04/01/2026
เด็ก ม.ปลาย จากจังหวัดห่างไกลความเจริญ กลายมาเป็นนักเบสบอลอันดับ 1 ในญี่ปุ่นได้อย่างไร คำตอบนั้นง่ายมากเลย ก็เพราะโชเฮ โอทานิ ไม่เคยคิดที่จะหยุดพัฒนาตัวเองครับ
ย้อนกลับไปในยุค 1970s โทรุ โอทานิ เป็นนักเบสบอลในโรงเรียนมัธยม ที่จังหวัดอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่น ความฝันของเขา คืออยากไปโคชิเอ็งให้ได้สักครั้ง อย่างไรก็ตาม ฝันไม่เป็นจริง เพราะโรงเรียนของเขาไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกจังหวัดได้สำเร็จ
พอเรียนจบมัธยม โทรุเข้าไปทำงานที่บริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ และด้วยความใจรักในเบสบอล เขาจึงเข้าร่วมกับทีมเบสบอลของบริษัท ระหว่างที่ทำงานประจำไปด้วย
หลังจากโทรุเข้ามาทำงานได้สักระยะ บริษัท มิตซูบิชิ เปิดรับสมัครพนักงานใหม่ และมีเด็กจบใหม่ ชื่อ คาโยโกะ คุมาซาว่า เข้ามาสมัครด้วย
คาโยโกะ สมัยเรียนเป็นนักแบดมินตันระดับตัวจังหวัด เธอเลือกทำงานที่นี่ในตำแหน่ง HR เพราะบริษัท มิตซูบิชิ มีทีมแบดมินตันอยู่ เธอสามารถทำงานไปด้วย ซ้อมแบดมินตันไปด้วยได้
เป็นธรรมเนียมของบริษัท ที่สาวๆ พนักงานใหม่ จะถูกเกณฑ์ไปเชียร์ทีมเบสบอลของบริษัท และนั่นเป็นโอกาสให้โทรุ กับ คาโยโกะ ได้รู้จักและคบหากัน ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกันในเดือนธันวาคม 1986 ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 3 คน
ลูกชายคนโต ชื่อริวตะ เกิดปี 1988, พี่สาวชื่อยูกะ เกิดปี 1992 และ น้องชายคนเล็ก โชเฮ เกิดปี 1994
พอมีลูกสามคน ที่บ้านโอทานิตัดสินใจเปลี่ยนงาน ย้ายถิ่นฐาน จากโยโกฮาม่ามาสู่อิวาเตะบ้านเกิดของพ่อซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ในชนบท
ก็จริงอยู่ว่า อาจจะห่างไกลความเจริญ ถ้าเทียบกับตอนอยู่โยโกฮาม่า แต่ข้อดีของการอยู่ชนบทคือ ทำให้เด็กๆ โฟกัสที่กิจกรรม และการเล่นกีฬาอย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกรบกวนจากสิ่งเร้าอย่างอื่น
แบ็กกราวน์ของที่บ้าน เมื่อพ่อแม่เป็นนักกีฬาทั้งคู่ สิ่งนี้มันซึมซับคนในครอบครัวโอทานิให้รักกีฬามากๆ ก็เป็นธรรมดาของลูก ที่ย่อมมีพ่อแม่เป็นแรงบันดาลใจอยู่แล้ว และโชเฮก็เริ่มเล่นเบสบอลตั้งแต่อายุ 8 ขวบ
สิ่งที่โชเฮได้รับจากพ่อและแม่ มี 3 เรื่อง
เรื่องแรกคือ พันธุกรรม ด้วยความที่คุณพ่อ สูง 182 ซม. และคุณแม่สูง 170 ซม. ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์คนญี่ปุ่นทั่วไป ส่งผลให้ที่ลูกๆ มีส่วนสูงที่ไม่ธรรมดา พี่ชาย-ริวตะ สูง 187 ซม. ส่วนโชเฮก็สูงตั้งแต่เด็ก ก่อนไปหยุดที่ 193 ซม. คือการมีโครงสร้างร่างกายที่ดี มันได้เปรียบในการเล่นกีฬาอยู่แล้ว
เรื่องที่สองคือ เรื่องการฝึกซ้อม เพราะคุณพ่อเป็นนักเบสบอลมาก่อน จึงสอนข้อมูลพื้นฐานให้ลูก เรื่องเบสิคอย่างการรับบอลถูกวิธี การสปรินท์วิ่งด้วยความเร็ว หลายๆ เรื่องที่เด็กคนอื่นในวัยนี้ ยังไม่เคยเรียนอย่างจริงจังเลยด้วยซ้ำ
ในช่วงประถม คุณพ่อโทรุจะมี "สมุดโน้ต" หนึ่งเล่ม เวลาลงซ้อมและลงแข่ง ให้โชเฮได้เขียนผลงานของตัวเอง ว่าวันนี้เล่นดีตรงไหน วันนี้เล่นพลาดอะไร เขียนเสร็จแล้วส่งให้พ่อก่อนนอน วันรุ่งขึ้นพ่อจะส่งกลับ แล้วเขียนชมในจุดที่ทำได้ดี และแนะนำในจุดที่ผิดพลาด นี่คือการสื่อสารของพ่อลูก และมีหลักฐานด้วยว่า ในอดีตเคยมีปัญหาจุดนี้ นำมาสู่การแก้ไขแล้วหรือยัง
โชเฮเคยเล่าว่า มีอยู่ 3 ข้อที่พ่อเน้นย้ำเสมอ ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน คือ ให้ตะโกนเสียงดังๆ, วิ่งให้สุดพลัง สปรินท์ให้สุดตัว และ ตั้งใจเล่นทุกเพลย์ทั้งรับและตี ซึ่งแม้จะนานแค่ไหน เขาก็ยังคงทำแบบนั้นอยู่
และเรื่องที่สาม คือเรื่องทัศนคติ การที่มีพ่อแม่เป็นนักกีฬาทำให้ รู้ว่าควรจะสอนลูกแบบไหน ถึงจะได้ผล
ตัวอย่างเช่น คุณแม่-คาโยโกะ สมัยเรียนมัธยม เธอนั่งรถไฟเที่ยวแรกออกจากบ้านตั้งแต่ ตี 5 เพื่อไปถึงโรงเรียนก่อนใคร จะได้มีเวลาซ้อมตอนเช้า จากนั้นพอเลิกเรียน เธออยู่ซ้อมจนถึง 2 ทุ่ม กว่าจะถึงบ้านก็ 3 ทุ่มแล้ว
เธอซ้อมหนักทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ก็ไม่หยุด ทำให้สุดท้ายคว้าแชมป์ระดับมัธยมได้มากมาย และเกือบติดทีมชาติแล้วด้วย
แม่ของโชเฮ สนับสนุนให้ลูกทำงานหนักเต็มที่ ไม่มีความสำเร็จไหนที่ได้มา ถ้าหากไม่ยอมตั้งใจจริง
แม้ว่าแม่จะทำงานประจำ แต่เธอก็ใช้เวลากับโชเฮตลอด ทั้งพาไปเรียนว่ายน้ำ และไปเล่นแบดมินตัน สิ่งที่เห็นชัดตั้งแต่ประถมคือ เด็กคนนี้ มีพลังกายเต็มเปี่ยมจริงๆ ครูที่โรงเรียนเคยบอกว่า ถ้าโชเฮเอาดีทางว่ายน้ำ ก็มีลุ้นไปโอลิมปิกได้
แต่โชเฮโฟกัสที่เบสบอล ตอนอยู่ประถม โชเฮเป็นพิทเชอร์ที่ขว้างบอลได้เร็วมากๆ มีรายงานว่า มีหนึ่งเกม คู่แข่งมีแบตเตอร์ 18 คน โดนเขาทำสไตรค์เอาต์ไป 17 คน ผลงานเหนือชั้นมาก
จากนั้นพออยู่ มัธยมต้น เขาเล่นอยู่กับทีมในระดับลิตเติ้ลลีก ปรากฏว่า ช่วง ม.ต้น ปี 3 เขาขว้างลูกเร็วถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และหวดโฮมรันเป็นว่าเล่น จนลูกพุ่งข้ามรั้วไปตกในแม่น้ำอยู่บ่อยครั้งมาก
ตอนใกล้จะจบ ม.ต้น โชเฮเป็นที่หมายปองของทีมม.ปลายดังๆ ทั่วญี่ปุ่น แต่เขาพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เลือกจะอยู่ที่อิวาเตะต่อ โดยย้ายไปโรงเรียนชื่อ ฮานามากิ ฮิกาชิ ซึ่งมีนักเบสบอลอาชีพอย่าง ยูเซ คิคูจิ เคยเรียนอยู่ (อนาคตก็ได้ย้ายไป MLB ปัจจุบันเล่นอยู่กับ แอลเอ แองเจิลส์)
จริงอยู่ พ่อแม่เป็นคนวางรากฐานให้เขาทั้งเบสิคการเล่น และ mindset แต่การย้ายไปอยู่ ม.ปลาย มันช่วยยกระดับให้เขาพัฒนาขึ้นไปกลายเป็นมอนสเตอร์ตัวจริง
ในช่วง ม.ปลาย ปี 1 ของโชเฮ โค้ชจากทีมโรงเรียน ชื่อ ซาซากิ ฮิโรชิ บอกว่า "สักวันหนึ่งนายจะขว้างได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง" ตอนนั้นโชเฮฟังแล้วก็ไม่เชื่อ เพราะเขาเป็นเด็กบ้านนอกอายุ 15 ปี จะไปขว้างเร็วขนาดนั้นได้ไง สถิติโลกคนขว้างเร็วสุด อยู่ที่ 170 กิโลเมตรเอง
โค้ชซาซากิ สั่งให้โชเฮ ไปเล่นเวทเทรนนิ่ง คือโชเฮอาจจะสูง 190 กว่าๆ แต่เขามีน้ำหนักแค่ 63 กิโลกรัม เป็นเด็กสูงโย่งผอมบาง คุณต้องสร้างกล้ามเนื้อให้มากกว่านี้
นอกจากนั้น โค้ชยังสั่งให้กินข้าวเยอะกว่านั้น โชเฮต้องกินข้าววันละ 10 ชาม โค้ชให้เหตุผลว่า จะมีพรสวรรค์แค่ไหน แต่ถ้าร่างกายมีถังเก็บพลังไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถระเบิดความสามารถออกมาได้
และอีกจุดที่สำคัญที่สุด ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของโชเฮจริงๆ นั่นคือโค้ชซาซากิ สั่งให้โชเฮทำ "มันดาล่า ชาร์ท"
มันดาล่า เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่าวงกลม-วงล้อม โดยเทคนิคพัฒนาตัวเองแบบมันดาล่า ชาร์ท ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในญี่ปุ่น หลายๆ คนก็ใช้วิธีนี้
มันดาล่า ชาร์ท คืออะไร อธิบายง่ายๆ คือ ให้เราวาด ตารางแบบ 3x3 (จะมี 9 ช่อง) โดยช่องตรงกลาง ให้เขียนความฝันสูงสุดที่เราอยากไปถึง เรียกว่า "เป้าหมายหลัก"
จากนั้น 8 ช่องที่ล้อมความฝันนั้น ให้เราเขียนว่า 8 อย่างที่เราต้องการพัฒนาเพื่อไปให้ถึงความฝันมีอะไรบ้าง
จากนั้นเราวาด 3x3 อีก 8 วง ล้อมวงแรกสุดอีกที โดยเอาหัวข้อ a b c d e f g h ทั้ง 8 ไปวางอยู่ตรงกลาง แล้วเขียนรายล้อมอีก ว่าการจะได้มาซึ่ง a-h นั้น ต้องทำอะไรบ้าง
โค้ชซาซากิบอกว่า การจะพัฒนาตัวเอง ต้องจัดระเบียบความคิดก่อน ต้องระบุออกมา ว่าจะพัฒนาแบบไหนอย่างไร ไม่ใช่ปากบอกว่าอยากเก่งขึ้น อยากดีขึ้น แต่ไม่มีแผนอะไรเลย แบบนั้นมันไม่เวิร์ก
ผมขอยกตัวอย่างนะครับ สมมุติผมมีความฝันว่าอยาก "ขายหนังสือได้ 1 หมื่นเล่ม" ผมก็จะใส่ความฝันไว้ในช่องกลางเป็นเป้าหมายหลัก จากนั้น 8 ช่องที่ล้อมไว้ ผมก็จะลิสต์ว่า สิ่งที่ผมต้องพัฒนา 8 อย่าง ประกอบด้วย
a เขียนหนังสือสนุกขึ้น
b ภาพประกอบสวย
c มีระบบหลังบ้านที่แม่นยำ
d สำนักพิมพ์ไว้ใจได้
e มีวิธีโฆษณาที่ยอดเยี่ยม
f มีทีมงานแพ็กหนังสือที่รวดเร็วแม่นยำ
g ของแถมในหนังสือ สวยน่าสะสม
h มีอาฟเตอร์ เซอร์วิส บริการหลังการขายที่ดี
จากนั้นผมก็ไปคิดต่อมาอีกว่า ข้อ a ผมจะมีกระบวนการ 8 ข้อ ทำยังไงให้เขียนสนุกขึ้น และ ข้อ b ผมจะมีกระบวนการอย่างไร ที่จะมีภาพประกอบเล่มที่สวยขึ้น
สรุปคือ เราจะมีตาราง 3x3 ทั้งหมด 9 วงใหญ่ครับ (แยกย่อยเป็น 81 ช่อง) โดยทั้งหมด จะรวมศูนย์ที่ช่องตรงกลาง นั่นคือความฝันของเรานั่นเอง
a-h เรียกว่า "เป้าหมายรอง" ถ้าหากเราสามารถบรรลุเป้าหมายรองได้ครบทั้งหมดแล้ว ก็จะทำให้เป้าหมายหลักสัมฤทธิ์ผลครับ
แทนที่จะโป้งไปที่เป้าหมายใหญ่ทันที แต่ค่อยๆ เก็บเลเวล พัฒนาเป้าหมายรองไปทีละสเต็ปดีกว่า รู้ตัวอีกที ก็ไปถึงเส้นชัยแล้ว
สำหรับโชเฮ โอทานินั้น เขามีเป้าหมายหลัก ในมันดาล่า ชาร์ท คือ "ถูกดราฟต์ตัวเป็นอันดับ 1 ในลีกญี่ปุ่น" ว่าง่ายๆ คือเขาต้องการเป็นดาวรุ่งเบอร์หนึ่งของประเทศนั่นเอง
จากนั้นเขาลิสต์ a-h ดังนี้
a พัฒนาร่างกาย
b การคอนโทรลลูกบอล
c ความเฉียบคมในการตี
d ขว้างบอลได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
e ขว้างบอลได้หลายสไตล์มากขึ้น
f จิตใจต้องแข็งแกร่ง
g บุคลิกภาพภายนอก
h โชค
จากนั้น a-h ก็แยกย่อยอีกเป็น h1 h2 h3 h4 h5 h6 h7 h8 ทำแบบนี้ครบทุกตัวอักษร
อย่างเรื่องโชค (h) โชเฮเขียนไว้ในชาร์ทว่า วิธีการที่จะมีโชคได้ จะต้องทำ 8 ข้อดังนี้
h1 ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ
h2 ต้องเคารพกรรมการ
h3 ต้องทำห้องให้สะอาด
h4 ต้องรู้จักเก็บขยะ
h5 ต้องทักทายผู้อื่น
h6 ต้องหมั่นดูแลอุปกรณ์ของตัวเอง
h7 ต้องมองโลกในแง่ดี
h8 ต้องเป็นนักกีฬาที่ผู้คนทั่วไปอยากจะเอาใจช่วย
การลิสต์มันดาล่าชาร์ทเอาไว้แบบนี้ ทำให้เขาไม่สับสน ไม่โลเล ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ก็แค่ทำตามลิสต์ที่ตัวเองเขียนไว้แค่นั้นเอง ไล่พัฒนาทุกอย่างให้ครบ เดี๋ยวก็จะค่อยๆ เก่งขึ้น
ตอนโอทานิอยู่ ม.ปลาย เขาจึงมีคุณสมบัติทุกอย่างพร้อม รูปร่างที่ดี, การซ้อมที่เข้มข้น, ความเป็นมืออาชีพที่เรียนรู้จากพ่อแม่ และเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะก้าวไปทำอะไรต่อ
โอทานิพัฒนาสกิลทั้งขว้าง และ ตีบอล ทำให้เขากลายเป็นนักกีฬาม.ปลาย ระดับ elite ที่ทำทั้งสองอย่างได้สุดยอดทัดเทียมกัน กลายเป็นยูนิคอร์น ที่ผู้คนไม่คิดฝันว่าจะเจอ
เขาขว้างได้ 160 กิโลเมตรจริงๆ ตอนเรียน ม.6 นอกจากนั้นก็ฟาดโฮมรันสนุกมือ
ในที่สุดหลังจากพัฒนาตัวเองมา 1 ปีเต็มๆ ในช่วง ม.ปลายปี 2 (มัธยม 5) โอทานิก็ได้เข้าโคชิเอ็งครั้งแรก ตามด้วย ม.ปลายปี 3 ก็ทำได้อีกครั้ง
แม้โชเฮ จะไม่ช่วยให้โรงเรียนฮานามากิ ฮิกาชิ คว้าแชมป์ระดับประเทศได้ เพราะองค์ประกอบทีมไม่ดีพอ แต่เขาก็อยู่ในสายตาของแมวมองของทีมอาชีพแล้ว
ตอนแรกสุดโชเฮตั้งใจจะไปที่อเมริกาทันที เพื่อหาทีม MLB สังกัดอยู่ด้วย เพราะเขามองว่าระดับของลีกที่สหรัฐฯ มันสูงกว่าที่ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม สโมสร นิปปอน-แฮม ไฟเตอร์ส ให้ข้อเสนอพิเศษคือ ถ้าหากโชเฮเลือกเล่นอยู่ในลีกญี่ปุ่น (NPB) ก่อน สโมสรไฟเตอร์ส จะให้เขาเล่นเป็น two-way players ทั้งขว้างและตี ในคนคนเดียว
ข้อเสนอจากทีมอื่นๆ รวมถึงที่อเมริกา มองโชเฮเป็นแค่พิทเชอร์ ซึ่งเขามั่นใจว่าตัวเองเป็นได้มากกว่านั้น จึงตัดสินใจตอบตกลงข้อเสนอของนิปปอน-แฮม ไฟเตอร์ส ในที่สุด
ในเดือนตุลาคม 2012 ลีก NPB มีการดราฟต์ตัว และโอทานิ ถูกดราฟต์เป็น no.1 overall จริงๆ
มันดาล่า ชาร์ท ที่เขาเขียนไว้ตอน ม.ปลาย ปี 1 เมื่อเขาทำตามมันอย่างเคร่งครัด "เป้าหมายหลัก" การเป็น no.1 ก็สามารถไปถึงได้จริงๆ
เรื่องของโชเฮ โอทานิ ต่อจากนั้นก็อย่างที่ทุกคนทราบดี เมื่อเขาแก่กล้าที่ลีกญี่ปุ่นแล้ว ก็กระโดดไป MLB ในที่สุด กับทีมแอลเอ แองเจิลส์ และตอนนี้ย้ายไปอยู่แอลเอ ด็อดเจอร์ส พร้อมคว้าแชมป์เวิลด์ซีรีส์ทันที 2 สมัยซ้อน
ความฝันของโชเฮ จากเด็กบ้านนอกที่อิวาเตะ มาไกลมากจริงๆ และไม่แปลกที่ใครๆ จะยกย่องให้เขาเป็น G.O.A.T. ของวงการเบสบอลไปแล้ว
สาเหตุที่ผมเขียนเรื่องโชเฮ โอทานิ เพราะมันคือวันปีใหม่ครับ เราคงเคยได้ยินคำว่า new year's resolution (การตั้งปณิธานในวันปีใหม่) กันใช่ไหมครับ
อยากรวย อยากเก่ง อยากวิ่งมาราธอนให้ได้ อยากประสบความสำเร็จ อยากเลิกบุหรี่ อยากเจอคนรักดีๆ ฯลฯ แต่ละคนก็มีปณิธานในใจไม่เหมือนกัน ว่าอยากได้อะไรในปีหน้า
สำหรับวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น ก็มีหลายเส้นทาง และหนึ่งในนั้นคือการใช้วิธีของโชเฮ โอทานิ ในการสร้างมันดาล่า ชาร์ทขึ้นมา
เริ่มต้นวันละนิด วันละหน่อย ค่อยๆ แก้ไขไปทีละช่อง ทีละช่อง พัฒนาตัวเองไปทุกวัน รู้ตัวอีกทีเราก็อาจจะเคลียร์เป้าหมายรองได้ครบ จนใกล้เคียง เข้าไปสู่เป้าหมายหลักครับ
เป็นกำลังใจให้กับทุกคนในวันปีใหม่ครับ การตั้งความฝันเป็นสิ่งดี แต่จะดีที่สุด ถ้าหาลงมือทำมันจริงๆ เพื่อฝันนั้นเป็นจริงให้ได้นะครับ
2026
-----------------
ทิ้งท้