วิเคราะห์บอลจริงจัง

วิเคราะห์บอลจริงจัง ทำไมคนรักกีฬา จะรักการอ่านด้วยไม่ได้ล่ะ ผู้สื่อข่าวสายกีฬา เขียนทุกอย่างตามความรู้สึกที่อยากเขียน ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ
(1472)

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดแรกในชีวิตของอันโดนี่ อิราโอล่า จบลงด้วยชัยชนะ แบรดลีย์ บาร์โคล่าได้ลงตัวจริงครั้งแรก และเล่นแบบ...
10/09/2026

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดแรกในชีวิตของอันโดนี่ อิราโอล่า จบลงด้วยชัยชนะ แบรดลีย์ บาร์โคล่าได้ลงตัวจริงครั้งแรก และเล่นแบบมีทรง ส่วนโรนัลด์ อาเราโฆ่ ก็ทำให้รู้สึกว่าโชคดี ที่ได้ตัวมาใช้งานแบบไม่ต้องเสียเงินสักปอนด์

นี่คือบทสรุป 21 ข้อ จากเกมแชมเปี้ยนส์ลีก นัดแรกในรอบลีกเฟสของหงส์แดง ที่โค่นแอตเลติโก้ มาดริด ได้สำเร็จ 2-1 เมื่อคืนนี้ พอดูจบเริ่มรู้สึกว่า อันโดนี่ อิราโอล่า จะค้นเจอสูตรอะไรบางอย่างเข้าซะแล้ว

1) ตั้งแต่เกิดมาอิราโอล่า ยังไม่เคยสัมผัสกับเกมแชมเปี้ยนส์ลีกมาก่อนเลยในฐานะผู้จัดการทีม เขาเคยคุมสูงสุดแค่ถ้วยยูโรป้าลีก สมัยอยู่กับ เออีเค ลาร์นาก้า ของไซปรัส

ดังนั้นแชมเปี้ยนส์ลีกนัดนี้ จึงถือเป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิต และต้องเจอกับงานหนักทันที เพราะคู่แข่งคือแอตเลติโก้ มาดริด ทีมดังจากประเทศสเปน

2) ในอดีต สมัยอิราโอล่าคุมราโย บาเยกาโน่ เคยปะทะกับแอตเลติโก้ มาดริด ของดีเอโก้ ซิเมโอเน่ มาแล้วทั้งหมด 4 นัด ปรากฏว่า อิราโอล่าไม่เคยชนะได้เลย (เสมอ 1 แพ้ 3) ดังนั้น เขาเองก็มีแพสชั่น อยากจะโค่นซิเมโอเน่ให้ได้ครั้งแรกเสียที

3) หลายคนบอกว่า ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่จับสลากได้โชคดีที่สุด ในบรรดาทีมจากอังกฤษทั้งหมด เพราะทีมโถ 1 ด้วยกัน ลิเวอร์พูลจับเจอแอตเลติโก้ มาดริด (เหย้า) และ อินเตอร์ มิลาน (เยือน) ไม่ค่อยหนักมาก

ในขณะที่ทีมอื่น ต้องจับไปเจอทีมที่น่ากลัวกว่ามาก อย่าง บาร์ซ่า, เรอัล มาดริด, เปแอสเช หรือ บาเยิร์น ดังนั้นปีนี้ ถือว่าหงส์ใช้ดวงในการจับสลากไปเรียบร้อยแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ฤดูกาลที่แล้วในชปล. หงส์แดงก็จับสลากเจอ 2 ทีมนี้เป๊ะเลยในโถ 1 แอตเลติโก้ (เหย้า), อินเตอร์ (เยือน) ซึ่งก็ชนะรวด เก็บ 6 แต้มได้เต็มๆ ดังนั้นเมื่อมาจับเจอกันอีกครั้ง ก็มีโอกาสที่หงส์จะชนะซ้ำอีก

4) สำหรับสถิติการปะทะกันกับแอตเลติโก้ มาดริดนั้น 3 ครั้งหลังสุด ลิเวอร์พูลชนะ 100% ทั้งยุคคล็อปป์ และ สล้อธ ยิ่งไปกว่านั้น สถิติของทีมตราหมี 5 เกมหลังสุดที่มาเยือนอังกฤษ ก็แพ้ทุกนัด ถ้าอิงจากสถิติ ก็ต้องบอกว่าหงส์ข่มเยอะ มีโอกาสชนะมากกว่า

ในอดีต ถ้าเรานึกภาพถึงทีมตราหมี จะรับรู้ได้ว่าเป็นทีมที่เกมรับแกร่งมาก เสียประตูน้อยสุดๆ แต่ในยุคปัจจุบัน เกมรับก็ไม่ได้แกร่งเท่าเดิมอีกแล้ว ช่วงปรีซีซั่น และ ในลาลีกา รวมทั้งหมด 8 นัด แอตเลติโก้ เก็บคลีนชีทได้แค่ 1 เกม แปลว่าลิเวอร์พูลมีช่องให้เจาะแน่นอน ขอแค่ยิงคมๆ ก็พอแล้ว

5) เกมนี้ลิเวอร์พูลไม่มีโคดี้ กั๊กโปที่กำลังฟอร์มแรง เพราะรู้สึกปวดที่ต้นขา ถ้าฝืนให้ลงสนามก็พอได้ แต่มันจะเสี่ยงทำให้เจ็บ ดังนั้นอิราโอล่าก็เลยดร็อปไปเลย ไม่ใส่ชื่อทั้งตัวจริง และตัวสำรอง ปลอดภัยไว้ก่อน

นั่นเป็นเหตุผลที่เกมนี้ นักเตะมูลค่าร้อยล้าน 3 คนของหงส์แดง โฟลเรียน เวียตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค และ แบรดลีย์ บาร์โคล่า ได้ลงสนามพร้อมเพรียงกัน นี่คือแมตช์แรกที่ทั้งสามคนได้อยู่ในสนาม ณ เวลาเดียวกันด้วย ส่วนตัวรุกอีกคน คือ ริโอ เอ็นกูโมฮา ที่ถูกจับยืนปีกซ้าย

สิ่งที่เราเห็นคือ ตอนนี้ อิราโอล่าค้นพบชุดตัวจริงของเขาแล้ว ในกองหลัง และ กองกลาง หลังจากอาเราโฆ่ ลงเล่นแบ็กขวาในเกมอิปสวิชแล้วเก็บคลีนชีทได้ เขาก็จะยึดตำแหน่งต่อไปยาวๆ ส่วนคู่มิดฟิลด์ตัวกลาง ก็ชัดเจนว่าเขาชอบ โซโบสไล กับ แม็คอัลลิสเตอร์ ยืนคู่กัน มากกว่าใช้กราเวนเบิร์ค

ส่วนม้านั่งสำรอง ลิเวอร์พูลมีแต่ดาวรุ่ง เช่น เทรย์ นีโอนี่, ลุค แชมเบอร์ส, เจมส์ แม็คคอนเนลล์, ลูอิส คูมาส และ เจย์แดน ดันส์ อย่างไรก็ตาม คาดว่า คงถูกส่งลงสนามไม่กี่คน เพราะนี่เป็นเกมที่ยากมาก จำเป็นต้องใช้ความเก๋าของนักเตะซีเนียร์เอาไว้ก่อน

6) ก่อนเกมเริ่ม มีการยืนไว้อาลัย 1 นาที เพื่อรำลึกแด่ผู้เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมที่เนปาล จากเหตุธารน้ำแข็งถล่ม จนน้ำป่า น้ำโคลน ทำลายบ้านเมืองเละไปหมด เหตุการณ์นี้ มีคนเสียชีวิตมากกว่า 1,000 และ สูญหายมากกว่า 5,000 โดยผู้เคราะห์ร้ายที่ยังสูญหาย (คาดว่าเสียชีวิตแล้ว) ก็มีทั้งคนอังกฤษ และ คนสเปน ก็ถือว่ามีความเกี่ยวพันกับสองสโมสรนี้อยู่เหมือนกัน

7) เกมเริ่มแค่ 20 วินาที ลิเวอร์พูลเกือบนำ จากจังหวะคล้ายๆ ประตูในเกมอิปสวิช โซโบสไลแทงให้อิซัคได้ง้างเท้ายิงในเขตโทษ แต่คราวนี้อิซัคยิงออกไปเอง ต่างกับเกมอิปสวิชที่เข้าข้อกว่านี้แล้วเป็นประตู

