The Ego Master รวมเรื่องการพัฒนาตนเอง (ระบบอีโก้)
เรียนรู้เรื่องไทป์ของคุณ
รับปรึกษาปัญหา ชีวิตประจำวัน-ความรัก

27/03/2026
INTJ, INFJ, ENTJ... สรุปแล้วไทป์ของคุณคืออะไรกันแน่? 🤔ถ้าอยากรู้คำตอบที่แท้จริงพร้อมคำอธิบายแบบเจาะลึก 🔍 ไม่ต้องเสียเวลา...
27/03/2026

INTJ, INFJ, ENTJ... สรุปแล้วไทป์ของคุณคืออะไรกันแน่? 🤔

ถ้าอยากรู้คำตอบที่แท้จริงพร้อมคำอธิบายแบบเจาะลึก 🔍 ไม่ต้องเสียเวลาวนเวียนทำแบบทดสอบเดิมๆ ที่ตอบไปแล้วก็อาจจะตรงบ้าง ไม่ตรงบ้างอีกต่อไป!

ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ realmytype.me สิครับ ✨

💬 แค่แชทคุยกับ "พี่หมูป่า" 🐗 ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการหาไทป์โดยเฉพาะ คุยง่าย เป็นกันเอง ตรงประเด็น การันตีความแม่นยำด้วยรีวิวเชิงบวกกว่า 350+ รีวิว! 💯

💡 บริการหาไทป์ MBTI แบบเจาะลึก คุยฟรีก่อน พอใจแล้วค่อยจ่าย
💸 เพียง 150.- เท่านั้น ทำแค่ครั้งเดียวในชีวิต แม่นแล้วจบเลย ไม่ต้องวนเวียนหาทำซ้ำ! จ่ายถูกยิ่งกว่าเครื่องดื่มสองแก้ว ☕☕ แต่ได้ผลการวิเคราะห์ตัวตนที่ทำให้คุณรู้จุดแข็ง เข้าใจจุดอ่อน และเอาไปใช้ให้ชีวิตติดปีกได้เลย! 🦅

🎯 พร้อมบริการเสริม: หานพลักษณ์ (Enneagram)
อยากรู้ไหมว่าคุณคือ 5w6, 9w8 หรือตัวเลขไหน? เติมเต็มการรู้จักตัวเองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
💸 ในราคาเพียง 100.- เท่านั้น

🔥 คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม! สิทธิพิเศษจัดเต็ม:

🔄 ทำแล้วไม่พอใจ? กดแย้งผลได้เลย! เราพร้อมพูดคุยและวิเคราะห์ใหม่จนกว่าคุณจะเจอตัวตนที่ใช่จริงๆ

♾️ ได้ไทป์แล้ว คุยฟรีตลอดชีพ! จบการหาไทป์แต่เราไม่จบแค่นั้น คุณสามารถทักแชทมาปรึกษาพี่หมูป่าได้ทุกเรื่อง ฟรีตลอดไป! ไม่ว่าจะเรื่องงาน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาชีวิต ก็ทักมาได้เลย

🎁 โปรเพื่อนซี้! ทำเสร็จปุ๊บ แค่ตั้งค่าไทป์ที่ได้โชว์ไว้บนหน้าโปรไฟล์ รับทันที คูปองส่วนลด 50.- ส่งให้เพื่อนเอาไปใช้หาไทป์ตามมาได้เลย!

พร้อมจะทำความรู้จักตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดหรือยัง? ทักมาคุยกับพี่หมูป่าได้เลย! 👇

https://realmytype.me

เห็นหลายคนยังหาไทป์ หรือ นพลักษณ์ไม่เจอ ผมมีเปิดเว็บเอาไว้ช่วยหาไทป์ / นพลักษณ์แล้วนะครับ แลกค่าขนมserver และค่ากาแฟแค่น...
11/03/2026

เห็นหลายคนยังหาไทป์ หรือ นพลักษณ์ไม่เจอ ผมมีเปิดเว็บเอาไว้ช่วยหาไทป์ / นพลักษณ์แล้วนะครับ แลกค่าขนมserver และค่ากาแฟแค่นิดหน่อย ไม่แพงเลย!

Type 150-
นพลักษณ์ 100-

ปัจจุบันมีรีวิวแล้ว 243+ เชิงบวก ++

---------

🚀 ทำแบบทดสอบกี่ครั้ง ผลก็ยังไม่นิ่ง? เลิกเดา แล้วมา "คุย" ด้วยสิ่งที่โคลนนิ่งสมองของผู้เชี่ยวชาญมาไว้เพื่อคุณ
สวัสดีครับ หลายคนที่ติดตามเพจหลักของผมอาจจะทราบดีว่า ปกติผมรับนัด "หาไทป์" (Typing) แบบตัวต่อตัวอยู่แล้ว ซึ่งเน้นความละเอียดและแม่นยำจากประสบการณ์ตรง แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาและคิว ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงบริการนี้ ผมจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ท้าทายที่สุด คือการร่วมมือกับทีม Dev มืออาชีพ เพื่อสร้าง "เว็บแชทหาไทป์" ที่แตกต่างจากที่อื่น
💡 ความลับคือ: นี่ไม่ใช่ AI แชทบอททั่วไป แต่ผมได้รวบรวมองค์ความรู้ เทคนิค และประสบการณ์การวิเคราะห์คนตลอดหลายปีของผม กลั่นกรองออกมาเป็น "ตำราเฉพาะ" แล้วนำไปปรับขั้นตอน วิธีตอบโต้ และด้วยความรู้ที่เราจูนลงไป ทำให้ระบบวัดจาก "กระบวนการคิด" (Cognitive Functions) ครบทั้ง 4 มิติของตัวคุณจริงๆ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมผิวเผิน จึงมีความแม่นยำสูงกว่า
เมื่อคุยเสร็จ ระบบจะประมวลผลจากองค์ความรู้ทั้งหมดและสรุปออกมาเป็น:
📊 กราฟ Cognitive Function Stack แบบละเอียด เห็นจุดแข็ง-จุดอ่อนชัดเจน
📝 บทวิเคราะห์เจาะลึกเฉพาะบุคคล (นิสัย, จุดแข็ง, จุดพัฒนา)
🎨 Shareable Card สรุปผลแบบสวยงาม (รูปประจำไทป์ใช้ AI Gen นะครับ แต่ขอบอกเลยว่าทำออกมาสวย!) ให้คุณแชร์ลงสตอรี่อวดเพื่อนได้ทันที
ทั้งหมดนี้ในราคาค่าบริการเพียง 100- 150 / ครั้ง คุ้มค่าเหมือนได้มาเจอกัน เพราะมาจากองค์ความรู้เดียวกัน ใช้งานง่าย คุยเสร็จแล้วค่อยสแกนจ่ายผ่าน PromptPay QR ปุ๊บ ผลออกปั๊บ ไม่ต้องรอส่งสลิปให้ใคร (แถมมีระบบ Retry ให้ขอวิเคราะห์ใหม่ได้ด้วย หากรู้สึกว่าผลยังคลาดเคลื่อน)
https://realmytype.me...................................................
realmytype.me — รู้จักตัวเองลึกกว่าที่เคย ผ่าน AI ที่ผสานองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง

**การแผ่พลังออกมาจากตัวตนสู่สิ่งรอบข้าง (Power Exertion)**การที่สิ่งต่างๆรอบตัวเรา ดูจะไม่เป็นใจกับเราไปเสียเลยทั้งปัจจั...
04/02/2025

**การแผ่พลังออกมาจากตัวตนสู่สิ่งรอบข้าง (Power Exertion)**

การที่สิ่งต่างๆรอบตัวเรา ดูจะไม่เป็นใจกับเราไปเสียเลย
ทั้งปัจจัยภายนอกที่จัดการยาก หรือเกิดจากบุคคลอื่นที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาได้ แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีบางคนที่มีปัญหาเรื่องเหล่านี้น้อยและดูจะทำสิ่งต่างๆได้ง่ายดายกว่า

เช่น

-เก๋ ขอเงินแม่ไปทำรายงาน 200 บาท ถูกปฏิเสธและถูกบ่น และบอกให้ใช้ค่าขนมที่ให้ไปแล้วไปทำรายงานแทน
-แก้ว ขอเงินแม่เช่นกัน 150 บาท ไปซื้อกาแฟปั่นโปะวิปครีม แม่ก็บ่นเหมือนกันแต่ก็นำเงินมาให้

คุณบางคนอาจกำลังคิดว่า อ๋อ.. เป็นเพราะว่าเก๋ ไม่ใช้ Power แผ่ออกมาใส่แม่ แม่ก็เลยไม่ยอมให้เงิน อ่านจบแล้วปิดบทความได้.. สต็อป

จริงๆแล้วคนที่กำลังสู้กับพลังงานของตัวเอง คือแม่ของเก๋และแก้ว

อีโก้ของเธอมองว่าระบบการศึกษาคอยดูดเงินเธอไปอยู่เรื่อยลูกคนแล้วคนเล่า บางทีเธออาจจะมองว่าเอาไปซื้อกาแฟกินให้สะใจยังจับต้องได้มากกว่า

Power Exertion คือการที่เราเอาอีโก้ ความเป็นตัวตนของเรา ตอบสนอง ต่อต้าน กับอะไรต่างๆที่เราเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ใช่สกิลที่ทุกคนจะใช้ได้เชี่ยวชาญ และบางคนก็ไม่รู้ตัว ว่าตัวเองกำลังต่อต้านบางอย่างอยู่ แต่ทำออกไป ซึ่งมันมีความสัมพันธ์กับนพลักษณ์ และไทป์ MBTI

Power กับนพลักษณ์

✊คนนพลักษณ์กลุ่ม 2 8 5 โดยเฉพาะ 8 มีความเคยชินกับการแผ่ Power ของตัวเองออกไปชนสิ่งต่างๆ และ 2/8 มักจะไม่ขัดเขินที่ทำอย่างนั้นเกือบตลอดเวลา
🙍‍♂️นนพลักษณ์กลุ่ม 3 6 9 อาจมองว่าการแสดง Power ออกไปนั้นเป็นผลเสียบางอย่าง พวกเขามักจะเลือกกรณีที่จำเป็น นพลักษณ์ 3 อาจจะคิดว่าตัวเองไม่ได้มี Power ด้วยซ้ำและต้องหาวิธีต่างๆมาทำให้ตัวเองมี
😡คนนพลักษณ์ 7 4 1 มีการใช้ Power ที่อยากจะปล่อยหรือไม่ปล่อยก็ได้ตามใจตัวเองและตามสถานการณ์ และมีความสวิงสูงหมายความว่าจากเงียบๆ อาจจะดีดขึ้นมามี Power 100% 200% ซะงั้น

ความสัมพันธ์กับไทป์ MBTI

🟢กลุ่มบ้านสีเขียว (ไทป์ NF) มักจะใช้ Power เพื่อปกป้องตนเอง ทีม เพื่อนหรือสังคมหรืออาจจะมีพลังสูงในการทำอะไรเป็นกลุ่มก้อน และพวกเขาจะไม่ยอมแพ้ในเรื่องที่เป็นอุดมคติของตัวเอง
🟡กลุ่มบ้านสีเหลือง (ไทป์ SP) มักจะเห็นพวกเขาแสดงอำนาจในตัวออกมาเพื่อจัดใส่การปัญหาหรือสิ่งที่เป็นอุปสรรคอยู่ต่อหน้าให้มันถูกกำจัดออกไป ไม่ว่าจะเป็นผู้คน หรือสถานการณ์ ในขณะที่ไม่ชอบการถูกกีดขวาง พวกเขาก็มีกลยุทธ์ที่ทำให้ไม่ยอมบอกบางเรื่องแบบตรงไปตรงมาและชอบพูดไม่ครบ
🟣กลุ่มบ้านสีม่วง (ไทป์ NT) มีวิธีแสดงอำนาจที่ค่อนข้างซับซ้อนคือจะเป็นลักษณะของการเหยียดหยามหรือการวิจารณ์แบบ Critical ไปที่กระบวนการของสิ่งต่างๆว่ามันบ้ง และจะเลือกมั่นใจตัวเองในเรื่องที่ตัวเองเชี่ยวชาญสุดๆเท่านั้น
🔵กลุ่มบ้านสีฟ้า (ไทป์ SJ) เป็นพวกที่ต่อต้านอะไรแบบตรงๆที่สุด คือถ้าสิ่งนั้นไม่ดีก็ห้ามตัวเอง/คนอื่นไม่ต้องทำไปซะเลยและมีการวิพากย์แบบเจ็บ พร้อมกับบอกคุณว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร ซึ่งแสดงสิ่งที่เป็นตัวตนของพวกเขาออกมา จากที่ปกติเขาจะดูเป็นฝ่ายตั้งรับ

