวนมากก็กำลังเผชิญกับวิกฤตที่ไม่คาดคิดเหมือนกัน โดยเฉพาะต้นไม้ในเขตเมืองหรือชุมชนที่กำลังเผชิญกับปัญหารอบด้านอย่างนับไม่ถ้วน ทั้งการเบียดบังของสิ่งก่อสร้าง การแย่งพื้นที่ (ดิน) สำหรับยืนหยัดและหายใจ การเผชิญกับมลพิษ การเป็นแหล่งรองรับขยะ ตลอดจนได้รับการดูแลอย่างไม่ถูกวิธี สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ต้นไม้ในเมืองเริ่มอ่อนแอและทยอยทรุดโทรมลงเรื่อย จนหลายต้นเริ่มเสี่ยงยืนต้นตายในที่สุด

ถึงแม้ตอนนี้ภาพที่เราเห็นจะเป็นภาพของเมืองที่ดูเขียวขจีร่มรื่นขึ้นก็ตาม แต่ความจริงแล้วทุกวันนี้ต้นไม้ใหญ่ในเมืองมากมายกำลังอยู่ในวิกฤตและอาจมีแนวโน้มลดลงเร็วกว่าที่คาด หลายต้นทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นความทรงจำคู่ชุมชนมาช้านาน ตลอดจนเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ส่งต่อมาหลายชั่วอายุคนแล้ว

อีกด้านในมิติปัจจุบันต้นไม้ยังเป็นเสมือน “เครื่องปรับอากาศธรรมชาติ” ที่ให้คุณประโยชน์กับเมืองมากมาย ทั้งกรองฝุ่น ลดมลพิษ ลดอุณหภูมิคลายร้อน กักเก็บคาร์บอน ทำให้เราหายใจได้สดชื่นและสะดวกมากขึ้น คนในสังคมเมืองทุกวันนี้ต่างรู้และเข้าใจในประโยชน์ของต้นไม้กันเป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ถึงปัญหาและใส่ใจในการดูแลต้นไม้เหล่านี้อย่างจริงจังและถูกวิธี

รวมพลังกอบกู้และฟื้นฟูชีวิต

วิกฤตต้นไม้ในเมืองนั้นละเอียดอ่อนมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นไม้เท่านั้นแต่มันยังเกี่ยวโยงกับผู้คน สิ่งก่อสร้าง ที่ดิน เศรษฐกิจ ไปจนถึงมิติทางวัฒนธรรมเลยทีเดียว ดังนั้นการดูแลและจัดการกับต้นไม้ใหญ่ในเขตเมืองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคนทุกภาคส่วนร่วมกันดูแลปอดของเมืองนี้ด้วยกัน

หนึ่งในหมู่ต้นไม้ใหญ่ในเมืองที่ได้รับการกอบกู้และฟื้นฟูก่อนสายเกินแก้ ทั้งยังเป็นโปรเจกต์นำร่องของการดูแลต้นไม้เมืองได้อย่างน่าสนใจก็คือ “ต้นยางนา” ณ วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านในวัดสำคัญประจำจังหวัดที่ยืนหยัดให้ความร่มเย็นและเป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองมายาวนานกว่า 220 ปี

ทว่าต้นไม้ที่ผู้คนเคารพสักการะมายาวนานนี้กลับต้องเผชิญปัญหาจากความศรัทธามากมาย ทั้งในเรื่องการสร้างสิ่งก่อสร้างล้อมพื้นที่ต้นไม้เข้าไปเรื่อย ๆ ทั้งพลังศรัทธาหลายยุคหลายสมัยก่อให้เกิดการทำร้ายต้นไม้แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้ตัว ทั้งการสักการะบูชาหรือแม้แต่เส้นไหว้แก้บนตามความเข้าใจผิดแบบเดิมจนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นปฏิกูลหมักหมมและสกปรก น้อยคนจะตระหนักได้และคิดว่าพลังบุญเหล่านี้อาจกำลังฆ่าต้นไม้ให้ตายลงทุกที

“เราคุยกับทางวัดหลายรอบถึงปัญหานี้ จนสุดท้ายเราต้องเอาดอกยางนาที่หล่นมาจากต้นยางในวัดเจดีย์หลวง ไปเทียบให้ดูกับดอกยางนางที่หล่นจากต้นในพื้นที่อื่น สีมันต่างกันชัดเจน ทางวัดจึงเข้าใจและยอมให้เราเข้าไปกอบกู้ต้นไม้เมืองได้ทัน” ตัวอย่างของดอกยางนาพื้นที่อื่นนั้นมีสีเขียวสดใสดูมีชีวิตชีวาแตกต่างอย่างชัดเจนกับดอกยางนางจากต้นในวัดเจดีย์หลวงซึ่งมีสีน้ำตาลและแห้งกรอบอันเป็นสัญญาณบ่งบอกวิกฤตที่เปรียบเทียบได้อย่างเห็นภาพ และนี่คือหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ ผศ.ดร.วรงค์ วงศ์ลังกา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้เล่าให้ฟังถึงการที่วัดเริ่มเปิดใจและอนุญาตให้เราสามารถเริ่มเข้าไปช่วยชีวิตต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ได้ทันท่วงที

หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการบูรณะพื้นที่รอบต้นยางนากันใหม่ภายใต้การฟื้นฟูคุณภาพชีวิตต้นไม้ตามมาตรฐานศาสตร์รุกขกรรมผสมผสานกับวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อทำให้ต้นยางนากลับมามีชีวิตชีวาและเป็นต้นไม้เก่าแก่ทรงคุณค่าคู่บ้านคู่เมืองสืบต่อไป

พื้นปูนที่เคยปิดทับหลายต่อหลายชั้นถูกรื้อทิ้งหมดเพื่อเปิดหน้าดินให้รากได้หายใจ ตลอดจนทำความสะอาดและเคลียร์ขยะต่าง ๆ ก่อนที่จะฟื้นฟูดินโดยรอบและปรับภูมิทัศน์แนวธรรมชาติใหม่ที่ช่วยให้ต้นยางนายืนต้นได้แข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากจะได้ฟื้นคืนชีวิตให้ต้นไม้ใหญ่แล้วก็ยังทำให้พื้นที่บริเวณนี้สวยงามน่าแวะมาเยือนมากขึ้นด้วย และนี่อาจเป็นวิธีการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรทำและเป็นการสร้างบุญที่ได้อานิสงส์อย่างแท้จริง

อีกต้นไม้ใหญ่ที่ได้รับการช่วยชีวิตก่อนสายเกินแก้นี้ ถึงแม้ภายนอกจะดูเติบโตงดงามแผ่กิ่งก้านสาขาร่มเย็นและอยู่ในสภาพแวดล้อมอันเขียวขจีก็ตาม แต่ความจริงแล้วภาพอันสวยงามนี้กำลังซ่อนปัญหาบางอย่างไว้อย่างน่ากังวลทีเดียว แทบไม่น่าเชื่อว่าต้นไม้ต้นนี้ก็คือ “ต้นจามจุรี” อายุนับร้อยปีที่ยืนต้นสง่างามอยู่ภายในสวนเบญจกิติอันร่มรื่นใจกลางกรุงเทพฯ

เนื่องจากเดิมทีบริเวณนี้เป็นพื้นที่โรงงานยาสูบเก่าที่ถูกปรับโฉมให้กลายเป็นสวนป่ากลางเมือง ทว่าก่อนหน้าต้นไม้ใหญ่บริเวณนี้เติบโตตามธรรมชาติและไม่ได้รับการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมสักเท่าไร ประกอบกับช่วงเวลาก่อสร้างสวนเบญจกิตินั้นมีการปรับพื้นที่ใหม่ด้วยการถมดินและอัดแน่นตลอดทั้งสวนจนขาดความร่วนซุย ทำให้รากของต้นไม้ขาดอากาศหายใจลงเรื่อย ๆ รวมถึงคุณภาพดินเสื่อมลงจนเริ่มส่งผลต่อการเจริญเติบโต

“เราต้องล้อมปิดพื้นที่โดยรอบต้นจามจุรีเพื่อเข้าไปเคลียร์ดินใหม่ทั้งหมด เปิดหน้าดินให้รากได้สัมผัสอากาศง่ายขึ้น ใช้เสียมลมเคลียร์ดินที่อัดแน่นตามรากเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น และทำให้ดินร่วนซุยขึ้นด้วย แถมยังไม่ทำให้รากขาดหรือเสียหาย จากนั้นก็เสริมไบโอชาร์ (Biochar) ถ่านชีวภาพเพื่อช่วยปรับคุณภาพดินและเสริมแร่ธาตุให้กับต้นไม้ใหม่ เราอยากให้เขาเติบโตคู่กับสวนนี้อย่างแข็งแรงต่อไป” ศศิมา ดีสร้อย รุกขกรหญิงในนาม Big Trees Project ที่เสมือนเป็นหมอต้นไม้เข้ามาเซฟชีวิตคนไข้ไว้ได้ทันเวลาเล่าให้เราฟังถึงกรณีต้นไม้ป่วยแต่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น