8 ) แต่แล้วนาทีที่ 17 แอตเลติโก้ ขึ้นนำแบบเซอร์ไพรส์ ต้องชมสกิลของชูเลียน อัลวาเรซ เขาถอยต่ำลงไปถึงแดนตัวเอง จากนั้นกระชากขึ้นมาเลยเส้นกลางสนาม แล้วแทงคิลเลอร์พาส ให้มาร์กอส ยอร์เรนเต้ สอดจากแถวสอง หลุดเดี่ยวซัดผ่านมืออลิสซอนเข้าไป ไม่ล้ำแน่นอน เพราะมิลอส เคอร์เคซ ยืนห้อยเอาไว้เป็นตัวสุดท้าย

มาร์กอส ยอร์เรนเต้ (31 ปี) เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ หรือแบ็กขวา ดังนั้นจึงมีสถิติยิงประตูไม่ค่อยบ่อยนัก อย่างในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตลอดชีวิตเขายิงได้แค่ 10 ลูกเท่านั้น น่าตลกที่ครึ่งหนึ่ง (5 ลูก) เกิดขึ้นที่สนามแอนฟิลด์

เขาถูกโฉลกกับแอนฟิลด์มากๆ เป็นสนามโปรดเลยก็ว่าได้ จนเจ้าตัวเอาไปตั้งชื่อหมาของตัวเองว่า เจ้าแอนฟิลด์

แล้วในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล นักเตะคู่แข่งที่ยิงประตูในสนามแอนฟิลด์มากที่สุด เฉพะรายการยุโรป ก็คือยอร์เรนเต้นี่แหละ (5 ลูก) ดังนั้นคู่ควรแล้ว ที่จะตั้งชื่อหมาตัวเองว่าแอนฟิลด์

9) ขณะที่คนแอสซิสต์ ชูเลียน อัลวาเรซ นี่เป็นเกมแรกที่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในซีซั่นนี้ อัลวาเรซนั้นประกาศจุดยืนว่าอยากย้ายไปบาร์เซโลน่าในช่วงซัมเมอร์ แต่ตัวเขากับเอเยนต์ รุกหนักเกิน จนทำให้ กิล มาริน เจ้าของทีมแอตเลติโก้โมโห และไม่ยอมปล่อยไปไหนทั้งนั้น

นักฟุตบอลยุคปัจจุบัน มักคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าสโมสร ถ้าอยากย้าย ก็จะได้ย้ายง่ายๆ เพราะปกติแล้ว ทีมฟุตบอลจะไม่อยากเก็บนักเตะที่หมดใจไว้ ให้เป็น Toxic เปล่าๆ แต่อัลวาเรซก็ลืมไป ว่าเขาเหลือสัญญากับแอตเลติโก้ ถึงปี 2030 และกิล มาริน ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้นักเตะมาขู่ง่ายๆ

สุดท้ายอัลวาเรซ เลยอยู่ในสถานการณ์อึดอัด ย้ายออกก็ไม่ได้ อยู่ต่อก็โดนแฟนตัวเองโห่ใส่ เพราะทำตัวไม่น่ารักกับต้นสังกัดไปแล้ว ตอนนี้เจ้าตัวก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องตั้งใจเล่น เพื่อเรียกศรัทธาคืนมาจากแฟนตราหมีอีกครั้ง

10) สำหรับประตูที่หงส์แดงเสีย เราเห็นชัดเจนเลยว่า "มิดฟิลด์หาย" อัลวาเรซเลยเลี้ยงแหวกกลางมาได้ตรงๆ คือ การใช้โซโบสไล กับ แม็คอัลลิสเตอร์ คู่กัน ข้อดีคือเกมรุกหวือหวา แต่จุดอ่อน คือไม่มีมิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติ ถ้าเจอคู่แข่งที่มี AMC หรือ False 9 เก่งๆ ตรงกลางจะมีรูโหว่ให้ทะลวงแบบนี้

เกมรุกจะแกร่ง แต่เกมรับก็มีช่องให้เจาะ นี่คือสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกัน แต่อิราโอล่า ก็ยังคงเชื่อมั่นในแผนนี้

11) ลิเวอร์พูลมาตีเสมอในนาทีที่ 40 จากจังหวะต่อเนื่อง บาร์โคล่ายิงไปติดเซฟโอบลัคช็อตแรก แต่บอลยังขลุกขลิกมาเข้าทางลิเวอร์พูล ก่อนที่เพลย์สุดท้าย แบ็กขวา อาเราโฆ่ จะตอกส้นแบบพอดีเป๊ะ ให้โซโบสไล วิ่งมาซัดเปรี้ยงผ่านโอบลัคเข้าไปจนได้ สกอร์ขยับเป็น 1-1

จังหวะนี้ คนที่ต้องได้เครดิต คนแรกคือเวียตซ์ เพราะตอนที่บาร์โคล่ายิงพลาด ในขณะที่เพื่อนบางคนยกมือกุมหัวด้วยความเสียดาย (เช่น เคอร์เคซ) แต่เวียตซ์มีสมาธิในเกม เอาบอลกลับมาเล่นต่อ จนนำมาสู่การบุกชุดต่อมา

คนที่สองคือ อาเราโฆ่ ใครจะไปคิดว่า ผู้เล่นแบ็กขวาแบบเขา จะเติมขึ้นมาถึงกรอบเขตโทษ แล้วมาแอสซิสต์แบบนั้นได้ เป็นจุดที่คาดไม่ถึงมากๆ ว่าจะโผล่มา แล้วตอกส้นอย่างสวยเป๊ะอีกต่างหาก

และคนที่สามคือโซโบสไล ที่ยิงเข้าไปอย่างเนียน ไม่ต้องแรงมาก ยิงให้เข้ามุมก็พอ

พอสามคนนี้ ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี เห็นบาร์โคล่าพลาด ก็ไมใช่ขาตายยืนเฉย เป็นที่มาของประตูตีเสมอก่อนจบครึ่งแรกแบบนี้

12) เข้าสู่ครึ่งหลัง นาทีที่ 50 ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-1 จนได้ บอลเริ่มจากสกิลของริโอ เอ็นกูโมฮา กระชากหลบยอร์เรนเต้ แล้วยิงยัดเข้าไป แต่ติดบล็อกกองหลัง อย่างไรก็ตามแอตเลติโก้เคลียร์ไม่ขาด บอลเด้งออกมาถึงหัวกะโหลก แม็คอัลลิสเตอร์ วิ่งมาอัดด้วยซ้ายแบบเต็มข้อจริงๆ ลูกพุ่งวาบเป็นลูกปืน เสียบตาข่ายแบบสวยสุดๆ ยิงมันส์มากๆ

จังหวะนี้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ได้แอสซิสต์ เพราะบอลไปกระดอนโดนเขาคนสุดท้าย ก่อนไหลมาถึงแม็คอัลลิสเตอร์ และต้องชมโซโบสไลด้วยที่เห็นว่า แม็คอัลลิสเตอร์วิ่งมาเตรียมใส่แน่ๆ ก็รีบกระโดดหนี ไม่ให้ขวางทางบอล ไม่งั้นคงจะไปติดพวกเดียวกันเอง

13) โซโบสไล 1 ลูก แม็คอัลลิสเตอร์ 1 ลูก เท่ากับว่า การวางมิดฟิลด์สองคนนี้เล่นด้วยกัน สัมฤทธิ์ผลมากๆ ในแง่เกมรุก ไอเดียของอิราโอล่าได้ผล นั่นหมายความว่า ในเกมต่อๆ ไป พวกเขาก็จะยืนคู่กันอีก ยกเว้นแต่บางนัดที่ต้องการเล่นเกมรับจริงๆ ค่อยเปลี่ยนมาใช้กราเวนเบิร์คบ้าง

14) สำหรับแม็คอัลลิสเตอร์ เขาเหลือสัญญากับลิเวอร์พูลอีก 2 ปี (สิ้นสุดซัมเมอร์ปี 2028) เจ้าตัวออกมาตัดพ้อ ว่ากองกลางคนอื่นๆ ทั้งโซโบสไล และ กราเวนเบิร์ค ได้สัญญาใหม่ไปแล้ว แต่เขายังไม่ได้รับข้อเสนอใดๆ เลย อย่างไรก็ตาม เขายืนยันกับแฟนๆ ว่า "ผมไม่อยากให้ทุกคนกังวล ผมจะเล่นเต็ม 100% จนถึงวันสุดท้ายที่ผมอยู่กับสโมสรแห่งนี้แน่นอน" และนัดนี้ เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พร้อมทุ่มสุดตัว ตามคำที่พูดจริงๆ

15) แบรดลีย์ บาร์โคล่า ถูกเปลี่ยนตัวออก นาทีที่ 59 สรุปผลงานในเกมนี้ เขาสัมผัสบอลทั้งหมด 23 ครั้ง มีโอกาสยิง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้ประตู

ช็อตที่น่าเสียดายที่สุดของบาร์โคล่า คือลูกเคาน์เตอร์ แอทแท็กก่อนยิงเม็ดสอง เขาชิ่งกับเวียตซ์ 2 คนได้น่ากลัวมาก จนได้หลุดเดี่ยวไปดวลกับแยน โอบลัค

เพลย์นี้ บาร์โคล่าจะยิงเองก็ได้ หรือจะเลือกจ่ายให้เพื่อนที่อยู่ทางซ้าย 3 คนที่ยืนโล่งกว่าก็ได้ (หักข้อจ่ายนิดนึง) แต่ในฐานะคนที่เป็นตัวรุก เมื่อหลุดขนาดนี้ มันก็ต้องส่องเอง เจ้าตัวเองก็คงอยากยิงประตูแรกต่อหน้าเดอะ ค็อปให้ได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายลูกหลุดกรอบไปนิดเดียวเท่านั้น น่าเสียดายมาก

เกมนี้บาร์โคล่าไม่มีสกอร์ แต่เห็นนิมิตหมายที่ดี ว่าเป็นผู้เล่นเซนส์ดี เท้าไว มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ปีแรก ขอแค่ให้เวลาเขาปรับตัวกับทีมอีกสักนิด

ส่วนเรื่องสภาพร่างกายที่บางคนกังวล ว่าจะเจ็บไหม เพราะเกมนี้มีจังหวะที่เขาดูจะเจ็บน่อง ต้องมีแพทย์ลงไปดูอาการในสนาม แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอะไรมาก แค่ตะคริวเท่านั้น แต่อิราโอล่าต้องระวังหน่อย เพราะบาร์โคล่าไม่มีแมตช์ฟิต เขาไม่ได้เล่นกับเปแอสเชเลยสักนัดก่อนย้ายมา ถ้าฝืนเกินไป เดี๋ยวจะเจ็บได้

16) ในช่วงครึ่งหลัง แอตเลติโก้ มาดริด ได้บอลเยอะขึ้น แต่ไม่สามารถเจาะลิเวอร์พูลได้เลย เพราะเกมรับมีระเบียบวินัยมาก กองหลังยืนไลน์กันแข็งแรงมาก

อาเราโฆ่ เล่นแบ็กขวาได้เยี่ยมจริงๆ เขาวิ่งชน วิ่งบล็อก ทำทุกอย่างตลอด 90 นาที พอจบเกมก็ได้รางวัล คาร์ลสเบิร์ก แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ที่แฟนๆ ลิเวอร์พูลโหวตให้ในเว็บสโมสร

แฟนหงส์แดงบางคนทวีตว่า "ผมดูมาพอแล้ว เซ็นถาวรอาเราโฆ่เดี๋ยวนี้เลย!"

สำหรับอาเราโฆ่ ถ้าลิเวอร์พูลจะซื้อขาด ราคาอยู่ที่ 47 ล้านปอนด์ ระหว่างนี้ก็เช็กฟอร์มต่อไปเรื่อยๆ ก่อน ถ้าหากยังเล่นดีสม่ำเสมอ ก็สามารถจ่ายเงินซื้อได้เลย นักเตะก็อายุ 27 ปีเท่านั้น ยังใช้งานได้อีกหลายปีต่อจากนี้

17) จบเกม 90 นาที แอตเลติโก้ เจาะไม่เข้าจริงๆ ลิเวอร์พูลเฉือนชนะไป 2-1 เก็บชัยชนะนัดแรก ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่นนี้อย่างสวยงาม เป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักคือติด Top 8 ให้ได้ เพื่อจะได้บายในรอบเพลย์ออฟ ไม่ต้องเหนื่อยเพิ่มฟรีๆ อีก 2 นัด

18) ถามว่าหงส์ชนะแบบเพอร์เฟ็กต์ไหม ก็คงไม่ใช่อย่างนั้น เกมรับยังมีรูโหว่ให้เห็นบ้าง รวมถึงการเติมเกมบุก บางทีก็เน้นแต่ฝั่งซ้ายเกิน

แต่ถ้ามองในแง่ดี คือทีมชนะ และหลายคนก็เล่นดี แมน ออฟ เดอะ แมตช์จากยูฟ่า คือโซโบสไล กับผลงาน 1 ประตู สื่อมวลชนหลายสำนักก็เห็นด้วยตามนั้น whoscored ให้คะแนน 8.42 เต็ม 10 เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นมาก ทั้งยิงได้ ทั้งจ่ายบอลดี นี่คือว่าที่กัปตันของหงส์แดงในอนาคตแบบนอนมาเลยทีเดียว

19) ส่วนอีกคนที่อาจถูกมองข้ามไป แต่ก็เล่นได้ดี คือโฟลเรียน เวียตซ์ เขาขยันมาก คล่องตัวมาก และเป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อให้เพื่อนเล่นได้ง่าย เวียตซ์วิ่งไป 12.17 กิโลเมตร มากที่สุดอันดับหนึ่งของทีม

เวียตซ์มีความขยัน และมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย อย่าไปประเมินแค่ว่า เขายิงกี่ลูก หรือ แอสซิสต์กี่ครั้ง แต่ประเมินว่าเขาทำให้ทีมดีขึ้นได้จริงๆ หรือเปล่า ดูจะถูกต้องกว่า

20) สำหรับอิราโอล่า 4 เกมที่เขาคุมหงส์แดง มีข้อสังเกตคือ ยิงประตูได้ "2 ลูก" ทุกนัด อย่างน้อยที่สุดก็การันตีว่ามีประตูแน่ เหลือแค่ว่าเกมรับจะมั่นคงพอ ที่จะไม่เสียประตูได้ไหม ซึ่งถ้าหากเกมรับแข็งแกร่งขึ้นอีก ลิเวอร์พูลทีมนี้จะน่ากลัว และพร้อมร่วมแย่งแชมป์ทุกรายการได้แบบเต็มตัว

ลิเวอร์พูลจะได้พักสั้นๆ แค่ 2 วันนิดๆ เท่านั้น เกมต่อไปจะลงเล่นวันเสาร์นี้ เจอกับฟูแล่ม แต่ก็โชคดี ที่ได้เล่นในบ้านต่อเนื่อง ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยเพิ่ม

21) สิ่งที่แฟนหงส์แดงเริ่มจะรู้สึกนิดๆ แล้ว คือความตื่นเต้นในการดูฟุตบอล เหมือนจะกลับมาอีกครั้ง อยากเฝ้ารอที่จะเชียร์ในทุกแมตช์ ต่างจากช่วงปลายๆ ของอาร์เน่อ สล้อธ ที่ทำให้ท้อแท้ทุกนัด แต่ ณ ปัจจุบันนี้ อิราโอล่า เริ่มต้นสร้างบางอย่างขึ้นมา โดยมันอาจจะนำไปสู่สิ่งที่พิเศษมากๆ ในอนาคตก็ได้ ใครจะรู้

ตอนนี้มีดราม่าเกี่ยวกับวอลเลย์บอลไทย เพราะมีการแบ่งแยก ว่าใครคือแฟนตัวจริง ส่วนใครเป็นแฟนขาจรที่มาเกาะกระแสเฉยๆ เรื่องนี...
09/09/2026

ตอนนี้มีดราม่าเกี่ยวกับวอลเลย์บอลไทย เพราะมีการแบ่งแยก ว่าใครคือแฟนตัวจริง ส่วนใครเป็นแฟนขาจรที่มาเกาะกระแสเฉยๆ เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่แปลกดีเหมือนกัน

ย้อนกลับไปเล็กน้อย เมื่อสัปดาห์ก่อน วอลเลย์บอลสาวไทย สร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์เอเชีย พร้อมได้สิทธิ์ไปโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรก ตั้งแต่ก่อตั้งสมาคม

ในวันแข่งขันนัดชิงกับจีน เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่มาก แฟนกีฬาทั่วประเทศ นั่งดูถ่ายทอดสดทุกแพลตฟอร์ม คนดูสดพร้อมกัน ทะลุล้าน

เมื่อเราชนะ จึงมีแฟนๆ ลงรีแอ็กชั่นโมเมนต์คว้าแชมป์กันมากมาย เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง

พอสาวไทยเดินทางกลับมาจากจีน ก็มีนักข่าว มีแฟนๆ ไปต้อนรับกันเต็มสุวรรณภูมิ ภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกคนก็พร้อมใจซัพพอร์ทเต็มที่ บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยความแฮปปี้

