10/09/2026
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดแรกในชีวิตของอันโดนี่ อิราโอล่า จบลงด้วยชัยชนะ แบรดลีย์ บาร์โคล่าได้ลงตัวจริงครั้งแรก และเล่นแบบมีทรง ส่วนโรนัลด์ อาเราโฆ่ ก็ทำให้รู้สึกว่าโชคดี ที่ได้ตัวมาใช้งานแบบไม่ต้องเสียเงินสักปอนด์
นี่คือบทสรุป 21 ข้อ จากเกมแชมเปี้ยนส์ลีก นัดแรกในรอบลีกเฟสของหงส์แดง ที่โค่นแอตเลติโก้ มาดริด ได้สำเร็จ 2-1 เมื่อคืนนี้ พอดูจบเริ่มรู้สึกว่า อันโดนี่ อิราโอล่า จะค้นเจอสูตรอะไรบางอย่างเข้าซะแล้ว
1) ตั้งแต่เกิดมาอิราโอล่า ยังไม่เคยสัมผัสกับเกมแชมเปี้ยนส์ลีกมาก่อนเลยในฐานะผู้จัดการทีม เขาเคยคุมสูงสุดแค่ถ้วยยูโรป้าลีก สมัยอยู่กับ เออีเค ลาร์นาก้า ของไซปรัส
ดังนั้นแชมเปี้ยนส์ลีกนัดนี้ จึงถือเป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิต และต้องเจอกับงานหนักทันที เพราะคู่แข่งคือแอตเลติโก้ มาดริด ทีมดังจากประเทศสเปน
2) ในอดีต สมัยอิราโอล่าคุมราโย บาเยกาโน่ เคยปะทะกับแอตเลติโก้ มาดริด ของดีเอโก้ ซิเมโอเน่ มาแล้วทั้งหมด 4 นัด ปรากฏว่า อิราโอล่าไม่เคยชนะได้เลย (เสมอ 1 แพ้ 3) ดังนั้น เขาเองก็มีแพสชั่น อยากจะโค่นซิเมโอเน่ให้ได้ครั้งแรกเสียที
3) หลายคนบอกว่า ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่จับสลากได้โชคดีที่สุด ในบรรดาทีมจากอังกฤษทั้งหมด เพราะทีมโถ 1 ด้วยกัน ลิเวอร์พูลจับเจอแอตเลติโก้ มาดริด (เหย้า) และ อินเตอร์ มิลาน (เยือน) ไม่ค่อยหนักมาก
ในขณะที่ทีมอื่น ต้องจับไปเจอทีมที่น่ากลัวกว่ามาก อย่าง บาร์ซ่า, เรอัล มาดริด, เปแอสเช หรือ บาเยิร์น ดังนั้นปีนี้ ถือว่าหงส์ใช้ดวงในการจับสลากไปเรียบร้อยแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ฤดูกาลที่แล้วในชปล. หงส์แดงก็จับสลากเจอ 2 ทีมนี้เป๊ะเลยในโถ 1 แอตเลติโก้ (เหย้า), อินเตอร์ (เยือน) ซึ่งก็ชนะรวด เก็บ 6 แต้มได้เต็มๆ ดังนั้นเมื่อมาจับเจอกันอีกครั้ง ก็มีโอกาสที่หงส์จะชนะซ้ำอีก
4) สำหรับสถิติการปะทะกันกับแอตเลติโก้ มาดริดนั้น 3 ครั้งหลังสุด ลิเวอร์พูลชนะ 100% ทั้งยุคคล็อปป์ และ สล้อธ ยิ่งไปกว่านั้น สถิติของทีมตราหมี 5 เกมหลังสุดที่มาเยือนอังกฤษ ก็แพ้ทุกนัด ถ้าอิงจากสถิติ ก็ต้องบอกว่าหงส์ข่มเยอะ มีโอกาสชนะมากกว่า