ต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนคนเราที่ยามป่วยก็ต้องการหมอรักษาให้ถูกวิธี นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้นไม้ใหญ่ในเมืองทั้งหลายจึงต้องมี ‘รุกขกร’ ที่เปรียบเสมือนหมอต้นไม้ดูแลอย่างใกล้ชิดก่อนสายเกินแก้

“สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ร่มรื่นมาก ต้นไม้ทั้งเกาะมีรุกขกรหลายพันคนคอยดูแลอย่างทั่วถึง ทุกต้นจะถูกตรวจเช็คสุขภาพประจำปีด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ต้นไหนป่วยก็รักษาได้ทัน นโยบายประเทศเขาให้ความสำคัญกับธรรมชาติมาก” รศ.ดร.พรเทพ เหมือนพงษ์ อาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้บุกเบิกและวางรากฐานวิชาชีพรุกขกรในเมืองไทยพูดถึงประเทศที่ให้ความสำคัญกับหมอต้นไม้และดูแลธรรมชาติด้วยความจริงจังอย่างถูกวิธี ซึ่งนี่เป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างหนึ่ง ทว่าหากกลับมาย้อนมองดูบ้านเราทุกสิ่งทุกอย่างกำลังตรงข้ามกัน

บ้านเรายังมีรุกขกรจำนวนน้อย ขาดแคลนอุปกรณ์ดูแลธรรมชาติอยู่มาก รวมถึงนโยบายระดับชาติก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นัก ทว่าขณะเดียวกันก็เริ่มมีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่เห็นความสำคัญและใส่ใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงเริ่มต้นพัฒนาด้านรุกขศาสตร์และรุกขกรอย่างจริงจังบ้างแล้ว แต่ก็ต้องการพลังจากทุกคนมาร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเอาใจใส่และจริงจังมากขึ้นเช่นกัน

ขณะเดียวกันหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญอย่าง อ.พรเทพ นั้นก็ยังเป็นหนึ่งในทีมหมอต้นไม้ที่กำลังเฝ้าดูแล “ต้นจามจุรียักษ์” อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ต้นไม้ที่เป็นไอคอนิกระดับประเทศและเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตหนึ่งของไทยด้วย ซึ่งต้นไม้อันทรงคุณค่าของชาตินี้ก็กำลังป่วยหนักและเผชิญวิกฤตเช่นกัน

“ถ้าต้นไม้อยู่ในป่ามันจะเติบโตตามวัฏจักรธรรมชาติของมันเอง ตรงนี้เราไม่ต้องไปห่วงอะไร แต่ถ้าเป็นต้นไม้ในเมืองในชุมชนที่อยู่ร่วมกับมนุษย์ ตรงนี้เราต้องดูแลให้ดีและถูกวิธี เพราะอีกแง่หนึ่งเราต้องป้องกันอันตรายให้กับมนุษย์ด้วย อย่างต้นจามจุรียักษ์ต้นนี้ มันเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งเศรษฐกิจของชุมชน ถ้าดูแลไม่ดีแล้วกิ่งมันหัก ต้นล้ม ความเสียหายจะตามมามากมายด้วย” อ.พรเทพกล่าวเสริม

มิติของการดูแลต้นไม้ในเมืองนั้นมากกว่าแค่บำรุงเขาให้เจริญงอกงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อมนุษย์ไปพร้อมกันด้วย “บางครั้งต้นไม้ป่วยอาการหนักจนช่วยฟื้นฟูตัวเองได้ยาก อยากกิ่งก้านใหญ่ที่ฉีกขาด เราจึงต้องเสริมโครงเหล็กเพื่อช่วยรับน้ำหนักไว้ ไม่งั้นอาจหักเสียหายเป็นอันตรายต่อผู้คน หรือฉีกขาดเปิดแผลจนเป็นเหตุให้ล้มตายได้” ดร.นครินทร์ ศรีสุวรรณ รุกขวิศวกรที่นำหลักวิทยาศาสตร์เข้ามาบูรณาการช่วยเหลือด้านพฤกษศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพนี้เสริมเพิ่มเติม ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในกำลังหลักสำคัญที่ช่วยดูแลต้นจามจุรียักษ์ร้อยปีต้นนี้ให้ยืนต้นอยู่รอดต่อไปด้วยเช่นกัน

