Inspired by Coach Ton

Inspired by Coach Ton เพจนี้มีอะไร
บทความพัฒนาตัวเองเรื่องใกล้ตัว
แชร์ความรู้เรื่องงานและชีวิตที่ใช้ได้จริง

www.wisuth.com

คนจนคือใคร ?เช้าวันนี้ผมฟังข่าวระหว่างโหนบีทีเอสเดินทางไปทำงานข่าวบอกว่ารัฐบาลกำลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่...
04/06/2026

คนจนคือใคร ?
เช้าวันนี้ผมฟังข่าวระหว่างโหนบีทีเอสเดินทางไปทำงาน

ข่าวบอกว่ารัฐบาลกำลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า “บัตรคนจน” หนึ่งในเงื่อนไขที่ถูกพูดถึงคือ ถ้าลูกนำพ่อแม่ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะผู้เลี้ยงดู พ่อแม่อาจไม่ได้รับสิทธิบัตรคนจน

ฟังแล้วคิดกันยังไวครับ เหตุผลของรัฐก็ดูฟังขึ้น

ถ้ามีลูกที่มีรายได้เพียงพอจนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการดูแลพ่อแม่ได้ ก็แปลว่าพ่อแม่อาจไม่ได้อยู่ในภาวะยากจนจริง ๆ

รัฐจึงอยากคัดคนจนจริงออกจากคนจนไม่จริง ผมฟังจบแล้วก็ไม่ได้คิดว่ารัฐถูกหรือผิด แต่กลับนึกถึงคำถามหนึ่งขึ้นมา

ตกลงแล้ว “คนจน” คือใครกันแน่ แล้วอะไรคือสิ่งที่บอกว่าเราจน ตอนเด็ก ๆ ผมเข้าใจเรื่องนี้ง่ายมาก

คนจนคือคนไม่มีเงิน บ้านเล็ก เสื้อผ้าเก่า รายได้ไม่พอใช้ กินมื้อชนมื้อ แค่นั้นเอง

แต่พอโตขึ้น ผมกลับไม่แน่ใจแล้ว เพราะช่วงที่ผมรู้สึกใกล้คำว่าจนที่สุดในชีวิต กลับไม่ใช่ตอนเด็ก

แต่เป็นตอนเริ่มทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงแรก ๆ ของชีวิตทำงาน ตอนนั้นผมเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่คนเดียว

นั่งรถเมล์ไปทำงานทุกวัน เงินเดือนชนเดือนแบบเต็ม ๆ เงินเดือนออกวันไหนก็เริ่มนับถอยหลังวันนั้น ยิ่งใกล้สิ้นเดือน ยิ่งรู้สึกเหมือนใกล้สิ้นใจ

ต้องเปิดกระเป๋าดูว่าเหลือเงินเท่าไร ต้องคิดว่ามื้อไหนกินได้ มื้อไหนต้องประหยัด ต้องคำนวณว่าพอถึงเงินเดือนรอบหน้าหรือเปล่า

และสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือความรู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียวในเมืองใหญ่ ถ้าเงินหมดวันนี้ แย่เลยครับ ผมจะไปขอใครกิน จะโทรหาแม่ดีไหม

หลายครั้งผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วก็วางลง เพราะรู้ว่าทางบ้านเองก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟืออะไร สุดท้ายก็เลือกไม่โทร แล้วหาทางเอาตัวรอดต่อไป

วันนี้พอมองย้อนกลับไป ผมก็ยังตอบไม่ได้ว่าตอนนั้นผมจนหรือไม่จน เพราะผมมีงานทำ มีรายได้
มีห้องเช่าอยู่ มีข้าวกิน

แต่ผมไม่มีเงินเก็บ ไม่มีความมั่นคง ไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด ถ้าป่วย ถ้าตกงาน ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินขึ้นมา
ผมไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไร แล้วถ้าย้อนเวลากลับไปตอนนั้น

ผมจะมีสิทธิ์ได้รับบัตรคนจนไหม ผมเองก็ไม่รู้
เพราะในกระดาษ ผมอาจไม่จน แต่ในชีวิตจริง ผมใช้เวลาทั้งเดือนเพื่อพยายามไม่ให้เงินหมดก่อนสิ้นเดือน

พอมาอ่านข่าววันนี้ ผมก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า คนทำงานจำนวนมากในประเทศไทยอาจอยู่ในพื้นที่แปลก ๆ เป็นพื้นที่ที่ไม่จนพอจะได้รับความช่วยเหลือ

แต่ก็ไม่ได้สบายพอที่จะหยุดกังวลเรื่องเงิน พวกเขาตื่นเช้าไปทำงาน จ่ายภาษี ดูแลพ่อแม่ ส่งลูกเรียน
ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แล้วก็หวังว่าเงินเดือนรอบหน้าจะมาถึงก่อนเงินในบัญชีจะหมด

อย่างข่าวเมื่อเช้า ถ้าลูกดูแลพ่อแม่ได้จนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ พ่อแม่อาจไม่ได้รับสิทธิบัตรคนจน ฟังดูสมเหตุสมผลนะ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า

การดูแลพ่อแม่ไม่ได้แปลว่าชีวิตสบายเสมอไป คนทำงานจำนวนมากเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ได้จริง แต่พอเลี้ยงแล้ว เงินก็แทบไม่เหลือ พอส่งเสียครอบครัวแล้ว ก็ต้องกลับมานั่งจัดการชีวิตตัวเองต่อ

เหมือนระบบกำลังบอกว่า คุณไม่ใช่คนจนแล้วนะ แต่ถ้าหลังจากดูแลทุกคนเสร็จแล้ว เงินไม่พอใช้ เรื่องนั้นคุณต้องไปจัดการเอาเอง และนั่นอาจเป็นความจริงอีกแบบหนึ่งของชีวิตคนทำงาน

ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง เพราะความจนในชีวิตจริงอาจไม่ได้มีแค่เรื่องรายได้

บางคนจนเวลา
บางคนจนโอกาส
บางคนจนความมั่นคง
บางคนจนทางเลือก
และบางคนมีรายได้มากกว่าที่เคยฝันไว้

แต่ยังใช้ชีวิตด้วยความกังวลเหมือนเดิม บางทีคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ใครจนจริง ใครจนปลอม
แต่อาจเป็นว่า เรากำลังสร้างสังคมที่ทำให้คนมีโอกาสเลิกจนได้จริงหรือเปล่า

เพราะถ้าความจนคือสิ่งที่ต้องติดตัวไปตลอดชีวิต
สุดท้ายเราก็แค่จัดการรายชื่อคนจน แต่ไม่ได้แก้ปัญหาความจน

เช้าวันนี้ไปทำงานเหมือนเดิม เหมือนคนทำงานอีกหลายล้านคนในประเทศนี้ คนที่อาจไม่เข้าข่ายคนจน

แต่ก็ยังต้องต่อสู้กับค่าครองชีพ ความรับผิดชอบ และความไม่แน่นอนของชีวิตทุกวัน และบางทีนี่อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งของชีวิตคนทำงาน

เรื่องที่เราไม่ค่อยพูดถึง แต่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่เหมือนกัน เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าคนจนคือคนที่ไม่มีเงิน

แต่พอใช้ชีวิตมานานขึ้น ผมเริ่มคิดว่าความจนที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่การมีเงินน้อย

แต่อาจเป็นการไม่มีพื้นที่ให้ชีวิตพลาดได้เลย เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนคนหนึ่งต้องใช้พลังทั้งหมดไปกับการเอาตัวรอดในเดือนนี้

เขาก็แทบไม่มีโอกาสสร้างชีวิตที่ดีกว่าในเดือนหน้า แล้วละครับ

วันที่ผมยืนมองหุ่นยนต์ชงกาแฟ แล้วทึ่งได้แค่ครึ่งเดียว เช้าวันหนึ่ง ผมเดินไปทำงานตามปกติ ในห้างกลางเมืองกรุงเทพระหว่างทาง...
03/06/2026

วันที่ผมยืนมองหุ่นยนต์ชงกาแฟ แล้วทึ่งได้แค่ครึ่งเดียว เช้าวันหนึ่ง ผมเดินไปทำงานตามปกติ ในห้างกลางเมืองกรุงเทพ

ระหว่างทาง ผมสะดุดตากับตู้กระจกตู้หนึ่ง ข้างในมีแขนกลสีเงินตั้งอยู่กลางตู้ เป็นเครื่องชงกาแฟด้วยหุ่นยนต์ มีอุปกรณ์ที่ชงกาแฟครบครัน ไม่ต้องมีบาริสต้าสักคน

ตอนนั้นมันยังไม่เปิดให้บริการ เพิ่งเอามาติดตั้งใหม่ๆ ยืนนิ่งอยู่ในตู้เฉย ๆ ยังไม่ได้ชงกาแฟให้ใครสักแก้ว

ผมยืนมองมันอยู่ครู่หนึ่ง บอกตามตรงว่าผมทึ่งครับ แต่ทึ่งได้แค่ครึ่งเดียว

อีกครึ่งที่เหลือ ผมก็พูดไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไร เป็นความรู้สึกแปลก ๆ ที่ค้างอยู่ในใจ ตอนยืนมองร้านกาแฟที่ไม่มีคนสักคนอยู่หลังเคาน์เตอร์

เรื่อง AI กับการแย่งงานคน เราพูดกันมาหลายปีแล้วครับ พูดจนเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เป็นข่าวจากเมืองนอก เป็นบทความภาษาอังกฤษที่อ่านแล้วก็ผ่านไป

แต่เช้าวันนั้น มันมายืนอยู่ตรงหน้าผม ในรูปของแขนกลที่กำลังจะชงกาแฟแทนคนทั้งร้าน จริง ๆ AI ไม่ใช่ของใหม่เลยนะครับ คนทั่วไปอาจเพิ่งรู้จักมันตอน ChatGPT ออกมาเมื่อเกือบสามปีก่อน แต่เรื่องปัญญาประดิษฐ์นี่ ผมรู้จักมันมากว่าสามสิบปี ตั้งแต่ตอนเรียนในสายนี้

แล้วทำไมมันเพิ่งมา “เป็นจริง” เอาตอนนี้ ทั้งที่พูดกันมานาน ?

ผมว่ามันมีสามอย่างที่บังเอิญมาบรรจบกันพอดี หนึ่งคือชิปประมวลผลที่เร็วขึ้นมาก สองคืออินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น และสามคือข้อมูลมหาศาลที่ไหลเข้ามาทุกวัน พอสามอย่างนี้มาเจอกัน สิ่งที่เคยเป็นแค่ทฤษฎีในห้องเรียน ก็กลายเป็น AI ที่วิ่งอยู่ในมือถือเราทุกวันนี้ และกลายเป็นแขนกลในตู้กระจกที่ผมยืนมองอยู่

มันไม่ใช่ “กำลังจะ” อีกแล้ว มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

งานที่เป็นพื้นฐาน อย่างการจัดเตรียมข้อมูล งานซ้ำๆ การชงกาแฟ หรือแม้แต่งานที่คนทั่วไปคิดว่ายาก อย่างการเขียนโปรแกรม วันนี้ AI ทำได้หมด

พอดีผมเพิ่งอ่านบทความใน The Economist ที่พูดเรื่องนี้ เขาไปไล่ดูข้อมูลเด็กจบใหม่ในอเมริกาย้อนหลังสิบปี แล้วพบว่าเด็กที่จบสายซึ่ง AI ทำแทนได้ง่าย อย่างวิทยาการคอมพิวเตอร์ อัตราการได้งานประจำเต็มเวลา ตกจากเกือบ 70% เหลือ 55% ในเวลาแค่สามปี

สามปีที่ว่า คือสามปีหลังจาก ChatGPT ออกมา ก่อนหน้านั้นตัวเลขมันนิ่งมาตลอด

จนปีที่แล้ว คนสมัครเรียนสายคอมพิวเตอร์ในอเมริกาถึงกับลดลง เด็กเริ่มหนีออกจากสาขาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตั๋วทอง แต่เรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกว่าต้องเขียนออกมาจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเลขในบทความ

มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง

ผมมีลูกหลานในวัยเรียนมหาวิทยาลัยหลายคน บางคนกำลังเรียนสายวิเคราะห์การลงทุน บางทีเขาถามสั้นผมว่า “สายนี้เป็นไงบ้าง อนาคตโอเคไหม”

เป็นคำถามที่ถ้าถามเมื่อสิบปีก่อน ผมคงตอบได้เลยทันที

แต่วันนั้นผมนิ่งไปแวบหนึ่ง

เพราะในหัวผมมีคำตอบอยู่สองแบบ แบบแรกคือตอบอย่างคนที่ทำงานสายนี้มาทั้งชีวิต ซึ่งถ้าตอบตรงๆ แบบนั้น มันคงฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ กับอีกแบบ คือตอบอย่างผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้าน ที่กำลังมองหน้าเด็กซึ่งยังเรียนอยู่ และยังมีความหวัง

ความรู้สึกแรกของผมตอนนั้นคือตกใจ

ไม่ได้ตกใจเพราะกลัวว่าสายของเขากำลังถูกท้าทาย แต่ตกใจกับคำถามที่ตามมาในใจตัวเองมากกว่า ว่าผมจะพูดยังไง ให้เด็กคนหนึ่งที่กำลังตั้งใจเรียนอยู่ ไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทุ่มเทมา กำลังจะกลายเป็นสิ่ง AI ทำได้ในวันที่เขาเรียนจบ

ถ้าผมตอบแบบฟันธงว่า “สายนี้เหนื่อยแน่” มันก็คงจริงในแง่หนึ่ง แต่มันช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย

สุดท้ายสิ่งที่ผมตอบไป จึงไม่ใช่ว่าสายนี้ดีหรือไม่ดี แต่ผมชวนเขาคิดว่า ถ้าวันหนึ่งเขาทำงานสายนี้จริงๆ เขาจะเอา AI มาเป็นเครื่องมือช่วยในงานของเขาได้ยังไงบ้าง

เพราะผมว่าคำถามมันเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เราถามกันว่า “เรียนอะไรแล้วไม่ตกงาน” วันนี้มันกลายเป็น “เราจะอยู่กับมันยังไง โดยที่ยังเป็นเรา มากกว่าจะถูกมันแทนที่”

ผมไม่ได้มองว่า AI เข้ามาเพื่อจะมาฆ่าเรา

แต่ผมก็ไม่กล้าพูดเต็มปากว่ามันมาเพื่อช่วยเราอย่างเดียวล้วนๆ เพราะความจริงมันคงอยู่ตรงกลางระหว่างสองอย่างนั้น และมันขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกจะวางตัวเองไว้ตรงไหน

เหมือนความรู้สึกตอนผมยืนมองหุ่นยนต์ชงกาแฟตู้นั้นแหละครับ ทึ่งครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า แล้วคนที่เคยยืนชงกาแฟอยู่ตรงนั้นล่ะ เขาไปอยู่ไหน

สิ่งที่ผมพอจะมั่นใจได้อย่างเดียว คือเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว

มันไม่ได้รออยู่ในข่าวต่างประเทศ หรือในบทความภาษาอังกฤษ มันมายืนอยู่ในห้างที่เราเดินผ่านทุกเช้า และมานั่งอยู่ที่โต๊ะข้าวบ้านเรา ในคำถามของพ่อแม่คนหนึ่ง ที่แค่อยากรู้ว่าลูกตัวเองจะไหวไหม

แล้วถ้าวันหนึ่ง มีคนในบ้านหันมาถามคำถามแบบนี้กับคุณบ้าง

คุณจะตอบเขาว่ายังไงครับ ?

01/06/2026

เครื่องยนต์ที่พาชีวิตไปข้างหน้า
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้คุยกับคุณแม่ท่านหนึ่ง เรื่องลูกสาวที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ

ที่น่าเสียดายคือคะแนนเธอดีมาก แต่เธอเลือกเฉพาะคณะที่คะแนนสูง ๆ ระดับท็อป ๆ ไม่ยอมเลือกอย่างอื่นเป็นทางสำรองเลย สุดท้ายก็เลยพลาด

ผมเลยถามคุณแม่ว่า “เคยสังเกตไหมครับ ว่าลูกอยากเรียนคณะนี้เพราะอะไร” คุณแม่นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า “ลูกอยากช่วยเหลือคน”

ผมฟังแล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก เลยคุยกันต่อว่า ถ้าเหตุผลนี้มันหนักแน่นพอ มันดีพอ มันจะกลายเป็นเหมือนเครื่องยนต์ไอพ่น ที่ดันเธอไปจนถึงเป้าหมายได้

เพราะการอยากช่วยเหลือคน เป็นแรงบันดาลใจที่สวยงาม และมันแรงพอจะทำให้ความฝันเป็นจริง

พอกลับมาบ้าน ผมก็เลยมานั่งคิดต่อ ว่า “การช่วยเหลือคน” สำหรับผมมันหมายถึงอะไรกันแน่ มันมีได้หลายมุมนะครับ

ถ้าอยากเป็นหมอ การช่วยคนก็คือทำให้คนหายป่วย แต่พอนึกถึงเรื่องนี้ ผมนึกถึงหมอประจำตัวคนหนึ่งที่ผมเคารพรักมาก คุณหมอท่านนี้ใส่ใจคนไข้ทุกคน จำได้ว่าใครนัดวันไหน คอยตามว่ามาตามนัดหรือยัง คอยถามไถ่

สิ่งที่ผมรู้สึกได้ คือมันมากกว่าหน้าที่ มากกว่าคำว่า “หมอ” ที่อยู่หน้าชื่อ แต่สำหรับตัวผมเอง การช่วยเหลือคนมันไม่ใช่แค่เรื่องของการให้เงินหรือให้สิ่งของ

มันคือการช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ ช่วยให้เขาค้นพบตัวเอง และเอาความเก่งที่มีอยู่ออกมาใช้ในชีวิตได้จริง ซึ่งนิยามแบบนี้ อาจจะต่างจากหลายคน

ที่ผมคิดแบบนี้ เพราะผมนึกถึงตัวเองก่อนเลย ชีวิตผมมาถึงจุดนี้ได้ เพราะมีหลายคนที่ให้โอกาสผม ให้ผมได้เอาความสามารถออกมาใช้ ให้ผมได้ลองผิด ได้ล้ม โดยไม่ตัดสิน ให้เวลาผม จนวันหนึ่งผมมองเห็นตัวเองชัดขึ้น

ถ้าวันนั้นไม่มีคนรอ ไม่มีคนเชื่อมั่น ไม่มีคนช่วยให้ผมเห็นความสามารถของตัวเอง ชีวิตผมคงถอยหลังไปหลายสิบปี

ผมน่าจะยังคงยังตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ปลอดภัย ขดตัวอยู่ในมุมที่คุ้นเคย ไม่กล้าท้าทายอะไรใหม่ ๆ แล้วชีวิตก็คงไม่สนุกเท่านี้ ผมไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นยังไง แต่ที่รู้แน่ ๆ คือตอนนี้ผมโอเคมาก ที่ได้ผ่านสิ่งเหล่านั้นมา

อีกเรื่องที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่า “ช่วยเหลือคน” มากขึ้น คือโค้ชชี่หลายคนของผม ผมใช้ทั้งการโค้ช การเป็นพี่เลี้ยง การให้คำปรึกษา บางทีก็แค่ชวนเขาคุยเรื่องการพัฒนาตัวเอง

พอเขาค้นพบตัวเอง เขาก็เอาสิ่งนั้นไปใช้เปลี่ยนชีวิตได้ แต่การค้นพบตัวเองไม่ได้แปลว่าเจอแต่เรื่องดีๆ นะครับ เขาต้องยอมรับด้านที่ไม่สวยของตัวเองด้วย ยอมรับสิ่งที่คอยฉุดรั้งเขาอยู่

พอเห็นตัวเองครบทุกด้าน ครบทุกมิติ เขาถึงจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่อยากเป็นได้จริง

คุยเรื่องพลังของคนอื่นมาเยอะ ผมก็เลยลองหันกลับมาถามตัวเองบ้าง ว่าแล้วเครื่องยนต์ของผมคืออะไร

มีเรื่องหนึ่งที่ผมสังเกตตัวเองมานาน ความสำเร็จที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ผมได้มาเยอะ และค่อนข้างหลากหลาย แต่พอได้มาแล้ว ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นแค่ของชั่วคราว ไม่ได้ดีใจฟูฟ่องเหมือนคนอื่นเขา

บางทีผมก็แอบคิดว่า หรือเราเป็นคนไม่ภูมิใจในตัวเอง เห็นคุณค่าตัวเองต่ำหรือเปล่า แต่คิดไปคิดมา มันไม่น่าจะใช่

ผมเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ความสำเร็จจะวิ่งมาหาผมเร็วและหลากหลาย แล้วพอมันมาแล้วผ่านไป ผมก็เริ่มเบื่อ ต้องคอยหาอะไรใหม่ๆ ทำอยู่เสมอ สุดท้ายผมเลยพอจะเข้าใจว่า เครื่องยนต์ของผม ไม่ใช่ตัวความสำเร็จ

แต่คือ “การได้เติบโต” และ “การได้แสวงหาอะไรใหม่ ๆ” ต่างหาก ที่เป็นพลังพาชีวิตผมไปข้างหน้า

ตอนที่ผมกำลังคิดเรื่องพวกนี้อยู่ พอดีมีข่าวหนึ่งที่สะกิดใจผมมาก

เป็นข่าวชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ลาว เข้าไปหาทองในถ้ำเพื่อจะหารายได้ แล้วฝนตกหนักจนน้ำท่วม ติดอยู่ข้างในนานถึง 11 วัน ไม่มีอาหาร มีแต่น้ำ ต้องนอนกอดกันเพื่อให้ร่างกายพออุ่น แล้วก็ได้แต่ภาวนาให้มีคนมาช่วย

แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจก็ทีมช่วยเหลือที่พาพวกเขาออกมาได้ คนแรก และเมื่อวานคือตอนที่น้ำเริ่มลด พวกเขาอีก 4 คน ตัดสินใจคลานออกมาเอง ผ่านโพรงแคบขนาดเท่าตัวคน บางช่วงต้องมุดน้ำ รวมระยะทางกว่า 260 เมตร จนโผล่ที่ปากถ้ำได้เอง เล่นเอาทีมกู้ภัยที่รออยู่ข้างบนถึงกับตกใจ

หนึ่งในนั้นบอกกับนักข่าวว่า ความกล้าของพวกเขา จริงๆ แล้วเกิดจาก “ความกลัว”

มี (Mee) ช่างตัดผมวัย 23 บอกว่า เขาเชื่อมาตลอดว่าตัวเองต้องรอด เพราะเขาต้องออกไปให้ได้ ออกไปเจอแม่กับพี่สาวที่รออยู่ พอได้ก้าวออกมาเห็นผู้คนส่งเสียงเชียร์ เขาบอกว่ามันเหมือนได้ชีวิตใหม่

ผมอ่านแล้วก็คิดว่า เครื่องยนต์ของคนเรา บางทีมันก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่เราคิด

บางครั้งมันคือความกลัว บางครั้งคือความจน บางครั้งคือหน้าของคนที่รออยู่ข้างนอก

แต่ไม่ว่าเชื้อเพลิงจะเป็นอะไร หลักการมันก็เหมือนกัน ถ้ามันแรงพอ มันจะดันให้คนทำในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ให้สำเร็จได้

ผมเลยคิดว่า เครื่องยนต์ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน

ของเด็กผู้หญิงคนนั้น อาจจะเป็นความฝันที่อยากช่วยเหลือคน
ของผม อาจจะเป็นการได้เติบโตไปเรื่อยๆ
ของชาวบ้านในถ้ำ คือความกลัว และหน้าของคนที่รออยู่ที่บ้าน
ของคุณ อาจจะเป็นอย่างอื่นที่ผมไม่รู้

คำถามจริงๆ มันอาจจะไม่ใช่ว่าเครื่องยนต์ของเราสวยไหม หรือเหมือนใครหรือเปล่า แต่คือ

เราเจอเครื่องยนต์ของตัวเองแล้วหรือยัง และมันแรงพอจะพาเราออกจากถ้ำของตัวเองได้ไหม

วิธีค้นหา Passion ใน 7 วัน(ที่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ)ก่อนอื่นผมขอเริ่มด้วยการบอกความจริงก่อนนะครับ“Passion” ที่คุณกำลังตามหาอย...
29/05/2026

วิธีค้นหา Passion ใน 7 วัน
(ที่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ)

ก่อนอื่นผมขอเริ่มด้วยการบอกความจริงก่อนนะครับ

“Passion” ที่คุณกำลังตามหาอยู่ตอนนี้ อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับ Passion ที่คุณจะมีอีกสิบปีข้างหน้า
และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

ถ้าคุณถามผมเมื่ออายุ 18 ว่า Passion คืออะไร คำตอบจะไม่เหมือนตอนอายุ 30 และไม่เหมือนคำตอบในวันนี้เลย

ตอนเด็ก Passion ของผมคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ฟังดูธรรมดา แต่มันคือทุกอย่างในตอนนั้นของผม ผมขยัน ผมพยายาม และสุดท้ายก็ทำได้

แต่พอเข้าไปแล้ว ผมกลับไม่แน่ใจว่าชอบสิ่งที่เรียนจริง ๆ ไหม

พอทำงาน Passion เปลี่ยนรูปใหม่เข้าไปอีก กลายเป็นเรื่องการเติบโต ได้ทำนานบริษัทนานาชาติ ได้ตำแหน่ง เงินเดือนดีขึ้น บริษัทดี ผมทุ่มเทกับมันมาเกือบสามสิบปี

แล้วพอถึงจุดหนึ่ง ผมก็พบว่า Passion ของผมเปลี่ยนอีกรอบแล้วครับ ครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของการ “ได้” อะไรเพิ่ม แต่เป็นเรื่องของการ “ได้ใช้ชีวิต” ได้ช่วยคน ได้เดินทาง ได้ดูแลสุขภาพ ได้รู้สึกว่าวันนี้มีความหมาย

น่าแปลกนะครับ ผมไม่ได้ค้นพบ Passion นี้จากการนั่งคิด แต่มันค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากการใช้ชีวิตมาเรื่อย ๆ

ปัญหาของคำว่า “ตามหา Passion” ผมว่าภาษาทำให้เราเข้าใจผิดครับ

คำว่า “ตามหา” แปลว่ามันต้องซ่อนอยู่ที่ไหนสักที่ รอให้เราไปเจอมัน เหมือนกุญแจที่หล่นหาย

แต่ Passion ไม่ได้ทำงานแบบนั้น

มันไม่ได้ซ่อนอยู่ มันกำลังรอให้คุณสร้างมัน ผ่านการลงมือทำ การสังเกต และการยอมให้มันเปลี่ยนได้ตามเวลา

แล้ว 7 วันนี้ทำอะไรได้จริง ๆ ?

ไม่ใช่การ “เจอ” Passion ครับ แต่คือการเริ่มสังเกตตัวเองอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

วันที่ 1–2 สังเกตพลังงาน ไม่ใช่ความรู้สึก

จดทุกอย่างที่ทำในหนึ่งวัน แล้วทำเครื่องหมายว่าอะไรทำแล้วรู้สึกมีพลังงาน และอะไรทำแล้วรู้สึกหมดแรง

ไม่ต้องถามว่า “ชอบไหม” แต่ถามว่า “หลังทำแล้วรู้สึกยังไง”

วันที่ 3–4 มองย้อนกลับไป

นึกถึงช่วงเวลาในชีวิตที่รู้สึกว่า “ใช่เลย”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ แล้วหาว่ามีอะไรที่เหมือนกันในช่วงเวลาเหล่านั้น

วันที่ 5–6 ลองทำสิ่งที่นึกถึงบ่อย แต่ไม่เคยลงมือ

ทุกคนมีอะไรบางอย่างที่คิดว่า “อยากลองสักครั้ง” แต่ผัดไว้เรื่อย ๆ

ให้เวลา 30 นาทีกับมัน แค่นั้นพอ

วันที่ 7 เขียนสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง

ไม่ใช่เขียนว่า

“Passion ของฉันคือ…” แต่เขียนว่า “ฉันรู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้ฉันมีชีวิตชีวา”

สิ่งที่สำคัญกว่าการค้นหา Passion ไม่ใช่จุดหมายที่ต้องไปถึงแล้วจบ มันคือเข็มทิศที่เปลี่ยนทิศได้ตามวัย ตามประสบการณ์ และตามสิ่งที่คุณผ่านมา

ตอนเด็กมันชี้ไปทางหนึ่ง

ตอนทำงานมันชี้อีกทาง

และตอนที่คุณเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น มันจะชี้ไปยังสิ่งที่ลึกกว่าเดิม

สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่การ “หา” แต่คือการตื่นตัวพอที่จะสังเกตเห็นว่า ตอนนี้ชีวิตกำลังดึงคุณไปทางไหน

7 วันนี้ไม่ได้ให้คำตอบทุกอย่างครับ แต่มันให้อะไรที่สำคัญกว่า มันให้คุณได้รู้จักตัวเองในวันนี้

ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของทุกอย่าง

แล้วคุณล่ะครับ

Passion ของคุณตอนนี้ เป็นอันเดียวกับเมื่อสิบปีที่แล้วอยู่ไหม ?

ถ้ายังหาคำตอบไม่เจอ ผมทำเครื่องมือเล็ก ๆ ไว้ให้ลองครับ เป็น version ทดลองครับ

Passion Blueprint

ตอบ 24 คำถาม แล้ว AI จะวิเคราะห์แบบ Ikigai พร้อมสร้าง Blueprint และ Action Plan ที่ออกแบบมาสำหรับคุณ

👉 passion.wisuth.com

ลองดูได้เลยครับ

ไม่มีอะไรต้องเสีย

ทำไมคนไทยไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไรผมจำได้ชัดมากตอนอยู่ ม.ปลายตอนนั้นรู้ว่าเรียนได้หลายวิชา ทำได้หลายอย่าง แต่ถ้าใครถามว่า ...
28/05/2026

ทำไมคนไทยไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร
ผมจำได้ชัดมากตอนอยู่ ม.ปลาย

ตอนนั้นรู้ว่าเรียนได้หลายวิชา ทำได้หลายอย่าง แต่ถ้าใครถามว่า “ถนัดอะไรจริง ๆ ?” ผมตอบไม่ได้
พอขึ้นมหาวิทยาลัย เข้าคณะวิทยาศาสตร์ มีภาควิชาให้เลือกหลายสาขา ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดี รู้แค่ว่าทำได้ไปหมด แต่ไม่รู้ว่าอะไรคือ ของจริง อะไรคือทางที่เราจะไป

สุดท้ายก็เลือกโดยที่ยังไม่แน่ใจ

พรสวรรค์ vs พรแสวง เราเข้าใจเรื่องนี้ผิดมานาน
มีคำถามที่คนไทยถกกันมานานว่า “พรสวรรค์” หรือ “พรแสวง” สำคัญกว่ากัน

เจน บุญสูงเนิน ตอบไว้ในเพลงแล้วว่า
“30 ลิขิต 70 ต้องฝ่าฟัน”
ผมคิดว่าเขาพูดถูกครับ แต่ปัญหาคือ ในชีวิตจริง เราไปติดอยู่กับ 30 มากเกินไป

เราถามว่า “ฉันมีพรสวรรค์อะไร?”
แทนที่จะถามว่า “ฉันกำลังฝ่าฟันเรื่องอะไรอยู่?”

เลยไม่แปลกที่หลายคนค้นหาตัวเองไม่เจอ เพราะมัวแต่มองหาสิ่งที่ต้อง “มีอยู่แล้ว” แทนที่จะมองสิ่งที่กำลัง “สร้างขึ้น”

ความจริงที่ผมเรียนรู้จากการลงมือทำ

Gallup ศึกษาเรื่องจุดแข็งของคนมาหลายสิบปี และพบอะไรที่น่าสนใจมากครับ

พรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดนั้นมีจริง
แต่มันยังไม่ใช่ “ความเก่ง”
มันเป็นแค่วัตถุดิบ
สิ่งที่จะเปลี่ยนวัตถุดิบนั้นให้กลายเป็นจุดแข็งได้ คือการฝึกซ้ำ ๆ จนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา

แล้ว Gallup ยังบอกวิธีสังเกตด้วยว่า สิ่งที่เป็นจุดแข็งแท้จริงของเรามักมีสัญญาณให้เห็น

มันคือสิ่งที่ทำแล้วลืมเวลา
ทำซ้ำได้โดยไม่เบื่อ
ทำแล้วรู้สึกมีพลังงาน
และเมื่อทำเสร็จแล้วจะรู้สึกว่านี่คือ “ความสำเร็จของตัวเอง”

ผมเองก็เหมือนกัน

สิ่งที่ทุกคนพูดว่าผม “คิดวิเคราะห์เก่ง” ไม่ได้อยู่ในตัวตั้งแต่แรก

มันสะสมมาจากการวางแผน การตัดสินใจ การเขียนโปรแกรม และการแก้ปัญหาซ้ำ ๆ จนมันค่อย ๆ กลายเป็นตัวตน

แล้วทำไมเราถึงไม่รู้?
เพราะเราไม่ได้ถูกสอนให้สังเกตตัวเอง

ระบบการศึกษาสอนให้ทำ ให้สอบ ให้ผ่าน
แต่ไม่เคยสอนให้เราหยุดถามว่า

“ตอนไหนที่เรารู้สึกว่ามันไหล เพลิดเพลิน ”
“ตอนไหนที่ทำแล้วไม่รู้สึกเหนื่อย?”

เราเลยโตขึ้นมาพร้อมกับทักษะหลายอย่าง แต่ไม่มีภาษาจะเรียกมัน

สิ่งที่ผมอยากบอก

ถ้าตอนนี้คุณยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองเก่งอะไร ไม่เป็นไรครับ

มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้ตั้งแต่แรก

ความเก่งไม่ได้รอให้คุณค้นพบ
มันรอให้คุณสร้าง

ลองสังเกตดูครับ ว่ามีอะไรในชีวิตที่ทำแล้วลืมเวลา
ทำซ้ำได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ
ทำแล้วรู้สึกว่า “ใช่”

ไม่ใช่แค่ทำได้
แต่ทำแล้วมีพลังงาน

นั่นแหละครับ คือวัตถุดิบของความเก่ง ที่กำลังรอให้คุณฝึก

แล้วคุณล่ะ มีอะไรที่ทำซ้ำ ๆ มานานแล้ว แต่ยังไม่เคยนับว่ามันคือ “ความเก่ง” ของตัวเองบ้างไหมครับ ?

ชีวิตที่อยากได้ ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจช่วงนี้ผมกลับมาสนใจเรื่อง Willpower อีกรอบเพราะวันก่อนดูสารคดีใน YouTube ที่ด็อก...
25/05/2026

ชีวิตที่อยากได้ ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจ
ช่วงนี้ผมกลับมาสนใจเรื่อง Willpower อีกรอบ

เพราะวันก่อนดูสารคดีใน YouTube ที่ด็อกเตอร์ชัชชาติผู้ว่ากทม พูดถึงหนังสือเล่มนึงเกี่ยวกับเรื่องนี้จึง กลับมาคิดถึงชีวิตตัวเองเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่อง “การออกแบบชีวิต”

ด็อกเตอร์ชัชชาติแกพูดถึงเรื่องการออกแบบชีวิตที่เป็นแนวคิดจากหนังสือเล่มหนึ่งและก็เรื่อง ก็คือ พลังใจ หรือ Willpower ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สามารถควบคู่กันได้ 

ทุกวันนี้คนพูดเรื่อง Life Design กันเยอะ เราถูกชวนให้คิดว่าอยากมีชีวิตแบบไหน อยากทำงานอะไร อยากใช้เวลาอยู่กับใคร หรืออยากเป็นคนแบบไหนในอีกสิบปีข้างหน้า
ประมาณว่าชีวิตเราต้องเตรียมตัว

แต่พอใช้ชีวิตจริงไปนาน ๆ แล้ว จากประสบการณ์ที่ผมได้ ทดลองออกแบบชีตตัวเองมาจริงๆ ผมเริ่มรู้สึกว่า การออกแบบชีวิตไม่ใช่เรื่องยากที่สุด

แล้วอะไรเหรอครับที่ยากที่สุด สิ่งที่ยากกว่าคือ การทำให้ชีวิตที่ออกแบบไว้ “เกิดขึ้นจริง” ต่างหากครับ 

และตรงนั้นแหละที่ต้องใช้ Willpower

หลายปีที่ผ่านมา ผมค่อย ๆ ออกแบบชีวิตตัวเองไว้เงียบ ๆ โดยมีงานไอทีที่ทำอยู่ทุกวันนี้เป็นแกนหลัก ผมยังทำงานเต็มที่เหมือนเดิม รับผิดชอบงาน ออกแบบระบบ ประชุม แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับ ทีมในแบบมืออาชีพ เพราะผมเชื่อเสมอว่า ถ้ายังรับบทบาทไหนอยู่ เราต้องทำบทบาทนั้นให้ดีที่สุด

หลายคนคงเป็นเหมือนผมว่าใช้ชีวิตกับการทำงานทั้งวันก็หมดเวลาแล้วจน ผมเองแทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น

พอฟังเข้าแบบนี้หลายคนคงเข้าใจแล้วว่าการออกแบบชีวิตมันไม่ใช่เรื่องง่าย เราสามารถคิดบนกระดาษได้หรือคิดในหัวได้แต่พอเราจะทำจริงๆมันกลับมีอุปสรรคมากมายเข้ามาให้เราได้เผชิญ

ผมเองก็รู้ตัวดีว่าเป็นแบบนั้นเช่นกัน แต่ช่วงหลังหลังก็พยายามแบ่งเวลา และใช้เวลาช่วงที่มีสมาธิและมีพลังที่สุดในการทำเรื่องที่สำคัญ เพราะรู้ว่าเจ้า พลังใจ หรือ willpower นั้น จะเกิดในช่วงแรกแรกของวันในชีวิตเรา

ผมใช้เวลาเช้าที่คนส่วนใหญ่ยังหลับอยู่ ผมตื่นมาชงกาแฟ จิบกาแฟและเตรียมงานและภารกิจในแต่ละวัน ช่วงนี้ทำให้ผมได้ทั้งทบทวนตัวเองและจัดการชีวิตได้ว่าอะไรที่เราต้องให้ความสำคัญและทำมัน

เพราะผมรู้ว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่สมองยังมีพลังที่สุด ยังไม่มีเรื่องต่าง ๆ ของวันเข้ามาดึงพลังไป

ซึ่งเรื่องนี้ก็ตรงกับสิ่งที่ หนังสือ Willpower อธิบายไว้ว่า พลังใจของคนเราไม่ได้มีไม่จำกัด มันลดลงเรื่อย ๆ ระหว่างวัน โดยเฉพาะเมื่อเราต้องตัดสินใจ ประชุม หรือแก้ปัญหาต่อเนื่อง

พออ่านแล้วผมเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า ถ้าอยากสร้างชีวิตอีกด้านหนึ่งขึ้นมาควบคู่กับงานประจำ หรือแม้แต่ทำภารกิจอื่นๆ เช่นการสร้างทักษะบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการฝึกกิจกรรมที่เราชอบเช่นวาดรูปหรือเล่นดนตรี

เราต้องรู้จักจัดการพลังของตัวเองด้วย
ไม่ใช่อาศัยแรงฮึดอย่างเดียว

ส่วนตัว ผมจึงเลือกใช้ช่วงเช้ากับสิ่งที่สำคัญที่สุด

ส่วนระหว่างวัน ผมก็ยังทำหน้าที่ในงานหลักอย่างเต็มที่เหมือนเดิม ซึ่งพอเราทุ่มเทกับงานที่ทำก็จะพบว่าเกิดสภาวะดื่มด่ำจนรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ซึ่ง บางวัน เราอาจมีภารกิจมากมาย พอถึงบ้านก็เหนื่อย แต่พอกินข้าวเสร็จ ได้พักผ่อนสบายสบาย เพื่อฟื้นคืนพลังเราก็จะพบว่า ชีวิตมันก็ค่อย ๆ ขยับไปทีละน้อย

หลายคนอาจเห็นแค่ปลายทาง เห็นว่าเรามีหลายบทบาท แต่เบื้องหลังจริง ๆ มันคือการทำซ้ำเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้อยู่ทุกวัน ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะเป็นนิสัยที่ทำให้เราทำได้อย่างต่อเนื่อง

เหมือนกับการตื่นขึ้นมาแปรงฟันอัตโนมัติในทุกเช้าของพวกเรา 

และพอประสบการณ์มากขึ้น ผมเริ่มคิดว่าคนที่ออกแบบชีวิตได้จริง ไม่ใช่แค่คนที่มี Vision หรือมีแผนที่ชีวิตอยู่ในมือเพียงอย่างเดียว

แต่คือเขาคือคนที่มี Willpower มากพอจะรักษาทิศทางนั้นไว้ในระยะยาว

เพราะชีวิตที่เราอยากได้ มักไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว

แต่มันเกิดจากเช้าวันธรรมดา
จากการตื่นขึ้นมาทำสิ่งเดิมต่อ
แม้ยังไม่เห็นผลลัพธ์ทันที

และผมคิดว่า นั่นคือส่วนที่ยากที่สุดของการใช้ชีวิต
เพราะส่วนมากหลายหลายคนทำได้แค่เพียงชั่วคราวก็หยุดไป…

คุณละครับ คุณกำลังใช้พลังใจผลักดันชีวิตไปที่ไหนอยู่ครับ

ทุกคนกำลังพาความฝันเดินทางเมื่อคืนผมดูสารคดี คนจนเมือง ทาง Thai PBSตอนนั้นเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง อาชีพไรเดอร์ส่งของเ...
22/05/2026

ทุกคนกำลังพาความฝันเดินทาง
เมื่อคืนผมดูสารคดี คนจนเมือง ทาง Thai PBS
ตอนนั้นเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง อาชีพไรเดอร์ส่งของ

เขาตกงานช่วงโควิด มีภรรยาที่กำลังหางาน มีลูกสาวตัวเล็ก ๆ ที่ต้องดูแล ในสารคดี มีฉากที่เขาขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งของ โดยมีลูกสาวคาดอยู่กับอกด้วยผ้าอุ้มสีฟ้า หลับสนิทบนไหล่พ่อ ขาห้อยลงมาในรองเท้าแตะคู่จิ๋ว

ดูช่วงแรก ๆ ผมรู้สึกสองอย่างพร้อมกัน
สงสาร กับชีวิตที่ต้องตะเกียกตะกายทุกวัน
ประทับใจ กับความขยัน และความรักที่เขามีให้ลูก
หลายฉากในสารคดี บอกความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกได้ลึกมาก โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย

แต่พอดูต่อไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มเห็นอีกมุมหนึ่ง เขาไม่ได้เป็นแค่ “ไรเดอร์ที่ลำบาก” ก่อนหน้านี้ เขาเคยเป็นช่างฝีมือระดับหัวหน้า ในโรงแรมที่มีชื่อเสียง
เขามีฝีมือติดตัว มีศักยภาพ มีอดีตที่ภาคภูมิใจ
และในบทสัมภาษณ์ เขาพูดชัดมากว่า อาชีพนี้เป็นเพียงชั่วคราว

แค่หาเงินใช้ในแต่ละวัน แค่ใช้หนี้ก้อนหนึ่งที่ติดอยู่
“ชีวิตผมจะไม่อยู่แค่นี้ ผมต้องออกจากจุดนี้ให้ได้”

มีอีกฉากหนึ่งที่ทำให้ผมเงียบไปนาน ฉากที่ไรเดอร์ในสารคดี ดีใจมากที่วันนั้นได้เงิน 300-400 บาท
วันที่ดีที่สุด อาจได้ถึง 800 บาท ลองคิดดูครับ 800 บาท สำหรับการขับมอเตอร์ไซค์ส่งของทั้งวัน ในเมืองหลวงที่ค่าครองชีพสูงขนาดนี้

ผมเองเคยเรียก Grab Bike ราคาหลักสามถึงสี่สิบบาทต่อเที่ยว ได้คนขับที่สุภาพ ขับขี่ปลอดภัย ทักทาย “สวัสดีครับ” ตอนเจอ ขอบคุณตอนถึงที่หมาย คุณภาพการบริการระดับที่ในประเทศพัฒนาแล้วต้องจ่ายแพงกว่านี้หลายเท่า

แต่เขาได้จากเที่ยวนั้นเท่าไหร่ ? หักค่าน้ำมัน หักค่าแอป หักค่าบำรุงรถ เหลือเท่าไหร่จริง ๆ ?

ฉากนั้นทำให้ผมคิดอีกเรื่องหนึ่ง พวกเรา คนที่มีงานประจำ มีเงินเดือน มีเวลาว่างพอ เราพูดเรื่อง “ความหมายของชีวิต” กันมาเยอะมาก หาความหมาย หาเป้าหมาย หา purpose หา passion อ่านหนังสือ self-help ฟัง podcast เข้าคอร์สพัฒนาตัวเอง

แต่ลองถามคนที่ต้องหาเงินวันต่อวัน เพื่อให้ครอบครัวได้กินข้าวเย็น คนที่ตื่นมาแล้วต้องคิดว่า “วันนี้จะส่งของได้กี่ออเดอร์” คนที่กลางวันยังไม่กล้ากินข้าว เพราะกลัวเสียโอกาสรับงานชั่วโมงเร่งด่วน
สำหรับเขา การหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในแต่ละวัน คือ ความหมายของชีวิต

มันไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน มันไม่ใช่เรื่องที่ “ยังไม่ถึงขั้น”
มันคือเรื่องจริงที่สุด เรื่องพื้นฐานที่สุดของการเป็นมนุษย์

คนที่ไม่เคยต้องคิดว่า “พรุ่งนี้จะมีข้าวกินไหม” อาจไม่เข้าใจ ว่าการได้เงิน 400 บาทกลับบ้านในเย็นวันหนึ่ง มันมีความหมายขนาดไหน มันคือนมลูก คือข้าวมื้อเย็น คือค่าเช่าบ้านเดือนนี้ คือศักดิ์ศรีของคนที่บอกตัวเองได้ว่า “วันนี้ผมเลี้ยงครอบครัวได้”

ความหมายของชีวิตของเขา ไม่ได้อยู่ในหนังสือเล่มไหน ไม่ได้อยู่ในคอร์สที่ไหน มันอยู่ในกระเป๋ากางเกงตอนกลับบ้าน อยู่ในสายตาของลูกที่ได้กินอิ่ม อยู่ในเสียง “ขอบคุณครับ” ที่เขาพูดให้ลูกค้าด้วยใจจริง

ผมเลยคิดว่า ความสงสารที่ผมมีให้เขาตอนแรก มันไม่ถูกต้อง ความรู้สึกที่ว่า “เห็นเขาแล้ว เรายังโชคดีกว่า” ยิ่งไม่ถูกต้องเข้าไปใหญ่

เพราะเขาไม่ได้ต้องการให้ใครสงสาร เขาไม่ได้ต้องการเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเอาไปปลอบใจตัวเอง
ที่สำคัญที่สุด เขาไม่ใช่เครื่องมือสำหรับคนอื่นเอามาผลักดันความทะเยอทะยานของตัวเอง

ไม่ใช่ตัวเปรียบเทียบให้คนอื่นรู้สึกว่า “ฉันต้องไม่เป็นแบบนั้น”

ชีวิตเขามีคุณค่า มีความหมาย มีความเป็นเจ้าของในแบบของเขาเอง เราไม่มีสิทธิ์เอาทัศนคติของเราไปตัดสินเขา

และเช้าวันนี้ ผมนั่งแท็กซี่กลับมาทำงานที่ออฟฟิศ
ระหว่างทาง ผมมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เห็นไรเดอร์ขับมอเตอร์ไซค์ส่งของ เขากำลังเดินทางไปตามฝันของเขา
เห็นพ่อแม่ส่งลูกหน้าโรงเรียนวันเปิดเทอม เขากำลังเดินทางไปตามฝันของเขา
เห็นช่างแรงงานนั่งรถกระบะไปไซต์งาน เขากำลังเดินทางไปตามฝันของเขา
เห็นแม่ค้าตั้งของขายริมทาง ฝนเพิ่งหยุดตก เขากำลังเดินทางไปตามฝันของเขา

ทุกคนมีความฝันติดตัวมา
ทุกคนมีความเป็นฮีโร่ในแบบของตัวเอง

เพลง Hero ของ Mariah Carey เคยร้องไว้ประมาณว่า “ในตัวเราทุกคน มีฮีโร่ซ่อนอยู่ ถ้ามองเข้าไปในใจตัวเองให้ลึกพอ ก็จะเจอ”

ฮีโร่ในเพลงนั้น ไม่ใช่คนใส่ผ้าคลุมบินได้ ไม่ใช่คนช่วยโลก แต่คือคนธรรมดา ที่ยังลุกขึ้นมาสู้ ในวันที่ทุกอย่างมันหนัก

พ่อบนมอเตอร์ไซค์คันนั้นคือฮีโร่
ฮีโร่ของลูกสาวที่หลับอยู่บนอกเขา
ฮีโร่ของภรรยาที่รออยู่ที่บ้าน
ฮีโร่ของตัวเขาเอง ที่กำลังพาชีวิตเดินทางออกจากจุดที่ยากที่สุด

วันนี้ผมเข้าใจแล้วว่า แรงบันดาลใจที่แท้จริง ไม่ได้มาจากการเปรียบเทียบลงข้างล่าง ไม่ได้มาจากการมองคนอื่นแล้วบอกตัวเองว่า “เรายังดีกว่า”
ไม่ได้มาจากการใช้ความด้อยค่าของคนอื่น มาเป็นเชื้อเพลิงให้ตัวเองวิ่งต่อ

แต่มาจาก ความเคารพ ในตัวตนของแต่ละคน
มาจาก ความชื่นชม ในความมุ่งมั่นที่เขามี และมาจาก ความเชื่อมั่น ว่าทุกคนมีเป้าหมายของตัวเอง มีเส้นทางของตัวเอง มีฝันที่กำลังเดินทางไปหา

วันนี้คุณกำลังพาความฝันของคุณเดินทางไปถึงไหนแล้ว? และระหว่างทาง คุณมองคนรอบๆ ตัวคุณด้วยสายตาแบบไหน?

เมื่อความเข้าใจ ใหญ่กว่าการตัดสินช่วงหลังมานี้ ผมมีโอกาสได้ทำโครงการจิตอาสา เป็นพี่เลี้ยงให้คุณครูที่อยากนำทักษะการโค้ชไ...
16/05/2026

เมื่อความเข้าใจ ใหญ่กว่าการตัดสิน
ช่วงหลังมานี้ ผมมีโอกาสได้ทำโครงการจิตอาสา เป็นพี่เลี้ยงให้คุณครูที่อยากนำทักษะการโค้ชไปใช้ในห้องเรียน

ฟังดูเป็นเรื่องดี แต่ในทางปฏิบัติ การนัดหมายกันแต่ละครั้งไม่ง่ายเลยครับ เวลาวางไม่ตรงกันบ้าง เลื่อนนัดบ้าง บางสัปดาห์ก็เงียบหายไปเลย

ผมยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ใจก็แอบคิดไปเองว่า “หรือคุณครูจะไม่ได้สนใจจริงๆ”

แต่พอได้คุยกันจริงๆ ผมพบว่าผมคิดผิดมาตลอด

คุณครูทุกท่านตั้งใจมาก แต่สิ่งที่เขาแบกอยู่บนบ่ามันหนักกว่าที่ผมจินตนาการ ลูกที่บ้านต้องดูแล พ่อแม่ที่อายุมากขึ้น งานสอน งานเอกสาร งานประเมิน แล้วยังมีเด็ก ๆ ในห้องที่ต้องดูแลทั้งบทเรียนและจิตใจ

ครูคนเดียว แต่มีหลายชีวิตที่ต้องประคองไปพรอมกัน

ผมเลยกลับมาดูตัวเอง
ในที่ทำงาน เรากมักทำแบบเดียวกันใช่ไหมครับ
“ทำไมเขาทำงานช้า”
“ทำไมไม่ขวนขวายหาความรู้เพิ่ม”
“ทำไมไม่เก่งกว่านี”

เราตัดสินจากมุมของเรา จากตารางเวลาของเรา จากชีวิตที่เรามองเห็นเขาแค่ส่วนเสี้ยวเดียว

ลองนึกง่าย ๆ ครับ บนถนน เวลามีคนปาดหน้าเราไป ความคิดแรกมักจะเป็น “รีบไปไหนวะ” แต่ถ้าหยุดคิดอกนิด เขาอาจจะกำลังรีบไปหาพ่อแม่ที่โรงพยาบาล หรือมีลกเล็กรออยูที่บ้าน หรือกำลังจะตกเครืองบินก็ได้

เราไม่มีทางรู้หรอก ว่าคนข้างหน้าเรากำลังแบกอะไรอยู่

เมื่อเร็วๆนี้ ผมดูสารคดีเกลา ที่ ดร.ชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. แกเล่าว่าช่วงปีแรก ๆ มีชาวบ้านมาต่อว่าเรื่องน้ำท่วมถนน ทำไมไม่เข้ามาแก้สักที

แกบอกว่า ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เราจะเห็นแค่ “คนมายืนโวยวาย” แล้วก็ตัดสินเขาไปเลย
แต่ถ้าเราเริ่มจากการเข้าใจ เข้าใจว่าเขากำลังเดือดร้อนเรื่องอะไร ต้องการอะไรจริงๆ เราจะเห็นภาพอีกแบบหนึ่ง

หลังจากนั้นแกส่งทีมเข้าไปคุย เก็บข้อมูล แก้ไขทีละจุด จนตอนนี้ปัญหาคลี่คลายลงไป

จุดเริ่มต้นไม่ใช่การมีคำตอบที่ดีกว่า แต่คือการ “ฟังก่อนตัดสิน”

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนวิธีดำเนินชีวิตของตัวเองพอสมควร

โลกที่เราอยู่ สอนให้เราเอาตัวรอด ขึ้นรถเมลก็แย่งกัน ต่อแถวขึ้นเครื่องบินก็มีแซงคิว ขับรถก็มีปาดซ้ายปาดขวา เราถูกฝึกให้เห็นตัวเองและคนใกล้ตัวเป็นลำดับต้น ๆ เสมอ

ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่บางที พอเราใช้ “มุมของเรา” เป็นไม้บรรทัดวัดทุกคน เราก็จะแบกความขุ่นมัวไว้ตลอดเวลา โดยที่คนอื่นเขาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย

การฝึกที่จะไม่รีบตัดสิน ไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น
มันทำเพื่อให้ใจของเราเองเบาขึ้น

ที่นาสนใจคือ ทัศนคตินีเป็นหัวใจของการโค้ชเลยครับ

โค้ชทุกคนต้องฝึกสิ่งหนึ่งให้ได้ คือ “การรับฟังโดยไม่ตัดสิน” คือยอมรับผู้รับการโค้ชอย่างที่เขาเป็น ไม่ว่าเขาจะบอกว่าอยากทำ ไม่อยากทำ หรือยังไม่พร้อม โค้ชต้องเชื่อจริง ๆ ว่าเขามีศักยภาพมากพอที่จะข้ามความท้าทายในชีวิตของตัวเองได้

หลายคนได้ยนแบบนี้ก็จะถามว่า “งั้นโค้ชก็ไม่ต้องทำอะไรสิ?”

จริง ๆ โค้ชต้องทำเยอะครับ แต่ไม่ใช่การให้คำแนะนำหรือบอกว่าควรทำอะไร

สิ่งที่โค้ชทำคือ เป็นกระจกเงาบานใสที่สะท้อนตัวตนของเขากลับไปให้เขาเห็น ทั้งความเก่ง ความดี ความสามารถ อารมณ์ ความคิด แรงบันดาลใจ และแม้กระทังความกลัวที่เขาเก็บไว้

พอเขาได้เห็นตัวเองชัดๆ เขาก็จะรู้ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ในมือ และมีอะไรที่กำลังฉุดเขาไว้

นี่แหละครับ ที่หลายคนเรียกว่าการ “ปลดล็อกศักยภาพ” โค้ชไม่ได้เข้าไปให้คำตอบ แค่ทำหน้าที่เป็นกระจก และเดินเคียงข้างในการเดินทางของเขาเท่านั้น

พอผมเข้าใจตรงนี้แล้วก็พบว่า ทัศนคติแบบโค้ชไม่ได้ใช้แค่ในห้องโค้ช มันใช้ได้กับทุกคนรอบตัวเรา

กับเพื่อนร่วมงานที่เรารู้สึกว่าทำงานไม่ทันใจ
กับคนในครอบครัวที่เราคิดว่า “ทำไมไม่เข้าใจสักที”
กับคนแปลกหน้าบนถนนที่เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขากำลังเจออะไร

วันนี้ก่อนจะตัดสินใคร ลองถามตัวเองดูสักคถามนะครับ “เขากำลังแบกอะไรอยู่ ที่เราอาจจะมองไม่เห็น?”

บางครั้งสิ่งที่ค้ำต้นไม้ให้ยืนอยู่ได้ คือรากที่เรามองไม่เห็น คนรอบตัวเราก็เช่นกัน

#ไม่ตัดสิน #ความเข้าใจ #ชีวิตการทำงาน #ผู้นำ

สิ่งที่ไม่สำคัญเกือบปีแล้วครับ ตั้งแต่ผ่าตัดไส้เลื่อนเมื่อหัวค่ำผมไปวิ่งออกกำลังกายในสวนหลังเลิกงาน ระหว่างวิ่ง ผมนึกย้อ...
12/05/2026

สิ่งที่ไม่สำคัญ
เกือบปีแล้วครับ ตั้งแต่ผ่าตัดไส้เลื่อน
เมื่อหัวค่ำผมไปวิ่งออกกำลังกายในสวนหลังเลิกงาน ระหว่างวิ่ง ผมนึกย้อนกลับไปถึงวันนั้น วันที่นอนอยู่บนเตียงในห้องผ่าตัด ฉีดยาบล็อกหลังเสร็จใหม่ ๆ ขยับร่างกายส่วนล่างไม่ได้

ก่อนหน้านี้ผมโชกโชนกับการทำงาน ทุ่มเทเหมือนคนรุ่นใหม่หลายคนที่ “มีเป้าหมาย” แสวงหาชื่อเสียง เงินทอง ตำแหน่ง แต่ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร มันก็ต้องซ่อมแซมบ้าง ตอนนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดวันนั้น ผมคิดถึงคำถามใหญ่ ๆ

หลังจากนี้ ผมจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมไหม ? ผมยังต้องทำงานหนักแบบนี้ต่อไปหรือเปล่า ? ผมยังต้องการชื่อเสียงมากมายแบบนั้นจริงๆ ไหม ? ผมยังต้องเฝ้าดูคนใน social media แล้วอยากมี อยากเป็นแบบเขาอยู่อีกหรือเปล่า ?

แล้วอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผมจริงๆ ?

ดูเป็นคำถามเชิงปรัชญาสำหรับคนคิดมาก แต่สำหรับผมในวันนั้น มันคือคำถามที่จริงที่สุด
แต่นี่คือเรื่องที่น่าแปลก ความคิดในห้องผ่าตัดวันนั้น ไม่ได้ทำให้ผมตกผลึกอะไรเลย

เพราะ เราทุกคนรู้อยู่แล้วว่าอะไรสำคัญในชีวิต
ผมโค้ชคนมามาก ให้ทุกคนเขียนสิ่งที่ “สำคัญและเร่งด่วน” ในชีวิตตัวเอง เชื่อไหมครับ ทุกคนเขียนได้เต็มไปหมด จนบางครั้ง เกือบทั้งชีวิตของพวกเขา มีแต่สิ่งที่ “สำคัญ” และ “เร่งด่วน”

ปัญหาก็คือ ไม่ใช่เราไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ
ปัญหาคือ เราไม่กล้าตัดสิ่งที่ไม่สำคัญทิ้ง
เราตัดไม่ลง เพราะมันดูดี เพราะกลัวคนหาว่าใจร้าย เพราะเสียดายโอกาสที่ “ไม่ควรเสีย” จนชีวิตเรามีแต่ “โอกาส” ไม่มี “เรา”

นี่คือเหตุผลที่บางคนมีทุกอย่าง แต่ไม่มีความสุข เพราะทุกอย่างที่เขามี เขาไม่ได้ “เลือก” เขาแค่ ไม่กล้าปฏิเสธ ตัวผมเองก็เป็นแบบนั้นมานาน

ผมเป็นคนชอบเรียนรู้ ชอบลงคลาสใหม่ ๆ จนใบประกาศนียบัตรเต็มบ้าน คำย่อต่อท้ายชื่อเยอะจนเขียนทีก็ขำตัวเอง ที่บ้านผมมีห้องสมุดเล็ก ๆ หนังสือเต็มไปหมด แต่ก็ยังอยากซื้อเพิ่มอีก ยังอยากเรียนเพิ่มอีก

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนสนิททักไลน์มา
“มีคลาสที่น่าเรียนมาก อาจารย์นานๆ จะเปิดที สำคัญกับพวกเราเลยนะ” ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะกระโจนใส่ทันที ลงทะเบียนโดยไม่ต้องคิด

แต่ครั้งนี้ ผมหยุดคิด ผมรู้ว่าถ้าปฏิเสธไป เพื่อนจะเสียใจ เพราะอุตส่าห์ตั้งใจมาชวน แต่ผมก็ใช้ความกล้าบอกกลับไปว่า “ผมมีความรู้พอแล้ว ตอนนี้ต้องใช้วิธีนำมันมาใช้มากกว่า”

พิมพ์ส่งไปแล้วก็เสียดาย กลัวเพื่อนจะคิดอะไร กลัวเสียมิตรภาพ กลัวว่าตัวเองคิดผิด แต่ผ่านไปสักพัก ผมกลับ ถูกใจตัวเองที่พูดแบบนั้นออกไป
ไม่เสียเพื่อน แต่ได้ความสุขกลับคืนมา

และที่สำคัญกว่า ผมรู้แล้วว่าตัวเอง ไม่ได้ต้องการมันจริงๆ ที่ผ่านมาผมไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้พอ ผมแค่ไม่กล้าปฏิเสธ “โอกาสที่อาจารย์นานๆ จะเปิดที”
โอกาสที่ดูดี ที่คนอื่นอยากได้ ที่ตัดทิ้งแล้วเสียดาย
จนผมรู้ตัวว่า บางที

โอกาส ก็คือ “สิ่งไม่สำคัญ” ที่หลอกเราว่ามันสำคัญ

ก่อนผ่าตัด ผมเคยภูมิใจในตัวเองมากเรื่องหนึ่ง ผมเป็นคน multitask เก่ง ทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ ประชุมไปด้วย ตอบอีเมลไปด้วย ทำงานหลายหลายโครงการได้พร้อม ๆ กัน ผมคิดว่ามันคือ “ของขวัญ” เป็นทักษะที่คนเก่งๆ ต้องมี

จนวันหนึ่งผมดูสารคดีเรื่องหนึ่ง เขาตั้งคำถามว่า
“คนเราทำหลายอย่างพร้อมกันได้จริงหรือ ?”
แล้วคำตอบที่ได้คือ ไม่จริง สิ่งที่เราคิดว่าคือ multitasking จริงๆ มันคือสมองสลับไปสลับมาเร็ว ๆ ระหว่างงาน แต่ละครั้งที่สลับ สมองเสียพลังงาน เสียโฟกัส ผลิตงานคุณภาพได้น้อยลง

คน multitask ไม่ได้ “เก่งกว่า” เขาแค่ “เหนื่อยกว่า” และ “ผลงานออกมาคุณภาพต่ำกว่า”
ผมหยุดคิด แล้วลองมองตัวเองอีกมุม
ที่ผมภูมิใจว่า “ทำหลายอย่างพร้อมกันได้” ถ้ามองจากภายนอก คนอาจเห็นเป็นแบบไหนกันแน่ ?

อาจเห็นเป็น “คนจับปลาหลายมือ” “คนรับงานเก่ง แต่ส่งไม่ตรงเวลา” “เดอะแบกที่ดูเก่งเพราะแบกเยอะ แต่ไม่ได้แบกเสร็จสักอัน” ผมเลยเปลี่ยน จากคน “ทำหลายอย่างพร้อมกัน” เป็นคน “ทำทีละอย่างให้เสร็จ”

ในตอนแรก ทรมานครับ เพราะต้องปฏิเสธงานเยอะขึ้น ต้องบอก “ไม่” บ่อยขึ้น ต้องดูคนอื่นได้โอกาสที่เราเคยรับ ต้องยอมรับว่าตัวเองทำได้ “น้อยลง”

แต่ผ่านไปสักพัก ผมเริ่มเห็น ผมทำงานเสร็จมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น เวลาที่ใช้กับสิ่งสำคัญลึกขึ้น และที่สำคัญ ผมมีความสุขมากขึ้น

ถ้าถามว่า อยากเป็น “คนเก่งที่แบกเยอะ” หรือ “คนเก่งที่ทำเสร็จ” ผมเลือกอย่างหลัง ที่ใช้คำว่า “กล้า” ตัดสิ่งที่ไม่สำคัญ เพราะมันต้องใช้ความกล้าจริงๆ
กล้าที่จะปฏิเสธ กล้าที่จะให้เวลากับตัวเอง กล้าที่จะหยุดนิ่ง ในขณะที่คนอื่นเร่งไปข้างหน้า กล้าที่จะดูคนรอบตัวสนุก มีความสุข โดยที่เราเองอาจหงอยเหงาในช่วงแรก

ในช่วงแรก มันแปลก มันอึดอัด มันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแปลกในห้อง แต่จากประสบการณ์ของผม เวลาเท่านั้นที่จะพาเราผ่านจุดนั้นมาได้ แล้วเมื่อผ่านมันมา มันคือการยืนยันกับตัวเองว่า เส้นทางที่เราเลือก ไม่เสียเวลาเลย

ทุกวันนี้ ผมยังทำงานเหมือนคนทั่วไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำมากขึ้น คือ ผมหาสิ่งที่ “ไม่สำคัญในชีวิต” ของผมเจอแล้ว มันกลายเป็นเครื่องมือตัดสินใจ

ผมไม่เคยเสียดายที่ปฏิเสธ ผมไม่เคยเสียดายที่บอกลา ผมไม่เคยเสียดายที่เมินเฉย

ถ้าสิ่งนั้นทำให้ชีวิตผมมีความสุขมากขึ้น ถ้าสิ่งนั้นทำให้ผมได้กลับมาอยู่กับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ผมจะไม่ลังเลที่จะตัดมันออก

ลองถามตัวเองดูครับ พื้นที่ชีวิต 100% ของคุณ คุณกำลังมอบมันให้กับอะไรอยู่ ? มันคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ ? หรือคือสิ่งที่ “สำคัญและเร่งด่วน” จนคุณไม่กล้าตัด “สิ่งที่ไม่สำคัญ” ออกไป ?

ผมเชื่อว่า คุณรู้คำตอบอยู่แล้ว
ที่เหลือ คือ กล้าพอจะตัดมันทิ้งหรือเปล่า

ที่อยู่

Bangkok
10400

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Inspired by Coach Tonผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์