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนั้นเอง มีดราม่าเกิดขึ้น 2 ดอก จาก 2 บุคคล ที่ชื่อ รัศมีแข กับ บอย เอ็นเตอร์เทน เราจะไปอธิบายเหตุการณ์กันทีละสเต็ปนะครับ

เรื่องแรกเกี่ยวกับ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น เขาคือนักแสดงวัย 40 ปี เริ่มเข้าวงการบันเทิง สังกัดค่ายจีเอ็มเอ็ม เจ้าตัวมีความรักในกีฬาวอลเลย์บอลมาก เคยแข่งอาชีพในไทยแลนด์ลีกมาแล้ว นอกจากนั้นยังสนิทสนมกับนักกีฬาทีมชาติมากเป็นพิเศษอีกด้วย

ในวันที่แข่งชนะจีน รัศมีแข เป็นนักวิเคราะห์เกมในสถานีโมโนแม็กซ์ด้วย ช่วงท้ายรายการ เธอพูดขึ้นมาว่า "พวกที่เคยด่าน้องๆ แบบรุนแรงนะคะ การไปโอลิมปิกครั้งนี้ของน้องๆ พวกคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย พวกคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย แล้วพวกคุณก็ไม่ได้อยู่ในเศษเสี้ยว เศษสมองของน้องๆ เลย"

ความหมายของรัศมีแข คือในช่วงที่นักกีฬาลงแข่งแล้วแพ้ ในรายการก่อนๆ (เช่น ซีวีลีก ที่แพ้เวียดนาม) โดนโลกออนไลน์ถล่มยับ วิจารณ์กันดุเดือดมาก

มีบางคนมองว่า การที่นักกีฬาโดนด่าวันนั้น เป็นเครื่องเตือนสติ ทำให้นักกีฬามีสมาธิมากขึ้น มุ่งมั่นมากขึ้น จนกลับมาประสบความสำเร็จในรายการชิงแชมป์เอเชีย

รัศมีแข บอกว่า คนที่วิจารณ์เหล่านั้น "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย" ไม่มีสิทธิ์จะมาเคลมความสำเร็จนี้ ถ้าคนรักกันจริง ต้องซัพพอร์ทกันเสมอในวันที่แพ้ด้วย ลักษณะแบบนั้น

ส่วนตัวผมนะครับ คิดว่ารัศมีแขไม่ควรพูดตอนนั้นเลย เพราะเขาใช้พื้นที่ของช่องอยู่ มันไม่ใช่โซเชียลมีเดียของตัวเองนะ คุณมาออกลูก Fierce กลางจอทีวี คนดูทั้งประเทศแบบนี้ มันผิดที่ผิดทางครับ

ผู้ชมกำลังเอ็นจอยกับภาพความสำเร็จอยู่ กำลังดูการฉลองแชมป์ แต่กลับเอาดราม่ามายัดใส่ให้แบบนี้ (จะหนีก็ไม่ได้ เพราะต้องดูถ่ายทอดสดทางนี้) มันเอาฟีลลิ่งตัวเองมายัดเยียดใส่คนดูเกินไปครับ

ขณะที่ความเห็นของเขานั้น โอเค มันก็ถูกบางมุม เช่น คนที่ด่าแรงมาก หยาบคาย ไล่ไปลงเหว แบบนั้นก็เกินไป แต่กับคนที่วิจารณ์เรื่องแท็กติก เรื่องจังหวะการเล่น เราไม่สามารถพูดได้จริงหรือ? แม้จะแรงก็เถอะ แต่ถ้ามันเป็นความจริง จะไม่ยอมรับกันเชียวหรือ

คำวิจารณ์ คำตำหนิ เป็นสิ่งที่นักกีฬาต้องเผชิญอยู่แล้ว ซึ่งในโลกของกีฬา เราไม่มีธรรมเนียมที่จะต้องรักษาหัวใจอะไรกันขนาดนั้น การวิพากษ์สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติมากๆ

นี่คือประเด็นแรกของรัศมีแขก็จบไป จากนั้นตามมาด้วยประเด็นที่สอง คือเรื่อง บอย เอ็นเตอร์เทน

บอย ชื่อจริงคือ นายธิติพร จุติมานนท์ ปัจจุบันอายุ 49 ปี เขาโด่งดังจากการเป็นนักข่าวบันเทิงของช่อง 9 อสมท. และ ช่อง one31 ผู้คนรู้จักเขาในชื่อ "บอย ไนน์เอ็นเตอร์เทน" แต่ปัจจุบันตัดคำว่าไนน์ออก แล้วเหลือแค่ "บอย เอ็นเตอร์เทน" เฉยๆ โดยบางครั้งเขาจะเรียกแทนตัวเองว่า "แม่บอย"

บอย เอ็นเตอร์เทน สร้างอาณาจักรโซเชียลมีเดียของตัวเองขึ้นมา หลายช่องทาง เช่น ช่อง บอย เอ็นเตอร์เทน, The Entertainment Thailand และ สถานีรื่นรมย์ เป็นต้น

ด้วยความที่บอย มีความชื่นชอบวอลเลย์บอลมากเป็นพิเศษ เขาจึงเข้าไปคลุกคลีมากขึ้นกับวงการ มีการเปิดเพจชื่อ "เชียร์สนุกตบสนั่น" ขึ้นมา สำหรับวอลเลย์บอลโดยเฉพาะ เป็นอีกหนึ่งทางในการสร้างรายได้ด้วย

ความสัมพันธ์ของบอย กับ วอลเลย์บอล ก็ดูจะ win-win นักกีฬาก็ได้พื้นที่สื่อโซเชียลมากขึ้น (fb ของบอย คนตาม 1.1 ล้าน) ส่วนตัวบอยก็ได้สนุกกับแพสชั่นของตัวเอง ได้บินไปเชียร์นักกีฬา แถมได้คอนเทนต์แบบอินไซเดอร์ด้วย

เรื่องราวมันก็ไม่น่าจะมีอะไร แต่แล้ว วันที่ 8 กันยายน ก็มีดราม่าขึ้น เมื่อบอย โพสต์ใน fb ของตัวเอง เป็นรูปหมู่ที่เขาลงกับทีมวอลเลย์บอลหญิง แล้วเขียนแคปชั่นว่า

"เราอยู่ด้วยกันตั้งแต่วันที่ไม่มีใครสนใจ วันนั้นมีแต่คนสาปผลงาน ไม่มีใครปลื้มหลังหมดยุค 7 เซียน แพ้บ่อยจนคนเชียร์ยังต้องให้กำลังใจตัวเอง แต่คนนั่งข้างสนามอย่างเราเชื่อว่า 'พวกเธอมันเริ่ด' พวกเธอทำได้

แม่บอยโดนด่าบ่อยจนชิน เค้าบอกว่าเป็นนางแบกทีมวอลเลย์หญิง ในที่สุด..มีวันนี้ ดีใจที่ใครต่อใครก็มาห้อมล้อม ทุกคนปลื้มกับความเก่งของสาวๆ มีคนรักทั้งประเทศ

ดีใจที่หนูเอาเหรียญทองแชมป์เอเซียมาอวดแม่ ในวันแพ้เรามีกันและกัน วันนี้ก็ยังมีพวกหนูในใจเสมอ แต่มันอิ่มใจมากๆ เท่านั้นเอง ความสุขยังเอ่อล้นทุกวันไม่จบสิ้น

รักนะคะลูกสาว"

วินาทีที่เขาโพสต์ลงปั๊บ ต้องบอกว่ากระแสสังคมรุมด่าแบบสุดๆ ในแง่ว่า ทีมวอลเลย์บอลเนี่ยนะ ไม่มีใครสนใจ Really?

คนไทยรักทีมวอลเลย์บอลมากจะตาย ในการแข่งทุกอีเวนต์ คนเต็มตลอด ส่วนในสนามก็วิจารณ์กันตามเนื้อผ้า เล่นพลาดก็ตำหนิ เล่นดีก็ชื่นชม

แล้วคนไทยสนใจทีมชาติมานานมากแล้ว ตั้งแต่ยุค ปริม อินทวงศ์, พัชรี แสงเมือง, แอนนา ไภยจินดา มายุค 7 เซียน มายุคปัจจุบัน คือเป็นกีฬาที่มีความนิยมอยู่ตลอดด้วยซ้ำ

ในประโยคที่บอยใช้ว่า 'ไม่มีใครปลื้มหลังหมดยุค 7 เซียน' เป็นคำกล่าวที่เกินเบอร์มาก เพราะคนดูก็ซัพพอร์ทอยู่ตลอด

ความรู้สึกของคนทั่วไปที่ได้ยินประโยคนี้ รู้สึกเหมือนว่าบอย ทำตัวเป็นผู้โอบอุ้มทีมชาติคนเดียว หรือไม่ก็ อยากเป็นกองเชียร์นัมเบอร์วันของแผ่นดิน อะไรทำนองนั้น

คำพูดคำจาที่ใช้ เหมือนกับว่าตัวเองเป็นแม่ของทีมชาติไทย มันจะไม่โอเวอร์ไปหน่อยหรือ

ประโยคหนึ่งของบอย ที่เขียนว่า "ดีใจที่หนูเอาเหรียญทองแชมป์เอเซียมาอวดแม่" คนที่จะพูดแบบนี้ได้ ต้องแบบ พ่อแม่ของน้องเนเน่ รอยัล ตอนเห็นลูกได้โกลเด้น บัซเซอร์ อะไรแบบนั้นเลยครับ แต่พอมาจากปากของบอย ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่นิดนึงเหมือนกัน

หลังโดนถล่มมาประมาณ 3 ชั่วโมง บอย edit ข้อความเล็กน้อย แก้ไขคำว่า "ตั้งแต่วันที่ไม่มีใครสนใจ" มาเป็น "ตั้งแต่วันที่ไม่มีสื่อและโซเชียลสนใจ"

จากนั้นบอยพยายามออกตัวว่า เขาไม่ได้พูดถึงแฟนคลับแต่พูดถึง "สื่อ" ต่างหาก ที่ดูไม่เสนอข่าวทีมวอลเลย์บอล มีแต่จะเอามาเอ็นเกจตอนที่ทีมชนะแล้ว

เมื่อเขาบิดคำของตัวเองแบบนี้ ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะมันไปกระตุ้นสื่อมวลชนหลายสำนัก ว่าสื่อเนี่ยนะไม่สนใจ พูดเป็นเล่นหรือเปล่า

ในข้อเท็จจริงคือ สื่อมวลชนทำข่าววอลเลย์บอลกันอย่างดุเดือด มาไม่รู้กี่ปีแล้ว ก่อนที่บอย เอ็นเตอร์เทน จะมาจับกระแสวอลเลย์บอลด้วยซ้ำ

บอยเริ่มเสนอข่าวสารวอลเลย์บอล ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 ณ เวลานั้นจีเอ็มเอ็มที่เขาทำงานอยู่ ซื้อลิขสิทธิ์เนชั่นส์ลีก และ AVC เอามาถ่าย ทางช่อง one และ gmm25

นั่นทำให้เขาต้องเริ่มเดินทางไปเกาะติดทำข่าววอลเลย์บอลทีมหญิงบ่อยขึ้น เพื่อเอาข่าวมาลงใน One News (ที่ซื้อลิขสิทธิ์ไป) ช่วงนั้น เจ้าตัวต้องบินไปฟิลิปปินส์, บัลแกเรีย ไปหลายประเทศ

เมื่อได้เกาะติดวอลเลย์บอลมากขึ้น ได้อยู่ใกล้กับนักกีฬาและทีมสตาฟฟ์ เขาก็เริ่มมีคอนเทนต์แบบอินไซเดอร์มากขึ้น สร้างความแตกต่างจากสำนักข่าวทั่วไป

เมื่อมีความแตกต่าง ทำให้เริ่มมีโฆษณาเข้ามา และสุดท้ายวอลเลย์บอลก็กลายเป็นคอนเทนต์หลักของเจ้าตัวไปเลย

จริงๆ การที่บอย บอกว่ารักวอลเลย์บอล ซัพพอร์ททีมชาติแบบสุดลิ่ม มันก็ไม่ผิดอะไร เพียงแต่คุณไปใช้คำว่า "ไม่มีสื่อสนใจ" แบบนี้ มันไม่ถูกต้อง เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง

ที่สยามกีฬา ในสมัยที่ผมยังทำงานอยู่ จะมีนักข่าวในตำนานชื่อ ป๋าคง-คงศักดิ์ ทองภักดี ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้วนะครับ

ป๋าคงคือเลเจนด์แม้กับนักข่าวด้วยกัน เขาสัมภาษณ์นักวอลเลย์บอลมาแล้วทุกคน ตั้งแต่โค้ชอ๊อตยังเป็นเด็กอะครับ อยู่ในวงการมา 40 ปี

นอกจากป๋าคง มีพี่กุ้ง อรอุมา เวชกุล, พี่นก นินจา ประมูลทรัพย์ ฯลฯ แต่ละคนทำข่าววอลเลย์บอลแบบเข้มข้นมาก ตั้งแต่เยาวชนถึงทีมชาติ

เมื่อก่อนสยามกีฬารายวัน ถ้าใครซื้อเล่มใหญ่ บางวันจะเล่มแยก เขียนถึงวอลเลย์บอลอย่างเดียว 12 หน้า ด้วยนะครับ เจาะลึกกันขนาดนั้นเลย

ไม่ใช่แค่ สยามกีฬา แต่ฝั่ง SMM ก็ทุ่มสุดตัวเรื่องวอลเลย์บอล คุณเอก ประวิตร อนันต์ภักดี จากนักข่าวที่ครั้งหนึ่งโดนโค้ชอ๊อตด่ากลางวง ว่า "คุณทำการบ้านมาหรือเปล่า" เจ้าตัวเก็บความเจ็บใจ แล้วพัฒนาตัวเอง จนกลายเป็นหนึ่งในนักข่าวสายวอลเลย์บอลที่ข้อมูลแน่นที่สุด

รวมถึงคุณกาย ปรีชาชาญ วิริยานุภาพพงศ์ ทำข่าววอลเลย์บอลมาแล้วเป็นสิบปี ให้ความสำคัญกับทุกทัวร์นาเมนต์

แม้แต่ฟรีทีวี สื่อออนไลน์ทุกแห่ง ผมว่าพวกเขาให้เวลา ให้พื้นที่ ให้คุณค่ากับวอลเลย์บอลอย่างมากมายมหาศาล หลายสำนักไม่ได้ทำแค่ทีมชาติชุดใหญ่ แต่ลงไปทำข่าว การแข่งนักเรียน และการแข่งเยาวชน เลยด้วยซ้ำ

อันนี้ในเงื่อนไขที่สมาคมเอง ก็ไม่ได้ซัพพอร์ทมากนักด้วย นักข่าวบางคนขอ AD Card ไม่ได้ บางคนขอสัมภาษณ์นักกีฬาก็ไม่ได้ แต่ทุกๆ คน ก็พยายามที่สุดในรูปแบบที่ตัวเองทำได้

เอาเป็นว่าสื่อมวลชนไม่เคยทอดทิ้งวอลเลย์บอลหรอกครับ เขาทำงานอย่างจริงจังมาตลอด หลายๆ ท่าน ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยในพื้นที่ ที่ไม่มีแสงด้วยซ้ำ

ดังนั้นการที่บอย เอ็นเตอร์เทน บอกว่า "เราอยู่ด้วยกันตั้งแต่วันที่ไม่มีใครสนใจ" ไม่แปลกหรอกครับ ที่บางท่านจะรู้สึกว่า โอ้โห กล้าพูดได้ไง เพราะมันผิดจากความจริงไปเยอะมากๆ ใครๆ เขาก็สนใจทั้งนั้นแหละ

--------------------

บทสรุปดราม่าวอลเลย์บอล ก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก เราแค่อย่าเอารูปแบบความรักของตัวเอง ไปชี้นิ้วบอกคนอื่น ว่า "การรักที่ถูกต้อง" ต้องทำอย่างไร ก็พอแล้วครับ

ก็ใช่ ว่าความรักสำหรับบางคน คือการปกป้อง เอาใจ ซัพพอร์ทเสมอ แต่บางคนมองความรักว่าควรปฏิบัติแบบ Tough Love ก็มี นั่นคือ ต้องเข้มงวดบ้างเพื่อไม่ให้คนที่เรารัก ก่อข้อผิดพลาดจนต้องมาเสียใจทีหลัง

เรื่องของวอลเลย์บอลวันนี้ ทำให้ผมย้อนคิดถึงฟุตบอลไทยในอดีต คือแม้จะไม่ตรงกันเป๊ะๆ ซะทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายอยู่

ช่วงบอลไทยฟีเวอร์ ประมาณสัก 10 ปีก่อน ด้วยความที่บอลไทยทำผลงานได้ดี ทำให้มี ขาประจำ-ขาจร เข้ามาดูไทยลีกเยอะมาก

ความนิยมบอลไทยตอนนั้น คือตั๋วทีมชาติแต่ละนัด ประกาศขายที ก็ sold out ในเวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมง

แต่ในระหว่างที่บรรยากาศกำลังดี มันก็มีคนบางประเภท ที่พยายามแบ่งแยก ว่า ชั้นคือแฟนบอลขาประจำ เชียร์มาแต่แรก เป็นแฟนบอลตัวจริง ส่วนพวกแกที่เหลือคือขาจร มาดูมาเชียร์เพราะกระแส มาดูเพราะนักเตะหล่อเท่านั้นแหละ

บรรยากาศกองเชียร์ จากที่ทุกๆ คน ควรจะเอ็นจอยด้วยกันได้ โดยไม่สนใจว่าใครเชียร์ก่อน เชียร์หลัง กลายเป็นว่าเหล่าคนกลุ่มใหม่ๆ โดนแขวะ โดนแซะ หนักเข้า

ไปๆ มาๆ เขาก็เริ่มเบื่อ เลิกดู เออ กูไม่มาก็ได้ กลายเป็นว่าบอลไทยสูญเสียแฟนๆ กลุ่มนี้ไปเลยอย่างน่าเสียดายมาก

ท้ายที่สุด ปัจจุบันนี้ก็เลยเหลือแต่ขาประจำ แล้วบัตรทีมชาติก็แทบจะไม่เคยขาย sold out ได้อีกเลย

แทนที่จะให้ทุกคนรักในกีฬาที่ตัวเองชอบ ดันไปตั้งแง่ ตั้งเงื่อนไข พวกแกมันขาจร พวกแกมันไม่อยู่ซัพพอร์ททีมแบบชั้น พวกแกผิดหมด กลายเป็นงั้นไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบอลไทยแบบนั้น ไม่อยากให้เกิดกับวอลเลย์บอลไทยด้วยนะครับ

คุณจะแบ่งแยกไปทำไมล่ะครับ ในเมื่อเป้าหมายของทุกคน ก็อยากเห็นทีมชาติ หรือนักกีฬาไทย ประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น ไม่ใช่หรือ

สุดท้ายแค่อยากบอกว่า คุณอยากจะรักใคร รักแบบไหน ก็ทำไปได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องแซะคนอื่น ว่าต้องรักแบบชั้นสิ ต้องทำข่าวแบบชั้นสิ ถึงจะดี ถึงจะเจ๋ง ถึงจะเป็นของแท้

เพราะคนทุกคน มีสิทธิ์จะรัก หรือจะชอบแบบไหนก็ได้ เราอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวในชามตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปปรุงในชามของคนอื่นก็ได้นะครับ

นิโคลัส มิคเคลสัน หรือเจ้าลูกโซ่ ฟูลแบ็กที่แฟนบอลไทยเห็นกันมาหลายปี ในที่สุด ก็ได้ลงเล่น "ลีกสูงสุดเยอรมัน" เป็นนัดแรก เ...
08/09/2026

นิโคลัส มิคเคลสัน หรือเจ้าลูกโซ่ ฟูลแบ็กที่แฟนบอลไทยเห็นกันมาหลายปี ในที่สุด ก็ได้ลงเล่น "ลีกสูงสุดเยอรมัน" เป็นนัดแรก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เกมที่เอลเวอร์สแบร์ก ไปเยือนมึนเช่นกลัดบัค ปรากฏว่า นิโก้ถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนาทีที่ 75 และช่วยต้นสังกัด พลิกสถานการณ์ จากตามหลัง 3-2 แซงชนะ 4-3 ได้แบบสุดมันส์จริงๆ

นัดแรกของเขาในบุนเดสลีกา ลงเอยด้วยชัยชนะ เป็นนิมิตหมายอันดี และเชื่อว่า จากนี้นิโก้ก็คงได้รับโอกาสอีกเรื่อยๆ

วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ เอลเวอร์สแบร์กจะเปิดบ้านต้อนรับบาเยิร์น มิวนิคด้วย ถ้านิโก้ได้ลง และทำได้ดี ชื่อเสียงของเขาก็จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกแน่นอน

ได้เห็นนิโก้ ต้องปะทะกับไมเคิล โอลิเซ่ หรือ หลุยส์ ดิอาซ คนใดคนหนึ่ง จะไม่ให้รู้สึกทึ่งได้ยังไง ที่นักเตะทีมชาติไทย ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้

สำหรับมิคเคลสัน การได้เล่นบุนเดสลีกาในวันนี้ ต้องบอกว่า เกิดจากการตัดสินใจที่ถูกต้องของเขาจริงๆ เมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว

หลังจบซีซั่น 2024-25 มิคเคลสันหมดสัญญากับโอบี โอเดนเซ่ ต้นสังกัดในเดนมาร์ก และได้รับข้อเสนอเยอะมาก โดยเฉพาะทีมจากไทยลีก อย่างน้อย 3 สโมสร ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาให้พิจารณา

มีอยู่ทีมหนึ่งในไทย ให้ค่าเหนื่อย "มากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน" พร้อมทั้งสัญญาระยะยาว 4 ปี และโบนัสอีกมากมาย คือถ้าย้ายมาก็รวยเลย แถมยังการันตีตำแหน่งตัวจริงทุกนัดแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน เอลเวอร์สแบร์ก ที่ตอนนั้นอยู่ ลีกา 2 เยอรมัน ยื่นข้อเสนอให้มิคเคลสัน ด้วยค่าเหนื่อย 2 หมื่นยูโรต่อเดือน (8 แสนบาท) กับสัญญาแค่ 2 ปีเท่านั้น

ถ้าย้ายกลับมาไทย มิคเคลสันจะได้เงินเยอะกว่า ในประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่า แถมเจอคู่แข่งที่เบามือกว่า คงเล่นฟุตบอลได้สบายๆ มาก แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจเด็ดขาด ว่าขอไปสู้ที่ลีกา 2 เยอรมันดีกว่า ด้วยเหตุผลเดียวคือ "อยากเล่นที่ยุโรปต่อ"

มิคเคลสัน อยากเล่นในลีกระดับท็อปของยุโรป ดังนั้นเขาทิ้งโอกาสทองนี้ไม่ได้ และขอสู้สุดชีวิตดู เพื่อจะแย่งชิงตำแหน่งในทีมให้ได้

ตลอดซีซั่น 2025-26 นิโก้ สู้เต็มที่ พยายามอย่างหนักมาก โค้ชสั่งให้ทำอะไรก็ทำ และอาจเป็นจังหวะดีของเขาด้วย ที่มีพรสวรรค์เล่นฟูลแบ็กได้สองฝั่ง ซ้าย-ขวา ดังนั้นโค้ชสามารถใส่ มิคเคลสันคนเดียวในซุ้มม้านั่งสำรองได้ ถ้าฟูลแบ็กฝั่งไหนหมดแรง ก็ส่งนิโก้ ลงไปเล่นแทน

การตัดสินใจเลือกเอลเวอร์สแบร์ก ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะเขามีบทบาทสำคัญกับทีม และพาสโมสรเลื่อนชั้นได้สำเร็จ ถือเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมมากๆ

หลังจบซีซั่นในลีกา 2 มิคเคลสันเหลือสัญญา 1 ปีกับทีม ตอนแรกก็มีข่าวว่า สโมสรอาจปล่อยทิ้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่แบบนั้น ทีมยังเก็บเขาไว้ต่อไป เพื่อใช้งานต่อเนื่องในลีกสูงสุด หรือบุนเดสลีกา ฤดูกาล 2026-27

นัดแรกสุดของฤดูกาล ที่เอลเวอร์สแบร์ก ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 3-2 เกมนั้นมิคเคลสันไม่ได้ลง แต่ในแมตช์เดย์ต่อมา วันที่ 5 กันยายน 2026 เอลเวอร์สแบร์กเจอกลัดบัค คราวนี้เขาได้ลงแล้ว

สถิติบันทึกไว้ว่า มิคเคลสันได้ลงสนามในบุนเดสลีกา ด้วยวัย 27 ปี กับอีก 43 วัน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่กำลังพีกพอดี

น่าดีใจสำหรับนิโก้ คือไม่รู้อนาคตจะยังไงต่อ แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่ง เขาก็ไปถึงเป้าหมายสูงสุดของตัวเองแล้ว นั่นคือ "ลีกท็อปไฟว์ของโลก" สุดยอดมากจริงๆ และพวกเราคนไทยทุกคน ภูมิใจไปกับเขาด้วยมากๆ

ตอนนี้นิโก้เหลือสัญญา อีก 1 ปี ถ้าเขาได้เล่นต่อเนื่อง ก็มีโอกาสได้สัญญาฉบับใหม่แน่นอน หรือถ้าไม่ได้จากเอลเวอร์สแบร์กก็ย่อมมีทางเลือกอื่นๆ อีกแน่นอน สบายใจได้เลย

เมื่อกล่าวถึงมิคเคลสันแล้ว เราคงต้องเล่าถึงคนไทย "คนแรก" ที่ไปบุนเดสลีกา นั่นคือ โค้ชเฮง วิทยา เลาหกุล

มิคเคลสันได้ไปเยอรมัน เพราะเขามีพื้นเพในยุโรปอยู่แล้ว การเล่นที่โอเดนเซ่ แล้วไปเข้าตาเอลเวอร์สแบร์ก ก็เป็นเรื่องที่พอเป็นไปได้ แต่เคสของโค้ชเฮงต้องบอกว่า คนละรูปแบบกันเลย

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 1978 ทีมชาติไทย มีโปรแกรมกระชับมิตรกับสโมสร ฟอร์ทูน่า โคโลญจน์ ซึ่งวิทยาลงสนามนัดนั้น และเล่นได้ดี ทำให้มีแมวมองมาแนะนำตัว ถามว่าสนใจไหม ที่จะไปทดสอบฝีเท้ากับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน ทีมในระดับบุนเดสลีกา

นั่นเป็นจังหวะชีวิตที่ลงตัวพอดี เพราะวิทยา เพิ่งหมดสัญญากับ ยันมาร์ ดีเซล (เซเรโซ่ โอซาก้า ในปัจจุบัน) และเขาอยากเล่นฟุตบอลในระดับสูงอยู่

เขาตอบรับคำเชิญจากแฮร์ธ่า เบอร์ลิน บินไปทดสอบฝีเท้า และผู้บริหารของสโมสร พอใจมาก จับเซ็นสัญญา 3 ปีรวด กลายเป็นคนไทยคนแรกสุด ที่ได้เล่นในลีกใหญ่ของยุโรป

ปีแรกของโค้ชเฮง เขาได้สัมผัสเกมบุนเดสลีกาทันที เป็นจำนวน 3 นัด ประกอบด้วย

8 ธันวาคม 1979
เกมที่ 1 - vs ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ลงเป็นตัวสำรอง ในนาทีที่ 70 (ทีมชนะ 3-0)

15 ธันวาคม 1979
เกมที่ 2 - vs สตุ๊ตการ์ท ลงเป็นตัวจริง ถูกเปลี่ยนออกนาที 66 (ทีมแพ้ 5-0)

23 กุมภาพันธ์ 1980
เกมที่ 3 - vs โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ลงเป็นตัวสำรอง ในนาทีที่ 80 (ทีมแพ้ 4-1)

จบฤดูกาล 1979-80 แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ได้อันดับ 16 ตกชั้นจากบุนเดสลีกา ส่วนสถิติของวิทยา ลงเล่น 3 นัด (96 นาที) ยิง 0 แอสซิสต์ 0

วันที่โค้ชเฮงเดบิวต์ในลีกเยอรมัน เขามีอายุ 25 ปี กับ 310 วัน อายุน้อยกว่ามิคเคลสันในวันนี้เสียอีก

ส่วนปัญหาที่วิทยาได้ลงเล่นน้อย ไม่ใช่เพราะเรื่องฝีเท้า ฝีเท้าเขาผ่านเกณฑ์อยู่แล้ว ไม่งั้นแฮร์ธ่า เบอร์ลินก็คงไม่เซ็นแต่แรก ปัญหาหลักอยู่ที่เรื่องภาษา และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมที่ไม่สนิทใจกันเลย

และที่สำคัญ วิทยาเจอการ "เหยียด" โดยตรงจากนักเตะท้องถิ่น นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนเลย ตลอดการเล่นฟุตบอล แม้แต่ตอนไปเล่นที่ญี่ปุ่นก็ไม่เคยโดนอะไรแบบนี้

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับวิทยา คือระหว่างเซสชั่นการซ้อม เขาต้องประกบกับ เจอร์เก้น มัวร์ (Jurgen Mohr) ผู้เล่นชาวเยอรมัน ที่เล่นตำแหน่งเดียวกัน

ระหว่างการซ้อม วิทยาเล่นได้เหนือกว่า ตัดบอลได้ทุกครั้ง ทำให้มัวร์เกิดความโมโห เริ่มมีลูกตุกติกมากขึ้น วิทยาตอนแรกก็อดทนได้ดีอยู่ แต่สุดท้ายก็มาน็อตหลุด เมื่อมัวร์แอบต่อยท้องวิทยา แล้วพอร่วงลงไปกับพื้น ก็เตะตามน้ำใส่ไปอีกที สุดท้ายวิทยาลุกขึ้นมา ต่อยปากมัวร์จนเลือดกบปากไป 1 หมัด

นี่เป็นเรื่องราวที่ใหญ่มาก ตอนแรกผู้บริหารจะไล่วิทยาออกจากทีมทันที เพราะไปทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมทีม แต่สุดท้าย โชคดี หนึ่งในสตาฟฟ์โค้ชเห็นเหตุการณ์พอดี แล้วแจ้งว่า วิทยาไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน สุดท้ายสโมสรจึงปรับเงินทั้งสองคน เป็นจำนวน 1,000 มาร์ค

อีกหนึ่งเหตุการณ์ คือเรื่องโดนกล่าวหาว่าเป็นขโมย จุดเริ่มต้นคือ ผู้ช่วยผู้จัดการทีมแฮร์ธ่า เบอร์ลิน เคยมาที่ไทย แล้วโดนมิจฉาชีพจี้เอากล้องถ่ายรูปและเงินทองไปจนหมดตัว จึงมีความรู้สึกไม่ดีกับคนไทยและประเทศไทย พอกลับไปที่เยอรมันปั๊บ จึงมีอคติกับวิทยาในหลายๆ เรื่อง

ครั้งหนึ่งแฮร์ธ่า เบอร์ลินไปอุ่นเครื่องที่อิตาลี นักเตะไปช็อปปิ้งที่ห้างด้านนอก แต่พอกลับมาโรงแรม มีการขโมยทรัพย์สินเกิดขึ้น ผู้บริหารของทีมตั้งคำถามว่าวิทยา เป็นผู้ขโมยหรือเปล่า แต่วิทยามีหลักฐานที่อยู่ชัดเจนจึงรอดไป

วิทยาต้องเป็น Fighter เต็มรูปแบบ ในสนามก็ต้องแข่งขันกับผู้เล่นยุโรปที่ตัวใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า ขณะที่นอกสนาม ก็ต้องตั้งสติให้ดี เพราะโดนคนจ้องจะเล่นงานตลอดเวลา

แต่เขาก็ไม่ได้อยู่เฉย พยายามจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น เช่นเรื่องภาษา ก็มีการไปจ้างครูสอนภาษาเยอรมัน มาเรียนตัวต่อตัว ในราคาชั่วโมงละ 50 มาร์ก รวมถึงพยายามตั้งใจซ้อมในทุกๆ วัน

อุตส่าห์มาเยอรมันแล้ว คุณจะทิ้งโอกาสที่มีอย่างนั้นหรือ?

แม้จะเหนื่อย แต่ความโชคดีของวิทยาคือเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว วิทยาอยู่ที่เยอรมันกับคู่หมั้น คุณอ้อย-ทิภาภรณ์ ศรีนาคคล้ำ ดังนั้นมันก็พอมีเพื่อนใจ ที่จะคอยแชร์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

ฤดูกาลแรกของวิทยากับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน ใช้ชีวิตกับการปรับตัวและเรียนภาษาเสียมาก กว่าที่ทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็จบซีซั่นแล้ว ซึ่งแฮร์ธ่าจบอันดับ 16 ของตารางคะแนนบุนเดสลีกา ตกชั้นไปเล่นลีกาสอง

นั่นหมายความว่า วิทยาได้เล่นบุนเดสลีกาแค่ 3 นัดเท่านั้น แต่แม้จะเป็น 3 นัด มันก็คือ 3 นัด ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการบอกให้โลกรู้ว่า คนไทยเคยไปปักธงในเวทีระดับนี้มาแล้ว

หลังจากผ่านไปปีแรก วิทยาปรับตัวได้มากขึ้น ทำให้เขาได้ลงสนามกับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน บ่อยกว่าเดิม

ซีซั่นที่ 2 ของวิทยากับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน (1980-81) - เขาลงเล่นในลีกาสอง ไป 19 นัด (ตัวจริง 5 สำรอง 14) ยิงได้ 1 ประตู ทีมจบอันดับ 3 ของลีก ยังไม่เลื่อนชั้น

ซีซั่นที่ 3 ของวิทยากับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน (1981-82) - เขาเปิดฉากได้อย่างเร้าใจมาก ด้วยการยึดตัวจริงใน 8 เกมแรกของฤดูกาล ได้ออกสตาร์ททุกนัด และหลายเกมก็เล่นดีมากๆ จนนิตยสาร Sport Kurier ยกให้เขาติดเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ของลีกา 2 มาแล้ว

วิทยาถูกชื่นชมว่า เล่นได้ดี ทั้งเกมรุกและเกมรับ เขาปรับตัวกับฟุตบอลเยอรมันได้สมบูรณ์แบบ คือจริงๆ ชีวิตกำลังจะไปได้ดีแท้ๆ แต่วิทยาก็มาโชคร้าย เพราะได้รับบาดเจ็บที่เข่าซ้าย ต้องเข้ารับการผ่าตัด จนต้องหยุดเล่นฟุตบอลไปหลายเดือน

รวมแล้ว ในฤดูกาลที่ 3 ของเขากับฟุตบอลเยอรมัน วิทยาได้เล่นไป 12 เกม (ตัวจริง 9 สำรอง 3) ขณะที่ผลงานของสโมสรนั้น แฮร์ธ่าสามารถเลื่อนชั้นกลับสู่บุนเดสลีกาได้สำเร็จ

หลังจบจบฤดูกาล 1981-82 วิทยาหมดสัญญา 3 ปี กับแฮร์ธ่า เบอร์ลิน ณ ตอนนั้นเขาเป็นนักเตะที่ถูกรู้จักแล้ว จึงได้รับข้อเสนอมากมาย

ทีมแรกคือแฮร์ธ่า เบอร์ลินเอง ที่อยากให้วิทยาอยู่ต่อ ถ้าเขาเซ็นสัญญาก็จะได้กลับไปเล่นในบุนเดสลีกา ลีกสูงสุดของเยอรมันอีกครั้ง

ทีมที่สองคือ นาโปลี ในกัลโช่ เซเรีย อา ถ้าวิทยาเลือกย้ายไป แล้วได้อยู่กับทีมสักสองซีซั่นล่ะก็ เขาจะได้เป็นเพื่อนร่วมทีมของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่ย้ายมาในปี 1984

แต่วิทยาก็ลังเลใจ เพราะถ้าย้ายไปอิตาลีก็ต้องไปเรียนภาษาใหม่อีก ใช้เวลาปรับตัวอีกเยอะแน่ๆ

และทีมที่สาม ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาคือ อีกทีมจากเยอรมัน ชื่อ ซาร์บรูคเค่น ทีมในระดับโอเบอร์ลีกา ไรน์แลนด์ หรือดิวิชั่น 3 ของเยอรมันนั่นเอง

อูเว่ คลิมาสเชฟสกี้ อดีตผู้จัดการทีมแฮร์ธ่า เบอร์ลิน ที่โดนไล่ออกในปี 1981 ได้งานใหม่คือไปเป็นผู้จัดการทีมซาร์บรู๊คเค่น จึงทำการติดต่อหาวิทยา ถามว่าสนใจหรือไม่ ที่จะย้ายไปเล่นด้วยกัน โดยสิ่งที่การันตีให้ คือบรรยากาศในทีมที่ดีขึ้น ไม่กดดันเท่าอยู่แฮร์ธ่า เบอร์ลิน และโอกาสที่จะลงสนามมากกว่าเดิม

วิทยาตัดชอยส์นาโปลีออกไปแล้ว ดังนั้นจึงเหลือว่า จะอยู่แฮร์ธ่า เบอร์ลิน (บุนเดสลีกา) แต่ไม่ได้รับการการันตีว่าจะลงตัวจริง หรือ ย้ายไปอยู่ซาร์บรู๊คเค่น (ดิวิชั่น 3) แต่การันตีตัวจริง

สุดท้ายวิทยา เลือกซาร์บรู๊คเค่น โดยกล่าวว่า "ผมต้องการเล่นฟุตบอล ไม่ใช่ไปนั่งชมวิวทิวทัศน์ที่เก้าอี้สำรอง เพราะฟุตบอลคือชีวิตจิตใจของผม ถึงแม้แฮร์ธ่าจะเป็นทีมที่มีชื่อเสียงก็จริง แต่ระบบการบริหารในสโมสรนั้นแย่มาก อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ไปอยู่กับทีมที่ดิวิชั่นต่ำกว่า แต่ได้ลงไปวิ่งในสนามยังดีกว่า"

วิทยาเซ็นสัญญากับซาร์บรู๊คเค่น ในปี 1982 แล้วลงเล่น 2 ซีซั่น (1982-83, 1983-84) เขาได้เล่นอย่างสม่ำเสมอติดกันทุกสัปดาห์ เป็นคีย์แมนของทีมอย่างแท้จริง

หลังอยู่เยอรมันมา 5 ปี วิทยาหมดสัญญากับซาร์บรู๊คเค่น จริงๆ จะอยู่ต่อ ก็สามารถทำได้ แต่วิทยาตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไทย เขาบอกว่า "คิดถึงบ้านเต็มทนแล้ว และต้องการจะนำความรู้ต่างๆ ที่ตนได้รับมา ไปฝึกสอนให้กับเด็กไทยของเราก้าวหน้ากว่าเดิม"

บทสรุปชีวิตในเยอรมันของ วิทยา เลาหกุล ก็จบตรงนี้ครับ เขาอยู่ในเยอรมัน มา 5 ฤดูกาล และได้รับการยอมรับอย่างมาก จากคนในวงการฟุตบอล

1979-80 : บุนเดสลีกา
1980-81 : ลีกา 2
1981-82 : ลีกา 2
1982-83 : ลีกา 3
1983-84 : ลีกา 2

จริงอยู่ วิทยาอาจจะเคยเล่นในบุนเดสลีกา แค่ 3 นัด 96 นาทีเท่านั้น แต่เขาอยู่ในลีกเดียวกัน กับผู้เล่นอย่าง คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้, เคลาส์ เอาเก้นทาเลอร์ และ เคลาส์ อัลลอฟส์ คิดดูว่ามีนักเตะไทย ไปยืนอยู่ตรงนั้น มันสุดยอดแค่ไหน

ยอดเยี่ยมทั้งคู่ครับ ทั้งโค้ชเฮงในอดีต และ นิโก้ในปัจจุบัน การที่คุณได้เล่นในบุนเดสลีกา มันพิสูจน์ให้เห็นอยู่แล้ว ถึงคลาส และคุณภาพของฝีเท้าครับ

จากวันสุดท้ายที่โค้ชเฮง เล่นในบุนเดสลีกา (23 กุมภาพันธ์ 1980) จนมาถึงวันที่มิคเคลสันได้ลงเล่นในบุนเดสลีกา (5 กันยายน 2026)

เป็นช่วงเวลาห่างกัน 46 ปี กับอีก 194 วัน ยาวนานมาก ผมยังไม่เกิดเลยครับ แล้วที่น่าแปลกดี คือทีมสุดท้ายที่โค้ชเฮงลงปะทะ คือเกมเยือนกลัดบัค ซึ่งเป็นเกมเดียวกับที่มิคเคลสันลงปะทะเป็นนัดแรก บังเอิญแท้ๆ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของนิโก้ต่อจากนี้ คือเขาจะได้ลงเล่นบ่อยแค่ไหน และจะทำลายสถิติคนไทยที่ได้เล่นในบุนเดสลีกามากที่สุด "3 นัด" กับ "96 นาที" ของโค้ชเฮงได้หรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ (แต่ผมว่า ทำลายได้แน่นอน)

สุดท้าย เอาจริงๆ ก็ไม่น่าเชื่อว่า นักเตะไทย 2 คน ที่ได้เล่นในลีกสูงสุดเยอรมัน จะห่างกันถึง 46 ปีขนาดนี้

ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ จริงๆ ก็ได้เล่นในเยอรมันพร้อมๆ กับไทย คือในช่วงยุค 1970s แต่พวกเขาต่อยอดได้ และส่งผู้เล่น export มาสู่บุนเดสลีกาได้มากมายหลายคน ตรงข้ามกับไทย ที่ไม่สามารถทำได้เลย

แต่ก็เอาล่ะครับ แม้จะเว้นไปนาน ถึง 46 ปี แต่อย่างน้อยวันนี้เรามีผู้เล่นทีมชาติไทย ก้าวไปถึงบุนเดสลีกาได้อีกครั้งเสียที แล้วก็หวังว่า "คนไทยคนที่ 3" ที่จะได้ลงเล่นในลีกสูงสุดของเยอรมัน เราคงไม่ต้องรอนานถึง 4-5 ทศวรรษ แบบนี้อีกแล้วครับ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วิเคราะห์บอลจริงจังผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท