15/07/2026
จากภาพถ่ายดวงตาเพียง 1 รูป สู่ความหวังใหม่ในการคัดกรอง "ออทิสติก-ADHD" ผลงานของเด็ก ม.ปลาย วัย 17 ปี
ปัจจุบัน การตรวจคัดกรองภาวะออทิสติกและโรคสมาธิสั้น (ADHD) ต้องใช้ทั้งเงินและเวลา หลายครอบครัวต้องรอคิวประเมินพฤติกรรมนานหลายเดือนหรือเป็นปี ๆ กว่าจะรู้ผล
แต่ เอ็ดเวิร์ด คัง นักเรียนวัย 17 ปี จากโรงเรียน Bergen County Academies รัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้พัฒนา AI ต้นแบบที่สามารถประเมินความเสี่ยงของทั้งสองภาวะนี้ได้ จากการใช้ "ภาพถ่ายจอประสาทตา" เพียงภาพเดียว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น
แนวคิดนี้อาจฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่แท้จริงแล้วมีพื้นฐานทางชีววิทยารองรับ
เพราะในตอนที่เรายังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ "จอประสาทตา" จะเติบโตมาจากเนื้อเยื่อชนิดเดียวกับสมอง มันจึงเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของระบบประสาทที่ยื่นออกมาอยู่หลังดวงตา ซึ่งเป็นจุดที่แพทย์มองเห็นและตรวจเช็กได้ง่ายที่สุด
เอ็ดเวิร์ดจึงตั้งสมมติฐานว่า หากภาวะออทิสติกและ ADHD ส่งผลต่อการพัฒนาของสมอง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็น่าจะทิ้งร่องรอยไว้บนจอประสาทตาด้วยเช่นกัน
เขาเริ่มโปรเจกต์นี้เมื่อ 3 ปีก่อน หลังจากสะดุดตากับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในฮ่องกง จึงเริ่มฝึกเขียนโค้ดและศึกษา Machine Learning ด้วยตัวเอง จนพัฒนามาเป็นโมเดล AI ที่ชื่อว่า "RetinaMind"
AI ตัวนี้สามารถตรวจจับแพทเทิร์นบนจอประสาทตาที่สัมพันธ์กับทั้งสองภาวะได้แม่นยำถึง 89% พร้อมสร้าง "แผนที่ความร้อน" (Heat Map) แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามันใช้พื้นที่ส่วนไหนในการวิเคราะห์ ช่วยให้แพทย์เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังได้ทันที
นอกจากนี้ เขายังศึกษาข้อมูลทางชีววิทยาของจอประสาทตาเพิ่มเติม จนพบว่ายีนหลายตัว รวมถึง ABCA4 อาจมีส่วนช่วยอธิบายความเชื่อมโยงนี้ได้ในอนาคต
ผลงานชิ้นนี้ส่งให้เขาคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมเงินรางวัล 175,000 ดอลลาร์ จากเวที Regeneron Science Talent Search ประจำปี 2026 ซึ่งเป็นการประกวดวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมที่เก่าแก่และทรงเกียรติที่สุดรายการหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
และล่าสุดเขายังได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อที่ MIT เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม RetinaMind ยังเป็นเพียงโมเดลต้นแบบเพื่องานวิจัย และยังไม่ได้ผ่านการรับรองให้ใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ตามโรงพยาบาล
แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของการคัดกรองในอนาคต เมื่อกระบวนการที่เคยต้องรอคอยกันเป็นปี ๆ อาจเหลือเวลาสั้นลง เท่ากับความเร็วของการกดชัตเตอร์ถ่ายรูปตาเพียงแชะเดียว
************
อ้างอิงจาก: Society For Science, Smithsonian Magazine