ในอดีต ถ้าเรานึกภาพถึงทีมตราหมี จะรับรู้ได้ว่าเป็นทีมที่เกมรับแกร่งมาก เสียประตูน้อยสุดๆ แต่ในยุคปัจจุบัน เกมรับก็ไม่ได้แกร่งเท่าเดิมอีกแล้ว ช่วงปรีซีซั่น และ ในลาลีกา รวมทั้งหมด 8 นัด แอตเลติโก้ เก็บคลีนชีทได้แค่ 1 เกม แปลว่าลิเวอร์พูลมีช่องให้เจาะแน่นอน ขอแค่ยิงคมๆ ก็พอแล้ว
5) เกมนี้ลิเวอร์พูลไม่มีโคดี้ กั๊กโปที่กำลังฟอร์มแรง เพราะรู้สึกปวดที่ต้นขา ถ้าฝืนให้ลงสนามก็พอได้ แต่มันจะเสี่ยงทำให้เจ็บ ดังนั้นอิราโอล่าก็เลยดร็อปไปเลย ไม่ใส่ชื่อทั้งตัวจริง และตัวสำรอง ปลอดภัยไว้ก่อน
นั่นเป็นเหตุผลที่เกมนี้ นักเตะมูลค่าร้อยล้าน 3 คนของหงส์แดง โฟลเรียน เวียตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค และ แบรดลีย์ บาร์โคล่า ได้ลงสนามพร้อมเพรียงกัน นี่คือแมตช์แรกที่ทั้งสามคนได้อยู่ในสนาม ณ เวลาเดียวกันด้วย ส่วนตัวรุกอีกคน คือ ริโอ เอ็นกูโมฮา ที่ถูกจับยืนปีกซ้าย
สิ่งที่เราเห็นคือ ตอนนี้ อิราโอล่าค้นพบชุดตัวจริงของเขาแล้ว ในกองหลัง และ กองกลาง หลังจากอาเราโฆ่ ลงเล่นแบ็กขวาในเกมอิปสวิชแล้วเก็บคลีนชีทได้ เขาก็จะยึดตำแหน่งต่อไปยาวๆ ส่วนคู่มิดฟิลด์ตัวกลาง ก็ชัดเจนว่าเขาชอบ โซโบสไล กับ แม็คอัลลิสเตอร์ ยืนคู่กัน มากกว่าใช้กราเวนเบิร์ค
ส่วนม้านั่งสำรอง ลิเวอร์พูลมีแต่ดาวรุ่ง เช่น เทรย์ นีโอนี่, ลุค แชมเบอร์ส, เจมส์ แม็คคอนเนลล์, ลูอิส คูมาส และ เจย์แดน ดันส์ อย่างไรก็ตาม คาดว่า คงถูกส่งลงสนามไม่กี่คน เพราะนี่เป็นเกมที่ยากมาก จำเป็นต้องใช้ความเก๋าของนักเตะซีเนียร์เอาไว้ก่อน
6) ก่อนเกมเริ่ม มีการยืนไว้อาลัย 1 นาที เพื่อรำลึกแด่ผู้เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมที่เนปาล จากเหตุธารน้ำแข็งถล่ม จนน้ำป่า น้ำโคลน ทำลายบ้านเมืองเละไปหมด เหตุการณ์นี้ มีคนเสียชีวิตมากกว่า 1,000 และ สูญหายมากกว่า 5,000 โดยผู้เคราะห์ร้ายที่ยังสูญหาย (คาดว่าเสียชีวิตแล้ว) ก็มีทั้งคนอังกฤษ และ คนสเปน ก็ถือว่ามีความเกี่ยวพันกับสองสโมสรนี้อยู่เหมือนกัน
7) เกมเริ่มแค่ 20 วินาที ลิเวอร์พูลเกือบนำ จากจังหวะคล้ายๆ ประตูในเกมอิปสวิช โซโบสไลแทงให้อิซัคได้ง้างเท้ายิงในเขตโทษ แต่คราวนี้อิซัคยิงออกไปเอง ต่างกับเกมอิปสวิชที่เข้าข้อกว่านี้แล้วเป็นประตู
8 ) แต่แล้วนาทีที่ 17 แอตเลติโก้ ขึ้นนำแบบเซอร์ไพรส์ ต้องชมสกิลของชูเลียน อัลวาเรซ เขาถอยต่ำลงไปถึงแดนตัวเอง จากนั้นกระชากขึ้นมาเลยเส้นกลางสนาม แล้วแทงคิลเลอร์พาส ให้มาร์กอส ยอร์เรนเต้ สอดจากแถวสอง หลุดเดี่ยวซัดผ่านมืออลิสซอนเข้าไป ไม่ล้ำแน่นอน เพราะมิลอส เคอร์เคซ ยืนห้อยเอาไว้เป็นตัวสุดท้าย
มาร์กอส ยอร์เรนเต้ (31 ปี) เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ หรือแบ็กขวา ดังนั้นจึงมีสถิติยิงประตูไม่ค่อยบ่อยนัก อย่างในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตลอดชีวิตเขายิงได้แค่ 10 ลูกเท่านั้น น่าตลกที่ครึ่งหนึ่ง (5 ลูก) เกิดขึ้นที่สนามแอนฟิลด์
เขาถูกโฉลกกับแอนฟิลด์มากๆ เป็นสนามโปรดเลยก็ว่าได้ จนเจ้าตัวเอาไปตั้งชื่อหมาของตัวเองว่า เจ้าแอนฟิลด์
แล้วในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล นักเตะคู่แข่งที่ยิงประตูในสนามแอนฟิลด์มากที่สุด เฉพะรายการยุโรป ก็คือยอร์เรนเต้นี่แหละ (5 ลูก) ดังนั้นคู่ควรแล้ว ที่จะตั้งชื่อหมาตัวเองว่าแอนฟิลด์
9) ขณะที่คนแอสซิสต์ ชูเลียน อัลวาเรซ นี่เป็นเกมแรกที่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในซีซั่นนี้ อัลวาเรซนั้นประกาศจุดยืนว่าอยากย้ายไปบาร์เซโลน่าในช่วงซัมเมอร์ แต่ตัวเขากับเอเยนต์ รุกหนักเกิน จนทำให้ กิล มาริน เจ้าของทีมแอตเลติโก้โมโห และไม่ยอมปล่อยไปไหนทั้งนั้น
นักฟุตบอลยุคปัจจุบัน มักคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าสโมสร ถ้าอยากย้าย ก็จะได้ย้ายง่ายๆ เพราะปกติแล้ว ทีมฟุตบอลจะไม่อยากเก็บนักเตะที่หมดใจไว้ ให้เป็น Toxic เปล่าๆ แต่อัลวาเรซก็ลืมไป ว่าเขาเหลือสัญญากับแอตเลติโก้ ถึงปี 2030 และกิล มาริน ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้นักเตะมาขู่ง่ายๆ
สุดท้ายอัลวาเรซ เลยอยู่ในสถานการณ์อึดอัด ย้ายออกก็ไม่ได้ อยู่ต่อก็โดนแฟนตัวเองโห่ใส่ เพราะทำตัวไม่น่ารักกับต้นสังกัดไปแล้ว ตอนนี้เจ้าตัวก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องตั้งใจเล่น เพื่อเรียกศรัทธาคืนมาจากแฟนตราหมีอีกครั้ง
10) สำหรับประตูที่หงส์แดงเสีย เราเห็นชัดเจนเลยว่า "มิดฟิลด์หาย" อัลวาเรซเลยเลี้ยงแหวกกลางมาได้ตรงๆ คือ การใช้โซโบสไล กับ แม็คอัลลิสเตอร์ คู่กัน ข้อดีคือเกมรุกหวือหวา แต่จุดอ่อน คือไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติ ถ้าเจอคู่แข่งที่มี AMC หรือ False 9 เก่งๆ ตรงกลางจะมีรูโหว่ให้ทะลวงแบบนี้
เกมรุกจะแกร่ง แต่เกมรับก็มีช่องให้เจาะ นี่คือสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกัน แต่อิราโอล่า ก็ยังคงเชื่อมั่นในแผนนี้
11) ลิเวอร์พูลมาตีเสมอในนาทีที่ 40 จากจังหวะต่อเนื่อง บาร์โคล่ายิงไปติดเซฟโอบลัคช็อตแรก แต่บอลยังขลุกขลิกมาเข้าทางลิเวอร์พูล ก่อนที่เพลย์สุดท้าย แบ็กขวา อาเราโฆ่ จะตอกส้นแบบพอดีเป๊ะ ให้โซโบสไล วิ่งมาซัดเปรี้ยงผ่านโอบลัคเข้าไปจนได้ สกอร์ขยับเป็น 1-1
จังหวะนี้ คนที่ต้องได้เครดิต คนแรกคือเวียตซ์ เพราะตอนที่บาร์โคล่ายิงพลาด ในขณะที่เพื่อนบางคนยกมือกุมหัวด้วยความเสียดาย (เช่น เคอร์เคซ) แต่เวียตซ์มีสมาธิในเกม เอาบอลกลับมาเล่นต่อ จนนำมาสู่การบุกชุดต่อมา
คนที่สองคือ อาเราโฆ่ ใครจะไปคิดว่า ผู้เล่นแบ็กขวาแบบเขา จะเติมขึ้นมาถึงกรอบเขตโทษ แล้วมาแอสซิสต์แบบนั้นได้ เป็นจุดที่คาดไม่ถึงมากๆ ว่าจะโผล่มา แล้วตอกส้นอย่างสวยเป๊ะอีกต่างหาก
และคนที่สามคือโซโบสไล ที่ยิงเข้าไปอย่างเนียน ไม่ต้องแรงมาก ยิงให้เข้ามุมก็พอ
พอสามคนนี้ ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เห็นบาร์โคล่าพลาด ก็ไมใช่ขาตายยืนเฉย เป็นที่มาของประตูตีเสมอก่อนจบครึ่งแรกแบบนี้
12) เข้าสู่ครึ่งหลัง นาทีที่ 50 ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-1 จนได้ บอลเริ่มจากสกิลของริโอ เอ็นกูโมฮา กระชากหลบยอร์เรนเต้ แล้วยิงยัดเข้าไป แต่ติดบล็อกกองหลัง อย่างไรก็ตามแอตเลติโก้เคลียร์ไม่ขาด บอลเด้งออกมาถึงหัวกะโหลก แม็คอัลลิสเตอร์ วิ่งมาอัดด้วยซ้ายแบบเต็มข้อจริงๆ ลูกพุ่งวาบเป็นลูกปืน เสียบตาข่ายแบบสวยสุดๆ ยิงมันส์มากๆ
จังหวะนี้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ได้แอสซิสต์ เพราะบอลไปกระดอนโดนเขาคนสุดท้าย ก่อนไหลมาถึงแม็คอัลลิสเตอร์ และต้องชมโซโบสไลด้วยที่เห็นว่า แม็คอัลลิสเตอร์วิ่งมาเตรียมใส่แน่ๆ ก็รีบกระโดดหนี ไม่ให้ขวางทางบอล ไม่งั้นคงจะไปติดพวกเดียวกันเอง
13) โซโบสไล 1 ลูก แม็คอัลลิสเตอร์ 1 ลูก เท่ากับว่า การวางมิดฟิลด์สองคนนี้เล่นด้วยกัน สัมฤทธิ์ผลมากๆ ในแง่เกมรุก ไอเดียของอิราโอล่าได้ผล นั่นหมายความว่า ในเกมต่อๆ ไป พวกเขาก็จะยืนคู่กันอีก ยกเว้นแต่บางนัดที่ต้องการเล่นเกมรับจริงๆ ค่อยเปลี่ยนมาใช้กราเวนเบิร์คบ้าง
14) สำหรับแม็คอัลลิสเตอร์ เขาเหลือสัญญากับลิเวอร์พูลอีก 2 ปี (สิ้นสุดซัมเมอร์ปี 2028) เจ้าตัวออกมาตัดพ้อ ว่ากองกลางคนอื่นๆ ทั้งโซโบสไล และ กราเวนเบิร์ค ได้สัญญาใหม่ไปแล้ว แต่เขายังไม่ได้รับข้อเสนอใดๆ เลย อย่างไรก็ตาม เขายืนยันกับแฟนๆ ว่า "ผมไม่อยากให้ทุกคนกังวล ผมจะเล่นเต็ม 100% จนถึงวันสุดท้ายที่ผมอยู่กับสโมสรแห่งนี้แน่นอน" และนัดนี้ เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พร้อมทุ่มสุดตัว ตามคำที่พูดจริงๆ
15) แบรดลีย์ บาร์โคล่า ถูกเปลี่ยนตัวออก นาทีที่ 59 สรุปผลงานในเกมนี้ เขาสัมผัสบอลทั้งหมด 23 ครั้ง มีโอกาสยิง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้ประตู
ช็อตที่น่าเสียดายที่สุดของบาร์โคล่า คือลูกเคาน์เตอร์ แอทแท็กก่อนยิงเม็ดสอง เขาชิ่งกับเวียตซ์ 2 คนได้น่ากลัวมาก จนได้หลุดเดี่ยวไปดวลกับแยน โอบลัค
เพลย์นี้ บาร์โคล่าจะยิงเองก็ได้ หรือจะเลือกจ่ายให้เพื่อนที่อยู่ทางซ้าย 3 คนที่ยืนโล่งกว่าก็ได้ (หักข้อจ่ายนิดนึง) แต่ในฐานะคนที่เป็นตัวรุก เมื่อหลุดขนาดนี้ มันก็ต้องส่องเอง เจ้าตัวเองก็คงอยากยิงประตูแรกต่อหน้าเดอะ ค็อปให้ได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายลูกหลุดกรอบไปนิดเดียวเท่านั้น น่าเสียดายมาก
เกมนี้บาร์โคล่าไม่มีสกอร์ แต่เห็นนิมิตหมายที่ดี ว่าเป็นผู้เล่นเซนส์ดี เท้าไว มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ปีแรก ขอแค่ให้เวลาเขาปรับตัวกับทีมอีกสักนิด
ส่วนเรื่องสภาพร่างกายที่บางคนกังวล ว่าจะเจ็บไหม เพราะเกมนี้มีจังหวะที่เขาดูจะเจ็บน่อง ต้องมีแพทย์ลงไปดูอาการในสนาม แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอะไรมาก แค่ตะคริวเท่านั้น แต่อิราโอล่าต้องระวังหน่อย เพราะบาร์โคล่าไม่มีแมตช์ฟิต เขาไม่ได้เล่นกับเปแอสเชเลยสักนัดก่อนย้ายมา ถ้าฝืนเกินไป เดี๋ยวจะเจ็บได้
16) ในช่วงครึ่งหลัง แอตเลติโก้ มาดริด ได้บอลเยอะขึ้น แต่ไม่สามารถเจาะลิเวอร์พูลได้เลย เพราะเกมรับมีระเบียบวินัยมาก กองหลังยืนไลน์กันแข็งแรงมาก
อาเราโฆ่ เล่นแบ็กขวาได้เยี่ยมจริงๆ เขาวิ่งชน วิ่งบล็อก ทำทุกอย่างตลอด 90 นาที พอจบเกมก็ได้รางวัล คาร์ลสเบิร์ก แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ที่แฟนๆ ลิเวอร์พูลโหวตให้ในเว็บสโมสร
แฟนหงส์แดงบางคนทวีตว่า "ผมดูมาพอแล้ว เซ็นถาวรอาเราโฆ่เดี๋ยวนี้เลย!"
สำหรับอาเราโฆ่ ถ้าลิเวอร์พูลจะซื้อขาด ราคาอยู่ที่ 47 ล้านปอนด์ ระหว่างนี้ก็เช็กฟอร์มต่อไปเรื่อยๆ ก่อน ถ้าหากยังเล่นดีสม่ำเสมอ ก็สามารถจ่ายเงินซื้อได้เลย นักเตะก็อายุ 27 ปีเท่านั้น ยังใช้งานได้อีกหลายปีต่อจากนี้
17) จบเกม 90 นาที แอตเลติโก้ เจาะไม่เข้าจริงๆ ลิเวอร์พูลเฉือนชนะไป 2-1 เก็บชัยชนะนัดแรก ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นนี้อย่างสวยงาม เป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักคือติด Top 8 ให้ได้ เพื่อจะได้บายในรอบเพลย์ออฟ ไม่ต้องเหนื่อยเพิ่มฟรีๆ อีก 2 นัด
18) ถามว่าหงส์ชนะแบบเพอร์เฟ็กต์ไหม ก็คงไม่ใช่อย่างนั้น เกมรับยังมีรูโหว่ให้เห็นบ้าง รวมถึงการเติมเกมบุก บางทีก็เน้นแต่ฝั่งซ้ายเกิน
แต่ถ้ามองในแง่ดี คือทีมชนะ และหลายคนก็เล่นดี แมน ออฟ เดอะ แมตช์จากยูฟ่า คือโซโบสไล กับผลงาน 1 ประตู สื่อมวลชนหลายสำนักก็เห็นด้วยตามนั้น whoscored ให้คะแนน 8.42 เต็ม 10 เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นมาก ทั้งยิงได้ ทั้งจ่ายบอลดี นี่คือว่าที่กัปตันของหงส์แดงในอนาคตแบบนอนมาเลยทีเดียว
19) ส่วนอีกคนที่อาจถูกมองข้ามไป แต่ก็เล่นได้ดี คือโฟลเรียน เวียตซ์ เขาขยันมาก คล่องตัวมาก และเป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อให้เพื่อนเล่นได้ง่าย เวียตซ์วิ่งไป 12.17 กิโลเมตร มากที่สุดอันดับหนึ่งของทีม
เวียตซ์มีความขยัน และมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย อย่าไปประเมินแค่ว่า เขายิงกี่ลูก หรือ แอสซิสต์กี่ครั้ง แต่ประเมินว่าเขาทำให้ทีมดีขึ้นได้จริงๆ หรือเปล่า ดูจะถูกต้องกว่า
20) สำหรับอิราโอล่า 4 เกมที่เขาคุมหงส์แดง มีข้อสังเกตคือ ยิงประตูได้ "2 ลูก" ทุกนัด อย่างน้อยที่สุดก็การันตีว่ามีประตูแน่ เหลือแค่ว่าเกมรับจะมั่นคงพอ ที่จะไม่เสียประตูได้ไหม ซึ่งถ้าหากเกมรับแข็งแกร่งขึ้นอีก ลิเวอร์พูลทีมนี้จะน่ากลัว และพร้อมร่วมแย่งแชมป์ทุกรายการได้แบบเต็มตัว
ลิเวอร์พูลจะได้พักสั้นๆ แค่ 2 วันนิดๆ เท่านั้น เกมต่อไปจะลงเล่นวันเสาร์นี้ เจอกับฟูแล่ม แต่ก็โชคดี ที่ได้เล่นในบ้านต่อเนื่อง ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยเพิ่ม
21) สิ่งที่แฟนหงส์แดงเริ่มจะรู้สึกนิดๆ แล้ว คือความตื่นเต้นในการดูฟุตบอล เหมือนจะกลับมาอีกครั้ง อยากเฝ้ารอที่จะเชียร์ในทุกแมตช์ ต่างจากช่วงปลายๆ ของอาร์เน่อ สล้อธ ที่ทำให้ท้อแท้ทุกนัด แต่ ณ ปัจจุบันนี้ อิราโอล่า เริ่มต้นสร้างบางอย่างขึ้นมา โดยมันอาจจะนำไปสู่สิ่งที่พิเศษมากๆ ในอนาคตก็ได้ ใครจะรู้