ภารกิจที่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน

ยังมีต้นไม้ใหญ่ในเมืองอีกหลายต้นที่รุกขกรเริ่มเข้าไปฟื้นฟูดูแลอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็ยังมีต้นไม้ใหญ่ในเมืองอีกมากมายที่ไร้การดูแลตลอดจนกำลังเผชิญกับวิกฤตและรอการช่วยชีวิตเช่นกัน ต้นไม้สามารถเป็นปอดให้กับเมืองได้ ช่วยกรองฝุ่นและมลพิษ ให้ความร่มรื่นและอากาศบริสุทธิ์ ต้นไม้ดูแลเราแต่เราดูแลต้นไม้กันหรือไม่ อันที่จริงแล้วการดูแลต้นไม้นั้นอาจไม่ใช่หน้าที่ของรุกขกรเพียงอย่างเดียว หากแต่ควรเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม

ไม่ว่าใครก็ร่วมด้วยช่วยกันดูแลต้นไม้ได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดโครงการชวนกันมารักษ์ต้นไม้อย่าง Adopt a Tree หรือ "ภารกิจกู้ชีพต้นไม้" ซึ่งเป็นพันธกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยปกป้องและฟื้นฟูต้นไม้ใหญ่ทรงคุณค่าทั่วประเทศทั้งในมิติของทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและความทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ควรรักษาไว้ ตลอดจนเข้าไปดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของต้นไม้ใหญ่ทรงคุณค่าเหล่านี้อย่างถูกวิธีจากผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ (รุกขกร) โดยตรง

โดยเริ่มตั้งแต่ตรวจสุขภาพต้นไม้ วางแฟนรักษาฟื้นฟู บำรุงตัดแต่ง (ไปจนถึงติดตั้งอุปกรณ์ค้ำยันสำหรับต้นที่กำลังประสบปัญหาหรือต้องการดูแลเป็นพิเศษ) และที่สำคัญคือการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอในระยะยาวเพื่อให้ต้นไม้อยู่รอดอย่างแท้จริงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โครงการ Adopt a Tree (ภารกิจกู้ชีพต้นไม้) นี้ได้หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญอย่าง Big Trees Project มาเป็นแกนหลักในการดูแลซึ่งทำงานร่วมกับ สมาคมรุกขกรรมไทย (TAA – Thai Arboriculture Association), Tree Care Hospital และเครือข่ายรุกขกร เพื่อร่วมส่งเสริมการดูแลและฟื้นฟูต้นไม้ใหญ่อย่างถูกต้องตามหลักวิชาชีพ สำหรับต้นไม้ใหญ่ในเมืองกลุ่มแรกที่อยู่ภายใต้การดูแลของโครงการ Adopt a Tree ซึ่งผ่านการช่วยกู้ชีพและดูแลอย่างใกล้ชิดมาแล้วก็ได้แก่ ต้นจามจุรียักษ์ จ.กาญจนบุรี, ต้นประดู่ทรงปลูก ณ สวนเบญจสิริ กรุงเทพฯ, ต้นจามจุรีประวัติศาสตร์ ณ สวนเบญจกิติ ตลอดจนตามแนวถนนวิทยุ กรุงเทพฯ, และ ต้นยางนา จ.เชียงใหม่ เหล่านี้คือต้นแบบนำร่องในการดูแลต้นไม้ใหญ่อย่างถูกหลักการในระยะยาว และคาดว่าจะขยายการดูแลและตรวจสุขภาพในลักษณะนี้สู่ต้นไม้ใหญ่ในเมืองต้นอื่น ๆ ต่อไปในอนาคตด้วย

การดูแลต้นไม้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ประกอบกับการดูแลต้นไม้นั้นมีรายละเอียดรวมถึงค่าใช้จ่ายตามมาอีกมาก จุดนี้เองจึงเป็นที่ไปที่มาของการต่อยอดโปรเจกต์ชักชวนทุกคนให้มาร่วมดูแลต้นไม้ของเราร่วมกันด้วย โดยโครงการ Adopt a Tree (ภารกิจกู้ชีพต้นไม้) นี้ได้ร่วมมือกับพันธมิตร Socialgiver แพลตฟอร์มสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกันระดมทุนเพื่อหารายได้มาช่วยเหลือโครงการดี ๆ ครั้งนี้ เพื่อให้ร่วมกันดูแลต้นไม้ใหญ่ต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดและร่วมบริจาคสมทบทุนตามต้องการได้ที่ https://www.socialgiver.com/th/give/Adopt-a-Tree ตลอดจนติดตามเรื่องราวดี ๆ จากโปรเจกต์ชวนกันรักษ์ต้นไม้ได้ที่ https://www.facebook.com/bigtreesproject แล้วมาร่วมกันสร้างโลกสีเขียวของเราให้น่าอยู่ไปด้วยกัน

ที่อยู่

Bangkok
10600

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมาคมรุกขกรรมไทย: TAA-Thai Arboriculture Associationผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์