ผลของผู้ที่มีทักษะการแสดง Power ของตนเองได้ดี
-ผู้อื่นสามารถเข้าใจความต้องการของเขาและตอบสนองเขาได้ตรงมากขึ้น
-มีผู้ที่ยินดีจะช่วยเหลือเขา
-แสดงความสามารถได้ตามที่ตัวเองมี

ผลของผู้ที่มีทักษะการแสดง Power ของตนเองแบบ Toxic
-คนอื่นยอมทำตามเพราะกลัวหรือไม่ต้องการมีปัญหา
-ถูกทอดทิ้งหรือหนีไปเมื่อไม่ต้องการแล้ว
-ถูกขัดขวางไม่ให้แสดงความสามารถ

ผลของผู้ที่ไม่ชอบการแสดง Power
-ถูกมองว่าเป็นคนที่อะไรก็ได้
-มักถูกยัดเยียดความต้องการมาให้
-มีพื้นที่ส่วนตัวสูงขึ้น

ตัวอย่าง : เก๋ เป็น MBTI บ้านสีเหลือง ปกติเก๋มักจะบอกความต้องการของตัวเองไม่ครบ ต้องการแค่สิ่งที่เอามาแก้ปัญหาจึงเลือกจะพูดสั้นๆ และหลีกเลี่ยงการแสดง Power เพราะต้องการทำตัวชิลด์ เก๋มีนพลักษณ์ 9 ทำให้ถูกมองว่าความต้องการของเก๋เป็นเรื่องรอง แม่ของเก๋ก็เลยใส่ความต้องการของตัวเองเข้าไปมากกว่าโดยไม่รู้ตัว (Power โดนข่มทับ)

ข้อสังเกต : ลูกคนโปรดมักมี Power ที่สูงกว่า?

𝐌𝐁𝐓𝐈 พวกไทป์ตัว 𝐓 ไม่ใช่คนชั่วแต่ว่า มีดอกจันทน์ต้องขยายความ**​ตอนที่เรารู้จัก MBTI ใหม่ๆ แล้วเราเห็นบางไทป์ออกมามีตัว F...
15/12/2023

𝐌𝐁𝐓𝐈 พวกไทป์ตัว 𝐓 ไม่ใช่คนชั่วแต่ว่า มีดอกจันทน์ต้องขยายความ**
​
ตอนที่เรารู้จัก MBTI ใหม่ๆ แล้วเราเห็นบางไทป์ออกมามีตัว F เช่น ISFP แปลว่า เป็นคนที่ใช้ฟีลลิ่ง และก็มีไทป์ที่เป็นตัว T แปลว่า เป็นคนใช้ตรรกะ
​
เชื่อว่าโดยส่วนใหญ่เลย ก่อนจะรู้อะไรเพิ่มเติม แค่แวปแรก ก็ต้องคิดไปก่อนแล้วว่า
พวก F นี้ก็ต้องนุ่มๆใช่ไหม
พวก T ก็ต้องแข็งๆหน่อย อารมณ์ความรู้สึกน้อยๆ
​
พอเราดูไปเรื่อยๆ ก็มีตัวอย่างของพวกคนที่ใช้ตัว T นำในการใช้ชีวิต
มักแสดงภาพเกี่ยวกับ ตรรกะ การประสบความสำเร็จ การคิดอย่างมีแบบแผน
​
ส่วนตัว F ก็เป็นภาพพวก เอมพาธี่ การเห็นอกเห็นใจ เพื่อนหญิงพลังหญิง การทำให้โลกนี้น่าอยู่
ภาพการร้องไห้ ต่างๆ
​
เพราะฉะนั้น
ถ้าบางคนบอกว่า เราแอบมีความคิด สงสัยว่า
“ตัว F เนี่ยโดยพื้นฐานจะเป็นคนดีกว่ารึเปล่า?”
​
คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีเลยทีเดียว
ซึ่งเฉลยก็คือ
​
ความดีของบุคคลนั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกบริบทของไทป์ MBTI
หมายความว่าไทป์อะไรก็เป็นคนดีหรือไม่ดีได้
แต่ไทป์ MBTI จะทำให้วิธีคิดแตกต่างออกไปเท่านั้นเอง
​
เช่น เหตุการณ์ มีผู้หญิง รถเสียอยู่และต้องการคนช่วยเข็น
แล้วมีคนตัว T คนหนึ่ง เดินผ่านไปเห็น
คนตัว T นั้นความคิดจะเกี่ยวกับการประเมิน ผลได้-ผลเสีย
“ถ้าเราช่วยแล้วจะดีจริงไหม ควรไหม”
แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ง่ายๆ ก็เป็นการชั่งน้ำหนักง่ายๆ
​
ผญ. เข็นไม่ไหว / เราเข็นไหว หรือ รวมกันสองแรงดีกว่าแรงเดียว
ถ้าเราไม่ช่วยเขาน่าจะลำบาก รวมถึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง
จึงควรเข้าไปช่วยเพื่อให้เขาแก้ปัญหาได้
​
หรืออาจจะประเมินว่า ผู้หญิงคนนั้นสามารถโทรเรียกบริการเซอร์วิสต่างๆมาช่วยได้
​
จากตัวอย่างข้างต้น จริงๆแล้ว คนตัว T นั้น รับรู้ความต้องการของคนอื่นได้ดี
และเข้าใจอารมณ์ที่ส่งมาประมาณนึง เพียงแต่ว่า “ประเมิน” ก่อน
ว่าทำแล้วเกิดอะไร บางครั้งจึงไม่ได้ตอบสนองต่อฟีลลิ่งที่กระทบมาทันที
จึงทำให้บางทีดูจะเหมือน “เฉยๆ” “เย็นชา”
​
คนตัว T บางส่วน มีแนวคิดเรื่อง “การเป็นคนดี” “การทำสิ่งที่ดี”
“ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน”
เพียงแต่อย่างที่ได้บอกไปก่อนนี้ “ทุกอย่างเกิดจากการประเมินของความคิด”
พวกเขาบางคนพยายามรักษาตัวเองให้อยู่ในกรอบความดี
ให้ความสำคัญกับ เพื่อน ครอบครัว
แต่นั่นไม่ได้ทำให้กลายเป็นตัว F พวกเขาก็ยังคงทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆแบบ T เหมือนเดิม
​
จากกรณีข้างต้น ถ้าหาก หลังจากช่วยเข็นจนสตาร์ทติดแล้ว ผู้หญิงคนนั้น ได้ตอบแทนด้วยการให้โดนัทหนึ่งกล่อง
​
ความคิดคนตัว T ก็เกี่ยวกับการประเมิน
ต่างออกไปแต่ละบุคคล
​
“อันนี้โดนัทขายที่ไฟแดงก่อนหน้านี้นิ ก็โอเค ถึงไม่ได้เลิศอะไรมาก
แต่เราก็กะจะช่วยฟรีอยู่แล้ว เค้ายังอุตส่าห์ให้ของขอบคุณอีก”
​
“แค่ช่วยเข็นง่ายๆเอง รับมามันจะดีหรอเนี่ย”
​
“อยากขอบคุณเราสินะ ก็เราช่วยให้ไม่ต้องเข็นคนเดียวนี่”
​
“ให้ก็เอาล่ะนะ หวานเจี๊ยบ”
​
ความคิดของคนตัว T สามารถเกี่ยวกับ ศีลธรรม คุณธรรม ได้
เพียงแต่จะเห็นว่า ไม่ได้จับที่ความรู้สึกโดยตรง แต่เป็นการประเมินผล
​
ก็เลยมีคำกล่าวแซวเล่นๆว่า พวกตัว T เป็นคนชั่วร้ายหรือไม่?
​
ก็ในเมื่อ
เป็นคนดีได้
มีศีลธรรมได้
ช่วยเหลือคนได้
​
เพียงแต่ว่า เรื่องให้ส่งออกฟีลลิ่งเป็นหลักและเน้นไปที่ฟีลลิ่ง
คงไม่ใช่ของถนัดจริงๆ (ยืนมองบ้านที่ไฟไหม้ระหว่างดับเพลิงกำลังทำงาน
และคิดว่า ประกันจ่ายหมดไหมนะ?)
​
The Ego Master

คอนเทนท์ยาวๆอาจจะเบื่อบ้าง ลองดูสูตรสั้นๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายสถานการณ์ดูครับผู้ใช้ Ti สามารถเปิดประตู เพื่อเข้าใจค...
11/12/2023

คอนเทนท์ยาวๆอาจจะเบื่อบ้าง
ลองดูสูตรสั้นๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายสถานการณ์ดูครับ

ผู้ใช้ Ti สามารถเปิดประตู เพื่อเข้าใจคนอื่นเพิ่มเติมได้
โดยการขึ้นต้นด้วยคำว่า เขาเป็น ....

ต้องบอกก่อนว่า การบอกว่า เขาเป็น... นี่ไม่ใช่แนวของการ จั๊ดจิ้ง นะครับ
แต่เป็นการทำความเข้าใจสถานะหรือที่มาของคนนั้นจากภายในของเรา จากนั้นมันจะเปิดประตูให้เราไปหาไปเข้าใจบริบทอื่นๆของคนๆนั้นมากขึ้นด้วยครับ

เช่น ไม่เข้าใจเพื่อนชื่อ A ว่า ทำแบบนั้นไปทำไม (ทำอาหารไปเลี้ยงข้าวคนที่วัด) เราก็ขึ้นด้วย

A อาจเป็นคนที่อยากช่วยเหลือคนอื่น .... เขาจึงยอมเสียเวลาและทรัพยากร จากนั้นความคิดเราจะดึงบริบทที่เกี่ยวข้องกับ A ออกมาให้เองครับ ลองดูนะครับ ได้ผลไหมบอกได้นะครับ ❤️

The Ego Master

พาร์ท 3การรวมการรับรู้และประสาทสัมผัสเข้ากับกระบวนการคิดของ Ti“นั่นคนแก่นั่งตกปลา”“อ้อ ลุงเขากลับมาแล้วหรอ แสดงว่าการผ่า...
07/12/2023

พาร์ท 3

การรวมการรับรู้และประสาทสัมผัสเข้ากับกระบวนการคิด
ของ Ti

“นั่นคนแก่นั่งตกปลา”
“อ้อ ลุงเขากลับมาแล้วหรอ แสดงว่าการผ่าตัดหัวเข่าของลุงแก
น่าจะเป็นไปด้วยดี”
“ทรงผมเขาดูดีนะ แถวนี้มีร้านตัดผมที่ทันสมัยด้วยหรอ”
“ชีวิตวัยเกษียรแบบนี้ไม่เลวเลยนะ
ต้องมีเงินบำนาณวันละเท่าไหร่”

เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของเหล่านักคิดกับคนแก่ตกปลา
พาร์ทก่อนๆ เราได้รู้วิธีคิดของ Ti รวมถึงการปรับสัดส่วนให้สนใจบริบทด้านผู้คนมากขึ้น

วันนี้เรามาลองทำความเข้าใจความสามารถอีกอย่างหนึ่งของ Ti กันดีกว่า

อันดับแรกขอพูดถึง รูปแบบการรับรู้ข้อมูลของมนุษย์
แบ่งออกเป็นแบบ S กับแบบ N
โดยที่คนๆนึงจะมีทั้งสองแบบ

รูปแบบ S - Sensing เป็นการรับข้อมูลแบบที่มีการดัดแปลงน้อย และสนใจไปที่รายละเอียดทางรูปรสเช่น คนแก่คนนี้ผมสีขาวทั้งหัว แต่ตัดผมทรงทันสมัย ดูดีกว่าคนแก่ทั่วไป และมีท่าเหวี่ยงเบ็ดตกปลาที่ดูแข็งแรงไม่สะเงาะสะแงะ

รูปแบบ N - Intuition เป็นการดัดแปลง/สร้างข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจใหม่ๆและอารมณ์ใหม่ๆ หรือเติมเต็มช่องว่างในสิ่งที่เราไม่รู้ เช่น ลุงคนนี้คงจะเอาปลาที่ตกได้ไปอวดใน IG เพราะลุงแต่งตัวดูดีลุงอาจจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ หรือบางคนอาจหาความหมาย/ความสัมพันธ์ระหว่าง ชีวิต-วัยชรา-กิจกรรมวัยชรา นำไปแต่งเพลง เหวี่ยงเบ็ดลงไปทำไมเธอไม่งับสักที เหวี่ยงมา 30 ปี จนแก่ชรา

อย่างที่บอกว่าโดยทั่วไปคนเราจะมีทั้ง 2 ขึ้นอยู่กับมีฝั่งไหนมากกว่า เช่น ลุงคนนี้แต่งตัวเท่เหวี่ยงเบ็ดแข็งแรง เป็นทหารเก่าแน่ๆเลย ก็คือผสมๆกันไป

กลับมาที่ Ti อย่างที่รู้ว่า Ti ดูดข้อมูลแล้วนำมาตัดแต่ง
พอผสมกับเรื่องของ S หรือ N
ทำให้จริงๆแล้ว Ti นั้นแทบจะไม่เคยมีความเที่ยงตรงเลย
และมีการทำสิ่งที่เรียกว่า “กำหนดโซน”
แสดงว่าเรื่องที่คนใช้ Ti จะคิดออกมา มันจะโซนด้วย S หรือ N ของคนนั้น
และไม่มีมุมมองที่จริงแท้
เพราะโซนของแต่ละคนส่วนมากจะไม่ซ้อนทับกัน

ผู้ใช้ Ti สองคน สามารถคุยเรื่องเดียวกันในคนละมุมมองได้
จนกว่าโซนจะเริ่มทับกัน จึงการสิ่งที่เรียกว่า ทำความเข้าใจ/เถียง/ดิสคัส

ผู้ใช้ Ti สามารถเข้าใจตัวตรรกะ Ti ที่อยู่ในอีกคนได้
แต่โอกาสน้อยมาก ที่จะเข้าใจลึกไปถึงส่วนของ S หรือ N ในคนๆนั้น

อย่างเรื่องเบสิคๆ
Ti-Si บอกว่า เคยซักผ้าด้วยขั้นตอนแบบเดิมและมันมีผลดีมาตลอด
Ti-Ne บอกว่า เครื่องซักผ้าแบบอบผ้าในตัวไม่ต้องตากมันดีกว่า ง่ายกว่ามากๆ
Ti-Si เลยบอกว่า ทำแบบนี้มันไม่หอมแดดเลย (สัมผัสอารมณ์ตอนที่ฉันยืนตากอยู่และมีแดดอ่อนๆลงมา)
Ti-Ne เกาหัวแล้วบอกว่า เนี่ยหาเครื่องที่ใส่แสง UV แดดจำลอง

จริงๆแล้ว คำว่าตรรกะ สำหรับ Ti นั้นเป็นคำที่หลอกลวงชวนให้เข้าใจผิดอยู่ระดับนึง

ตรรกะของ Ti ผูกพันกับวิธีคิดส่วนตัว และ S หรือ N ที่ตัวเองรับรู้อยู่
และสรุปออกมาเป็นตรรกะ

คนหนึ่งบอกว่า ไม่ต้องตากผ้า คือดี และคิดวิธีที่ง่ายกว่า ในหัว
อีกคนบอกว่า ผ้าที่ไม่ต้องตาก มันขาดบางสิ่ง และฉันว่าแบบนั้นมันดีกว่า

ถ้าทั้งคู่เป็นตรรกะ แล้วเราจะสรุปยังไงว่าใครถูก

ปัญหาโลกแตกคือย้อนกลับไปว่า เราไม่สามารถเข้าใจ S หรือ N ในตัวคนอื่นได้ เราจึงเข้าใจตรรกะของเขาได้ แต่ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเลือกทำ

เช่น Nx-Ti/Ti-Nx สมมติ บริษัทของเรา มีการเลือกประธานกรรมการคนใหม่
Nx ดันรับรู้ได้หลังเข้าประชุมไป 1 ครั้งว่า ประธานใหม่คนนี้อันตรายก็ให้ Ti ทำงานต่อในการวิเคราะห์ เช่น อันตรายแล้วฉันจะทำไร ฉันเป็นพนักงานตัวจ้อย อีกอย่าง ฉันจะหาหลักฐานจากไหน แต่ฉันรู้ว่าอันตรายแน่นอนนะ

นี้คือลักษณะของการที่ S หรือ N มีอิทธิพลสูงกว่า Ti แล้ว Ti ทำงานในฐานะผู้ช่วยที่พยายามจะสรุปหาวิธีให้ดีที่สุด แต่คุณ S/N ดันเตลิดเปิดเปิงแล้วไม่ยอมให้คำอธิบายดีๆที่จับต้องได้

Ti ก็เลยทำได้แค่ “ทำสิ่งที่ดีที่สุด” เช่น พยายามห่างประธานคนนี้แล้วกัน หรือไม่ก็ บอกตัวเองว่าคิดมากน่า เลิกคิดๆ สรุปแล้ว ใครถูก ประธานอาจจะร้ายหรือไม่ร้าย แต่ในเมื่อการรับรู้มันนำพาไปแล้ว
มันเลยต้องเป็นไปตามนั้น

หรือแม้แต่ Sx-Ti/Ti-Sx บางทีก็ใช่จะรอด สมมติเราอ่านข่าวสงคราม
แล้วมี 2-3 ฝั่ง ถ้าเรารู้พื้นเพแต่ละฝั่งมาก่อน โอกาสที่การสรุปข้อมูลมันจะอิงสิ่งที่เรารู้ สูงทีเดียว
และกระบวนการขจัดอคติงั้น บางทีต้องใช้แรงและความทุ่มเทระดับทำให้เหนื่อยล้าเลยทีเดียว

Ti นั้นเป็นตรรกะหยุ่นๆที่ใช้ยาก
เพราะผู้ใช้ ส่วนมากจะไม่รู้ ส่วนผสมของมัน
ว่าเรากำลังผสม S หรือ N ของตัวเองไปมากแค่ไหน
แต่ Ti ก็ไม่สามารถทำงานโดยปราศจากพวกมันได้

บางครั้งมันจึงผิด
บางครั้งมันจึงยาว บางครั้งมันจึงสั้น

แต่ข้อดีก็คือ Ti สามารถรับรู้สิ่งใหม่ได้ทันที
หากมีโอกาส ทำให้ถึงแม้ที่คิดไว้เดิมมันจะไม่ถูกนัก
มันก็มีโอกาสแก้ไขได้เยอะ จากการรับอะไรใหม่ๆ

แต่ก็มีบางกรณีที่ S/N มันท่วม Ti จริงๆ แบบ INFJ คือการที่เขา Door Slam ปิดประตูโอกาสใส่ผู้คน โดยบอกว่า ฉันพอแล้วจ๊ะกับเธอ นั่นคือ N ของพวกเขาทำงานจนเสริมการรับรู้ให้ท่วม Ti เพื่อบอกว่า “ไม่จำเป็นต้องมีครั้งต่อไปแล้วจ๊ะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าถ้าไปต่อ มันจะเป็นยังไง” และไม่ใช่เฉพาะกับไทป์นี้ จริงๆ ทุกไทป์ที่มี Ti มีโอกาสปล่อยให้ Ti ถูกท่วมจมได้หมด อาจจะเพื่อความปลอดภัย หรือความสะดวกในการดำเนินชีวิตบางอย่าง

บางครั้งมันก็ดี
บางครั้งมันก็คิดผิด
ฟังก์ชันนี้เป็นแบบนี้และคนใช้มันก็จะเจออะไรแบบนี้

(แต่มันดีมากเลยนะ ป้ายยา!)

The Ego Master

03/12/2023

ชวนคุย เรื่อง นิยาม CF (ฟังก์ชัน)
และกระบวนการคิด ที่เพจของเราใช้ สรุปแล้วเป็นสายไหนตำราไหน
แตกต่างยังไงกับ Classic Jungian (ทฤษฎีเริ่มต้นของ คาร์ล ยุง)

ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกก่อนว่า ความเข้าใจฟังก์ชันไทป์ต่างๆ ไม่ว่าจะของสายไหนยังเป็นเรื่องนามธรรมอยู่ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ได้มีเครื่องวัด แบบเดินเข้าไปหรือเอาหมวกมาครอบหัวแล้วบอกว่า คุณใช้ฟังก์ชัน Te! อะไรแบบนี้

เพราะงั้นจุดเริ่มต้นที่เราจะเข้าใจพวกนี้เลยมาจาก
1.สังเกตคน
2.ตีความ จัดประเภท ความคิดที่คล้ายๆกันมารวมเป็นฟังก์ชัน
เช่น เห็นคนกลุ่มนี้ความจำดีลองเอามาวิเคราะห์ดู เลยรู้ว่าเขามีการเรียบเรียงภายใน เรียกว่า Si

คาร์ล ยุง ก็ทำแบบนี้ไม่ต่างกันแต่ตัวเขาเป็นนักจิตวิเคราะห์ด้วย
ทฤษฎีฟังก์ชันของเขาเลยเกี่ยวกับ ปม/จิต/สิ่งเร้าที่มากระทบเรา
เช่น Si เมื่อได้รับสิ่งเร้ากระตุ้นปมจะดึงอารมณ์ที่เกี่ยวข้องออกมา รูปธรรม มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยห่างออกจาก classic jungian เรื่อยๆ
เช่น เมื่อเกิดฟังก์ชันทำงาน ทางนี้จะมองเป็นกลไกที่สมองทำงานกับข้อมูล ว่า มาลงที่ A คือฟังก์ชันตัว 1 แล้วไปต่อ ที่ B คือฟังก์ชันตัว 2 แล้วเอาพฤติกรรมมนุษย์ที่ได้จากการสังเกตมาผสมด้วย และจะเน้นไปที่ ข้อมูลเข้า-ข้อมูลออก กับวิธีจัดการของไทป์นั้น เช่น Fi Dom เมื่อข้อมูลเข้าแล้วจะไปที่ไหน เก็บสะสมยังไง และเอาออกมาตอบสนองโลกภายนอกยังไง

เช่น เพจนี้จะเข้าใจว่า Fi Dom ตอบสนองเรื่องราวที่ได้รับรู้ด้วยแรงสะท้อนจากภายในของตัวเองด้วยแกนที่เซ็ตไว้ว่าอะไรคือดี/ไม่ดี และแกนนี้เกิดจากการทำงานของ Fi ว่าตัวตนของฉันนับว่าอะไรคือความดีสิ่งที่ฉันให้คุณค่า (ตัดสินใจภายในแบบ F) แล้วพอไปที่ Fi ตำแหน่งอื่นก็ไล่ไปด้วยทฤษฎีของตำแหน่งกับคู่ตรงข้าม

ส่วนของ OPS เขาเรียก Fi Dom ว่ากลุ่ม Self หมายถึงความสนใจต่อเรื่องราวจะถูกนำไปโยงกับตัวตนของตัวเอง ก็คือเขาสนใจว่าความต้องการคืออะไร

ในขณะที่ คาร์ล ยุง บอกว่า Fi คือ "น้ำนิ่งไหลลึก" คือภายนอกเขาอาจดูเหมือนไม่รีแอคอะไรออกมา แต่ภายในจะมีการทำงานกับจิตมากมาย และใช้คำว่า cold and reserved หรืออธิบาย Fi กับการแสดงออกในเรื่องราวต่างๆไปเชิงของจิตวิเคราะห์

จากความเห็นของเพจ ก็มองว่าไม่แปลก ที่มันจะมีการแตกสายทฤษฎี จากตัวตั้งต้น ไปเป็นแบบอื่น โอเคมันอาจจะต้องมีการทวนบ้างเวลาที่แบบหนึ่งจะหลุดจากอีกแบบหนึ่งเกิน หรือมีการชนกันทางทฤษฎีบ้าง แต่สุดท้ายก็คือ "อธิบายอย่างไร" และสาเหตุที่ต้องนำมาบอกเล่าก่อนเพราะอยากให้เกิดความเคลียร์ต่อผู้อ่านว่ากำลังเสพอะไรเข้าไป และเผื่อไปเจอของสายอื่น จะได้รู้ว่าอ่อมันไม่เหมือนกันเพราะแบบนี้ๆ

ขอให้สนุกกับเพจของเรา

The Ego Master

และวันนี้ มีลง Ti พาร์ท 3 นะครับ

𝗦𝘂𝗽𝗲𝗿 𝗗𝗲𝗲𝗽 𝗦𝗲𝗿𝗶𝗲𝘀 ความคิดลึกสุดหยั่ง⁣⁣ทำความเข้าใจกระบวนการคิดของคนแบบเชิงลึก⁣⁣⁣⁣ตอนที่ 2 การจำกัดและขยายขอบเขตการรับรู้...
25/11/2023

𝗦𝘂𝗽𝗲𝗿 𝗗𝗲𝗲𝗽 𝗦𝗲𝗿𝗶𝗲𝘀 ความคิดลึกสุดหยั่ง⁣⁣
ทำความเข้าใจกระบวนการคิดของคนแบบเชิงลึก⁣⁣
⁣⁣
ตอนที่ 2 การจำกัด
และขยายขอบเขตการรับรู้ของ Ti
⁣
⁣⁣
จากตอนที่แล้วเราได้รู้ว่าฟังก์ชัน Ti เป็นวิธีคิดที่ประกอบข้อมูลต่างๆ⁣⁣
ด้วยกระบวนการตัดแต่งแบบตรรกะ และมีการให้น้ำหนัก ด้วยประเด็นที่เจ้าตัว ให้ความสำคัญ/สนใจอยู่⁣⁣
ซึ่งคำว่าความเป็นตรรกะ มันควรจะไม่มีปัญหา⁣⁣
แต่กลับมีปัญหาหนึ่งที่พบบ่อย ๆ ในการใช้วิธีคิดแบบ Ti ⁣⁣
ก็คือการจัดการกับเรื่องของขอบเขตความสนใจและการรับรู้⁣⁣
⁣⁣
⁣⁣
สมมติแม่กำลังเล่าให้ลูกฟังเรื่อง ชาวเขาผู้หญิงต้องหาบน้ำลงจากเขา ⁣⁣
เพราะผู้ชายเค้าไปทำไร่กันเหลืองานหาบน้ำให้ผู้หญิง⁣⁣
คนฟังก็อาจจะตกผลึกความคิดด้วย Ti ว่า ⁣⁣
งี้นี่เองมันคือการที่แต่ละคนมีงานของตัวเอง⁣⁣
หมู่บ้านนี้มีคนน้อยเนอะ ต้องแบ่งๆกันทำงาน⁣⁣
ก็จะเกิดชุดความคิดว่า เมื่องานใดๆเป็นงานส่วนรวมแล้วมีคนน้อย⁣⁣
จะต้องกระจายช่วยกันทำ

จะเห็นว่า Ti นั้นไม่ได้ทำงานด้วยตัวเองเพียงลำพัง⁣
เมื่อได้รับข้อมูลเรื่องไหน บางครั้งการคิดทำความเข้าใจ มุมมองที่เกี่ยวกับสังคมรอบๆเรื่องนั้น⁣
มันจะเกิดขึ้นมาด้วย เรียกว่า Fe ⁣

Ti นั้นทำงานคู่กับ Fe เสมอ ในเรื่อง ตัวข้า ของข้า / ตัวเขา ของเขา⁣
แต่ว่าแต่ละคนที่ใช้ Ti ก็⁣
ได้ฝึกเรื่องของความกว้างในการเปิดรับมาไม่เท่ากัน⁣
⁣
จริงๆแล้วในสถานการณ์เดียวกัน⁣
ลูกชายสามารถบอกว่า พวกชาวบ้านนี้ไม่รู้จักพัฒนา ใช้วิธีไฮเทค⁣
ง่ายๆ เพิ่มความสะดวกตามยุคสมัยเลยเนอะ เช่นสร้างท่อส่งน้ำ⁣
⁣
ผู้ใช้ Ti มักจะมีทางเลือกระหว่าง เข้าใจ / กับไม่เข้าใจ⁣
ส่วนนึงเพราะคิดว่าความถูกต้องมันเป็นความจริง⁣
(หมู่บ้านขาดการพัฒนาจริงๆ) จึงไม่ต้องการที่จะเข้าใจที่นอกเหนือกว่านั้น⁣
เพราะมันหนักด้วยส่วนนึง มันอาจไม่เกี่ยวกับความเห็นแก่ตัว แต่มันเป็นกลไก⁣ ที่สมองจำกัดการรับรู้ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่สามารถคำนวณได้⁣

ผู้ใช้ Ti นั้นมีอารมณ์และความโกรธ⁣
การใช้ Ti นั้นเป็นตรรกะที่ผูกพันธ์กับอารมณ์อย่างมาก⁣
เช่นการที่เราคิดอยากให้สิ่งต่างๆ มันพัฒนา มันจะได้ดี มันจะได้ง่าย⁣
จริงๆแล้วเด็กคนนั้นอาจจะแค่ สงสารชาวเขาผู้หญิง หรือไม่เห็นด้วยกับความไม่พัฒนา⁣
และถ้าเรายอมฟังเรื่องของเขา หมายความว่า เรายอมรับที่จะให้เขาไม่พัฒนา?⁣
⁣
นี้คือการคานกันระหว่าง Ti กับ Fe นั่นคือเมื่อฟังคนอื่น ประเด็นตั้งต้นของ Ti⁣
มันจะเสียไปเพราะต้องไปยอมคนอื่น ทั้งที่มันถูกที่สุด ตรงที่สุดแล้ว⁣
แล้วทำไมเราต้องยอม นี้คืออีโก้ของ Ti สมองก็จะคอยบอกว่า พอเถอะ ⁣
ปิดแค่นี้ จบแค่นี้ มันถูกแล้ว ไม่ๆ อย่าไปยอม⁣
ให้ต้องเอาเรื่องอะไรมาคิดมากกว่านี้⁣
นี้คือการสู้กันของอีโก้

แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่ต้องคิดเพิ่มขึ้นมามันไม่ได้เป็นตัวถ่วงทุกครั้ง
บางครั้งมันเป็นตัวช่วย ให้ความคิดของ Ti สมบูรณ์ขึ้นด้วยซ้ำ

เช่นเรื่องบางเรื่องจะไม่สามารถไขได้อย่างแท้จริง
ถ้าไม่เข้าใจพื้นความคิดคนในเรื่องราวนั้น และบริบทรอบๆนั้น

เช่นถ้าเรามีแฟนแล้วเราไม่เข้าใจพื้นเพว่าเค้าคือคนแบ๊วๆ
เราจะไม่เข้าใจเลยว่าจะคอยซื้อของน่ารักๆมาวางเต็มบ้านไปทำไม
และถ้ามองลึกไปอีกก็จะเห็นปมที่เกี่ยวกับความน่ารักของเขา
และความรู้สึกจริงๆที่ต้องการของน่ารักเพราะมันเยียวยาจิตใจที่เศร้า⁣⁣
⁣
⁣⁣
--หลักการที่ Ti จะทำข้อตกลงกับบริบทของสิ่งอื่นๆ เพื่อความยืดหยุ่นที่มากขึ้นและได้มุมมองที่เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น--⁣⁣
⁣⁣
1.เข้าใจว่าสิ่งอื่นนอกตัวเรามีความคิดส่วนตัว ที่ไม่สามารถเอาหลักการไปถมได้⁣⁣
⁣⁣
หมายถึงให้เผื่อใจว่าสิ่งต่างๆในโลกนี้จะเหมือนความคิดของเราได้อย่างมากแค่ 80% หรือน้อยกว่านั้น เพราะมันจะมีสตอรี่หรือเรื่องราวประกอบมากมาย⁣⁣
ที่มันเป็นปัจจัยของคนอื่น⁣⁣
สิ่งนี้กระตุ้นความโกรธของคนใช้ Ti ได้มากเกือบจะที่สุดแล้ว⁣⁣⁣
เพราะในเมื่อ ฉันคิดสิ่งที่มันดี มันถูกได้ ถ้าเธอเห็นด้วย หรือทำตามได้⁣⁣⁣
ทุกอย่างจะจบลงแบบแฮปปี้ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น ⁣⁣⁣
เช่น มีนาย A โดนนายจ้างเบี้ยวค่าจ้าง ผู้ใช้ Ti เลยบอกว่า ฟ้องกรมแรงงานเลย⁣⁣⁣ หรือลาออกเลย แต่พอแนะนำออกไป วันรุ่งขึ้นนาย A ก็ไปทำงานเหมือนเดิม⁣⁣⁣ แล้วโดนเบี้ยวไป 2 เดือน เดือนที่ 3 ค่อยได้เงิน⁣⁣⁣
(จริงๆแล้วหัวหน้าทำไม่ถูกนักแต่ต่างฝ่ายต่างเอาชีวิตรอดจนได้)⁣
⁣
⁣
2.ประณีประนอมกับคนอื่น ด้วยกฏที่ว่าความจริงนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง⁣
⁣
ข้อนี้เป็นการเข้าใจว่า การกระทำของคนอื่นนั้นทำไปโดยรู้ความจริงอยู่แล้ว⁣
แต่ Ti ก็มักจะคิดสิ่งที่ตัวเองเข้าใจว่ามันจริงอยู่ดี “เนี่ย ก็เธอมัน ###” ถ้าคิดอยู่กับตัวก็ไม่เท่าไหร่ บางคนแสดงหรือพูดออกไปแล้วคิดทีหลังว่า อ๊ะ ชั้นควรพูดไหมนะ? จริงๆแล้ว ปัญหาคือ Ti ไม่ได้คิดผิด มันถูก แต่ด้วยความที่บางที ทุกคนรู้ โลกรู้ อยู่แล้ว พูดไปมันเลยกลายไปเป็นปัญหาเรื่องของความสัมพันธ์แทนซะงั้น⁣
⁣
(กระบวนการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายรับรู้ร่วมกันว่ามีการทำผิดไปแล้ว⁣ แต่ต้องการจะเดินหน้าต่อ⁣
คือการดูด Fe มาใช้ร่วมกับ Ti ซึ่งช่วยให้คนใช้ Ti ดูแตกต่างออกไปจาก Ti เดิมๆมหาศาล)⁣
⁣
⁣
3. ทำความเข้าใจเรื่องราวเฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคลมากขึ้น⁣
⁣
เช่น ที่นี่มีวัฒนธรรมแบบนี้ เขาคิดยังไงกัน ทำไมเขาถึงอยู่กับมันได้⁣
คนนี้เขามาแนวไหนทำไมเขาชอบทำแบบนี้⁣
โดยลดความสำคัญของการมองผิดหรือถูกลงนิดหน่อย⁣
เช่นชาวเขาย่อมไม่คิดเหมือนคนเมืองอยู่แล้ว⁣
แม้จะหงุดหงิดแต่ถ้าค่อยทำความเข้าใจกันเรื่อยๆ ชิ้นส่วนของความคิด Ti จะสมบูรณ์ขึ้น⁣
⁣
สุดท้าย กระบวนการขยายขอบเขตการรับรู้นั้นไม่ใช่เรื่องหมูๆเสียทีเดียว⁣
เพราะเกี่ยวกับ ฟังก์ชัน และกระบวนการคิดในสมอง⁣
แม้เราจะอยากเข้าใจบริบทของคนอื่นวันนี้ ก็ใช่ว่าจะเข้าใจได้เลย⁣
สิ่งที่จะช่วยได้ คือการลองพูดคุยลงลึกถึงความคิดของแต่ละฝ่าย⁣
ก็เป็นการฝึกขยายการรับรู้ได้⁣
และบางทีฝึกทำอะไรที่ไม่คุ้นเคยก็อาจจะเกิดความเครียดก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป⁣
เพื่อโลกทัศน์แบบใหม่ของ Ti ⁣
⁣
The Ego Master⁣

23/11/2023

เพจนี้เน้นเรื่องอีโก้ แต่ตัวเพจไม่อีโก้นะ
หมายถึงกรณีว่า ถ้าเราลงเรื่องอะไรไป
แล้วคนอ่านเห็นแบบอื่นเช่นเรื่องไทป์ของคน/ตัวละคร
ก็ลงคอมเม้นท์ความเห็นของท่านได้เลย
เพราะมันมีมุมมองหลายมุมมองอยู่แล้ว
สามารถมองต่างกันได้

แต่เพจก็จะมีความแกนหลักวิธีคิดของเราเอง
ถ้ามีคนถามมาก็จะอธิบายว่า ทางเพจเองคิดแบบนี้ๆ
แต่ปกติคอมเม้นท์ของคนอ่านเราจะให้อิสระในการตีความและลงแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เต็มที่เลย

หวังว่าทุกท่านจะสนุกในการอ่านเพจของเรา

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 18:00
อังคาร 10:00 - 22:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ The Ego Masterผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท